วัน: 18 กุมภาพันธ์ 2026

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในช่วงที่ชาวจีนกำลังเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างคึกคัก สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับครอบครัวหลายสิบครอบครัว

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

สำนักข่าว CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวัน thứ สองของเทศกาลตรุษจีน เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านขายดอกไม้ไฟในตำบลเจิ้งจี มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน เวลาประมาณ 14.00 น. เพลิงไหม้ลุกลามครอบคลุมพื้นที่กว่า 50 ตารางเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย สาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่

เทศกาลตรุษจีนหรือปีใหม่จีน เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนทั่วประเทศจุดพลุและประทัดเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอธิษฐานขอพร แต่ในปีนี้กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซาก เนื่องจากนี่เป็นเหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งภายในไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เกิดระเบิดที่ร้านดอกไม้ไฟในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายและบาดเจ็บ 2 ราย

背景และธรรมเนียมการจุดพลุในตรุษจีน

การจุดพลุถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวจีน โดยเชื่อว่าประทัดและพลุจะไล่สิ่งอัปมงคลได้ ในช่วงตรุษจีนที่เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา เสียงดังสนั่นไปทั่ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและหัวเมือง แม้เมืองใหญ่เช่นปักกิ่งจะห้ามจุดพลุเพราะปัญหามลพิษทางอากาศ แต่หลายพื้นที่ยังคงอนุญาต ทำให้ร้านขายดอกไม้ไฟคึกคักสุดๆ

อย่างไรก็ตาม เหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของการเก็บรักษาดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นวัตถุไวไฟและอันตราย หากขาดมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การสูบบุหรี่ใกล้ร้านหรือการทดลองจุดพลุโดยไม่ระวัง

มาตรการจากทางการจีน

หลังเกิดเหตุ กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนออกคำสั่งเร่งด่วนให้ร้านดอกไม้ไฟทั่วประเทศเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัย ยกระดับการควบคุม และเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสถานประกอบการอย่างละเอียดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

  • เพิ่มมาตรการป้องกันเพลิงไหม้ในร้านดอกไม้ไฟ
  • ห้ามทดลองจุดพลุใกล้จุดขาย
  • ห้ามสูบบุหรี่หรือใช้ไฟเปิดใกล้สินค้า
  • ตรวจสอบใบอนุญาตและคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตจีนเคยมีอุบัติเหตุคล้ายๆ กันหลายครั้ง สะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยที่ยังไม่เข้มงวดพอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ความต้องการสินค้าพุ่งสูง

บทเรียนและความเสี่ยงจากดอกไม้ไฟ

นอกจากจีนแล้ว ทั่วโลกมีอุบัติเหตุจากดอกไม้ไฟบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเทศกาลต่างๆ ในไทยเอง เราก็มีกฎห้ามขายดอกไม้ไฟผิดกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่ผู้คนยังลักลอบใช้ สร้างอันตรายให้ตัวเองและผู้อื่น เหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสนุกต้องมากับความรับผิดชอบ

จากสถิติ ดอกไม้ไฟก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตนับพันรายต่อปีทั่วโลก โดยส่วนใหญ่มาจากการเก็บรักษาไม่ดีหรือการใช้งานผิดวิธี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์悲惨นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสีย แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงมาตรฐาน หากปล่อยไว้ อาจเกิดซ้ำในปีต่อๆ ไป สุดท้ายแล้ว ความปลอดภัยต้องมาก่อนความสนุกเสมอ

หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถคลิกติดตามที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

สำนักจุฬาราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน 19 ก.พ. 2569

สำนักจุฬาราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน แล้วนะครับ! สำหรับพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ ปีนี้เดือนอันศักดิ์สิทธิ์รอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 จะเริ่มต้นตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย เพราะเป็นการเริ่มต้นการถือศีลอด 30 วันเต็ม เพื่อฝึกฝนจิตใจและร่างกายให้บริสุทธิ์

สำนักจุฬาราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน อย่างเป็นทางการ

ตามประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เชิญชวนพี่น้องมุสลิมดูดวงจันทร์หลังพระอาทิตย์อัสดงในวันพุธที่ 18 ก.พ. และปรากฏว่ามีผู้เห็นดวงจันทร์ครบตามหลักชารีอะห์ จึงยืนยันว่า วันที่ 1 เดือนรอมฎอน คือวันพรุ่งนี้ 19 ก.พ. 2569 ชาวมุสลิมไทยสามารถเริ่มถือศีลอดได้ตั้งแต่ฟ้าสางจนพระอาทิตย์ตกดินทุกวันตลอดเดือนนี้

การกำหนดวันแบบนี้เป็นประเพณีเก่าแก่ตามปฏิทินฮิจเราะห์ ซึ่งเป็นปฏิทินจันทรคติ ปรับตามการโคจรของดวงจันทร์ ไม่เหมือนปฏิทินสุริยคติของไทยที่เราคุ้นเคย ทำให้วันเริ่มรอมฎอนเลื่อนไปเรื่อยๆ ทุกปี ประมาณ 10-12 วัน

ความหมายและความสำคัญของเดือนรอมฎอน

เดือนรอมฎอนคือเดือนที่ 9 ในปฏิทินอิสลาม ถือเป็นเดือนที่ดีที่สุดในปี เพราะอัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอานลงมาแก่ศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ชาวมุสลิมจึงถือศีลอดเพื่อรำลึกและฝึกตน โดยงดเว้นการกิน ดื่ม สูบบุหรี่ และเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เวลา อิmsk (ฟ้าสาง) จนถึง มัฆริบ (พระอาทิตย์ตก) นอกจากนี้ยังเพิ่มการละหมาด การอ่านอัลกุรอาน และการทำบุญเพื่อชาติตยากจน

ประโยชน์ของการถือศีลอดมีมากมาย ทั้งทางร่างกายช่วย detox ลดน้ำหนัก ทางจิตใจช่วยควบคุมกิเลส เพิ่มความอดทน และสร้าง empathy ต่อผู้ยากไร้ ในสังคมไทยที่หลากหลาย การถือศีลอดยังช่วยเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างมุสลิมกับพี่น้องนับถือศาสนาอื่นๆ ด้วยครับ

เตรียมตัวถือศีลอดเดือนรอมฎอน 2569 อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

เพื่อให้การถือศีลอดราบรื่น พี่น้องมุสลิมลองเช็คลิสต์เหล่านี้ดู:

  • ปรับเวลานอน: นอนเร็ว ตื่นละหมาดฟัจร์ให้ตรงเวลา
  • เมนูสู้หิว: ซุฮูร (มื้อเช้าก่อนฟ้าสาง) เน้นโปรตีนและคาร์บช้าๆ เช่น ขนมปัง ถั่ว ผลไม้ อิฟตาร์ (มื้อเย็น) เริ่มด้วยน้ำจั๊มและผลไม้
  • ดื่มน้ำเยอะ: ชดเชยในช่วงไม่อด หลีกเลี่ยงคาเฟอีน
  • กิจกรรมศาสนา: เข้าละหมาดตอเราวีจ ในมัสยิด ฟังบรรยายรอมฎอน
  • สุขภาพ: ผู้ป่วย เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ สามารถงดได้ตาม fatwa ของสำนักจุฬาฯ

ปีนี้รอมฎอนเริ่มต้นในฤดูหนาวของไทย อากาศเย็นสบาย คงถือได้ง่ายกว่าปีที่ตรงหน้าร้อน แต่อย่าลืมป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยนะครับ

ในฐานะคนนอกศาสนาแต่เคารพ ผมคิดว่าการถือศีลอดเป็นการฝึกวินัยที่ยอดเยี่ยม เหมาะกับทุกคนในยุคที่เร่งรีบแบบนี้ ลองนำหลักอดทนไปใช้ในชีวิตประจำวันดูสิครับ จะช่วยให้ชีวิต balance ขึ้นเยอะ!

CTA: พี่น้องมุสลิมเตรียมตัวให้พร้อม สุขภาพจงแข็งแรง รอมฎอนมงคลจงมีแก่ท่าน! แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ เพื่ออัพเดทวันสำคัญ และติดตามข่าวสารศาสนาอิสลามเพิ่มเติมจากเราได้เลยครับ

ที่มา – “สำนักจุฬาราชมนตรี” กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม เดือนรอมฎอน

นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรในเดือนรอมฎอน เป็นข่าวที่อบอวลไปด้วยความเมตตาและสามัคคีในช่วงเวลาสำคัญทางศาสนา เดือนรอมฎอนประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 หรือ พ.ศ. 2569 ได้มาถึงแล้ว นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ส่งคำอวยพรอันอบอุ่นถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ติดตามข่าวสาร

นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรในเดือนรอมฎอน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวคำอวยพรเนื่องในโอกาสต้อนรับเดือนรอมฎอน คำกล่าวนี้เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและปรารถนาดี โดยใจความสำคัญคือ “สวัสดีพี่น้องมุสลิมชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในโอกาสเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ผมในนามรัฐบาล ขอส่งความปรารถนาดีและขอร่วมแสดงความยินดีมายังพี่น้องมุสลิมทุกท่าน ที่จะได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจสำคัญในการถือศีลอด”

นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรในเดือนรอมฎอน อย่างละเอียด

เดือนรอมฎอนไม่ใช่แค่เดือนแห่งการถือศีลอดเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ทดสอบศรัทธาและความอดทนของจิตใจ ช่วยปลูกฝังความเมตตา รู้จักแบ่งปัน และขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ นายกฯ อนุทิน เน้นย้ำถึงคุณค่าของเดือนนี้ที่เป็นรากฐานในการสร้างสังคมไทยให้เกื้อกูล เอื้ออาทร และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสรำลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่องค์พระอัลเลาะห์ทรงประทาน เพื่อนำหลักธรรมไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

คำอวยพรปิดท้ายว่า “ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ผมขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล จงโปรดประทานความเมตตา ความอิ่มเอมใจ และพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แก่พี่น้องมุสลิมชาวไทยทุกท่าน ให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนบัญญัติได้อย่างครบถ้วนและลุล่วงตามเจตนารมณ์ เพื่อความสุข ความเจริญแก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติสืบไป ขอความสันติสุข และความสวัสดี จงประสบแก่ทุกท่าน” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมและศาสนาของพี่น้องมุสลิม

ความสำคัญของเดือนรอมฎอนต่อสังคมไทย

เดือนรอมฎอนเป็นหนึ่งในเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมทั่วโลกจะถือศีลอดตั้งแต่ฟ้าสางจนพระอาทิตย์ตก หลีกเลี่ยงการกิน ดื่ม และพฤติกรรมต่างๆ เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณ ในประเทศไทย ชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ จะร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การละหมาดตราวีห์ การแจกอาหารหลังเลิกอด และการอ่านอัลกุรอาน คำอวยพรจากนายกฯ อนุทิน ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทย

  • ทดสอบศรัทธา: ฝึกความอดทนและวินัยในตนเอง
  • ปลูกฝังเมตตา: คิดถึงผู้ยากไร้และแบ่งปัน
  • ขัดเกลาจิตใจ: ละเว้นบาปและใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น
  • เสริมสามัคคี: สร้างความเข้าใจระหว่างศาสนาในสังคมพหุวัฒนธรรม

นอกจากนี้ เดือนรอมฎอนยังเป็นช่วงที่อัลกุรอานถูกประทานครั้งแรก ทำให้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนหลักธรรม รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้แสดงบทบาทในการส่งเสริมความหลากหลายทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดสรรงบประมาณสำหรับมัสยิดและกิจกรรมทางศาสนา

ในมุมมองของผู้เขียน คำอวยพรนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงน้ำใจ แต่ยังเป็นสัญญาณของผู้นำที่เข้าใจประชาชนทุกกลุ่ม สร้างความมั่นใจในรัฐบาลที่เคารพศาสนาและวัฒนธรรม สังคมไทยจะยิ่งเข้มแข็งเมื่อทุกคนรู้สึกได้รับการยอมรับ

คุณรู้สึกอย่างไรกับ นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรในเดือนรอมฎอน นี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเทศกาลรอมฎอนเพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ นะครับ!

ที่มา – นายกฯ อนุทิน อวยพรชาวไทยมุสลิม ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรในเดือนรอมฎอน

ด่วน! อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้องบอสแซม-บอสมิน คดีดิไอคอน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่หลายคนรอคอยกันมานาน นั่นคือ ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป” เรียกได้ว่าความยุติธรรมกำลังเคลื่อนไหวแล้ว! หลังจากคดีนี้สร้างความฮือฮาและความสงสัยในใจประชาชนมานับปี ในที่สุดอัยการสูงสุดก็มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้เข้าสู่กระบวนการศาลแล้วครับ

ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

ย้อนกลับไปในคดีดังกล่าว กรณีบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก โดยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “บอสแซม” และน.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ “บอสมิน” ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา ถูกจับกุมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในข้อหาหนักๆ อย่างฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และอื่นๆ อีกหลายประการ

ตอนแรก อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งไม่ฟ้อง เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัว แต่ DSI ไม่ยอมแพ้ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ได้ทำความเห็นแย้ง ส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในคดีพิเศษแบบนี้

รายละเอียดหลัง อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) อัยการสูงสุดส่งหนังสือความเห็นชี้ขาดมาที่อัยการคดีพิเศษ ยืนยันตามความเห็นของ DSI ให้ฟ้องทั้งบอสแซมและบอสมินใน 5 ข้อหาหนัก หลังจากนี้ อัยการจะนัดทั้งสองรายมาเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล หากไม่มา DSI จะออกหมายเรียกและตามตัวมาส่งอัยการทันที แล้วยื่นฟ้องศาลอาญาเลยครับ

คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ ดิไอคอน กรุ๊ป หลอกลวงประชาชนนับพันราย รับเงินกู้ดอกเบี้ยโหด เอาเงินไปลงทุนผิดวัตถุประสงค์ สร้างความเสียหายมหาศาล บางคนสูญเงินหมดตัว ชีวิตพลิกผันไปเลย DSI ใช้เวลาสอบสวนนาน รวบรวมพยานหลักฐานกว่า 100 ปาก เอกสารเพียบ จนอสส. เห็นด้วยในที่สุด

  • ข้อหาที่ 1: ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
  • ข้อหาที่ 2: นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์
  • ข้อหาที่ 3: ร่วมกันฟอกเงิน
  • ข้อหาที่ 4: รับของโจร
  • ข้อหาที่ 5: กระทำผิดฐานอื่นๆ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ คดีใหญ่ขนาดนี้ถ้าปล่อยไปจะเป็นยังไง ดีใจที่ระบบยุติธรรมไทยยังมีกลไกตรวจสอบขั้นสุดท้ายอย่างอัยการสูงสุด ช่วยให้คดีไม่จบแค่ขั้นอัยการคดีพิเศษ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายนายทุนอื่นๆ ที่ DSI กำลังสืบต่อ อาจมีคนอื่นเดือดร้อนตามมา ประชาชนที่เคยถูกหลอกควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจได้ค่าชดเชยคืนได้ถ้าศาลตัดสินประหารชีวิต…เอ๊ย ประหารโทษจำคุกยาวๆ นั่นแหละ

ส่วนตัวผมมองว่า ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป” เป็นสัญญาณดี แสดงว่ากฎหมายยังทำงาน แม้จะช้ากว่าที่หวัง แต่ช้าแต่ชัวร์ หวังว่าศาลจะเร่งรัดพิจารณาให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมเร็วๆ นี้

คุณล่ะคิดยังไงกับคดีนี้? เคยโดนหลอกแบบนี้บ้างไหม? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตคดีใหญ่ๆ ได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

เจ้าหน้าที่บินฮ.พบช้างป่าวิ่งหนีไฟป่าภูเขียว

เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้อยากชวนทุกคนมาติดตามเรื่องราวสุดระทึกจากจังหวัดชัยภูมิ ที่เกิดไฟป่าลุกลามหนักมาก ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ต้องบินเฮลิคอปเตอร์สำรวจ แล้วเจอภาพช้างป่าวิ่งหนีไฟป่าอย่างตื่นตระหนกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว น่าหดใจแทนสัตว์ป่าจริงๆ ครับ

สถานการณ์ไฟป่าที่ลุกลามในชัยภูมิ

เริ่มจากวันที่ 13 ก.พ. 2567 ไฟป่าพุ่งขึ้นบนเทือกเขาภูแลนคา อุทยานแห่งชาติตาดโตนและภูแลนคา ลุกลามกว่า 5,000 ไร่ สาเหตุหลักมาจากชาวบ้านลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ หาของป่าอย่างผักหวาน หรือเห็ดป่า ทำให้เพลิงลามหนักเพราะเป็นพื้นที่เขาสูงชัน หน้าผา รถดับเพลิงเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องตรึงกำลังทั้งคืน ใช้เวลานับวันกว่าจะควบคุมได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทส. ห่วงใยมาก สั่งการให้ พล.ต.ท.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษา รมว.ทส. ลงพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์ ประชุมร่วมหน่วยงานดับไฟ กรมฝนหลวงช่วยบินโปรยน้ำวันละ 25 เที่ยว เที่ยวละ 500 ลิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิยังบินร่วมด้วย สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลาย แต่ยังเฝ้าระวัง PM2.5 ตามมา

เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

หลังไฟป่าภูแลนคาคลี่คลาย ก็มีรายงานไฟป่าใหม่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ลุกลามหลายร้อยไร่ จากบ้านหนองปล้องถึงบ้านสะพุงเหนือ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง เจ้าหน้าที่เลยใช้ฮ.กระทรวงทส. บินสำรวจ พบควันพวยพุ่ง เปลวไฟลุกโหมป่าแห้งทั่วเขา

ระหว่างบิน เห็นเจ้าหน้าที่กำลังดับไฟอยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีช้างป่า 1 ตัววิ่งหนีไฟป่าขึ้นเนิน ห่างจากทีมดับเพลิงแค่ 300 เมตร! กลัวอันตรายเลยรีบแจ้งถอนกำลังบางส่วนออกมา ภาพนี้สะเทือนใจมาก ช้างป่าต้องหนีตายแบบนี้เพราะมนุษย์จุดไฟเผาเพื่อความสะดวกส่วนตัว

ที่น่าดีใจ บนสันเขายังเขียวชะอุ่ม มีแหล่งน้ำต้นกำเนิดแม่น้ำชี ไหลลงเขื่อนลำสะพุง สัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังจากเขตทุ่งกะมัง 30 นาย และภูเขียว 20 นาย นำอุปกรณ์ขึ้นเขา คาดดับได้ใน 2 วัน พล.ต.ท.นันทชาติ ชมทีมงานทุ่มเท แม้บางจุดเดินเท้า 4 กม. รถเข้าไม่ได้

สาเหตุและผลกระทบของไฟป่า

ไฟป่าครั้งนี้ส่วนใหญ่จากมนุษย์ จุดเผาหญ้าแห้งเพื่อหาของป่า ทำให้สัตว์อย่างเต่าป่า ไก่ป่าตายเยอะเพราะหนีไม่ทัน ป่าเสียหายมหาศาล ส่งผลต่อระบบนิเวศ น้ำ อากาศ ลามถึงชุมชนได้ง่าย

  • สาเหตุหลัก: ลอบเผาป่าล่าสัตว์ หาผักหวาน
  • ปัญหา: พื้นที่ชัน บุคลากรน้อย เครื่องมือขาด รถเข้าไม่ได้
  • มาตรการ: ใช้ฮ.โปรยน้ำ ระดมกำลัง สั่งฮ.เพิ่มจาก รมว.ทส.

เจ้าหน้าที่พบปัญหาหนัก แต่ทีมงานอย่างนายเฉลิมพงษ์ ฝอยทอง ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 และอื่นๆ สู้สุดใจ

สุดท้าย เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เป็นเครื่องเตือนใจว่าป่าคือบ้านสัตว์ป่า เราไม่ควรทำลาย มนุษย์ต้องรับผิดชอบ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไฟมาบ้านเรา เราจะหนียังไง ช้างป่าก็เหมือนกัน ช่วยกันงดเผาป่า ห้ามปรามชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้าจับได้มีคดีรออยู่

ความเห็นผมนะ ปัญหาไฟป่าจะหมดได้ถ้าทุกคนตระหนัก รัฐต้องอบรมชาวบ้าน เพิ่มเครื่องมือ สนับสนุนฮ.แบบนี้บ่อยๆ มาช่วยกันปกป้องป่าไทยกันเถอะครับ แชร์โพสต์นี้ สร้างความตระหนัก!

ที่มา – เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธสัมภาษณ์ฮุนมาเนต

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังจากสื่อมวลชนถามถึงคำกล่าวของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมา “ฟ้อง” โลกบนเวทีประชุมสันติภาพในสหรัฐอเมริกา ว่าประเทศไทยรุกคืบยึดดินแดนของกัมพูชา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชายแดน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้หลายฝ่ายจับตาการตอบสนองของรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิด

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบเพื่อกลับ ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ประจำตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวที่รออยู่ต่างพากันตะโกนถามถึงประเด็นสำคัญจากที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายฮุน มาเนต ได้ขึ้นเวทีกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวกัมพูชาอย่างหนัก

นายอนุทินหันมาทำท่าป้องหูเพื่อฟังคำถามจากสื่อที่ยืนอยู่ใกล้ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ชั่วขณะนั้นดูเหมือนจะรับฟัง แต่ทันใดนั้นก็ยกมือชี้ไปที่คอของตัวเอง พร้อมทำท่าไอเบาๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ก่อนจะรีบขึ้นรถและขับออกไปทันที การกระทำนี้กลายเป็นภาพที่ถูกบันทึกและแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์: เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้?

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในสหรัฐฯ นายฮุน มาเนต ได้ใช้เวทีนี้เปิดโปงปัญหาชายแดน โดยชี้ว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาต้องเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อมาแต่สมัยก่อนหน้า โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลก (ICJ) ตัดสินเมื่อปี 2505 และ 2556 รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ เช่น เกาะกง และสามเหลี่ยมมรกต

รัฐบาลไทยยืนยันมาตลอดว่ายึดหลักสนธิสัญญาและเอกสารทางการ รวมถึงการเจรจาผ่านกลไกอาเซียน แต่ฝั่งกัมพูชามักนำเรื่องนี้ไปร้องศาลโลกหรือเวทีระหว่างประเทศเพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนในประเทศ การที่ฮุน มาเนต ลูกชายของฮุน เซน ออกมาแถลงเช่นนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองภายในกัมพูชาที่เพิ่งเปลี่ยนตัวนายกฯ เมื่อไม่นานมานี้

  • ประเด็นหลักที่ฮุนมาเนตกล่าวหา: การรุกดินแดนชายแดน ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเสียที่ดินทำกิน
  • การตอบสนองของไทยในอดีต: เจรจาทวิภาคีและส่งเรื่องให้อาเซียนไกล่เกลี่ย
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ชายแดนค่อนข้างสงบ แต่ยังมีจุดร้อน
  • บทบาทของสหรัฐฯ: จัดประชุมสันติภาพเพื่อส่งเสริมสันติภาพภูมิภาค

การที่ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อาจเป็นเพราะสุขภาพไม่ดีจริงๆ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการให้คำตอบที่อาจถูกตีความผิดในช่วงเวลาที่อ่อนไหว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็สะท้อนถึงความระมัดระวังของรัฐบาลไทยในการจัดการประเด็นนี้

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้ควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช่การกล่าวหาทางการเมือง ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน ควรใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทินได้แสดงท่าทีเด็ดขาดในหลายเรื่อง แต่กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ยังคงเน้น diplomacy เพื่อรักษาความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลที่ชาวเน็ตแซวท่าทางของนายกฯ ว่าเหมือน “หลบเลี่ยงคำถามแบบเนียนๆ” แต่หลายคนก็เห็นใจเพราะประเด็นนี้ซับซ้อน ต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมาย หากตอบผิดพลาดอาจจุดชนวนความตึงเครียด

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาค้างคาเก่าแก่ที่ต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจกระทบความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดน

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ที่อาจยืดเยื้อ หวังว่ารัฐบาลจะออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อคลายความสงสัยของประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่านายกฯ เจ็บคอจริงหรือเปล่า หรือมีกลยุทธ์อะไรซ่อนอยู่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองที่อัปเดตและเป็นกลาง!

ที่มา – นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งเลือกตั้งสมัย 2 ชนวนท้องถิ่น

การเมืองท้องถิ่นในไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช มักจะดุเดือดและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ล่าสุดเกิดเหตุสะเทือนใจที่ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนก เมื่อสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ถูกยิงเสียชีวิตอย่างปริศนา คาดว่าสาเหตุมาจากปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากคุณสนใจเรื่องราวยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น บทความนี้จะเล่ารายละเอียดทั้งหมดแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังที่อาจทำให้เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เหตุการณ์ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ที่บริเวณถังน้ำประปาหมู่บ้าน บ้านโนนทอง หมู่ที่ 3 ต.ด่านช้าง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ผู้เสียชีวิตคือ นายสุเนตร พักดี อายุ 69 ปี ซึ่งเป็น ส.อบต. ต.ด่านช้าง เพิ่งได้รับการรับรองผลเลือกตั้งจาก กกต. ให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนที่แล้ว สภาพศพนอนหงาย เลือดไหลนองพื้น ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ขมับขวาทะลุศีรษะ ข้างศพพบปืนขนาด .38 กระบอกหนึ่ง และห่างออกไป 15 เมตร มีรถกระบะอีซูซุ สีเขียวเข้ม ทะเบียน บฉ-935 ชัยภูมิ ของผู้ตายจอดอยู่

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช

  • 10.00 น. ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนดัง 3 นัด จากบริเวณถังน้ำประปา
  • 13.15 น. มีคนพบศพและแจ้งเจ้าหน้าที่
  • เจ้าหน้าที่ สภ.บัวใหญ่ รีบเข้าชันสูตรศพ เก็บหลักฐาน และตรวจสอบที่เกิดเหตุ
  • ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจอย่างละเอียด
  • ชุดสืบสวนแกะรอยกล้องวงจรปิด หาคนเห็นเหตุการณ์

ก่อนเกิดเหตุ นายสุเนตร ได้รับโทรศัพท์จาก ส.อบต. คนหนึ่ง แล้วขับรถออกจากบ้าน โดยภรรยา นางสำราญ พักดี อายุ 63 ปี ไม่ได้ถามว่าจะไปไหนเพราะกำลังทำงานบ้าน หลังทราบเรื่อง เธอตกใจมากและให้สัมภาษณ์ว่า “สามีไม่เคยมีศัตรู เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน เกษียณแล้วมาลงสมัคร ส.อบต. สมัยแรก ชาวบ้านเทคะแนนให้ สมัยสองก็เพิ่งได้รับรอง กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องเก็บเงินประปา แต่สุดท้ายก็ผ่าน ตนเชื่อว่ายิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นแน่นอน”

ประวัติผู้เสียชีวิตและเบื้องหลังขัดแย้ง

นายสุเนตร เป็นคนดี มีผลงานช่วยเหลือชาวบ้านมาตลอด ลูกชาย นายแบงค์ พักดี กล่าวด้วยความเสียใจว่า “พ่อทำความดีมาตลอด ได้รับเลือกตั้ง ส.อบต. เงินเดือนไม่กี่บาท ทำไมต้องฆ่ากัน อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้เร็วๆ” เหตุการณ์นี้จุดประกายคำถามถึงความรุนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่นโคราช ที่มักมีกลุ่มอิทธิพลครอบครอง การเลือกตั้ง อบต. ล่าสุดในนครราชสีมาเต็มไปด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง เช่น การยิงกันในอำเภอใกล้เคียงหรือจังหวัดอื่นๆ

จากข้อมูลสถิติ การเมืองท้องถิ่นไทยมีคดีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง ส.อบต. และ อบต. ปัญหาหลักคือผลประโยชน์จากงบประมาณหมู่บ้าน สิทธิ์จัดซื้อจัดจ้าง และอิทธิพลในชุมชน หากไม่แก้ไข โคราชซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ทางการเมือง อาจเกิดเหตุซ้ำรอยยิงดับ ส.อบต.ในโคราช แบบนี้ได้อีก

การสืบสวนและมาตรการป้องกัน

ตำรวจกำลังตรวจดีเอ็นเอจากปืน .38 วิเคราะห์弾道 และไล่กล้องวงจรปิดรอบหมู่บ้าน คาดว่าคนร้ายอาจเป็นมืออาชีพที่วางแผนมาดี ชาวบ้านหวังให้คลี่คลายเร็วเพื่อความสงบ ด้าน กกต. อาจต้องตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

เหตุยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่การเมืองระดับฐานรากยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง เราเห็นด้วยว่าต้องมีกฎหมายเข้มงวดกว่านี้ เช่น เพิ่มการคุ้มครองผู้สมัครและ ส.อบต. หลังเลือกตั้ง หากคุณเป็นชาวโคราชหรือสนใจการเมืองท้องถิ่น ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ หรือแจ้งเบาะแสหากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สภ.บัวใหญ่ ได้เลย เพื่อช่วยให้คดีนี้จบลงด้วยความยุติธรรม

สุดท้าย ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ตาย และหวังว่าความรุนแรงแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก การเมืองท้องถิ่นควรเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชน ไม่ใช่สนามรบ

ที่มา – ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เฮิร์ตส์ต้อง ‘ลิ้มรส’ โอกาสแชมป์ท่ามกลางกดดัน

เฮิร์ตส์ต้อง ‘ลิ้มรส’ โอกาสแชมป์ท่ามกลางกดดัน

โดย Brian McLauchlin ผู้สื่อข่าวอาวุโส BBC Sport Scotland เผยแพร่เมื่อ 5 นาทีที่แล้ว

เฮิร์ตส์ต้อง ‘ลิ้มรส’ โอกาสคว้าแชมป์สกอตติช พรีเมียร์ชิพ ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โค้ชเดเร็ค แมคอินเนส ของเฮิร์ตส์ กล่าวอย่างหนักแน่น

แม้ทีมจะเพิ่งแพ้เรนเจอร์ส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่เฮิร์ตส์ยังคงนำเป็นจ่าฝูงด้วยคะแนนนำ 2 แต้มเหนือทีมของแดนนี่ โรห์ล ขณะที่เซลติกตามมาเป็นอันดับสาม ห่างเพียง 1 แต้ม แต่แข่งน้อยกว่า 1 นัด ด้วยเหลือ 11 นัดในฤดูกาลนี้ แมคอินเนสย้ำว่าทีมที่เป็นเซอร์ไพรส์ของฤดูกาลต้องรับมือกับแรงกดดันให้ได้

"ผมคิดว่าความกดดันนี้มาจากตัวเราเอง" เขากล่าว "แต่ทุกทีมกำลังเผชิญแรงกดดันในตอนนี้ ผมอยากมีตำแหน่งแบบนี้มากกว่าทีมท้ายตาราง นักเตะของเราสมควรได้รับคำชมและกำลังใจในช่วงนี้ มันจะเป็นประโยชน์กับเรา ถ้าไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะยากขึ้น หน้าที่ของผมและทีมงานคือรักษาความมุ่งมั่นของนักเตะให้เต็มที่"

เฮิร์ตส์ต้อง ‘ลิ้มรส’ โอกาสแชมป์ท่ามกลางกดดัน

เฮิร์ตส์กำลังสร้างประวัติศาสตร์ในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ ด้วยฟอร์มที่เหนือความคาดหมาย การนำจ่าฝูงท่ามกลางยักษ์ใหญ่อย่างเซลติกและเรนเจอร์ส ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ลีกสกอตติชในฤดูกาลนี้ดุเดือดที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว ด้วยการลุ้นแชมป์ที่สูสีทุกนัด

ฟอร์มเหย้าที่น่าเชื่อถือ

เฮิร์ตส์จะลงเล่น 4 ใน 6 นัดลีกถัดไปที่ไทน์แคสเซิล สนามเหย้าที่พวกเขายังไม่แพ้ในลีก แมคอินเนสชี้ว่านี่คือสิ่งที่ต้อง "หยิบมาสร้างกำลังใจ" ยิ่งไปกว่านั้น 4 นัดก่อนสปลิต ก็เจอทีมท้ายตารางทั้งหมด โอกาสเก็บแต้มทองคำชัดเจน

นัดถัดไปคือฟอลเคิร์ก อันดับ 6 ที่เคยชนะเฮิร์ตส์ในบ้านถ้วยสกอตติชด้วยจุดโทษเมื่อเดือนที่แล้ว แมคอินเนสย้ำว่าทุกนัดต้องโฟกัสเต็มที่ "ตอนนี้ผมแค่อยากได้มากกว่านี้จากบางคน เราต้องเพิ่มระดับ ถ้าทำได้จะมีผลงานดีขึ้น โดยเฉพาะนัดเหย้า"

โออิสซิน แม็คเอนทรี ได้รับบาดเจ็บไหล่จากนัดที่ไอบร็อกซ์ จะพลาดนัดฟอลเคิร์ก แต่คาดฟิตทันรับแอเบอร์ดีนสัปดาห์หน้า

การแข่งขันที่เข้มข้นในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ

  • เฮิร์ตส์นำ 2 แต้มเหนือเรนเจอร์ส
  • เซลติกห่าง 1 แต้ม แข่งน้อยกว่า
  • 11 นัดสุดท้ายตัดสินทุกอย่าง

สัปดาห์ที่ผ่านมาระบุชัดถึงความสูสีของการลุ้นแชมป์ ไม่ว่าจะนัดเรนเจอร์สชนะเฮิร์ตส์ หรือฟอร์มอื่นๆ ลีกนี้กำลังเป็นที่จับตาทั่ว欧州 นักเตะเฮิร์ตส์ต้องรักษาความมุ่งมั่น โดยเฉพาะการเล่นที่ไทน์แคสเซิลที่แข็งแกร่ง

ในมุมมองของผม เฮิร์ตส์มีโอกาสจริงๆ คว้าแชมป์ ถ้าทีมงานของแมคอินเนสจัดการแรงกดดันได้ดี นี่อาจเป็นฤดูกาลทองของสโมสร ติดตามข่าวสารฟุตบอลสกอตติชเพิ่มเติมได้ที่นี่ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คดีเครนถล่มทับรถไฟ 1 เดือน สอบพยาน 190 ปาก

เหตุการณ์ คดีเครนถล่มทับรถไฟ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 บริเวณบ้านถนนคด ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นโครงการใหญ่ของชาติ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อเครนขนาดยักษ์ถล่มทับรถไฟโดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บอีก 70 ราย ผ่านไป 1 เดือนเต็มแล้ว วันนี้เรามีความคืบหน้าล่าสุดมาอัปเดตให้ทราบ

คดีเครนถล่มทับรถไฟ: ความคืบหน้าล่าสุดจากการสอบสวน

ตามการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ธัชพล ชิณวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสีคิ้ว เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยาน ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียหายไปแล้วกว่า 190 ปาก รวมถึงตัวแทนจากบริษัทผู้รับผิดชอบโครงการด้วย อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลหรือหน่วยงานใดๆ ได้ เนื่องจากต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งแจ้งว่าต้องรอผลจากหลายหน่วยงาน คาดว่าจะได้รับผลตรวจราวปลายเดือนมีนาคมนี้ จากนั้นจึงจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อสรุปสำนวนและดำเนินการแจ้งข้อหาต่อผู้กระทำผิด

การสอบสวนในคดีเครนถล่มทับรถไฟ ดำเนินการอย่างไรบ้าง

กระบวนการสอบสวนใน คดีเครนถล่มทับรถไฟ นี้ถือว่าถูกต้องตามระเบียบของพนักงานสอบสวน โดยเริ่มจากการเก็บรักษาสถานที่เกิดเหตุอย่างเคร่งครัด พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาเพื่อติดตามความคืบหน้า และกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

  • สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องกว่า 190 ปาก
  • รอผลตรวจสอบเครนและวัสดุก่อสร้างจากวิศวกรรมสถาน
  • ตรวจสอบเอกสารการก่อสร้างและใบรับรองวิศวกร
  • ประเมินความรับผิดชอบของผู้รับเหมาและหน่วยงานกำกับดูแล

หลังเกิดเหตุไม่นาน เพียง 5 วัน จุดเกิดเหตุก็ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว และเปิดให้รถไฟโดยสารวิ่งผ่านได้ตามปกติ ขณะที่เครนที่ชำรุดถูกเคลื่อนย้ายลงพื้น และบริษัทผู้รับผิดชอบได้ระงับการก่อสร้างชั่วคราว ทางตำรวจยังคงกันพื้นที่ไว้เพื่อไม่ให้มีการรบกวนหลักฐาน

บทเรียนจากคดีเครนถล่มทับรถไฟ: ความปลอดภัยในการก่อสร้าง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ปัจจุบันกฎหมายไทยมี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ผู้รับผิดชอบต้องมีวิศวกรรับรองและตรวจสอบเครนอย่างสม่ำเสมอ แต่ในกรณีนี้ สาเหตุที่แท้จริงอาจมาจากการใช้งานเกินกำลัง การบำรุงรักษาไม่ดี หรือข้อผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งต้องรอผลตรวจยืนยัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการประสานงานระหว่างการก่อสร้างและการจราจรทางราง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่าควรมีระบบแจ้งเตือนและหยุดรถไฟชั่วคราวในช่วงเสี่ยง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย หากคุณทำงานในสายก่อสร้างหรือสนใจด้านวิศวกรรม ควรติดตามคดีนี้ให้ดี เพราะอาจนำไปสู่การปรับปรุงกฎระเบียบใหม่

จากข้อมูลทั้งหมด คดีเครนถล่มทับรถไฟ ยังอยู่ในขั้นตอนการรอผลตรวจพิสูจน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนเพื่อความยุติธรรมสูงสุดต่อผู้เสียหายทุกฝ่าย โครงการรถไฟความเร็วสูงยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้

คุณมีความเห็นอย่างไรกับคดีนี้? คิดว่าผู้รับผิดชอบหลักคือใคร และควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อป้องกันในอนาคต? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – คดีเครนถล่มทับรถไฟ 1 เดือนผ่านไป ตำรวจสอบปากคำพยาน 190 ปาก ยังไม่แจ้งข้อหาใคร