วัน: 17 กุมภาพันธ์ 2026

“ภราดร” ปัดตอบกระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข่าวลือและกระแส moviment ต่างๆ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือกระแสข่าวที่ “ภราดร” ปัดตอบกระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ อย่างเป็นกันเอง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และว่าที่ ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์แบบติดตลกเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำให้แฟนข่าวการเมืองฮือฮาไม่น้อย

“ภราดร” ปัดตอบกระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.25 น. ขณะที่นายภราดรเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวหลายสำนักต่างรุมถามถึงกระแสข่าวลือหนาหูว่าจะได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรในสมัยหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญ แต่แทนที่จะตอบตรงๆ นายภราดรกลับยิ้มกริ่มแล้วพูดติดตลกว่า “จะไล่แล้วหรอ จะไล่ผมแล้วหรอ ไม่อยากให้ผมอยู่ทำเนียบรัฐบาลแล้วหรอ” คำตอบนี้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายทันที สะท้อนสไตล์การสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

คำตอบ “ทำได้หมด” สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าชอบตำแหน่งไหนมากกว่ากัน ระหว่างรัฐมนตรีหรือประธานสภา นายภราดรตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ทำได้หมด” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมั่นใจในการรับผิดชอบบทบาทใดๆ ไม่ว่าจะฝ่ายบริหารอย่างรัฐมนตรี หรือฝ่ายนิติบัญญัติอย่างประธานสภา คำพูดนี้ไม่เพียงปัดข่าวลือ แต่ยังเปิดประตูให้เห็นโอกาสในอนาคตของเขาในพรรคภูมิใจไทย

นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยผ่านตำแหน่ง ส.ส. หลายสมัย และมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอิทธิพลสูงในขณะนี้ กระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ อาจมาจากการปรับโครงสร้างรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง หรือการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค แต่ตัวเขาเองเลือกที่จะไม่ยืนยันหรือปฏิเสธตรงๆ ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์การเมืองไทยกับบทบาทประธานสภาฯ

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของระบบรัฐสภาไทย เนื่องจากต้องควบคุมการประชุม วาระกฎหมาย และการอภิปราย ซึ่งมักเป็นสมรภูมิของพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ในอดีตมีบุคคลสำคัญหลายคนที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ หรือนายชวน หลีกภัย ที่สร้างมาตรฐานการทำงานสูง หากนายภราดรได้ขึ้นจริง จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่ลงตัว

  • จุดเด่นของนายภราดร: มีประสบการณ์รัฐมนตรี สามารถเชื่อมโยงนโยบายรัฐบาลกับสภาได้ดี
  • สไตล์การทำงาน: เป็นกันเอง สื่อสารเข้าใจง่าย ได้รับความนิยมจากประชาชน
  • บทบาทพรรคภูมิใจไทย: พรรคมี ส.ส. จำนวนมาก อาจผลักดันให้ได้ตำแหน่งใหญ่
  • ความเป็นไปได้: ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ กระแสข่าวนี้ยังสะท้อนถึงความเคลื่อนไหวในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทใหญ่ขึ้น หลังจากที่พรรคมีผลงานโดดเด่นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เช่น นโยบายเศรษฐกิจและสาธารณสุข หาก “ภราดร” ปัดตอบกระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ ด้วยท่าทีแบบนี้ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากการปรับคณะรัฐมนตรี การเลือกตั้งท้องถิ่น และประเด็นร้อนอย่างแก้รัฐธรรมนูญ นายภราดรในฐานะว่าที่ ส.ส. อ่างทอง เขต 1 จึงเป็นตัวแทนที่น่าจับตามอง ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิที่พร้อมรับใช้ประเทศ

จากมุมมองของผู้เขียน คำตอบ “ทำได้หมด” ของนายภราดร แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองที่ยืดหยุ่นและมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่การเมืองไทยต้องการในยุคนี้ หากเขาได้นั่งประธานสภา อาจนำมาซึ่งการทำงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับกระแสนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – “ภราดร” ปัดตอบกระแสข่าวนั่งประธานสภาฯ บอกทำได้หมด รมต.-ฝ่ายนิติบัญญัติ

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กลับมาอีกครั้ง! หลังจากหยุดชะงักไปเพราะการยุบสภา ล่าสุดมีข่าวดีจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยืนยันแล้วว่าจะเดินหน้าแจกเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาททันทีที่รัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จ วันนี้เรามา ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 กัน พร้อมเช็กเงื่อนไขรับสิทธิและอัปเดตวิธียืนยันตัวตนแอปเป๋าตังแบบละเอียดยิบ เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์เด็ดขาด

นโยบายคนละครึ่งพลัสเป็นที่รักของประชาชนมาตลอด เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงผลการเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคภูมิใจไทยคว้าอันดับ 1 ทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีก นายกรัฐมนตรีว่าที่ยืนยันชัดเจนว่าโครงการนี้มาแน่ วงเงินเดิมคือ 2,000 บาทสำหรับคนนอกระบบภาษี และ 2,400 บาทสำหรับคนในระบบ อาจแจกพร้อมกันหรือกลุ่มตกหล่นก่อน ยังมีแผนเสริมอย่าง TISA เพื่อส่งเสริมการออมอีกด้วย

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องเช็กเงื่อนไขอะไรบ้าง

ก่อน ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องรู้เงื่อนไขให้ชัดเจนนะคะ โครงการนี้จำกัด 10 ล้านสิทธิ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:

  • กลุ่มใหม่ที่ไม่เคยร่วมโครงการมาก่อน รวมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและชายแดน 5 ล้านสิทธิ
  • กลุ่มเก่าที่เคยร่วมคนละครึ่งพลัส 5 ล้านสิทธิ

ใช้จ่ายได้ 06.00-23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง ไม่ต้องใช้เต็ม 200 บาท/วันก็ได้ สะดวกสุดๆ

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

  • สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป
  • มีบัตรประชาชน
  • ไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐ ณ 1 ต.ค. 2566
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งรอบก่อนๆ

ขั้นตอนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 แบบง่ายๆ

1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตัง เปิด G-Wallet
2. ลงทะเบียน 20-26 ต.ค. 2566 เวลา 06.00-22.00 น.
3. เก่าเช็กในแอป / ใหม่เช็ก SMS+แอป
4. ได้สิทธิ กดแบนเนอร์เริ่มใช้ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. 2566

วิธีสมัครแอปเป๋าตังครั้งแรกสำหรับลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

ถ้ายังไม่มีแอปเป๋าตัง ทำตามนี้เลย:

  1. โหลดแอปเป๋าตัง
  2. ปิด Wi-Fi ก่อนสมัคร
  3. ยินยอม KYC และตรวจเบอร์
  4. กรอกบัตรประชาชน+เบอร์ รอ OTP
  5. กรอกข้อมูล สแกนหน้า ตั้ง PIN
  6. ยอมรับ PDPA เสร็จสิ้น!

ยืนยันตัวตนที่ ATM กรุงไทย (แบบมีปุ่มล่าง)

  1. เลือก “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน”
  2. บริการยืนยันตัวตน
  3. ยินยอม เสียบบัตร รอตรวจสอบ จบรายการ

ยืนยันตัวตนที่ ATM กรุงไทย (แบบไม่มีปุ่มล่าง)

  1. แตะแถบฟ้า เลือกยืนยันตัวตน
  2. ยินยอม เสียบบัตร รอ จบ

โครงการนี้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจผันผวน รีบเตรียมตัวเช็กสิทธิ์และ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ให้ทันนะคะ อาจมีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากกระทรวงการคลังต่อไป อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจพลาดสิทธิ์!

CTA: ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังวันนี้ แล้วเตรียมลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เพื่อรับเงิน 2,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยตัวคุณเอง!

ที่มา – ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ พร้อมอัปเดตวิธียืนยันตัวตนแอปฯ เป๋าตัง

ตรีนุช ย้ำ พลังประชารัฐหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา ล่าสุด ตรีนุช ย้ำ พลังประชารัฐหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการรวมพรรคร่วมรัฐบาล บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข่าวนี้ พร้อมวิเคราะห์บริบทและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ตรีนุช ย้ำ พลังประชารัฐหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตนเองและว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักการของพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 จากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ น.ส.ตรีนุช ยังระบุว่ายังไม่มีการหารือเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐหรือของตัวเอง แต่ย้ำว่าทำงานร่วมกับนายอนุทิน ด้วยดีมาโดยตลอด แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำพรรคร่วม

ตรีนุช ย้ำ พลังประชารัฐหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ ตามหลักพรรคใหญ่

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐที่ได้ที่นั่งส.ส.มากที่สุดตามผลเลือกตั้ง จึงมีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ การที่ตรีนุชเลือกหนุนอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งรองลงมา ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อรวมเสียงพรรคเล็กพรรคใหญ่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งส.ส.เมื่อไม่นานมานี้ พรรคพลังประชารัฐกวาดที่นั่งได้มากกว่า 140 ที่นั่ง ทำให้กลายเป็นพรรคใหญ่สุด ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ราว 70 ที่นั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีประสบการณ์ยาวนานในฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุขในรัฐบาลก่อนหน้า ทำให้ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย

ตรีนุช เทียนทอง เองก็เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เคยสังกัดพรรคพลังประชารัฐมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ปัจจุบันรับผิดชอบกระทรวงแรงงานและเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

จุดเด่นของการสนับสนุนนี้

  • ความสามัคคี: แสดงถึงการรวมพรรคร่วมที่มั่นคง ไม่มีสะดุดเรื่องผู้สมัครนายกฯ
  • ประสบการณ์: อนุทิน มีความชำนาญด้านนโยบายสาธารณสุขและเศรษฐกิจ ซึ่งตอบโจทย์สถานการณ์โควิดหลังโควิด
  • ยังไม่ล็อคตำแหน่ง: เปิดช่องให้เจรจาต่อรองอย่างยืดหยุ่น
  • ความสัมพันธ์ดี: ตรีนุช ย้ำว่าร่วมงานด้วยดี สร้างความเชื่อมั่น

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยลดกระแสข่าวลือเรื่องแตกหักในพรรคร่วม และเร่งให้การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อนกำหนด

ผลกระทบต่อนโยบายรัฐบาลใหม่

หากอนุทินได้เป็นนายกฯ คาดว่านโยบายหลักจะเน้นเศรษฐกิจฟื้นตัว แรงงาน และสาธารณสุข โดยพรรคพลังประชารัฐน่าจะได้กระทรวงสำคัญ เช่น กลาโหม การคลัง หรือมหาดไทย ตรีนุช อาจต่อยอดบทบาทในกระทรวงแรงงานเพื่อผลักดันนโยบายสร้างงาน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากพรรคฝ่ายค้านและการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเข้ามาแทรกแซง

จากประสบการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมา การรวมพรรคใหญ่เช่นนี้มักนำไปสู่รัฐบาลที่มั่นคง แต่ก็ต้องจับตาการแบ่งเก้าอี้ที่อาจจุดชนวนขัดแย้ง

ความเห็นส่วนตัว: การที่ตรีนุช ย้ำ พลังประชารัฐหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ ถือเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด ช่วยสร้างภาพลักษณ์พรรคใหญ่ที่เปิดกว้าง แต่ประชาชนต้องเฝ้าระวังว่านโยบายจะตอบโจทย์ชีวิตจริงหรือไม่

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? คิดว่าอนุทินเหมาะสมเป็นนายกฯ หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ตรีนุช” ย้ำ พลังประชารัฐหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ รับยังไม่คุยตำแหน่งรัฐมนตรี

“นฤมล” ขอให้ใจเย็น กล้าธรรมคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

“นฤมล” ขอให้ใจเย็น กล้าธรรมคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย บอก “ธรรมนัส” พูดไปหมดแล้ว เป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยนะครับ เมื่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชิล ๆ ใจเย็น ๆ เกี่ยวกับการเจรจาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เรียกได้ว่าทำให้สื่อและนักการเมืองหลายคนตื่นเต้นกันไม่น้อย

“นฤมล” ขอให้ใจเย็น กล้าธรรมคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย บอก “ธรรมนัส” พูดไปหมดแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นฤมล ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง โดยยอมรับว่า ได้ติดต่อกันไปหมดแล้ว กับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นการร่วมรัฐบาล แต่ยังไม่มีการนัดหมายอย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนรอฟังข่าวดีกันต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารออีกนานไหม นฤมล ก็ตอบแบบน่ารัก ๆ ว่า “ใจเย็นๆ” และที่เด็ดสุดคือ เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ก็บอกตรง ๆ ว่า “ธรรมนัส พูดไปหมดแล้ว” ฟังดูเหมือนว่าทุกอย่างใกล้เคียงแล้ว แต่ยังต้องรอจังหวะทางการเมือง

สถานการณ์การเจรจา “นฤมล” ขอให้ใจเย็น กล้าธรรมคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม สะท้อนถึงความพยายามขยายฐานอำนาจในรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่กำลังมีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมือง กลายเป็นพันธมิตรที่น่าสนใจสำหรับพรรคขนาดกลางอย่างกล้าธรรม หากการเจรจาสำเร็จ อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่

มาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้การคุยครั้งนี้มีโอกาสสูง:

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: นฤมลและทีมงานมีความสนิทสนมกับแกนนำภูมิใจไทยมานาน
  • ผลประโยชน์ร่วม: ทั้งสองพรรคต้องการเสริมสร้างเสถียรภาพรัฐบาล
  • จังหวะเวลา: หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เพิ่งจบ ทำให้เปิดช่องเจรจา
  • บทบาทธรรมนัส: ที่เคยพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว ช่วยลดช่องว่างในการคุย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่าพรรคกล้าธรรมอาจได้ตำแหน่งสำคัญในกระทรวงศึกษาหรือกระทรวงอื่น ๆ หากเข้าร่วม ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนฤมลในฐานะนักการเมืองหญิงแกร่ง

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การออกมาให้สัมภาษณ์ของนฤมล แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ไม่รีบร้อนแต่ก้าวไปอย่างมีแผน หากคุณกำลังติดตามข่าวการเมือง ไม่ควรพลาดอัปเดตต่อไป

ในมุมมองของผม การเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพรรคการเมือง แต่ยังส่งผลต่อนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่ภูมิใจไทยมีจุดแข็ง คาดว่าน่าจะมีข่าวดีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลองติดตามกันต่อนะครับ

คุณคิดอย่างไรกับการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “นฤมล” ขอให้ใจเย็น กล้าธรรมคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย บอก “ธรรมนัส” พูดไปหมดแล้ว

“โสภณ” เผยยังไม่ติดต่อนั่งประธานสภาฯ ทำดีทุกที่

“โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อกระแสข่าวลือเรื่องการวางตัวบุคคลสำคัญเข้ารับตำแหน่งสำคัญในสภาเริ่มหนาหู โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยดราม่าและการรอรับรองผลจาก กกต. วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าประเด็นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทัศนคติของนายโสภณ ซารัมย์ ที่น่าชื่นชม

“โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. นายโสภณ ซารุมย์ รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกระแสข่าวที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่ได้รับการทาบทามใดๆ จากพรรคการเมืองต่างๆ เขาเน้นย้ำว่ากระแสข่าวยังเป็นแค่กระแส รอให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามากมายที่ทุกคนเห็นกันดี

นายโสภณ มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปตามกติกาใหม่ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เลือกตั้งเสร็จแล้วชูมือกันทันที แต่คราวนี้ต้องรอกระบวนการให้ครบถ้วน ถ้ากกต. รับรองแล้ว ค่อยมาคุยเรื่องตำแหน่งกันจริงจัง ถือเป็นวิวัฒนาการที่ดีของระบบการเมืองไทย

ความพร้อมของ “โสภณ” หากได้นั่งประธานสภาฯ จริง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อม หากได้รับมอบหมาย นายโสภณ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ใช่คนเล่นๆ ทำอะไรต้องจริงจัง อยู่ตำแหน่งไหนก็ทุ่มสุดตัว สมัยก่อนเป็น ส.ส. ก็ผลักดันเรื่องแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้คาดหวังตำแหน่งรองนายกฯ ก็ตาม สำหรับข้อบังคับสภา เขาบอกว่ามีในหนังสืออยู่แล้ว ศึกษาก็รู้

ส่วนการควบคุมการประชุมสภา เขายังตอบว่า “ยังไม่ได้เป็น ให้ได้เป็นก่อน” แสดงถึงความถ่อมตัวและไม่ประมาท นอกจากนี้ ตำแหน่งรองประธานสภา 1 และ 2 ของพรรคภูมิใจไทย เขาก็บอกว่ายังตอบไม่ได้ เพราะแม้แต่ประธานสภาฯ ยังไม่ชัวร์

ทัศนคติสุดยอด: อยู่ที่ไหนก็ทำให้ดีที่สุด

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดจากคำพูดของนายโสภณ คือทัศนคติที่ว่า ตำแหน่งไม่ใช่อุปสรรค อยู่ที่ไหนต้องทำเต็มที่ให้ดีที่สุด เขาไม่ยึดติดว่างานบริหารหรือนิติบัญญัติส่วนไหนดีกว่า แต่ยืนยันว่าจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะถูกสรรเสริญหรือนินทา ก็ขึ้นกับการกระทำ เขาท่องโลกธรรม 8 ทุกวัน และมองว่าตำแหน่งใดๆ ก็ต้องจากไปในสักวัน ไม่ใช่เจ้าของ

นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ช่วยลดความขัดแย้งในแวดวงการเมืองได้ หากทุกคนมีทัศนคติแบบนี้ การเมืองไทยคงก้าวหน้าขึ้นเยอะ

ประวัติและผลงานนายโสภณ ซารุมย์

  • แกนนำพรรคภูมิใจไทย: เป็นกำลังสำคัญของพรรคมาตลอด
  • รองนายกรัฐมนตรี: ดูแลกระทรวงมหาดไทยและผลักดันนโยบายยาเสพติด
  • ประสบการณ์ ส.ส.: หลายสมัย ทำงานในสภาไม่ขาดตกบกพร่อง
  • นโยบายเด่น: แก้ยาเสพติด สร้างความมั่นคงชายแดนใต้

จากประวัติเห็นชัดว่านายโสภณ มีความสามารถรอบด้าน เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาฯ หากมีการทาบทามจริง

สถานการณ์การเมืองปัจจุบันหลังเลือกตั้ง 2566 พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนดี ถือหุ้นสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ตำแหน่งประธานสภาฯ จึงเป็นที่จับตา แต่ทุกอย่างต้องรอ กกต. รับรองก่อน คาดว่าจะมีพัฒนาการเร็วๆ นี้

สรุปแล้ว “โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและจิตใจที่มั่นคง นักการเมืองแบบนี้เราต้องการมากกว่านี้

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้ และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดว่าโสภณเหมาะกับตำแหน่งนี้ไหม?

ที่มา – “โสภณ” เผย ยังไม่ได้รับติดต่อนั่งประธานสภาฯ บอกอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” รองนายกฯ อีกสมัย

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) วงการการเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. กลายเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่หลายคนกังวลว่าผลอาจส่อเค้าโมฆะ นักการเมืองชื่อดังอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ชัดเจนก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล

“บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

เวลา 09.38 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้เผชิญคำถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับข่าวการทาบทามให้กลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยทำหน้าที่มาก่อน คำตอบของเขาสั้นกระชับแค่ “ให้ไปถามท่านนายกฯ” โดยโยนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคาดเดาว่าอาจมีการต่อรองที่น่าสนใจในพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ

กังวลเลือกตั้ง 2569 ส่อโมฆะ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากประเด็นการจัดสรรตำแหน่งแล้ว คำถามสำคัญอีกข้อคือความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 ที่อาจถูกตีเป็นโมฆะจากปัญหาต่างๆ เช่น การยุบพรรค การเลือกตั้งล่วงหน้า หรือข้อพิพาททางกฎหมาย นายบวรศักดิ์ ตอบรับว่า “อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระบบการเมืองไทยที่ศาลมักมีบทบาทสำคัญในการตัดสินชะตากรรมของรัฐบาลและพรรคการเมือง หากผลเลือกตั้งถูกโมฆะจริง อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

7 รัฐมนตรีแจ้งลาประชุมครม. วันนี้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ วันนี้มีรัฐมนตรีถึง 7 คนแจ้งลา ไม่เข้าร่วมประชุมครม. ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพ การติดประชุมอื่น หรือการเมืองเบื้องหลัง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องมอบหมายให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน รายชื่อรัฐมนตรีที่ลาประชุมมีดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รายชื่อนี้รวมทั้งตัวใหญ่ๆ อย่างนายกฯ เองและรองนายกฯ หลายคน ทำให้ประชุมครม.วันนี้ขาดผู้หลักผู้ใหญ่ไปหลายท่าน สร้างคำถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้

วิเคราะห์เบื้องหลัง “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลหลายชุด ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การโยนถามกันไปมานี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาโควต้าตำแหน่งในอนาคต โดยเฉพาะหากพรรคภูมิใจไทยยังคงมีอิทธิพลในสภาฯ ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่อาจพลิกผันจากคดีความต่างๆ ของพรรคฝ่ายค้าน

เหตุการณ์ “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม. สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการต่อรองและความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับ ครม. ครั้งใหญ่หรือแม้แต่การยุบสภา หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตีความที่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประชาชน การเมืองที่ผันผวนเช่นนี้ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “บวรศักดิ์” โยนถาม “อนุทิน” ให้นั่งรองนายกฯ อีกสมัย วันนี้ 7 รมต. ลาประชุม ครม.

เจ้าของร้อนใจวอนตร.เร่งจับคนเผาสุนัขไซบีเรียน

เหตุการณ์สะเทือนใจคนรักสัตว์เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา เมื่อเจ้าของร้อนใจวอน ตร. เร่งตามตัว คนทำร้าย “สุนัขไซบีเรียน” จุดไฟเผาทั้งเป็น สุนัขชื่อ “มอลลี่” พันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ต้องพบชะตากรรมโหดร้าย ถูกคนร้ายราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา ทำให้บาดเจ็บสาหัส แผลไหม้ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ เจ้าของที่ตามหาจนพบต่างร้องไห้ด้วยความเสียใจและโกรธแค้น

เจ้าของร้อนใจวอน ตร. เร่งตามตัว คนทำร้าย “สุนัขไซบีเรียน” จุดไฟเผาทั้งเป็น

จากรายงานของผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงพื้นที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่ 8 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา หลังได้รับแจ้งจากนายสมชัย อายุ 52 ปี เจ้าของสุนัขที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ สุนัข 2 ตัวหลุดออกจากบ้าน นายสมชัยออกตามหาอย่างสุดความสามารถ จนพบเจ้ามอลลี่นอนร้องโหยหวนอยู่ริมสระน้ำใกล้บ้าน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยไหม้ทั้งตัว สภาพน่าสังเวชใจ

สุนัขไซบีเรียนถูกเผา

อาการบาดเจ็บสาหัสของสุนัขไซบีเรียนมอลลี่

สัตวแพทย์ธัญชนก บุญสนิท จากคลินิกใกล้เคียง เล่าว่า เจ้ามอลลี่มีแผลฉกรรจ์ที่หลังและก้น ผิวหนังไหม้ลึกถึงกล้ามเนื้อ มีหนอนเกาะเต็มบาดแผล กินอาหารไม่ได้ ขาดน้ำรุนแรง และติดเชื้อหนัก คลินิกจึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ที่มีเครื่องมือทันสมัยเพื่อรักษาอย่างเข้มข้น

  • แผลไหม้ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ
  • มีหนอนเกาะตามบาดแผล
  • ขาดน้ำและกินไม่ได้
  • ติดเชื้อรุนแรง
  • ต้องการการรักษาพิเศษจากโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำ
อาการสุนัขไซบีเรียนหลังถูกเผา

ความคืบหน้าทางคดีหลังเจ้าของร้อนใจวอน ตร.

นายสมชัยเจ้าของสุนัขได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองสงขลา ทันที เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแส หาหลักฐานเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดที่จิตใจอำมหิตรายนี้ คาดว่ามีพยานหรือกล้องวงจรปิดในละแวกนั้นช่วยให้จับกุมได้เร็ว

กรณีเจ้าของร้อนใจวอน ตร. เร่งตามตัว คนทำร้าย “สุนัขไซบีเรียน” จุดไฟเผาทั้งเป็นนี้ สะท้อนปัญหาความโหดร้ายต่อสัตว์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย พวกเราคนรักสัตว์ต่างตั้งคำถามว่า ทำไมถึงมีมนุษย์ใจร้ายขนาดนี้ สุนัขเป็นเพื่อนแท้ที่ซื่อสัตย์ กลับถูกกระทำโหดร้าย

เราจะช่วยเหลือสุนัขและป้องกันเหตุร้ายได้อย่างไร

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ดังนี้

  • แจ้งเบาะแส หากทราบข้อมูลผู้กระทำผิด สามารถแจ้งตำรวจ สภ.เมืองสงขลา หรือสายด่วน 191
  • บริจาคช่วยเหลือ สนับสนุนค่ารักษาพยาบาลเจ้ามอลลี่ผ่านโรงพยาบาลสัตว์ มอ.
  • แชร์ข่าว เพื่อกระจายข้อมูลให้ตร.เร่งรัดคดีและสร้างกระแสสังคมต่อต้านความรุนแรงต่อสัตว์
  • ดูแลสัตว์เลี้ยง ให้อยู่ในที่ปลอดภัย ติดปลอกคอ GPS เพื่อป้องกันหลุดหาย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า กฎหมายไทยมี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ลงโทษผู้กระทำผิดหนัก ควรบังคับใช้ให้เข้มงวดมากขึ้น สังคมต้องรวมพลังปกป้องสัตว์ทุกตัว

CTA: มาช่วยกันแชร์โพสต์นี้เพื่อให้เจ้าของร้อนใจวอน ตร. เร่งตามตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น สนับสนุนคนรักสัตว์ทุกคน รีโพสต์ แชร์ และติดตามความคืบหน้า!

ที่มา – เจ้าของร้อนใจวอน ตร. เร่งตามตัว คนทำร้าย “สุนัขไซบีเรียน” จุดไฟเผาทั้งเป็น

“อัครแสนคีรี” วอนแก้ไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ 5,000 ไร่

ไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่สร้างความเสียหายรุนแรง ลุกลามไปแล้วกว่า 5,000 ไร่ นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ว่าที่ ส.ส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งรัดแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน หลังไฟป่าลุกลามต่อเนื่อง 3 วัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจท้องถิ่น

ไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ ลุกลามอย่างไร

สถานการณ์ไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ป่าแห้งแล้งจากภาวะโลกร้อนและฤดูแล้งที่มาเร็วผิดปกติ บวกกับการเผาใบอ้อยในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้จุดความร้อนพุ่งสูง จังหวัดชัยภูมิมีจุดความร้อนถึง 1,229 จุด ติดอันดับ 2 ของประเทศ ค่า PM2.5 สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เจ้าหน้าที่อุทยานต้องลุยงานหนัก เดินเท้าขึ้นเขา ใช้เครื่องตบไฟและเครื่องเป่าลมดับไฟบนหน้าผาสูงชัน แต่ไฟยังลุกไหม้กว้างขวาง

ผลกระทบจากไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ

ไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ ไม่เพียงทำลายป่าไม้กว่า 5,000 ไร่ แต่ยังก่อมลพิษทางอากาศ กระทบสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่เผชิญปัญหาไร่อ้อยราคาตกต่ำเหลือ 890 บาทต่อตัน ชาวนาต้องเผาใบอ้อยเพื่อลดต้นทุน แต่กลับยิ่งซ้ำเติมไฟป่า

ข้อเสนอแนะแก้ปัญหาไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ

นายอัครแสนคีรี เสนอให้รัฐบาลใหม่ประสานกระทรวงเกี่ยวข้อง จัดมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้

  • จัดตั้งศูนย์ป้องกันไฟป่าภูแลนคา ที่ท้องถิ่น พร้อมงบประมาณ
  • จัดหาเครื่องจักร เช่น โดรนรดน้ำ โดรนตรวจจับความร้อน รถน้ำ และเครื่องทำแนวกันไฟ
  • ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ไม่ให้เผาใบอ้อย โดยให้เครื่องตัดอ้อย รถไถกลบตอข้าว ประจำตำบลทุกแห่ง
  • พัฒนาการเกษตรคุณภาพสูง เพิ่มมูลค่าอ้อยและพืชผลอื่นๆ
  • บริหารจัดการน้ำดีขึ้น ป้องกันภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก

ในระยะยาว ต้องควบคุมจุดความร้อนจากมนุษย์และธรรมชาติ วางแผนรับมือโลกร้อนอย่างจริงจัง ชัยภูมิมี 16 อำเภอ 124 ตำบล 1,620 หมู่บ้าน ควรมีศูนย์ช่วยเหลือเกษตรกรทุกหนแห่ง เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรที่เป็น backbone ของชาติ

เกษตรกรชัยภูมิฝากถึงรัฐบาลใหม่ อยากเห็นนโยบายที่ฟังเสียงประชาชน แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตจากภัยพิบัติและเศรษฐกิจตกต่ำ

คุณคิดว่ารัฐบาลใหม่ควรเริ่มแก้ปัญหาไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ อย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อัครแสนคีรี” วอนรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ ลุกลามแล้ว 5,000 ไร่

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในแวดวงการเมืองโลกกันหน่อยนะครับ ล่าสุด ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One ก่อนการเจรจาครั้งสำคัญที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันอังคารนี้ ทรัมป์บอกว่าตัวเขาเองจะมีส่วนร่วมทางอ้อมในการพูดคุยเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และย้ำว่าถ้าการเจรจาล่ม ก็ต้องเตรียมรับมือกับผลที่ตามมาแบบไม่ยั้ง!

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

บรรยากาศก่อนการเจรจานี้ตึงเครียดสุดๆ เลยครับ สหรัฐฯ เพิ่งตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มกำลังทหารให้พร้อมรบ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังเล็ดลอดข้อมูลให้รอยเตอร์ฟังด้วยว่ากองทัพกำลังเตรียมแผนปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่อง หากอิหร่านไม่ยอมตามน้ำ สาเหตุหลักมาจากข้อเรียกร้องของวอชิงตันที่อยากให้เตหะรานหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศทันที เพราะมองว่าเป็นก้าวสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ฝั่งอิหร่านก็ยืนกรานปฏิเสธมาตลอด ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ได้เพิ่งเกิด มันยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่สมัยทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่โอบามาเซ็นไว้ในปี 2015 แล้วใช้นโยบาย ‘แรงกดดันสูงสุด’ ทุบแซงก์ชันหนักใส่อิหร่าน จนเศรษฐกิจเตหะรานแย่ลงเรื่อยๆ ล่าสุดอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด ยังมีเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวโอมาน สหรัฐฯ โทษอิหร่าน Drone โดนยิงตกใกล้เรือรบ USS Boxer อีก ทำให้สถานการณ์เดือดพล่าน

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ในวันเดียวกันนั้น อิหร่านยังจัดการฝึกซ้อมป้องกันภัยทางเคมีในเขตเศรษฐกิจพิเศษพาร์ส ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ การเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้เป็นแบบทางอ้อม (indirect talks) โดยมีตัวกลางช่วยประสาน สหรัฐฯ หวังลดความเสี่ยงสงคราม แต่ทรัมป์เองก็ดูจะไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ

  • สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกำลังเสริมอื่นๆ เข้าตะวันออกกลาง
  • อิหร่านปฏิเสธหยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ถือเป็น ‘เส้นแดง’
  • ฝึกซ้อมป้องกันเคมีของอิหร่าน สัญญาณพร้อมรบ
  • ทรัมป์ยืนยันมีส่วนร่วมทางอ้อม ย้ำ ‘ผลตามมา’ ถ้าล้มเหลว
  • ประวัติ JCPOA ถอนตัวโดยทรัมป์ สร้างความไม่ไว้ใจ

มาดูกันว่าการเจรจานี้จะไปทางไหน หากสำเร็จอาจคลี่คลายวิกฤตนิวเคลียร์ได้ แต่ถ้าล่ม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารจริงจัง ส่งผลกระทบราคาน้ำมันโลก พุ่งสูงแน่นอน ตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ใครครองได้ครองพลังงานโลก

ผลกระทบจากทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์

ไม่ใช่แค่สองชาติหรอกครับ ผล波及ไปทั่ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุฯ อิสราเอล กังวลอิหร่านมีนิวเคลียร์ จีน รัสเซีย ที่หนุนอิหร่านก็อาจเข้าแทรก ชาวโลกเฝ้าดู นักวิเคราะห์บางคนบอกว่านี่เป็นกลยุทธ์ ‘ดีลหรือตาย’ ของทรัมป์ สไตล์ businessman ของเขาเลย

ในมุมมองของผมนะครับ การเจรจาครั้งนี้เป็นโอกาสทองสำหรับสันติภาพ แต่คำเตือนจากทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐจริงจังมาก ถ้าอิหร่านยอมลดระดับนิวเคลียร์แลกกับยกเลิกแซงก์ชัน ทุกอย่างอาจดีขึ้น คุณคิดเห็นยังไงบ้าง? การเจรจาจะสำเร็จหรือนำไปสู่สงคราม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ! และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้ เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศแบบเป็นกันเองต่อไปนะ

ที่มา – ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ ลั่นดีลล่มต้องรับผลที่ตามมา