วัน: 24 กุมภาพันธ์ 2026

อุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อนฉบับ 5 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวด่วนที่เราต้องอัปเดตกันเลยนะครับ อุตุฯ เตือน “พายุฤดูร้อน” ฉบับ 5 เปิดรายชื่อจังหวัดเตรียมรับมือฝนถล่ม กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ช่วงพายุฤดูร้อนกำลังมาเยือนประเทศไทยตอนบนแบบเต็มสูบ ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าประมาทเด็ดขาดเลยนะ อาจมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฝนหนักสะสม และฟ้าผ่าด้วย

อุตุฯ เตือน “พายุฤดูร้อน” ฉบับ 5 เปิดรายชื่อจังหวัดเตรียมรับมือฝนถล่ม

ประกาศฉบับนี้มีผลกระทบจนถึงวันที่ 25 ก.พ. 2569 โดยพายุจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน แล้วลามไปภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออกด้วย สภาพอากาศแบบนี้เกิดจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเคลื่อนลงมาปกคลุมภาคอีสานและทะเลจีนใต้ ทำให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมทั่วภาคกลาง อีสาน ตะวันออก และอ่าวไทย บวกกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกผ่านภาคเหนือ อีสาน ขณะที่ไทยตอนบนอากาศร้อนอบอ้าว สร้างพายุฤดูร้อนแบบนี้แหละครับ

รายชื่อจังหวัดเสี่ยงฝนฟ้าคะนอง ลมแรง วันที่ 25 ก.พ. 2569

กรมอุตุฯ ระบุจังหวัดที่มีความเสี่ยงปานกลางชัดเจน ดังนี้

  • ภาคเหนือ: ตาก, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, นครราชสีมา
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, สระบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ระยอง, จันทบุรี, ตราด

พายุฤดูร้อนแบบนี้เกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูร้อนของไทย โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน แต่ปีนี้ดูจะรุนแรงเพราะอากาศร้อนผิดปกติจากโลกร้อนนะครับ จากสถิติปีที่แล้ว พบว่ามีความเสียหายจากลมแรงและลูกเห็บหลายพื้นที่ โดยเฉพาะผลไม้และหลังคาบ้าน

วิธีเตรียมตัวรับมือพายุฤดูร้อนให้ปลอดภัย

เพื่อนๆ ที่อยู่ในจังหวัดเสี่ยง กรมอุตุฯ แนะนำดังนี้ครับ

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างเก่าๆ หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แน่นหนา
  • เกษตรกรควรเสริมโครงสร้างให้ไม้ผล สัตว์เลี้ยง และเตรียมย้ายผลผลิตเข้าที่ปลอดภัย
  • ดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัว เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจป่วยได้ง่าย
  • ตรวจสอบหลังคาบ้าน หน้าต่างประตูให้แน่นหนา เก็บของกลางแจ้งเข้าบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมจากประสบการณ์คนในพื้นที่ เช่น ติดตั้งกันสาดเสริม หรือใช้เชือกยึดสิ่งของหลวมๆ ช่วยลดความเสียหายได้เยอะเลยครับ

อุตุฯ เตือน “พายุฤดูร้อน” ฉบับ 5 เปิดรายชื่อจังหวัดเตรียมรับมือฝนถล่ม นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ดี ช่วยให้เราตั้งการเตรียมตัวทัน ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำ ก็น่าจะผ่านไปแบบราบรื่นครับ สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็อย่าชะล่าใจนะ เพราะอาจกระทบตามมา

ติดตามข้อมูลอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th โทร 0-2399-4012-13 หรือ 1182 ตลอด 24 ชม. ประกาศฉบับถัดไปจะออกเวลา 11.00 น. วันที่ 25 ก.พ. 2569

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากพายุฤดูร้อนครั้งนี้ครับ สภาพอากาศไทยเปลี่ยนแปลงเร็ว อย่าลืมเช็คพยากรณ์อากาศทุกวัน และเตรียมแผนสำรองไว้ด้วยนะ จะได้เที่ยวหรือทำงานได้อย่างสบายใจ!

ที่มา – อุตุฯ เตือน “พายุฤดูร้อน” ฉบับ 5 เปิดรายชื่อจังหวัดเตรียมรับมือฝนถล่ม

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม” เป็นประเด็นร้อนในพรรคประชาชน เมื่อสมาชิกบางส่วนมีความเห็นต่างกันเรื่องการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน สนับสนุนให้มีการพูดคุยอย่างจริงจังและเป็นระบบมากขึ้น

“เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก หรือที่รู้จักในนาม “เลขาฯ ติ่ง” เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ “ทนายแจม” ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรค ตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ แต่กลับมีนายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. อีกคน โพสต์เฟซบุ๊กคัดค้านอย่างดุเดือด

เลขาฯ ติ่ง ย้ำว่าการตั้งคณะทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้มีการพูดคุยเรื่องความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพรรคสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดการทำงานอย่างจริงจัง โดยฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ส.ส. เครือข่ายจังหวัด หรือภาคส่วนอื่นๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน

เหตุผลที่ต้องยกระดับการพูดคุยจากกลุ่มหลวมๆ เป็นกลไกทางการ

ปัจจุบัน มาตรฐานเรื่องความเสมอภาคยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจน การใช้วิจารณญาณจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ หากคณะทำงานชุดนี้รับฟังความเห็นรอบด้าน จะช่วยเซ็ตมาตรฐานร่วมกันได้อย่างแน่นอน เลขาฯ ติ่ง เชื่อว่าความเห็นที่แตกต่าง เมื่อนำมาพูดคุยกัน จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ดี

เมื่อถามถึงการปรับความเข้าใจในผู้บริหารพรรค เลขาฯ ติ่ง ระบุว่า ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้ว และผู้บริหารจะแต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้อย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมามีการรวมตัวแบบหลวมๆ เท่านั้น แต่หลังเหตุการณ์นี้ จะยกระดับให้เป็นกลไกที่ทำงานจริง โดยรอประกาศองค์ประกอบสมาชิก

บริบทของพรรคประชาชนและความเสมอภาคทางเพศ

พรรคประชาชนซึ่งมีฐานเสียงหลักจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ มักเน้นประเด็นสังคม เช่น สิทธิสตรี LGBTQ+ และความเท่าเทียม การตั้งคณะทำงานนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่น แต่ความเห็นต่างจากนายเอกราช ทำให้เกิดการถกเถียงว่าควรมีขอบเขตอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมพรรค

  • จุดเด่นของคณะทำงาน: รับฟังทุกฝ่าย กำหนดมาตรฐานชัดเจน
  • ความท้าทาย: จัดการความเห็นต่างภายในพรรค
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: นโยบายความเสมอภาคที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ เลขาฯ ติ่ง ยังเน้นย้ำว่าการเมืองในยุคนี้ต้องเปิดกว้าง รับฟังทุกเสียง เพื่อสร้างพรรคที่เข้มแข็ง การยกระดับ “เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม” จึงเป็นก้าวสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากเว็บไซต์เรา!

ที่มา – “เลขาฯ ติ่ง” เตรียมยกระดับพูดคุย หลัง “เอกราช” โพสต์ค้าน “ทนายแจม”

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหลักการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

วันที่ 24 ก.พ. 2569 นายเอกราช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโพสต์เฟซบุ๊กของตัวเองที่คัดค้านการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคในพรรคประชาชน เขายอมรับว่าภาษาที่ใช้ “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน อาจทำให้หลายคนไม่พอใจ “ผมขออภัยที่ใช้คำแรง แต่ในฐานะทนายความที่ดูแลสิทธิมนุษยชน ผมต้องยืนยันหลักการนี้ให้ชัดเจน” เขากล่าว โดยยกตัวอย่างกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม ที่ถูกกล่าวหา แต่ย้ำว่าต้องรอคำตัดสินจากศาลเป็นที่สุด

นายเอกราช ชี้แจงว่า ทุกครั้งที่ศาลปฏิเสธประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา มักมีเหตุผลว่าตัดสินไปแล้วล่วงหน้า ดังนั้นหลักการไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลจึงสำคัญมาก หากละเลย อาจนำไปสู่ “สังคมพิพากษา” ที่เสียสมดุล แม้พรรคการเมืองจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ

จุดยืนทนายของ “เอกราช” ในประเด็นนี้

ในฐานะทนายความ นายเอกราชยืนกรานว่าหลักการนี้คือหัวใจของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน หากไม่ยืนยันตอนนี้ เวลาไปศาลต่อสู้ให้ผู้บริสุทธิ์ ก็จะขาดความชอบธรรม เขายอมรับว่าพรรคต้องมีมาตรฐานสูง แต่การพิพากษาล่วงหน้าอาจถูกใช้กลั่นแกล้งจากพรรคอื่นได้ ต้องมีกลไกถ่วงดุลเพื่อความเป็นธรรม

  • ไม่ตัดสินก่อนศาล: หลักพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ์สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุด
  • มาตรฐานพรรคการเมือง: นักการเมืองต้องรับผิดชอบสูงกว่า แต่ไม่ใช่ละเลยหลักยุติธรรม
  • ป้องกันกลั่นแกล้ง: ในทางการเมือง มีการโจมตีกันบ่อย หลักนี้ช่วยบาลานซ์
  • บทบาททนาย: เอกราชต้องยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือในการต่อสู้นอกศาล

กรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และบริบทกว้าง

ประเด็นนี้ผุดขึ้นจากกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคามของพรรคที่ถูกกล่าวหา สื่อสารสังคมบางส่วนเรียกร้องให้พรรคมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อความเสมอภาคทางเพศหรือจริยธรรม แต่เอกราชมองว่าอาจกลายเป็นการตัดสินล่วงหน้า ซึ่งขัดหลัก เขาย้ำว่า “เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ มิเช่นนั้นจะไม่จบ”

ในมุมกว้าง พรรคประชาชนที่ก่อตั้งใหม่ กำลังสร้างภาพลักษณ์โปร่งใส แต่การเคลื่อนไหวภายในพรรคเช่นนี้ สะท้อนความท้าทายในการบาลานซ์ระหว่างการเมืองกับหลักกฎหมาย นักวิเคราะห์เห็นว่าจุดยืนของเอกราชช่วยเตือนใจว่าพรรคฝ่ายค้านต้องยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้มั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างในอดีตที่นักการเมืองถูกพิพากษาสังคมจนเสียโอกาส เช่น คดีการเมืองหลายคดีที่ศาลสุดท้ายยกฟ้อง แต่ชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว เอกราชจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิด “สังคมพิพากษา” ที่อาจนำไปสู่ความอยุติธรรม

ผลกระทบต่อพรรคประชาชนและการเมืองไทย

การออกมาของเอกราช ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน บางคนมองว่าเขาปกป้องผู้ถูกกล่าวหามากเกินไป ขณะที่อีกฝั่งชื่นชมความกล้าที่ยืนยันหลักการ ท่ามกลางกระแส #MeToo ในวงการเมืองไทย พรรคต้องหาทางออกที่สมดุล เช่น ตั้งคณะกรรมการที่เคารพกระบวนการศาล

สำหรับพรรคประชาชนที่นำโดยน.ส.นาตาลี จันทนลาภา กำลังขยายฐานกว้าง การจัดการภายในพรรคจะเป็นบททดสอบสำคัญ หากสามารถรวมจุดยืนของเอกราชเข้ากับนโยบายเสมอภาคได้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน สะท้อนว่าการเมืองไทยยังต้องการการถ่วงดุลระหว่างความรับผิดชอบและสิทธิส่วนบุคคล ในมุมมองของผม จุดยืนนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะช่วยรักษาหลักประชาธิปไตยไม่ให้บิดเบี้ยว คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์กันเถอะ!

ที่มา – “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน ยันจุดยืนทนาย ไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลสั่ง

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน แล้วครับ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่มีข้อมูลการเจรจา 6 ราย เผยว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับจีนกำลังเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ยังไม่มีวันส่งมอบอย่างเป็นทางการ แต่ดีลนี้ใกล้สำเร็จแล้ว

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

ขีปนาวุธรุ่น CM-302 ที่อิหร่านกำลังเจรจาซื้อจากจีน มีพิสัยยิงไกลถึง 290 กิโลเมตร ออกแบบให้บินต่ำและเร็วเหนือเสียง เพื่อหลบเลี่ยงระบบป้องกันของเรือรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากติดตั้งใช้งานจริง จะยกระดับขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะในการโจมตีกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคใกล้เคียง

ประวัติการเจรจาและปัจจัยเร่งด่วน

การเจรจาเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน แต่เร่งตัวขึ้นหลังสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว นายมาสซูด โอราอี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมอิหร่าน เดินทางเยือนปักกิ่งแบบลับๆ เพื่อผลักดันดีลนี้ แม้ยังไม่มีรายละเอียดจำนวนขีปนาวุธ มูลค่า หรือการยืนยันจากจีน แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่ามีข้อตกลงความมั่นคงกับพันธมิตร และถึงเวลาที่เหมาะสมในการนำมาใช้

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อสหรัฐฯ รวบรวมกำลังทางทะเลขนาดใหญ่ใกล้อิหร่าน เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกองเรือโจมตี USS Gerald R. Ford ที่กำลังมุ่งหน้ามา พร้อมกำลังพลกว่า 5,000 นาย และเครื่องบินรบ 150 ลำ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลาอิหร่าน 10 วันในการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจโดนโจมตีทางทหาร

ความสัมพันธ์จีน-อิหร่านและการซ้อมรบร่วม

ดีลนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างจีน อิหร่าน และรัสเซีย ซึ่งซ้อมรบทางทะเลร่วมกันทุกปี เมื่อเดือนกันยายน ประธานาธิบดีอิหร่านเยือนปักกิ่ง จีนยืนยันสนับสนุนอธิปไตยอิหร่าน ขณะที่จีน-รัสเซียคัดค้านมาตรการคว่ำบาตร UN แม้สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรหน่วยงานจีนที่ขายสารเคมีให้อิหร่าน แต่จีนยืนยันควบคุมการส่งออกอย่างเคร่งครัด

ขีปนาวุธ CM-302 ผลิตโดย China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) สามารถติดตั้งบนเรือ เครื่องบิน หรือแท่นยิงภาคพื้นดิน โจมตีทั้งเรือรบและเป้าหมายบก นอกจากนี้ อิหร่านยังเจรจาซื้อ MANPADS ระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธต่อต้านดาวเทียมจากจีน

  • พิสัยยิง: 290 กม.
  • ความเร็ว: เหนือเสียง (Supersonic)
  • การใช้งาน: หลบระบบป้องกันเรือรบ
  • ผู้ผลิต: CASIC จีน

ดีล อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน นี้จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง หากสำเร็จ อิหร่านจะมีอาวุธที่ท้าทายกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน大国ระหว่างจีน-สหรัฐฯ

ในมุมมองของผม การซื้อขายอาวุธแบบนี้ยิ่งทำให้ภูมิภาคตึงเครียด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมแกร่งตัวเองท่ามกลางแรงกดดัน หากคุณสนใจข่าวการทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับดีลนี้!

ที่มา – อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

ตร.สืบจากศพ หาตัวเด็กหญิงถูกทิ้งที่สระบุรี

คดีสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้ คือกรณีพบศพเด็กหญิงวัยประมาณ 3-5 ปี ถูกทิ้งไว้ริมคลองชลประทาน จังหวัดสระบุรี ล่าสุด ตร.สืบจากศพ-วัตถุพยาน หาตัวเด็กหญิงถูกทิ้งที่สระบุรี ที่หัวพบรอยถูกตีด้วยของแข็ง โดยตำรวจชุดสืบสวนกำลังเร่งรัดหาความจริง เพื่อให้เด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายได้รับความยุติธรรม

ตร.สืบจากศพ-วัตถุพยาน หาตัวเด็กหญิงถูกทิ้งที่สระบุรี

จากเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกลับ อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ได้พบศพเด็กหญิงนอนคว่ำสนิทในป่าบริเวณริมถนนคันคลองชลประทาน ชัยนาท-ป่าสัก สภาพศพเน่าเปื่อย มีหนอนไชตามร่างกาย แขนข้างขวาหายไป สวมกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อกันหนาวสีชมพู แพมเพิร์ส และถุงเท้าสีฟ้า ใกล้ศพยังพบผ้าขนหนูสีขาว คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วันในเบื้องต้น

ผลชันสูตรศพเบื้องต้น

ผลชันสูตรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี เผยว่าศพเด็กหญิงเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 เดือน ส่งผลให้ตำรวจต้องปรับแผนสืบสวนใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกเบาะแสจากโซเชียลมีเดียที่เคยได้รับมาก่อนหน้านี้ และหันมาโฟกัสที่หลักฐานจากจุดเกิดเหตุแทน

ร่องรอยบาดแผลที่น่าสงสัย

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือที่ศีรษะของเด็กหญิง พบรอยคล้ายถูกตีด้วยของแข็ง จนกะโหลกศีรษะร้าว แต่แพทย์ยังไม่สรุปว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากบาดแผลนี้หรือไม่ ต้องรอผลนิติวิทยาศาสตร์ขั้นสูงต่อไป ส่วนแขนข้างขวาที่หายไป คาดว่าเกิดจากการถูกสัตว์ป่าในบริเวณนั้นกัดแทะ โดยมีรอยเล็บสัตว์กระชากจนแขนขาดหลุด

นอกจากนี้ ตำรวจยังเก็บวัตถุพยานสำคัญหลายชิ้นจากจุดเกิดเหตุ เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ ชุดผ้าปูที่นอนที่พบใกล้เคียง เพื่อนำไปตรวจ DNA และวิเคราะห์ร่องรอยเพิ่มเติม

  • เสื้อกันหนาวสีชมพู – อาจช่วยระบุเจ้าของหรือสถานที่มาของเด็ก
  • กางเกงยีนส์ขายาวและแพมเพิร์ส – บ่งชี้ช่วงอายุและเพศ
  • ถุงเท้าสีฟ้าและผ้าขนหนูสีขาว – อาจมีเส้นผมหรือร่องรอยชีวภาพ
  • ชุดผ้าปูที่นอน – พบใกล้ศพ อาจเป็นที่มาของการห่อศพ

การประชุมสืบสวนล่าสุด

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.สมคิด สาวิสัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ได้ประชุมร่วมกับชุดสืบสวนภาค 1 ชุดสืบสวนจังหวัดสระบุรี และชุดสืบสวน สภ.หนองโดน เพื่อวางแผนคลี่คลายคดีนี้ โดยจะอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการสืบหาว่าเด็กหญิงคนนี้คือใคร ใครคือผู้กระทำผิด สาเหตุการฆ่า และเหตุผลที่นำศพมาทิ้งในจุดดังกล่าว

คดีเด็กหญิงถูกทิ้งที่สระบุรีนี้ สะท้อนให้เห็นปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในสังคมไทยที่ยังคงมีอยู่ ตำรวจต้องเผชิญความท้าทายเพราะศพอยู่ในสภาพเน่าเสียมานาน แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น DNA analysis และ digital forensics ก็น่าจะนำไปสู่การคลี่คลายได้ไม่ยาก

เราควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.หนองโดน หรือสายด่วนตำรวจ 191 เพื่อช่วยเหลือเด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนี้ให้ได้รับความยุติธรรมโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ตร.สืบจากศพ-วัตถุพยาน หาตัวเด็กหญิงถูกทิ้งที่สระบุรี ที่หัวพบรอยถูกตีด้วยของแข็ง

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะ มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการขนส่งทางรางของไทย นอกจากนี้ยังมีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงอีกหลายราย ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในกระทรวงคมนาคมอย่างคึกคัก

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง และไม่ก่อนวันที่ครม.มีมติ ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการแล้ว การแต่งตั้งครั้งนี้คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงและระบบรางอื่นๆ ให้ก้าวหน้าขึ้น เนื่องจากรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการรถไฟสายสีแดง

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง มีประสบการณ์ยาวนานในวงการคมนาคม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญในกระทรวงคมนาคมมากมาย ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเขาจะนำพาการรถไฟสู่ยุคใหม่ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียดการแต่งตั้งอื่นๆ จากมติ ครม.

นอกจาก มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ แล้ว ครม.ยังอนุมัติการแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งอื่นๆ ดังนี้

  • นายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ขยับจากที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568
  • นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ จากอัครราชทูตที่เวียงจันทน์ เป็นเอกอัครราชทูตที่กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา
  • นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  • นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

การโยกย้ายเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

ผลกระทบต่อระบบขนส่งไทย

การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ จะส่งผลดีต่อระบบขนส่งสาธารณะของไทยอย่างมาก ในยุคที่รัฐบาลกำลังผลักดัน BCG Economy และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะช่วยแก้ปัญหาการล่าช้าของโครงการรถไฟ และยกระดับบริการให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น การลดค่าโดยสาร เพิ่มความปลอดภัย และเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งประเทศ

นอกจากนี้ การโยกย้ายรองอธิบดีกรมต่างๆ ไปเป็นผู้ตรวจราชการ จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและประสานงานที่ดีขึ้นในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคมนาคม หากนายอนันต์สามารถนำทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการรถไฟแห่งประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับ มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. แต่งตั้ง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่ชาวใต้หลายพันครัวเรือนกำลังเดือดร้อนกันอย่างหนัก นั่นคือเรื่อง “ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม ซึ่งเป็นข่าวที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ลิซ่า ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กทวงถามให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้แบบเป็นกันเอง แต่แฝงความเด็ดขาดสุดๆ หลังจากน้ำท่วมภาคใต้แห้งสนิทไปนาน 3 เดือน ชาวบ้านต้องดิ้นรนซ่อมบ้านด้วยตัวเอง แต่เงินช่วยเหลือยังค้างอยู่ในระบบราชการ!

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

จากโพสต์ของลิซ่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เธอชี้แจงชัดเจนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้แล้ว แต่เงินซ่อมบ้านจำนวน 49,500 บาทต่อหลัง ยังไม่ถึงมือใครเลย เพราะกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายล่าช้าสุดๆ แถมตอนนี้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ ชาวบ้านก็ซ่อมไปแล้วตั้งนาน เก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ดูได้ที่ไหนล่ะ?

ปัญหาหลักที่ลิซ่า ภคมน ชี้ให้เห็น

นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีปัญหาทับถม เช่น เงินเยียวยาคำนวณเฉพาะค่าวัสดุ ไม่รวมค่าแรงช่าง ซึ่งในยุคนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้นหลายเท่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างหาต้องจ้างคนอื่นมาทำ ลิซ่าถามตรงๆ ว่าคนที่ร่างระเบียบเคยคิดถึงความเป็นจริงของชาวบ้านบ้างไหม? แถมข่าวดีที่รัฐมนตรีแบดประกาศว่ากกต.อนุมัติเงิน 2 พันล้านบาท ก็เป็นเงินถ้วนหน้าที่ค้างท่อมานาน ไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมอะไร

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะครับ บ้านพัง ฝ้าเพดานหลุด ประตูหน้าต่างหาย ต้องกู้ยืมญาติพี่น้องมาซ่อมเพื่อให้ลูกหลานมีที่อยู่อาศัย แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ไม่บอกว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นี่แหละคือความทุกข์ที่แท้จริงของคนใต้

ข้อเสนอสุดแซ่บจากลิซ่า ภคมน เพื่อแก้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

ลิซ่าไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอทางออกชัดเจนเลยครับ ถ้าเธอเป็นรัฐบาล จะทำยังไงบ้าง ลองดูรายการนี้:

  • เลิกใช้ระบบเดินจดด้วยมือ: 改ใช้ดาวเทียม GISTDA ที่เห็นความเสียหายบ้านเลขที่ไหนบ้างได้ชัดเจน พรรคประชาชนเคยไปคุยมาแล้ว เทคโนโลยีไทยเรามีพร้อม!
  • ขยายเพดานเงินซ่อมบ้าน: จาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาทต่อหลัง เพราะค่าวัสดุปี 2569 แพงมาก ไม่พอจริงๆ
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ปลดล็อกให้ประกาศภัยพิบัติเอง ใช้งบในมือช่วยชาวบ้านทันที ไม่ต้องรอกรุงเทพฯ สั่ง
  • ปรับระเบียบกระทรวงการคลัง: รวมค่าแรงช่างเข้าไปด้วย เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ความสะดวกของเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอเหล่านี้ฟังดูเข้าท่าไหมครับ? มันจะทำให้การเยียวยาเร็วขึ้น ยุติธรรมขึ้น และตรงใจชาวบ้านมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ ลิซ่ายังตำหนิรัฐบาลว่าอย่าประโคมข่าวจ่ายเงินทีละนิด แต่ต้องแก้ระบบทั้งหมด ลิซ่าจะติดตามทวงถามต่อเนื่องด้วยพลังเดียวกับที่นักการเมืองไล่เก้าอี้รัฐมนตรี สุดยอดไปเลย!

ในฐานะคนไทยที่ห่วงใย เราควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงจริงจัง ถ้าปล่อยไว้ ชาวใต้จะเดือดร้อนยาว คุณล่ะคิดยังไงกับข้อเสนอของลิซ่า? คิดว่ารัฐควรทำตามไหม? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมคลี่คลายเร็วๆ

ที่มา – “ลิซ่า ภคมน” ลั่น 3 เดือนแล้วคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม เสนอรัฐแก้ระเบียบทั้งระบบ

ยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้ายที่สะเทือนขวัญกันบ้างนะครับ เรื่องราวของยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ หลังญาติแฉเคยเป็นแฟนเก่าผู้ตาย ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลเมื่อไม่กี่วันก่อน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งที่กำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านอย่างสงบสุข แต่ถูกกระบะตู้ทึบพุ่งชนอย่างแรงจนดับคาที่

ยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ

รายละเอียดเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 23 ก.พ. 2569 ช่วงเวลา 22.00 น. นายวิเชษฐ์ อายุ 44 ปี และนางสาวพรรณนิภา อายุ 39 ปี สามีภรรยาคู่นี้กำลังขับรถจักรยานยนต์ออกจากห้องพักในซอยแห่งหนึ่งบริเวณถนนเทพารักษ์ ทันใดนั้นรถกระบะตู้ทึบคันสีขาวที่นายกฤษฎา ผลคิด อายุ 35 ปี ขับมาก็พุ่งชนท้ายรถ จยย. จนทั้งคู่ล้มกระเด็น นายวิเชษฐ์ถูกทับด้วยล้อหลังของกระบะเสียชีวิตคาที่ ส่วนนางสาวพรรณนิภาหาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้น นายกฤษฎาให้การว่า หักหลบรถที่ตัดหน้ากว่าทำให้เสียหลักชน แต่ญาติของผู้ตายฝ่ายหญิงที่รีบมาดูเหตุการณ์ต่างพูดเป็นภาษาเดียวกันว่า "ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่!" เพราะนายกฤษฎาคือแฟนเก่าของนางสาวพรรณนิภา ที่เคยก่อเหตุไล่ชนรถของสามีใหม่มาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง และยังคงตามตื๊อไม่เลิก

หลักฐานกล้องวงจรปิดที่ทำให้ยอมจำนนต่อหลักฐาน

สิ่งที่ทำให้ยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ ก็คือภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจนมากครับ กล้องมุมแรกเวลา 21.39 น. แสดงให้เห็นว่านายกฤษฎาขับกระบะมาจอดดับไฟหน้าบริเวณใกล้ห้องพักของนางสาวพรรณนิภา เหมือนกำลังดักรอ ทันทีที่เห็นสามีภรรยาคู่ผู้ตายขับ จยย. ออกมาจากซอย เวลา 21.42 น. เขาก็เปิดไฟหน้า เร่งเครื่องไล่ตาม แล้วพุ่งชนท้ายอย่างจงใจ!

หลังจากนั้น ตำรวจ สภ.บางเสาธง ตรวจสารเสพติดในตัวผู้ต้องหา พบไอซ์ในร่างกาย แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ นายกฤษฎายังปากแข็งตอนแรก แต่พอเจ้าหน้าที่นำหลักฐานมา ก็ยอมรับสารภาพในที่สุดว่า "ตั้งใจดักรอจริง ฝ่ายหญิงโทรชวนมารับ แต่พอมาถึงไม่รับสาย เห็นทั้งคู่ออกมาก็ไล่ตามเพื่อเคลียร์ใจ ตั้งใจชนให้จอด แต่ไม่คิดว่าจะตาย"

ประวัติความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนมากครับ นางสาวพรรณนิภาเคยคบกับนายวิเชษฐ์มานานกว่า 10 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ฝ่ายชายติดยาเสพติดต้องติดคุก 2 ปีกว่า ช่วงนั้นเธอคบกับนายกฤษฎาแทน แต่ถูกทำร้ายร่างกายบ่อยๆ จนเลิกมา 3-4 เดือน แล้วกลับไปคบสามีเก่าอีกครั้ง นายกฤษฎาจึงตามกวนไม่เลิก จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

  • ข้อหาที่แจ้งตอนแรก: ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
  • ข้อหาเพิ่ม: มีสารเสพติดในร่างกายขณะขับข่าย
  • รอพิจารณา: พยายามฆ่า หรือข้อหาอื่นๆ จากพยานหลักฐาน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่มาจากปัญหาความสัมพันธ์ที่คลั่งไคล้เกินไป สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงครับ

สุดท้ายแล้วยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ หลังญาติแฉเคยเป็นแฟนเก่าผู้ตาย ทำให้เราต้องคิดถึงความปลอดภัยในการขับขี่และการจัดการอารมณ์ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่น อย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอย!

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงว่า ความรักต้องมีขอบเขต อย่าปล่อยให้กลายเป็นหายนะ

ที่มา – ยอมจำนนต่อหลักฐาน หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ชนผัวเมียดับ หลังญาติแฉเคยเป็นแฟนเก่าผู้ตาย

นายกฯ คุยฝ่ายมั่นคง หลังกัมพูชายิงปืน ค.40 เข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุทหารกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. หรือปืน ค.40 เข้าพื้นที่ฝั่งไทย ล่าสุด นายกฯ คุยฝ่ายมั่นคง ผบ.ทบ. ชี้ไม่ต้องใช้ยาแรง หลังกัมพูชายิงปืน ค.40 มม. เข้าไทย ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่หลายคนอยากรู้รายละเอียด

นายกฯ คุยฝ่ายมั่นคง ผบ.ทบ. ชี้ไม่ต้องใช้ยาแรง หลังกัมพูชายิงปืน ค.40 มม. เข้าไทย

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญหน่วยงานความมั่นคงสำคัญๆ เข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย และเสนาธิการทหารบกเข้าร่วม เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธยิงลูกระเบิด ค.40 มม. ตกบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ซึ่งอยู่ใกล้จุดลาดตระเวนของทหารไทย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่ได้เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพียงแต่พบกันในที่ประชุมปกติ และขอรับฟังรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการปัญหาชายแดน

ผบ.ทบ. ยืนยันไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยยืนยันว่า แม่ทัพภาคที่ดูแลพื้นที่ได้ดำเนินการตามปกติแล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงในการรับมือเหตุการณ์นี้ แม้จะมีกระสุนตกห่างจากแนวชายแดนประมาณ 100 เมตร แต่ทหารไทยยังคงควบคุมสถานการณ์ได้

ส่วนพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กองทัพกำลังตรวจสอบอย่างละเอียด เหตุการณ์เกิดจากทหารกัมพูชาที่ขาดวินัยการยิง ในพื้นที่ได้ประท้วงไปแล้ว และกองทัพบกกำลังพิจารณามาตรการต่อไป หากเกิดซ้ำบ่อยครั้งจะมีปัญหา แต่ย้ำว่ามีมาตรการรับมือหลายขั้นตอน มาตรการทางทหารเป็นทางสุดท้ายเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำเรื่องนี้ไปพูดในเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่เจนีวา โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กำลังเข้าร่วมประชุมอยู่

บริบทชายแดนไทย-กัมพูชาและบทเรียนจากอดีต

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเคยตึงเครียดมาหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาทอื่นๆ ซึ่งเคยนำไปสู่การปะทะรอบสองในอดีต ล่าสุดเหตุการณ์ยิงปืน ค.40 มม. ทำให้หลายคนกังวลว่าจะลุกลาม แต่ฝ่ายทหารไทยย้ำว่าจะไม่ยอมให้เกิดซ้ำ และใช้แนวทาง外交นำ

  • ทหารไทยลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานระดับสูงทันที
  • ใช้ช่องทาง外交นานาชาติ
  • มาตรการรับมือแบบค่อยเป็นค่อยไป

การตอบสนองที่สงบแต่หนักแน่นของไทยในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาสันติภาพชายแดน

สำหรับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ แนะนำให้ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น ในขณะที่กองทัพและรัฐบาลทำงานอย่างใกล้ชิดกัน

ความเห็นส่วนตัว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของกองทัพไทย ที่เลือกใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งจะช่วยป้องกันความขัดแย้งใหญ่ได้ หากทุกฝ่ายมีวินัยมากขึ้น ปัญหาจะคลี่คลายได้เร็ว คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – นายกฯ คุยฝ่ายมั่นคง ผบ.ทบ. ชี้ไม่ต้องใช้ยาแรง หลังกัมพูชายิงปืน ค.40 มม. เข้าไทย