ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้ เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตึงเครียดในเวทีการเมืองโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยในสุนทรพจน์ State of the Union เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางสายตาของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด
ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้
ในสุนทรพจน์ประจำปี ทรัมป์ย้ำถึงนโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยระบุชัดเจนว่า แม้สหรัฐฯ จะต้องการแก้ไขความขัดแย้งผ่านการทูต แต่จะไม่ยอมให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด เขากล่าวหาอิหร่านว่ากำลังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถทะลุถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ได้ แม้จะไม่ได้นำเสนอหลักฐานประกอบก็ตาม คำกล่าวหานี้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันที
ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าสหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง แต่ยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนในการป้องกันตัวเอง นโยบายนี้สอดคล้องกับการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA เมื่อปี 2561 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นข้อตกลงที่อ่อนแอเกินไป
การตอบโต้จากอิหร่านต่อข้อกล่าวหา
ฝั่งอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น เจ้าหน้าที่ระดับสูงยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติภาพและการใช้งานพลเรือนเท่านั้น รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ก่อนสุนทรพจน์ของทรัมป์ว่า “อิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่ากรณีใดๆ” สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก
นอกจากนี้ อิหร่านยังชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ยั่วยุ โดยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ทำให้เกิดวิกฤตภายในประเทศ สถานการณ์นี้ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์สำคัญ เช่น การสังหารนายพลกาเซ็ม สุไลมานี ในปี 2563 ซึ่งเกือบนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
- จุดสำคัญจากสุนทรพจน์ทรัมป์: ย้ำนโยบาย ‘America First’ ในการรับมือภัยคุกคาม
- กล่าวถึงความสำเร็จในการกดดันอิหร่านผ่านการคว่ำบาตร
- เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือป้องกันการแพร่ขยายอาวุธ
- หวังแก้ปัญหาผ่านทูต แต่พร้อมใช้กำลังหากจำเป็น
ประเด็น ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพโลก ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำกล่าวหานี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหาร
จากข้อมูลล่าสุด โครงการขีปนาวุธของอิหร่านพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีขีปนาวุธอย่าง Shahab-3 ที่ยิงไกลกว่า 2,000 กม. แต่ยังไม่ถึงระดับข้ามทวีปอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา IAEA (องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ) ก็ยังตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างใกล้ชิด
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุก หากสหรัฐฯ และอิหร่านหาทางออกร่วมกันได้ จะช่วยลดความเสี่ยงสงครามได้มาก ลองติดตามพัฒนาการต่อไป และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง ชวนแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่อง geopolitics กันเถอะ!
ที่มา – ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้






















