วัน: 24 กุมภาพันธ์ 2026

คูร์ตัวส์: ไม่สามารถใช้การฉลองประตูอ้างเหยียดเชื้อชาติ

ไม่สามารถใช้การฉลองประตูอ้างการเหยียดเชื้อชาติ นี่คือคำพูดเด็ดจากธิโบต์ คูร์ตัวส์ ผู้รักษาประตูเรอัล มาดริด ที่ออกมาปกป้องเพื่อนร่วมทีมวินิซิอุส จูเนียร์ หลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบน็อกเอาต์ เลกแรกกับเบนฟิก้า

ในนัดที่เรอัล มาดริดบุกไปเอาชนะเบนฟิก้า 1-0 วินิซิอุสทำประตูสุดสวยก่อนจะฉลองต่อหน้าสาวกเบนฟิก้า จนโดนใบเหลือง แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ เขาอ้างว่าถูกจียานลูก้า เพรสเตียนนี่ ปีกอาร์เจนไตน์ของเบนฟิก้าเหยียดเชื้อชาติทันทีหลังยิงประตู

เพรสเตียนนี่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยูฟ่าตัดสินแบนชั่วคราว 1 นัด ทำให้เขาพลาดเลกสองที่มาดริด โชเซ มูรินโญ่ กุนซือเบนฟิก้า บอกว่าวินิซิอุสฉลองแบบไม่ให้เกียรติแฟนบอล “การยิงประตูสวยขนาดนั้น ควรฉลองอย่างเคารพ” มูรินโญ่กล่าว

ไม่สามารถใช้การฉลองประตูอ้างการเหยียดเชื้อชาติ

คูร์ตัวส์ตอบโต้ทันควัน “มูรินโญ่คือมูรินโญ่ เขาจะปกป้องสโมสรตัวเองเสมอ แต่ผมรำคาญที่เอาการฉลองของวินิมาอ้าง ไม่สามารถใช้การฉลองประตูอ้างการเหยียดเชื้อชาติ ได้ วินิไม่ได้ทำอะไรผิด เขาฉลองแบบที่คู่แข่งเคยทำกับเรามาแล้ว เราต้องเลิกโง่เขลาในฐานะสังคม”

เหตุการณ์ทำให้เกมหยุดไป 10 นาที ทีมเรอัลเกือบเดินออกจากสนาม แต่สุดท้ายวินิซิอุสยืนยันให้เล่นต่อ นอกจากนี้ยังมีรายงานแฟนเบนฟิก้าทำท่าทางเหยียดผิวในอัฒจันทร์ คูร์ตัวส์บอกว่า “เรื่องในอัฒจันทร์ควรหยุดเกมและไล่คนนอก”

ยูฟ่าต้องจริงจังกับปัญหาเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอล

ประธานเบนฟิก้ารุย คอสต้า ปกป้องเพรสเตียนนี่ว่า “เขาไม่ใช่คนเหยียด” แต่คูร์ตัวส์ยืนยันเชื่อวินิ 100% “วินิไม่เคยโกหกเรื่องแบบนี้” อัลวาโร่ อาร์เบโลอา กุนซือเรอัล เรียกร้องยูฟ่าให้ใช้โอกาสนี้กำหนดมาตรฐานใหม่ในการต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติ

วินิซิอุสตกเป็นเหยื่อเหยียดผิวมาตลอด 8 ปีกับเรอัล มาดริด มีมากถึง 20 ครั้งแล้ว ปัญหานี้ในฟุตบอลยุโรปยังรุนแรง โดยเฉพาะในลีกสเปนและโปรตุเกส ยูฟ่ามีโปรโตคอลต่อต้านเหยียด แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันได้ผลจริงหรือ?

  • ยูฟ่าแบนเพรสเตียนนี่ชั่วคราว รอสอบสวนเต็มรูปแบบ
  • มูรินโญ่โดนแบนเลกสองหลังโดนไล่
  • เรอัลนำ 1-0 เลกแรก สนามเบร์นาเบวรออยู่

นอกจากนี้ยังมีบทความเกี่ยวข้อง เช่น “โปรโตคอลเหยียดของยูฟ่าทำงานจริงหรือ?” และ “วินิซิอุสเจอเหยียด 20 ครั้งใน 8 ปี”

ปัญหาเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้คูร์ตัวส์ชี้ชัดว่า ไม่สามารถใช้การฉลองประตูอ้างการเหยียดเชื้อชาติ ได้ มันเป็นสองเรื่องแยกจากกัน การฉลองคือความสุขของนักเตะ ส่วนเหยียดคืออาชญากรรมที่สังคมต้องกำจัด

ในมุมมองของผม การต่อสู้กับเหยียดเชื้อชาติต้องเริ่มจากตัวผู้บริหารลีกและสโมสร ถ้ายูฟ่าจริงจัง ต้องลงโทษหนักเพื่อเป็นตัวอย่าง คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อหน่วยทหารเหล่านี้ เพื่อความเหมาะสมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ประกาศนี้อ้างอิงตามกฎหมายต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้มีความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

หน่วยทหารรักษาพระองค์ถือเป็นกำลังสำคัญในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและพระราชพิธีต่างๆ การเปลี่ยนนามครั้งนี้แม้จะดูเป็นการปรับปรุงเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนากองทัพให้เข้มแข็งและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการตัดคำว่า “ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ออกจากชื่อเดิม เพื่อให้ชื่อเรียบง่ายและตรงไปตรงมามากกว่า

รายชื่อหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับการเปลี่ยนนาม

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับ 14 หน่วยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม มีดังนี้:

  1. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  2. กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  3. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  4. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  5. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  6. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  7. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  8. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  9. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  10. กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  11. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  12. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  13. กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  14. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้การสื่อสารและเอกสารราชการคล่องตัวมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อหน้าที่หลักของหน่วยทหารเหล่านี้ที่ยังคงมุ่งมั่นรักษาความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย ครั้งนี้เป็นสัญญาณของการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ขณะที่ยังคงรักษาเกียรติยศและประเพณีทหารรักษาพระองค์ไว้อย่างสมบูรณ์ หากคุณสนใจข่าวสารราชกิจจานุเบกษาและเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

คำสาปสนามใหม่ – เอฟเวอร์ตันล้มเหลวหลังย้าย

คำสาปสนามใหม่ – เอฟเวอร์ตันล้มเหลวหลังย้าย

เมื่อ เอฟเวอร์ตัน บอกลากูดิสันพาร์คที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นหลังจากอยู่มานาน 133 ปีในช่วงซัมเมอร์ แฟนบอลต่างหวังว่าสนามฮิลล์ ดิกินสันจะกลายเป็นป้อมปราการในฝัน

การเริ่มต้นที่ไร้พ่าย 5 นัดติดในสนามใหม่ โดยมีแจ็ค กรีลิช สตาร์ใหม่เป็นตัวจุดประกาย ทำให้ความคาดหวังยิ่งสูงขึ้น

แต่การพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันจันทร์ ยืนยันสถานะของ เอฟเวอร์ตัน ในฐานะทีมพรีเมียร์ลีกทีมล่าสุดที่พบปัญหาการปรับตัวกับสนามใหม่

ทีมทอฟฟี่ส์แพ้ในสนามใหม่ความจุ 52,769 ที่นั่งที่สวยงามไปแล้ว 7 นัดติด โดยไม่มีชัยชนะ ตามรอยทีมชั้นนำอื่นๆ ที่เคยดิ้นรนหลังย้ายสนาม

BBC Sport มาดูใกล้ชิดกับ คำสาปสนามใหม่ ในยุคพรีเมียร์ลีกกัน

คำสาปสนามใหม่

มี 8 สโมสร (นับเฉพาะทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาลสุดท้ายที่สนามเก่าและฤดูกาลแรกที่สนามใหม่ ไม่รวมสนามชั่วคราว) ที่ย้ายสนามตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93 แต่มีเพียงทีมเดียวที่ทำผลงานดีขึ้นในฤดูกาลถัดไป

ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เพิ่มจากเฉลี่ย 1.6 คะแนนต่อนัดที่เบสบอลกราวด์ เป็น 2.1 คะแนนอย่างน่าประทับใจในซีซั่นแรกที่ไพรด์ พาร์ค ปี 1997-98

มิดเดิลสโบรห์มีสถิติเท่ากันระหว่างไอเรซอม พาร์คและริเวอร์ไซด์ แต่ทีมอื่นๆ ล้วนฟอร์มตก

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไม่น่าจะทำได้เท่าฤดูกาลสุดท้ายที่ไวท์ ฮาร์ท เลนซึ่งชนะ 17 และเสมอ 2 นัด เมื่อย้ายมาที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยมหลังเล่นที่เวมบลีย์

แต่ 7 ปีผ่านไป พวกเขายังไม่ทำให้สนามกลายเป็นที่ที่น่ากลัว โดยนักวิจารณ์บางคนบอกว่าสนามต้อนรับผู้เล่นทีมเยือนมากเกินไป มีเพียง วูล์ฟส์ ที่แพ้ในบ้านมากกว่าสเปอร์สในลีกใหญ่ 5 ลีกยุโรปฤดูกาลนี้ โดยสเปอร์สแพ้ 8 นัด

เวสต์แฮม ฟอร์มตกทันทีฤดูกาลแรกที่ลอนดอน สเตเดี้ยม เฉลี่ยคะแนนลดลงครึ่งคะแนนต่อนัด ปัญหาที่สนาม athletics track เก่าที่แฟนไม่ชอบและคิดถึงบรรยากาศน่ากลัวของอัพตัน พาร์ค

เซาแธมป์ตันก็คล้ายกันหลังจากออกจากเดลล์ที่คับแคบไปยังเซนต์ แมรีส์

เอฟเวอร์ตัน เฉลี่ยคะแนนลดลงเพียง 0.2 ต่อนัดจากฤดูกาลสุดท้ายที่กูดิสัน แต่ชัยชนะล่าสุดที่ฮิลล์ ดิกินสันคือ 6 ธันวาคม พวกเขาต้องแก้เกมเพราะจะเจอ เชลซี ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจบฤดูกาล

ทำไมเอฟเวอร์ตันถึงดิ้นรนกับคำสาปสนามใหม่

ความพ่ายแพ้ต่อยูไนเต็ดวันจันทร์เป็นนัดแพ้ในบ้านนัดที่ 6 ของเอฟเวอร์ตันฤดูกาลนี้ในลีก เกินทั้งฤดูกาลสุดท้ายที่กูดิสัน

พวกเขาอันดับ 6 ตารางฟอร์มเยือน ชนะ 6 ได้ 21 คะแนน แต่บ้านอันดับ 14 ชนะ 4 จาก 14 นัด

หลังสตาร์ทดี พวกเขาโดน นิวคาสเซิ่ล และ เบรนท์ฟอร์ด ยิง 4 ประตูในบ้าน และโดนสเปอร์ส 3 ประตู ยังไม่มีชัยเหนือทีมใหญ่

ประตูในบ้านก็ขาดแคลน มีแค่ 5 ลูกใน 7 นัดหลังทุกรายการ

เดวิด มอยส์ ถูกถามบ่อยว่าทำไมปรับตัวยาก “ทีมอื่นมาเยือนแล้วสนุกกับมัน” เขาบอกหลังเกมยูไนเต็ด “กูดิสันมีอุโมงค์แคบ ผู้เล่นสัมผัสแฟนได้ สนามใหม่กว้างกว่า คืนนี้เสียประตูเพราะเปิดช่อง เราต้องปรับตัว เกมเราดีกว่าที่กูดิสัน แต่ทีมเราดีกว่า ไม่ใช่ชนะทุกนัดที่กูดิสัน”

ไบรออนนี่ แบร็กก์ นักเขียนเสียงแฟนเอฟเวอร์ตันของ BBC Sport ชี้ว่าขนาดสนามเพิ่ม – กูดิสัน 100x68m ฮิลล์ ดิกินสัน 105x68m ทำให้ต่าง

“สนามยาวกว่า 5 เมตร มอยส์ใช้ทาร์คอฟสกี้และคีนที่เซ็นเตอร์ แต่พวกเขาไม่เร็วเทเบรนธเวทและโอบrien สถิติพิสูจน์ว่าทีมทำดีกว่าเมื่อไม่ยัดทั้งคู่ไปแบ็ค”

เอฟเวอร์ตันมี 5 นัดเหลือปรับฟอร์มหิลล์ ดิกินสันให้เป็นบ้าน

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คำสาปสนามใหม่ ดูจะเป็นปัญหาจริงสำหรับหลายทีม คุณคิดว่าเอฟเวอร์ตันจะพลิกสถานการณ์ได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวพรีเมียร์ลีกต่อไป!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังรอคอย นั่นคือ กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรครบ 500 คน ตามที่ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ได้แถลงและรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568

กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน

เหตุผลหลักที่ทำให้ กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน ก็เพราะว่ามีบางหน่วยเลือกตั้งที่ต้องสั่งให้นับคะแนนใหม่และลงคะแนนใหม่ เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง ส่งผลให้การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด 400 เขตยังค้างอยู่ที่ 4 เขตเท่านั้น ขณะที่ส่วนใหญ่ 396 เขตได้เสนอให้ กกต. พิจารณาเรียบร้อยแล้ว

มาดูรายละเอียดของ 4 เขตเลือกตั้งที่ยังรอประกาศกันครับ:

  • จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4
  • จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6
  • จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8

ทั้ง 4 เขตนี้ กกต. ได้สั่งให้มีการลงคะแนนใหม่และนับคะแนนใหม่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง

สถานการณ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

นอกจากนี้ สำหรับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ก็ยังต้องรอผลนับคะแนนใหม่ใน 16 หน่วยเลือกตั้งจาก 10 จังหวัดด้วยครับ ซึ่งกำหนดนัดนับคะแนนใหม่ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม รายชื่อหน่วยที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:

  • จังหวัดพะเยา เขต 1 หน่วย 6
  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 หน่วย 2 และ 8
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 หน่วย 1 และ เขต 4 หน่วย 2
  • จังหวัดกำแพงเพชร เขต 1 หน่วย 8 และ 14
  • จังหวัดสกลนคร เขต 1 หน่วย 32
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 1 หน่วย 11, เขต 2 หน่วย 1 และ 4
  • จังหวัดจันทบุรี เขต 1 หน่วย 6, เขต 2 หน่วย 8
  • กรุงเทพมหานคร เขต 6 หน่วย 74
  • จังหวัดตรัง เขต 4 หน่วย 18
  • จังหวัดสมุทรสาคร เขต 3 หน่วย 33

หลังจากนับคะแนนเสร็จสิ้น กกต. จะนำผลมาพิจารณาและประกาศรับรองในช่วงต้นเดือนมีนาคม เพื่อให้ได้ ส.ส. ครบทั้ง 500 คน จากนั้นภายใน 15 วัน จะมีการประชุมสภาสมัยแรกเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน

ความสำคัญของการรอประกาศรับรองผล

ประเด็น กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งไทย แม้จะล่าช้ากว่ากำหนด แต่ก็เพื่อความถูกต้องและยุติธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคที่ได้คะแนนสูสีในบัญชีรายชื่อ หากผลนับใหม่เปลี่ยนแปลง อาจพลิกผันที่นั่ง ส.ส. ได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีกลไกตรวจสอบเข้มงวด หาก กกต. ประกาศรับรองครบเร็วๆ นี้ จะช่วยให้การเมืองเดินหน้าได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถติดตามอัพเดทข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องครับ! นี่คือโอกาสดีที่จะได้เห็นการเมืองไทยที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผล 4 เขตเลือกตั้ง พ่วงบัญชีรายชื่อ 100 คน

ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ปัญหาส่งต่อสำนวนคดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนสนใจกันดี นั่นคือ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ซึ่งเป็นการประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สำหรับคนที่ติดตามเรื่องการปราบปรามการทุจริต คงรู้ดีว่าปัญหาการส่งต่อสำนวนคดีระหว่าง ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุด เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คดีล่าช้า บล็อกนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง

ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก背景กันหน่อย ป.ป.ช. หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบ สอบสวนคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนอัยการสูงสุดคือผู้ฟ้องคดีในศาล เมื่อ ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดีไปให้อัยการ บางครั้งก็เจอปัญหา เช่น สำนวนไม่สมบูรณ์ หรือการประสานงานไม่คล่องตัว ทำให้คดีไม่เดินหน้า สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม

การประชุมครั้งนี้ จัดโดยสำนักคดีของ ป.ป.ช. มีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายรชต พนมวัน รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เป็นรองหัวหน้า และนางสมศิริ ชำนาญชานันท์ อธิบดีอัยการเข้าร่วมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ สถานที่คือห้องนนทบุรี 3 อาคาร 4 ชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ช. วัตถุประสงค์หลักคือประสานงาน แก้ปัญหา และกำหนดแนวปฏิบัติใหม่ๆ

ประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด

ที่ประชุมได้พูดคุยกันหลายเรื่องแบบละเอียดยิบ เพื่อแก้ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ให้ลุล่วง นี่คือประเด็นหลักๆ:

  • การกำหนดประเด็นและการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์: เพื่อให้สำนวนที่ส่งไปสมบูรณ์ ไม่ต้องส่งคืนซ้ำซาก
  • ข้อขัดข้องในการประชุมคณะกรรมการร่วม: แก้ปัญหาการนัดประชุมที่ล่าช้า
  • ข้อขัดข้องในการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดี หรือส่งคืนให้ ป.ป.ช. ฟ้องเอง: ชี้แจงขั้นตอนให้ชัดเจน
  • ข้อขัดข้องในการประสานงานคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และพนักงานอัยการ: สร้างช่องทางสื่อสารที่ดีขึ้น
  • ความคืบหน้าคดีที่มีการส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี: ติดตามสถานะคดีเก่าๆ
  • การให้ความคุ้มครองช่วยเหลือในการแก้ต่างคดีอาญาให้กับบุคคลตามมาตรา 132: ปกป้องพยานและผู้เกี่ยวข้อง

ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างคึกคัก มีข้อเสนอแนะมากมาย เพื่อให้การทำงานระหว่างสององค์กรราบรื่น ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการประชุมจะถูกนำไปรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อไป

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ลองคิดดูสิครับ ถ้าการส่งต่อสำนวนคดีลื่นไหล คดีทุจริตจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษทันเวลา สังคมจะโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวคอร์รัปชันออกแทบทุกวัน การที่ ป.ป.ช. และอัยการจับมือกันแบบนี้ เป็นสัญญาณดีมาก!

จากมุมมองของผม การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ถ้าทำได้จริง คดีใหญ่ๆ อย่างที่เราติดตามกันจะคลี่คลายเร็วขึ้นแน่นอน

คุณล่ะครับ คิดว่าการ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ครั้งนี้จะเปลี่ยนเกมการปราบทุจริตได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บล็อกนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องกฎหมายและการเมืองด้วย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร

พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต

MGC-ASIA สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ในปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 1,284 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดด 782% จากปีก่อน! สาเหตุหลักมาจาก พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต ที่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากตลาดไทย ทำให้ยอดขายรถยนต์ทะลุ 11,814 คัน และมี backlog สั่งซื้ออีก 1,065 คัน รองรับรายได้ในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC-ASIA เผยว่าผลประกอบการปีนี้สะท้อนความแข็งแกร่งของ Mobility Ecosystem ที่บริษัทสร้างขึ้น รายได้รวมแตะ 22,477 ล้านบาท กำไรหลัก (Core Profit) 683 ล้านบาท เพิ่ม 369% EBITDA 2,424 ล้านบาท โต 48.7% และ ROE 15.3% สูงขึ้น 11.4% นอกจากนี้ยังมีกำไรพิเศษจาก Fair Value ของการลงทุนอีก 601 ล้านบาท ช่วยผลักดันกำไรสุทธิให้ทำสถิติสูงสุด

บริษัทประกาศจ่ายปันผลรวมทั้งปี 0.25 บาทต่อหุ้น (ระหว่างกาล 0.14 + สิ้นปี 0.11) Dividend Yield สูงถึง 5.7% แสดงถึงความสามารถสร้างกระแสเงินสดที่ยั่งยืน ผู้ถือหุ้นยิ้มแก้มปริแน่นอน

MGC-ASIA กำไรปี 2568

พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR: แรงหนุนหลักของการเติบโต

พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต อย่างเห็นได้ชัด เพราะทั้งสองแบรนด์จีนพรีเมียมนี้เน้นเทคโนโลยีสมาร์ท ไม่แข่งราคา แต่แข่งด้วยนวัตกรรม ทำให้ยอดขายพุ่งและอัตรากำไรสูง MGC-ASIA เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคไทยชื่นชอบเทคโนโลยี EV ระดับไฮเทคเหล่านี้ สร้าง Product Mix ที่มี margin สูง ยกระดับกำไรคุณภาพ

นอกจาก EV แล้ว ยังมียานยนต์พรีเมียมอย่าง BMW ที่กำลังปฏิวัติด้วย Neue Klasse แบตเตอรี่ Gen 6 ดิจิทัล และความยั่งยืน BMW i7 ได้รับกระแสดี ส่วน MINI ก้าวสู่ EV เต็มรูปแบบ ช่วยรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดลักชัวรี่

XPENG ZEEKR MGC-ASIA

ธุรกิจบริการและการเงินหนุนกำไรยั่งยืน

ธุรกิจหลังการขายอย่างศูนย์ BMW, MINI, Honda และ MMS 19 สาขา สร้างรายได้ประจำมั่นคง เครือข่ายโชว์รูม-ศูนย์บริการ 120 สาขาในไทย บวก SIXT ในลาวและมาเลเซีย รวม 130 สาขา ขยายผ่านพันธมิตรไม่เพิ่มทุนหนัก

  • ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand: บุกเบิกเช่า EV พรีเมียม ใส่ XPENG-ZEEKR ทั้งเช้าระยะสั้น-ยาว สร้าง Synergy กับขายรถ ลูกค้าทดลองก่อนซื้อ
  • การเงิน Alpha X: Wealth Lending สำหรับ High Net Worth
  • ประกัน Howden Maxi: เติบโตค่าธรรมเนียม ครบ 3 ประเภท (วินาศภัย, ต่อ, ชีวิต)

ศูนย์บริการ MGC-ASIA

ดร.สัณหวุฒิ มองการณ์ไกลว่าตลาด EV และพรีเมียมจะขยายต่อเนื่อง บริษัทพร้อมต่อยอดทุกเซกเตอร์ สร้างการเติบโตสมดุล รายได้-กำไร-เงินสด

SIXT EV MGC-ASIA

สรุปแล้ว พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต สุดยอด แนะนำนักลงทุนติดตามหุ้น MGC-ASIA ต่อไป เพราะฐานธุรกิจแข็งแกร่ง พร้อมลุย EV ยุคใหม่ หากสนใจรถ EV พรีเมียม ลองแวะโชว์รูมหรือเช่าทดลองกับ SIXT รับรองไม่ผิดหวัง!

ที่มา – พอร์ตรถยนต์ไฟฟ้า XPENG และ ZEEKR พา MGC-ASIA ทำกำไรปี 68 เติบโต

บึมดังต่อเนื่อง เหตุระเบิดคลังอาวุธ ตชด. ที่สุรินทร์

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วประเทศเลยนะครับ บึมดังต่อเนื่อง เหตุระเบิดคลังอาวุธ ตชด. ที่สุรินินทร์ ยังไม่ทราบเจ็บ-ตาย เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คลังอาวุธของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ตชด.21) ค่ายสุรินทร์ภักดี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เสียงบึมดังสนั่นหวั่นไหว แสงเพลิงลุกโชน และระเบิดรุนแรงเป็นระยะๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยยังเข้าไปใกล้ไม่ได้เลย สถานการณ์ตึงเครียดมาก!

บึมดังต่อเนื่อง เหตุระเบิดคลังอาวุธ ตชด. ที่สุรินทร์ ยังไม่ทราบเจ็บ-ตาย

เพื่อนๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ บอกว่าอาคารสั่นสะเทือนแรงมาก ประชาชนได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดหลายระลอก ตามด้วยไฟลุกไหม้โหมกระหน่ำ ยังดีที่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนต่างกังวลใจเพราะคลังอาวุธนี่ขนาดใหญ่ มีกระสุนและอาวุธเพียบ ถ้าระเบิดนานกว่านี้ ผลกระทบอาจรุนแรงกว่านี้ได้นะครับ

การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ทันทีหลังเกิดเหตุ

ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ส่งกำลังพลเข้าพื้นที่ทันที เพื่อช่วยควบคุมเพลิงและดูแลสถานการณ์ รถดับเพลิงหลายคันรออยู่รอบนอก รอจังหวะที่เสียงบึมหยุดลงก่อน คาดว่ากำลังตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายอยู่ ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปในจุดเกิดเหตุได้เต็มที่เพราะอันตรายสูง

  • เวลาเกิดเหตุ: 19.30 น. 24 ก.พ. 2569
  • สถานที่: คลังอาวุธ ตชด.21 ค่ายสุรินทร์ภักดี
  • ผลกระทบ: เสียงบึมต่อเนื่อง สั่นสะเทือนพื้นที่ใกล้เคียง
  • การช่วยเหลือ: กองทัพภาค 2 + เจ้าหน้าที่ดับเพลิง
  • สถานะล่าสุด: ยังไม่ทราบเจ็บ-ตาย รออัพเดท

เหตุการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องคิดถึงเรื่องความปลอดภัยในคลังอาวุธของหน่วยงานรัฐบาลนะครับ ปกติแล้วคลังอาวุธต้องมีมาตรฐานสูง ระบบป้องกันไฟไหม้ กันระเบิด แต่ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่? อาจเป็นอุบัติเหตุจากกระสุนผิดปกติ หรือปัญหาทางเทคนิค ต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ

สำหรับชาวสุรินทร์และพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้อยู่ห่างๆ จากจุดเกิดเหตุ หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ และติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ถ้ามีประกาศจากเจ้าหน้าที่ก็ให้ปฏิบัติตามทันทีเลยครับ เหตุการณ์ บึมดังต่อเนื่อง เหตุระเบิดคลังอาวุธ ตชด. ที่สุรินทร์ ยังไม่ทราบเจ็บ-ตาย นี้ สอนให้เราเห็นว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานต่างๆ เสริมมาตรการป้องกันให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่敏感แบบนี้ ถ้าคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเห็นเหตุการณ์ คอมเมนต์มาบอกกันได้นะครับ หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วย

ติดตามอัพเดทข่าวสารเหตุการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมข่าวครับ!

ที่มา – บึมดังต่อเนื่อง เหตุระเบิดคลังอาวุธ ตชด. ที่สุรินทร์ ยังไม่ทราบเจ็บ-ตาย

ด่วน! คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด

เกิดเหตุสุดสะเทือนใจเมื่อ คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด อย่างแรงในเย็นวันนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวสุรินทร์ทั้งเมือง แรงระเบิดทำให้อาคารรอบพื้นที่สั่นสะเทือนไปไกลหลายกิโลเมตร ไฟลุกไหม้รุนแรง มีเสียงดังสนั่นเป็นระยะๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ทุกคนกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด

รายงานด่วนจากพื้นที่แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดใหญ่ที่คลังอาวุธของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จังหวัดสุรินทร์ แรงกระแทกจาก คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด ส่งผลให้อาคารใกล้เคียงรู้สึกสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่นักศึกษาต้องอพยพออกจากอาคารทันทีเพื่อความปลอดภัย

คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด

หลังเกิดเหตุ ไฟลุกโหมกระหน่ำทั่วคลังอาวุธ เสียงระเบิดดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที ปัจจุบันทีมนักผจญเพลิงจากเทศบาลสุรินทร์และหน่วยใกล้เคียงกำลังรุดเข้าถังดับเพลิงอย่างเต็มที่ ขณะที่ตำรวจและทหารตั้งจุดปิดกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม

ผลกระทบจากการระเบิดคลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์

เหตุ คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด ส่งผลกระทบในวงกว้าง ชาวบ้านใกล้เคียงรายงานว่ากระจกหน้าต่างแตกร้าว บางหลังหลังคาพังยับ ขณะที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในเบื้องต้น แต่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเพื่อความแน่ใจ สถานการณ์ไฟไหม้ยังคงรุนแรง ต้องใช้เวลานานกว่าจะดับสนิท

  • แรงสั่นสะเทือนถึง 3 กิโลเมตร กระทบมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
  • ไฟลุกไหม้รุนแรง มีเสียงระเบิดต่อเนื่อง
  • เจ้าหน้าที่ปิดกั้นพื้นที่ห้ามเข้าห้ามเข้าใกล้
  • ชาวบ้านตื่นตระหนก อพยพออกจากบ้านเรือน
  • ยังไม่มีสาเหตุชัดเจน รอผลสอบสวน
ไฟไหม้คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์

ประวัติและความสำคัญของตชด.ที่ 21

กองกำกับการตชด.ที่ 21 จังหวัดสุรินทร์ เป็นหน่วยสำคัญในการรักษาชายแดนไทย-กัมพูชา คลังอาวุธที่นี่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อสนับสนุนภารกิจปราบปรามยาเสพติดและความมั่นคง คลังนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่ใกล้ชุมชน ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งน่ากังวล ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น การบำรุงรักษาหรือปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดจาก ปอศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังจุดประกายให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของคลังอาวุธในหน่วยทหารทั่วประเทศ ในยุคที่ภัยคุกคามมีหลากหลาย การป้องกันอุบัติเหตุจึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์ คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด เป็นบทเรียนราคาแพงที่หน่วยงานต้องรีบปรับปรุงระบบตรวจสอบและฝึกอบรมบุคลากรให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอย ติดตามอัพเดทสถานการณ์ล่าสุดจากเรา และแชร์ข่าวนี้เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัย

ที่มา – ด่วน! คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ระเบิด ไฟลุกไหม้รุนแรง มีเสียงระเบิดเป็นระยะ

กล้องหน้ารถจับภาพ นาทีชนกัน 3 คันที่ชัยภูมิ อาหารทะเลเกลื่อนถนน

เกิดเหตุรถชนกันน่าตกใจที่ชัยภูมิ เมื่อ กล้องหน้ารถจับภาพ นาทีชนกัน 3 คันที่ชัยภูมิ อาหารทะเลเกลื่อนถนน ได้อย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนถนนหมายเลข 201 สายชัยภูมิ-ภูเขียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย ชาวเน็ตที่เห็นคลิปต่างช็อกกับภาพอาหารทะเลกระจัดกระจายเต็มถนน

กล้องหน้ารถจับภาพ นาทีชนกัน 3 คันที่ชัยภูมิ อาหารทะเลเกลื่อนถนน

เมื่อเวลา 07.07 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.ท.นิติพัฒน์ พิกุล สว.(สอบสวน) สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันที่บริเวณบ้านหนองกุง ตำบลกวางโจน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เจ้าหน้าที่รีบประสานรถพยาบาลจากโรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ และหน่วยกู้ภัยสว่างพุทธธรรมภูเขียวไปที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ 2 คัน และรถสามล้อสกายแล็บ 1 คัน รถกระบะคันแรกเป็นโตโยต้าสีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร บรรทุกอาหารทะเลสดๆ เช่น ปลาหมึก กุ้งทะเล ทำให้หลังเกิดเหตุอาหารทะเลเกลื่อนถนนเต็มไปหมด ผู้ขับคือ นายอภิสิทธิ์ ไผ่ทาคำ อายุ 37 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ผู้โดยสารคู่หน้าคือ นางสาวธนิสร ใจกล้า อายุ 29 ปี เจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ต้องใช้ตัดถ่างงัดประตูช่วยเหลือ

รายละเอียดรถคันที่ประสานงาและผู้บาดเจ็บ

  • รถกระบะโตโยต้าสีขาว: บรรทุกอาหารทะเล ผู้ขับ นายอภิสิทธิ์ บาดเจ็บเล็กน้อย ผู้โดยสาร นางสาวธนิสร เสียชีวิต
  • รถกระบะอีซูซุสีม่วง ทะเบียนขอนแก่น: ผู้ขับ นายวรพล สีแสงนอก อายุ 32 ปี บาดเจ็บติดในรถ ต้องตัดถ่างช่วย
  • รถสามล้อสกายแล็บไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน: ผู้ขับ นายสมาน กำเนิดขวา อายุ 72 ปี หมดสติ ขาขวาผิดรูป

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รีบช่วยเก็บอาหารทะเลออกจากถนน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ภาพจากกล้องหน้ารถของพลเมืองดีที่ขับตามหลังมาบันทึกนาทีสำคัญทั้งหมดไว้ได้อย่างละเอียด

สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุ

จากการสอบสวน初步 รถสามล้อสกายแล็บแฉลบไปชนกับรถกระบะอีซูซุ ก่อนที่รถกระบะจะพุ่งไปชนกับรถกระบะบรรทุกอาหารทะเลที่วิ่งสวนทางมา สาเหตุน่าจะมาจากการขับรถไม่ระวัง สภาพรถสามล้อที่อาจชำรุด และการบรรทุกของหนักเกิน

บทเรียนสำคัญจากกล้องหน้ารถจับภาพเหตุรถชน

เหตุการณ์ กล้องหน้ารถจับภาพ นาทีชนกัน 3 คันที่ชัยภูมิ อาหารทะเลเกลื่อนถนน นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนต้องขับขี่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะบนถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น นอกจากนี้ การติดตั้งกล้องหน้ารถช่วยเก็บหลักฐานสำคัญได้ทันท่วงที ช่วยให้การสอบสวนรวดเร็วและยุติธรรมมากขึ้น

สถิติอุบัติเหตุในไทยพบว่าทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากรถชนจำนวนมาก สาเหตุหลักคือความประมาท การดื่มเหล้า และสภาพรถไม่ดี หากทุกคนตรวจสภาพรถก่อนขับ ติดกล้องหน้ารถ และเคารพกฎจราจร ก็จะลดอุบัติเหตุได้อย่างมาก

  • ตรวจสภาพรถและยางก่อนออกเดินทาง
  • ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม โดยเฉพาะทางโค้ง
  • หลีกเลี่ยงการแฉลบกระทันหัน
  • ติดตั้งกล้องหน้ารถเพื่อความปลอดภัย
  • สวมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

จากเหตุการณ์นี้ เราควรตระหนักว่าชีวิตมีค่า อย่าประมาทบนท้องถนน หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ได้นะครับ เพื่อเตือนใจกันและกัน

คำแนะนำ: สนับสนุนให้ติดตั้งกล้องหน้ารถดิจิทัลคุณภาพสูง เพื่อบันทึกทุกเส้นทาง ช่วยปกป้องตัวเองและครอบครัว หาซื้อได้ตามร้านค้าออนไลน์ชั้นนำวันนี้!