วัน: 8 มีนาคม 2026

โพล ชี้ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอศาลวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดก่อน

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัญหาที่จุดเด่นคือประเด็นคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด โพล ชี้ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอศาลวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดก่อน จากนิด้าโพล ซึ่งสะท้อนเสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการความชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ

โพล ชี้ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอศาลวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดก่อน

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS. ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 โดยสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,310 คน ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ด้วยวิธีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±2.7% ที่ระดับความเชื่อมั่น 97%

ผลสำรวจหลัก: ส่วนใหญ่เห็นควรรอศาลตัดสิน

จากคำถามเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางคดีฟ้องร้องเรื่องคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พบว่า:

  • ร้อยละ 44.81% : ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ควรรอศาลวินิจฉัยก่อน
  • ร้อยละ 41.68% : ควรรีบจัดตั้งเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อ
  • ร้อยละ 13.20% : อย่างไรก็ได้
  • ร้อยละ 0.31% : ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เห็นได้ชัดว่า ประชาชนกว่าร่วมสี่ในสิบต้องการให้รอผลคำตัดสินจากศาล เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งโปร่งใสและยุติธรรม

ความกังวลเรื่องความวุ่นวายทางการเมือง

เมื่อถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากปัญหานี้ พบว่า:

  • ร้อยละ 36.56% : จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ
  • ร้อยละ 34.20% : จะวุ่นวายแต่รัฐบาลควบคุมได้
  • ร้อยละ 28.55% : จะวุ่นวายหนักที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้
  • ร้อยละ 0.69% : ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงมากนัก

การลงคะแนนไม่เป็นความลับ?

สำหรับความกังวลเรื่องการลงคะแนนไม่เป็นความลับ พบว่า:

  • ร้อยละ 47.64% : ไม่กังวลเลย
  • ร้อยละ 19.08% : ค่อนข้างกังวล
  • ร้อยละ 18.55% : กังวลมาก
  • ร้อยละ 14.27% : ไม่ค่อยกังวล
  • ร้อยละ 0.46% : ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ประชาชนเกือบครึ่งไม่กังวล แสดงถึงความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีประเด็นถกเถียงเรื่อง โพล ชี้ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอศาลวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดก่อน แต่สังคมไทยยังคงสงบและเน้นหลักธรรมาภิบาล หากเรารอผลศาล จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักลงทุนได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การรอคำวินิจฉัยศาลไม่ใช่การยื้อเวลา แต่เป็นการยึดหลักกฎหมายที่สำคัญต่ออนาคตชาติ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – โพล ชี้ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอศาลวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดก่อน

ร้องสายไหมต้องรอด ลูกสาวรถล้ม กู้ภัยคิดว่าเมา

กรณีสุดสะเทือนใจที่กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อครอบครัวออกมาร้องสายไหมต้องรอด ลูกสาวรถล้มแต่กลับถูกกู้ภัยเข้าใจผิด ส่งไปโรงพักแทนโรงพยาบาล สุดท้ายเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2568 ที่ถนนลาดพร้าว กรุงเทพฯ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจ

ลูกสาวรถล้ม กู้ภัยคิดว่าเมา ส่งโรงพักแทน รพ.

น.ส.วริศรา ป้องคำลา หรือน้องใบเตย อายุ 21 ปี ทำงานร้านอาหารย่านสุขุมวิท ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านย่านลาดพร้าวตอนตี 2 ฝนตกหนักถนนลื่น เสียหลักล้มกลางปากซอย 43/2 เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิชื่อดังได้รับแจ้งเหตุ แต่แทนที่จะรีบนำส่งโรงพยาบาล กลับตรวจดูแล้วเห็นแผลถลอกที่หน้า ได้กลิ่นสุรา จึงคิดว่าลูกสาวรถล้ม กู้ภัยคิดว่าเมา หิ้วตัวไปส่งสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินแทน

ที่โรงพัก ตำรวจนอนทิ้งไว้กับพื้นตั้งแต่ตี 3 จนตี 5 ถึงมีอาการชัก น้ำลายฟูมปาก กู้ภัยกลับมาปั๊มหัวใจแต่ไม่ทัน สิ้นใจตอน 6 โมงเช้า ภาพวงจรปิดยืนยันชัดเจนว่าน้องใบเตยถูกปล่อยทิ้งโดยไม่ช่วยเหลือ แพทย์ชันสูตรพบปอดตับฉีกขาด เลือดออกช่องท้องและปอด กระดูกซี่โครงหัก 8 ซี่!

ครอบครัวร้องสายไหมต้องรอด คาใจการทำงานกู้ภัยและตำรวจ

แม่นางสมาภรณ์ ป้องคำลา อายุ 52 ปี และแฟนหนุ่มนายณัฐภัทร เกลี้ยงเกลา อายุ 23 ปี ร้องเพจร้องสายไหมต้องรอด เมื่อ 8 มี.ค. 2569 คาใจหนัก ทำไมไม่ส่ง รพ. ทันที? แม้จะดื่มเหล้าบ้างจากงานร้านอาหาร แต่แฟนยืนยันว่าน้องใบเตยมีสติขี่รถปกติ ไม่เมาหนัก

ยิ่งช็อกเมื่อรู้ว่ากู้ภัยแชทในกลุ่มเยาะเย้ยว่า “คนเมาแล้วขับ 555” ไม่ขอโทษ ปัดผิดบอกตำรวจรับผิดชอบ ตำรวจอ้างหลายข้อ เช่น

  • ติดต่อญาติไม่ได้ (โทรศัพท์แบตหมด เอาไปชาร์จ คืนช้า 2 วัน)
  • ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน (มีบัตรประชาชน แต่ภาพเก่าไม่ตรง)
  • ผู้บาดเจ็บไม่ยอมไป รพ. (แต่หมดสติ หิ้วปีกเข้าโรงพัก!)

แจ้งความตั้งแต่ ส.ค. 2568 แต่ 1 ปีคดีไม่คืบ ถูกขู่ฟ้องกลับ ครอบครัวยืนกรานสู้ถึงที่สุด นายเอกภพ เรืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด จี้ สตช. วางหลักเกณฑ์ใหม่: ผู้ประสบอุบัติเหตุหมดสติ ส่ง รพ. ก่อนเสมอ ให้แพทย์วินิจฉัย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตัดสินเอง เหตุการณ์ซ้ำซากเหมือนเคสบางปะหัน

บทเรียนจากกรณีลูกสาวรถล้ม กู้ภัยคิดว่าเมา

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบกู้ภัยและตำรวจไทย การวินิจฉัยด้วยตาเปล่าโดยไม่ส่ง รพ. อาจพลาดอาการบาดเจ็บภายในร้ายแรง ฝนตกถนนลื่นยิ่งเสี่ยง จุดเกิดเหตุมีหลุมบ่อฝาท่อ กรุงเทพมหานครควรรีบแก้ไข นอกจากนี้กู้ภัยควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น แปะผ้าก๊อซให้แผล แม้ไม่มีบาดแผลภายนอกก็ต้องเช็คดีๆ

ครอบครัวสูญเสียบุตรสาววัย 21 ต้องตายทั้งเป็น แม่น้ำตาคลอ “ทำไมไม่ส่ง รพ. ตั้งแต่แรก? ตำรวจไม่ใช่หมอ” เราเห็นด้วย ควรมีกฎชัดเจน ส่ง รพ. ทุกเคสอุบัติเหตุก่อน แล้วค่อยตรวจเมาได้

อุทาหรณ์สำคัญ: ถ้าประสบอุบัติเหตุ รู้ตัวรีบแจ้งญาติหรือโทร 1669 เอง อย่าให้เจ้าหน้าที่ตัดสินเอาเอง ช่วยกันกดดันให้ระบบดีขึ้น หยุดเหตุซ้ำรอย

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และเคสไม่เป็นธรรมอื่นๆ ได้ที่เพจสายไหมต้องรอด เพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง

ที่มา – ร้องสายไหมต้องรอด ลูกสาวรถล้มหมดสติ กู้ภัยคิดว่าเมา ไปส่งโรงพักแทน รพ. สุดท้ายดับสลด

ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจ ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ ในพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ ญาติผู้เสียชีวิตวัย 22 ปี ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 บาท เพื่อเร่งให้มีเบาะแสจับกุมผู้กระทำผิด ขณะที่ผลชันสูตรเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ แต่พบรอยเชือกรัดคอและดวงตาเขียวช้ำ

ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น-ผลชันสูตรไม่พบล่วงละเมิด

จากรายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางดง ได้รับแจ้งพบศพหญิงสาวชื่อน้องแพรว อายุ 22 ปี เสียชีวิตในห้องเช่าหมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ สภาพศพเริ่มมีกลิ่นเน่าเสียชีวิตมาแล้วราว 2 วัน ทีมแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลมหาราชีนครเชียงใหม่ได้ตรวจสอบพบร่องรอยการถูกเชือกรัดคอ ดวงตาเขียวช้ำ แต่ไม่มีหลักฐานการถูกข่มขืน ทำให้คดีนี้ยิ่งลึกลับและน่าสะพรึงกลัว

ผลชันสูตรไม่พบล่วงละเมิด: รายละเอียดที่เกิดเหตุ

ญาติและชาวบ้านรวมตัวกันตั้งรางวัลนำจับจำนวน 50,000 บาท จากการบริจาคคนละนิดหน่อย เพื่อหวังให้ผู้ที่รู้เบาะแสแจ้งข้อมูล นายธีรศักดิ์ ญาติผู้ตาย เล่าว่า “เราต้องการให้คนร้ายมาขอขมาศพ เพื่อให้น้องไปสู่สุคติ แม้จับตัวได้แล้วชีวิตน้องก็ไม่กลับมา แต่ขอความยุติธรรม” ชาวบ้านเลาวู่และคนในชุมชนต่างช่วยกัน ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้กับลูกหลานตัวเอง

  • ร่องรอยสำคัญ: รอยเชือกรัดคอชัดเจน
  • ดวงตาเขียวช้ำจากการต่อสู้
  • มือถือ iPhone 2 เครื่องหายไป
  • ไม่มีร่องรอยล่วงละเมิดทางเพศ

ด้าน พ.ต.อ.จักรียุทธ โชติวชิระพงศ์ ผู้กำกับการ สภ.หางดง ระบุว่าตำรวจกำลังเร่งสืบสวน ผู้ต้องสงสัย 4 รายอยู่ระหว่างสอบสวนและตรวจร่างกาย เพื่อตัดประเด็นและจับกุมให้เร็วที่สุด คดีนี้ถือเป็นการฆาตกรรมโหดเหี้ยมที่ต้องคลี่คลายโดยด่วน

ความคืบหน้าคดีและความหวังของครอบครัว

พ่อแม่และญาตินอนเฝ้าที่ สภ.หางดง และห้องเช่า สร้างกำลังใจให้กันและกัน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเสียใจหนักจนไม่มีอารมณ์ทำงาน ศพน้องแพรวยังฝากไว้ที่โรงพยาบาล รอจับคนร้ายก่อนจึงจะทำพิธีเผาและนำอัฐิกลับบ้านเกิดอำเภอเวียงแหง

คดี ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ สะท้อนปัญหาความปลอดภัยในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะสาวเสิร์ฟที่ทำงานดึก ตำรวจเชียงใหม่มั่นใจจะคลี่คลายได้เร็ว หากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส อย่าปล่อยให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้น

จากประสบการณ์คดีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น คดีฆาตกรรมในเชียงใหม่ มักต้องอาศัยกล้องวงจรปิดและพยานบุคคล คดีนี้มีผู้ต้องสงสัย 3-4 รายแล้ว กำลังตรวจสอบอย่างละเอียด ชาวเน็ตต่างแสดงความเห็นใจและเรียกร้องความยุติธรรม

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกคนระวังตัว โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่คนเดียว ควรติดตั้งกล้อง CCTV และแจ้งเพื่อนฝูงหากมีอะไรผิดปกติ สังคมต้องร่วมมือกันป้องกันอาชญากรรม

ติดตามความคืบหน้าคดี ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น-ผลชันสูตรไม่พบล่วงละเมิด ได้ที่นี่ และแชร์เพื่อช่วยให้เบาะแสแพร่หลาย คุณคิดว่าคนร้ายคือใคร? คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น

ที่มา – ล่าคนร้ายฆ่ารัดคอสาวเสิร์ฟ ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น-ผลชันสูตรไม่พบล่วงละเมิด

ไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ 3-0 เอเบอร์ดีน

ในศึกสกอตติช คัพ รอบรองชนะเลิศที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก 3-0 เอเบอร์ดีน คือแมตช์ที่แฟนบอลไม่เคยคาดคิดมาก่อน! ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก ทีมจากระดับล่าง สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการไล่ทุบแชมป์เก่าเอเบอร์ดีนแบบไม่เหลือซาก 3-0 ทำให้แฟนบอลต้องตะลึงกับฟอร์มอันร้อนแรงของทีมเจ้าบ้าน

ไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก 3-0 เอเบอร์ดีน

แมตช์นี้เกิดขึ้นที่สนามคินส์ พาร์ค ของดันเฟิร์มไลน์ โดยเอเบอร์ดีนที่เป็นทีมเต็งแชมป์และเพิ่งคว้าแชมป์สกอตติช คัพเมื่อฤดูกาลก่อน กลับกลายเป็นเหยื่อของทีมรองบ่อนอย่างดันเฟิร์มไลน์ เริ่มเกมได้ไม่นาน ดันเฟิร์มไลน์ก็ขึ้นนำ 1-0 จากลูกยิงสุดสวยของมิดฟิลด์ตัวเก๋า แม็ทธิว เพล็กเก็ตติ้ง ในนาทีที่ 12 ที่รับบอลจากกลางสนามแล้วล่อเตะแบบไม่ดูผู้รักษาประตู!

ประตูชัยที่ทำให้เอเบอร์ดีนสิ้นหวัง

ไฮไลท์สำคัญของ ไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก 3-0 เอเบอร์ดีน ต้องยกให้ลูกที่สองในนาที 35 จากการโต้กลับเร็วของทีมเจ้าบ้าน คาร์สัน ฟาสต์ ปีกจอมเลื้อยหลุดเดี่ยวเข้าไปซัดตุงตาข่าย ก่อนหมดครึ่งแรกเอเบอร์ดีนพยายามกดดันแต่แนวรับดันเฟิร์มไลน์แข็งแกร่งเหลือเกิน ครึ่งหลัง เอเบอร์ดีนส่งตัวสำรองลงมาเพียบแต่ดันเฟิร์มไลน์ไม่เกรงใจ มาได้ประตูที่สามจากลูกตั้งเตะในนาที 72 โดยเลกาเลน ฮาร์เปอร์ โขกตุงจากลูกเปิดของเพื่อนร่วมทีม สกอร์ 3-0 ถือเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ

  • ประตูที่ 1: แม็ทธิว เพล็กเก็ตติ้ง (น.12) – ลูกยิงไกลสุดโหด
  • ประตูที่ 2: คาร์สัน ฟาสต์ (น.35) – โต้กลับเร็วเดี่ยวเข้าทำ
  • ประตูที่ 3: เลกาเลน ฮาร์เปอร์ (น.72) – โขกจากลูกตั้งเตะ

นอกจากประตูแล้ว แนวรับดันเฟิร์มไลน์ยังเซฟลูกยิงของเอเบอร์ดีนได้หลายครั้ง โดยผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม แม็กซ์ แม็คเคย์ โชว์เซฟเหนียวแน่น 5 ครั้ง สถิติครองบอลเอเบอร์ดีนได้มากกว่าแต่ช็อตจบสิ้นไม่เฉียบคม ขณะที่ดันเฟิร์มไลน์ใช้โอกาสได้เต็มที่ 100% การชนะครั้งนี้ไม่เพียงพาดันเฟิร์มไลน์เข้ารอบรองชนะเลิศ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมเล็กๆ ทั่วสกอตแลนด์

นักเตะเด่นในไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก 3-0 เอเบอร์ดีน

ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก: คาร์สัน ฟาสต์ ได้ Man of the Match ด้วยความเร็วและการจบสกอร์ แม็กซ์ แม็คเคย์ เซฟสำคัญหลายลูก เอเบอร์ดีน: ดูมินิค แดฟ แสดงศักยภาพแต่ไม่ช่วยทีมพลิกเกม

แมตช์นี้พิสูจน์ว่าฟุตบอลไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์ไม่ได้ ดันเฟิร์มไลน์แสดงให้เห็นว่าด้วยทีมเวิร์คและหัวใจนักสู้ ทีมเล็กก็ล้มยักษ์ได้ การเอาชนะเอเบอร์ดีน 3-0 จะถูกจดจำไปอีกนานในประวัติศาสตร์สกอตติช คัพ

คุณคิดอย่างไรกับชัยชนะสุดช็อกนี้? อย่าลืมชม ไฮไลท์ ดันเฟิร์มไลน์ แอธเลติก 3-0 เอเบอร์ดีน เต็มๆ และแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชมคลิปไฮไลท์เพื่อย้อนความมันส์ได้เลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2567 พรรครวมไทยสร้างชาติได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านคำกล่าวของนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ที่ปลุกพลังสตรีให้ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายที่สำคัญอย่าง รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและปลอดภัยมากขึ้น

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยหันมามองปัญหาที่สตรีและครอบครัวเผชิญ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่ยังเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคม นางสาวศศิกานต์ ย้ำว่าปัจจุบันเราวัดคุณค่าด้วยศักยภาพและความสามารถ ไม่ใช่เพศสภาพ สตรีทุกคนควรภูมิใจในตัวเอง รักษาความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกลับทำลายศักยภาพเหล่านี้ ทำให้ภรรยาและลูกต้องหวาดกลัวในบ้านที่ควรเป็นที่พักพิง

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว โดยเสนอให้มีมาตรการที่เข้มแข็งมากขึ้น เช่น ระบบคุ้มครองที่รวดเร็ว การลงโทษที่เด็ดขาด และการสนับสนุนเหยื่อให้กลับมาสร้างชีวิตใหม่ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบสังคมทั้งระบบ เช่น เด็กที่เติบโตในครอบครัวรุนแรงอาจกลายเป็นผู้กระทำผิดในอนาคต หรือสตรีที่สูญเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ทำไมต้องผลักดัน รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

จากสถิติของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่ามีคดีความรุนแรงในครอบครัวกว่า 20,000 คดีต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบ การมีกฎหมายที่แข็งแกร่งจะช่วยลดตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังมองว่าการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัยคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง

  • เพิ่มงบประมาณศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ
  • ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้ง
  • รณรงค์ให้ความรู้สังคมป้องกันตั้งแต่ต้น
  • เชื่อมโยงบริการสุขภาพจิตให้เหยื่อฟื้นฟู

นางสาวศศิกานต์ เน้นย้ำว่าการผลักดันต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะจะนำไปสู่การลดปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ยาเสพติดหรืออาชญากรรมที่เชื่อมโยงกัน สตรีไทยในยุคนี้มีศักยภาพสูง หากปลอดภัยจากความรุนแรง จะเป็นพลังขับเคลื่อนชาติได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ การสนับสนุนนโยบาย รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว คือก้าวสำคัญสู่สังคมไทยที่ยั่งยืน ลองคิดดูสิว่าถ้าครอบครัวทุกหลังปลอดภัย สังคมเราจะก้าวหน้าแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ

ที่มา – รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ Hope to Her คืนโอกาสสตรี

พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรีสากล เปิดแคมเปญ Hope to Her คืนโอกาสผู้หญิงหลังกำแพง เพื่อให้ผู้หญิงที่เคยพลาดพลั้ง สามารถกลับมายืนหยัดเป็นเสาหลักของครอบครัวและเศรษฐกิจได้อย่างสง่างาม ในโอกาสวันสตรีสากล พรรคแสดงจุดยืนชัดเจนในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันที่ 8 มีนาคม 2567 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำคณะผู้บริหารชั้นนำอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และคณะอดีตผู้สมัคร สส. ลงพื้นที่ทัณฑสถานหญิงคลองเปรม เปิดโครงการ แคมเปญ Hope to Her: โอกาสใหม่ของผู้หญิง คือพลังใหม่ของสังคม ซึ่งเป็นแคมเปญ Hope to Her ที่ชูโมเดลคืนศักดิ์ศรีให้สตรีหลังพ้นโทษ ด้วยนโยบายเชิงรุกทั้งยกระดับสุขอนามัย พัฒนาทักษะสมอง EF (Executive Function) เพื่อบริหารจัดการชีวิต และผลักดันกฎหมาย “ลบประวัติ สร้างโอกาสใหม่” ทลายกำแพงการปฏิเสธจากสังคม

แคมเปญ Hope to Her

แคมเปญ Hope to Her ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่แค่โครงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่เป็นกลไกที่สร้างสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมให้ผู้หญิงทุกมิติ จุดยืนของพรรคคือการเปลี่ยนความเปราะบางของสตรีให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยนางรัดเกล้ากล่าวว่า “สังคมที่ยั่งยืนคือสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” แคมเปญนี้จึงมุ่งเน้นการทำจริง ไม่ใช่แค่สงเคราะห์

นโยบายเด่นในแคมเปญ Hope to Her

  • ยกระดับสุขอนามัย: ส่งเสริมสุขภาพกายใจ เพื่อให้พร้อมกลับสู่สังคมและดูแลครอบครัว
  • พัฒนาทักษะ EF หรือ Executive Function: ทักษะบริหารสมอง เช่น การวางแผน การควบคุมตัวเอง การแก้ปัญหา และการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ช่วยลดโอกาสกลับมาก่ออาชญากรรม
  • กฎหมายลบประวัติอาชญากรรม: ผลักดันให้ผู้พ้นโทษลบประวัติได้ง่ายขึ้น เพื่อสมัครงานและได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ถูกตีตราตลอดชีวิต

กิจกรรมครั้งนี้ยังสร้างปรากฏการณ์บนโลกออนไลน์ ด้วยแคมเปญ “Thanks My Demo Woman: ขอบคุณที่มีเธอ” เชิญชวนประชาชนส่งต่อพลังบวก ขอบคุณผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับกระแสตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะนางสาวชนนิกานต์ สุพิทยาพร (กานต์) นางสาวไทยประจำปี 2566 หรือ Miss Thailand 2023 ที่เข้าร่วมแสดงพลังด้วย ผู้บริหารและ สส. พรรคต่างร่วมใจปลุกพลังสตรีสากล

กิจกรรมแคมเปญ Hope to Her พรรคประชาธิปัตย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
Miss Thailand 2023 เข้าร่วมแคมเปญ Hope to Her
กิจกรรมที่ทัณฑสถานหญิงคลองเปรม
พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรี

แคมเปญ Hope to Her มีความสำคัญเพราะในประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 10,000 คน (ข้อมูลกรมราชทัณฑ์) หลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อพ้นโทษกลับมาก็เผชิญการเลือกปฏิบัติ ทำให้ยากต่อการฟื้นฟูชีวิต โครงการนี้จึงตอบโจทย์ตรงจุด ช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น EF ซึ่งเป็นทักษะสมองส่วนหน้า ช่วยให้คิดก่อนทำ ควบคุมอารมณ์ และวางแผนอนาคต ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมเมื่อสตรีเหล่านี้กลับมาทำงานได้

นอกจากนี้ แคมเปญยังเชื่อมโยงกับวันสตรีสากลที่เน้นความเท่าเทียม พรรคประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสตรี ไม่ว่าจะบทบาทใด

ในความเห็นของเรา แคมเปญ Hope to Her เป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงจัง ไม่ใช่แค่สัญญาแต่ลงมือทำ มันจะช่วยลดปัญหาสังคม ลดค่าใช้จ่ายเรือนจำ และสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ลองคิดดูสิ ถ้าผู้หญิงทุกคนมีโอกาสใหม่ สังคมไทยจะก้าวหน้าขนาดไหน

เชิญชวนทุกท่าน: ร่วมส่งต่อพลังบวก ขอบคุณผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตคุณ ผ่านแคมเปญ “Thanks My Demo Woman” บนเฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายโอกาสใหม่ให้สตรีที่ต้องการ!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ปลุกพลังสตรีสากล เปิดแคมเปญ “Hope to Her” คืนโอกาสผู้หญิงหลังกำแพง

ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น – ข่าวลือฟุตบอล

ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น หลังพ่ายสกอตติชคัพ

ปีเตอร์ ลีเวน ผู้จัดการทีมชั่วคราวของเอเบอร์ดีน ออกมาแสดงความกังวลหนักว่า ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น หลังจากทีมบุกไปพ่ายดันเฟิร์มลีน แอธเลติก ในศึกสกอตติชคัพ รอบ 5 ทีมสุดท้าย ลีเวนยอมรับว่าทีมของเขาอาจถูกดึงเข้าสู่โซนตกชั้นในพรีเมียร์ชิปลีกสกอตแลนด์ หากฟอร์มยังย่ำแย่แบบนี้ต่อไป

ในเกมที่อีสต์ เอ็นด์ พาร์ค เอเบอร์ดีนนำก่อนแต่กลับพังทลายหลังโดนยิงตอบโต้ นำไปสู่ความพ่ายแพ้ที่น่าผิดหวัง ลีเวนเรียกฟอร์มของทีมว่า “น่าเกลียดมาก” และยอมรับว่าทีม “แตกกระเจิงทั้งทีมหลังเสียประตูแรก” สถานการณ์นี้ทำให้แฟนบอลเอเบอร์ดีนเริ่มหวั่นใจกับอนาคตของทีมในฤดูกาลนี้

สาเหตุที่ทำให้ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น

เอเบอร์ดีนกำลังเผชิญปัญหาหนักทั้งในลีกและถ้วย ลีเวนชี้ว่าการขาดความมั่นคงในแนวรับและการจบสกอร์ที่พลาดโอกาสมากมาย เป็นจุดอ่อนหลัก นอกจากนี้ การเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยครั้งยังส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจนักเตะ ทีมจากเอบาร์ดีนต้องเร่งแก้ไขหากไม่อยากจบฤดูกาลในโซนท้ายตาราง

ข่าวลือเรื่อง ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น นี้ถูกนำเสนอโดยสื่อดังอย่าง The Sun และ Daily Record ซึ่งรายงานว่าลีเวนได้ขอโทษแฟนบอลหลังเกม และสัญญาว่าจะปรับปรุงทีมให้ดีขึ้นในนัดต่อไป

ข่าวฟุตบอลสกอตติชอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นอกจากปัญหาของเอเบอร์ดีนแล้ว ยังมีข่าวร้อนอื่นๆ ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ เช่น แพท เนวิน อดีตปีกทีมชาติสกอตแลนด์ มองว่าการเปลี่ยนตัวสำรองจะเป็นกุญแจสำคัญในศึกสกอตติชคัพระหว่างเรนเจอร์สกับเซลติก ที่ไอบร็อกซ์ เนวินชื่นชมมาร์ติน โอนีลล์ ผู้จัดการเซลติก ที่ปรับแท็คติกได้ดีในเกมเสมอ 2-2 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

เควิน กัลลาเชอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติ กล่าวว่ามันคงยากสำหรับเคเรน เทียร์นีย์ ที่จะดูอาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หากฤดูกาลของเซลติกจบลงด้วยความผิดหวัง เทียร์นีย์ที่เคยอยู่กับอาร์เซนอล อาจรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ส่วนดерек แม็คอินเนส ผู้จัดการฮาร์ทส์ ยืนยันว่าประงบทีมฤดูกาลหน้าจะใกล้เคียงเดิม และเชื่อว่าทีมจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ที่ไทน์คาสเซิล ฮาร์ทส์กำลังมุ่งมั่นสร้างทีมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น

สถานการณ์ของเอเบอร์ดีนในตอนนี้ชวนให้คิดถึงฤดูกาลที่แล้วที่ทีมรอดตกชั้นแบบหวุดหวิด ลีเวนกลัวเอบาร์ดีนตกชั้น ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะคะแนนไล่หลังทีมท้ายตารางไม่ห่างนัก แฟนบอลควรสนับสนุนทีมให้มากขึ้นเพื่อผ่านวิกฤตนี้ไป

ในมุมมองของผม เอเบอร์ดีนต้องเสริมแนวรับด่วน และให้โอกาสนักเตะเยาวชนมากขึ้น การซื้อขายในตลาดนักเตะหน้าหนาวอาจช่วยพลิกเกมได้ คุณคิดว่าลีเวนจะพาทีมรอดได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลสกอตติชอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

นายกฯ ย้ำสิทธิ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีสตรีคือรากฐานประชาธิปไตย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญมากสำหรับสังคมไทย นั่นคือคำปราศรัยของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในวันสตรีสากล วันที่ 8 มีนาคม 2569 ท่านย้ำชัดเจนว่า สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืน แบบนี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจเลยนะครับ เพราะมันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงไทยทุกคน

สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี คือรากฐานสังคมที่เข้มแข็ง

ในคำปราศรัย ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่า วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันฉลอง แต่เป็นโอกาสที่โลกทั้งใบมาร่วมกันเตือนใจว่า สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี เป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตยที่แท้จริง ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้หญิงทั่วโลกต่อสู้เพื่อสิทธิเท่าเทียม ในครอบครัว ที่ทำงาน และเวทีสาธารณะ วันนี้เราต้องสานต่อให้เกิดผลจริง เพื่อสังคมที่ทุกคนเห็นคุณค่ากันและกัน

รัฐบาลปีนี้กำหนดแนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งชัดเจนว่าต้องการให้สตรีไทยมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ สตรีไทยเก่งมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร หรือแม่บ้าน ทุกบทบาทล้วนเติมเต็มสังคมให้สมบูรณ์

บทบาทสตรีไทยในยุคปัจจุบัน

มาดูกันว่าสตรีไทยมีส่วนสำคัญยังไงบ้าง ลองนึกถึงตัวอย่างจริงๆ เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เป็นนักการเมืองหญิงแกร่ง หรือนักธุรกิจอย่าง ดร.วิลาวัณย์ จันทร์หงส์ ที่ประสบความสำเร็จในวงการไอที สตรีไทยยังเป็นกำลังหลักในภาคเกษตรและ SME ด้วย รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนให้พวกเธอมีโอกาสเท่าเทียม

  • สิทธิในการศึกษาและการทำงานที่เท่าเทียม
  • ความเสมอภาคในนโยบายครอบครัวและสวัสดิการ
  • ศักดิ์ศรีในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
  • การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว
  • ส่งเสริมอาชีพและการประกอบการสำหรับสตรี

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังอวยพรให้สตรีไทยทุกคนสุขภาพแข็งแรง มั่นใจในตัวเอง และเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเด็กหญิง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชาติในอนาคต คำพูดนี้กินใจมากเลยครับ

ทำไมสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี ถึงสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ลองคิดดูสิครับ ถ้าสังคมละเลยสิทธิสตรี เราจะพัฒนาได้ยังไง? เพราะผู้หญิงครึ่งประชากร ถ้าไม่ใช้ศักยภาพเต็มที่ เท่ากับเสียโอกาสครึ่งหนึ่ง SDG ของ UN ก็เน้น gender equality เป็นเป้าหมายหลัก ในไทย เรามีความก้าวหน้าเยอะ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงานหญิง หรือทุนการศึกษาสำหรับสตรี แต่ยังต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

จากข้อมูลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สตรีไทยกว่า 70% มีส่วนร่วมเศรษฐกิจ แต่ยังเจออุปสรรคเรื่อง work-life balance และ discrimination ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบาย concrete เช่น เพิ่มที่นั่งสตรีในรัฐสภา หรือโครงการฝึกอบรมอาชีพ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยสุดๆ ว่าการให้ สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นค่านิยมที่ต้องฝังในสังคม ถ้าทุกคนช่วยกัน สังคมไทยจะก้าวไกลแน่นอน

แนวทางปฏิบัติสำหรับทุกคน

เราทุกคนช่วยได้นะครับ ไม่ต้องรอรัฐบาลอย่างเดียว

  • สนับสนุนสตรีในครอบครัวให้ทำตามฝัน
  • เลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการหญิง
  • แชร์เรื่องราวสตรีเก่งในโซเชียล
  • เข้าร่วมกิจกรรมวันสตรีสากล

สุดท้ายนี้ คำปราศรัยของท่านนายกฯ เป็นแรงบันดาลใจชั้นดี มาช่วยกันสร้างสังคมที่สตรีมีสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีอย่างแท้จริงกันเถอะครับ! แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ชวนกันสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆ นะ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำ “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

เร่งคลี่คลายคดีสาวเสิร์ฟวัย 22 ดับปริศนา ตร.พบผู้ต้องสงสัย 3 ราย

คืบหน้าสุดน่าติดตามใน เร่งคลี่คลายคดีสาวเสิร์ฟวัย 22 ดับปริศนาในห้องพัก ตร.พบผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ตำรวจชุดสืบสวนกำลังเร่งรัดหาพยานหลักฐานเพื่อคลี่คลายคดีฆาตกรรมปริศนาครั้งนี้ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและชุมชนท้องถิ่น

เร่งคลี่คลายคดีสาวเสิร์ฟวัย 22 ดับปริศนาในห้องพัก ตร.พบผู้ต้องสงสัย 3 ราย

เหตุการณ์สุดเศร้าคือการพบศพหญิงสาวชื่อ แพรว วัย 22 ปี พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารชื่อดังในพื้นที่ เสียชีวิตในห้องพักเช่าหมู่ 10 ต.น้ำแพร่ อ.หางดง โดยศพนอนสวมชุดนอนสีฟ้าบนเตียง กางเกงถูกร่นลงมาถึงใต้หัวเข่า ข้างศพพบสายไฟเครื่องหนีบผมขาดครึ่ง และโทรศัพท์มือถือหายไป 2 เครื่อง สภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย คาดเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-7 มี.ค. 2569

เจ้าหน้าที่ พ.ต.อ.จักรียุทธ โชติวชิระพงศ์ ผู้กำกับการ สภ.หางดง นำทีมชุดสืบสวนและพิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่ รุดตรวจสอบทันที พบหลักฐานสำคัญคือ หมวกและกระเป๋าสะพายของผู้ตายถูกยัดในถุงขยะทิ้งริมถนนหน้าบ้าน สะท้อนถึงความพยายามปกปิดร่องรอยของผู้ก่อเหตุ

พยานหลักฐานและคำให้การสำคัญ

น.ส.ราตรี สุรินทร์ นายจ้างผู้ตาย เล่าว่า แพรวทำงานเสิร์ฟมาหลายเดือน วันที่ 5 มี.ค. ทักไลน์มาว่ามาทำงานสาย และปิดร้านก่อนเที่ยงคืน วันที่ 6 ไม่มา ก็โทรหาแต่ติดต่อไม่ได้ จนวันที่ 7 ชวนหลานมาตามหา พบประตูเปิด ตะโกนเรียกไม่มีเสียง หลานขึ้นไปดูเจอเท้าจากห้องนอน รีบแจ้งตำรวจทันที

นายจ้างยังเผยว่า แพรวเคยบ่นกับเพื่อนเรื่องชายชื่อ “เจ” หรือ “เจม” อดีตคนรักที่มาตามรังควานบ่อยๆ แม้ที่ร้านจะมีคนจีบเพราะหน้าตาดี แต่เธอไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัว ลูกพี่ลูกน้องยืนยันว่า แพรวย้ายมาอยู่คนเดียวหลังทะเลาะรุ่นพี่ที่ทำงานเก่า และมีแฟนใหม่ช่วงหลัง

ครอบครัวสุดอาลัยรอความยุติธรรม

พ่อแม่ผู้ตาย นายต๊ะ (43) และนางอาญานิด (41) เดินทางจาก ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง ใช้เวลา 3 ชั่วโมง พ่อบอกลูกสาวเป็นคนดี ส่งเงินให้พ่อแม่ตลอด เรียกร้องให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้เร็ว พฤติกรรมโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ แม่ร้องไห้หนักจนญาติห่วงอาการช็อก

  • หลักฐานสำคัญ: สายไฟขาด, มือถือหาย, กระเป๋าทิ้งขยะ
  • ผู้ต้องสงสัย: 2-3 ราย รวมอดีตคนรัก?
  • ผลชันสูตร: รอแผนกนิติเวช รพ.มหาราชนครเชียงใหม่

ชุดสืบสวน สภ.หางดง และตำรวจภูธรเชียงใหม่ เร่งสอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง พบผู้ต้องสงสัย 3 รายแล้ว รอผลชันสูตรละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุ คดีนี้สะท้อนปัญหาความปลอดภัยในที่พักหอพักและการรังควานจากอดีตแฟน

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ และช่วยแชร์เพื่อให้พลังโซเชียลช่วยกดดันคนร้ายมอบตัว

ที่มา – เร่งคลี่คลายคดีสาวเสิร์ฟวัย 22 ดับปริศนาในห้องพัก ตร.พบผู้ต้องสงสัย 3 ราย