วัน: 11 มีนาคม 2026

“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือปลอดภัย

เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดในทะเลเมื่อ“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งทางทะเลโลก ล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ โดยยืนยันว่าลูกเรือทั้ง 23 คนปลอดภัย ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในวงการเดินเรือและความมั่นคงของไทย

“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ โดยมีปริมาณน้ำมันดิบผ่านมากกว่า 20% ของโลก ทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติอาหรับอื่นๆ เหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ขณะที่เรือพาณิชย์สัญชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี แบงค็อก” หรือ Mayuree Naree Bangkok กำลังเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เวลาประมาณ 03.00 น.

เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง (Bulk Carrier) ขนาดระวางขับน้ำ 30,000 ตัน จดทะเบียนโดยบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือชั้นนำของไทย ยังไม่ทราบฝ่ายที่ลงมือโจมตี แต่กองทัพเรือไทยได้เร่งประสานงานทันที

เสธ.ทร. ยืนยันลูกเรือ 23 คนปลอดภัย

พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้รับแจ้งเหตุทันที และใช้ช่องทางทูตทหารประจำบาห์เรนติดต่อหน่วยงานโอมานเพื่อขอความช่วยเหลือ ในเบื้องต้น ลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลือออกจากเรือแล้ว อีก 3 คนยังคงอยู่ในเรือเพื่อตรวจสอบความเสียหายและบาดเจ็บ

เสธ.ทร. ย้ำชัดเจนว่าไม่มีผู้เสียชีวิต และกำลังตรวจสอบอาการบาดเจ็บของลูกเรือทั้งหมด 23 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย นี่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการตอบสนองจากกองทัพเรือไทยในการดูแลเรือสินค้าประเทศชาติ

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเสี่ยงของการเดินเรือโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กม. แต่รองรับการขนส่งสินค้ามูลค่ามหาศาล ในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ และกลุ่มฮูธีในเยเมนยิงโดรนโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ทำให้เรือต้องเลี่ยงเส้นทาง ส่งผลให้ค่าประกันภัยพุ่งสูงและค่าน้ำมันแพงขึ้น

  • เรือมยุรี นารี เป็นเรือเทกองขนาดใหญ่ บรรทุกสินค้าธรรมดาอย่างธัญพืชหรือแร่
  • เจ้าของ: พรีเชียส ชิพปิ้ง มีกองเรือกว่า 50 ลำ
  • เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรือไทยถูกโจมตีตรงจุดนี้
  • กองทัพเรือไทยมีหน่วย CTF-150 ในบาห์เรนช่วยเหลือเรือพาณิชย์

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงในการค้าโลก โดยเฉพาะเรือไทยที่ต้องผ่านจุดร้อนบ่อยครั้ง บริษัทเดินเรือควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น จ้างยามติดอาวุธหรือใช้ระบบติดตามดาวเทียม

บทบาทกองทัพเรือไทยในการช่วยเหลือ

กองทัพเรือไทยมีประสบการณ์ในการประสานงานนานาชาติ โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง การช่วยเหลือครั้งนี้แสดงศักยภาพของ “เสธ.ทร.” ในการตอบโต้เหตุการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความกังวลของครอบครัวลูกเรือและอุตสาหกรรมเดินเรือไทย

จากข้อมูลล่าสุด เรือยังจอดนิ่งในน่านน้ำโอมาน รอการซ่อมแซมและสอบสวนสาเหตุ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาค

เหตุการณ์“เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินเรือต้องระวังภัยคุกคาม ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นี่อาจนำไปสู่การเพิ่มกำลังทหารเรือไทยในพื้นที่ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกหรือสนใจข่าวความมั่นคงทางทะเล ติดตามอัปเดตจากเราและสมัครรับข่าวสารฟรีเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “เรือมยุรี นารี” ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เสธ.ทร. ยันลูกเรือ 23 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก ล่าสุด เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งสินค้าน้ำมันและสินค้าทั่วโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้เรือพาณิชย์หลายลำตกเป็นเป้าโจมตี สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมการเดินเรือทั่วโลก โดยเฉพาะเรือไทยที่กำลังลอยลำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกสินค้าแห้ง “มยุรี นารี” (Mayuree Naree) จดทะเบียนสัญชาติไทย ดำเนินงานโดยบริษัท พรีเชียส ชิปปิ้ง (Precious Shipping) สำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ ถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรง ขณะลอยห่างชายฝั่งโอมาน 11 ไมล์ทะเล UKMTO หรือสำนักงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร รายงานว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมเรืออีก 2 ลำในเวลาไล่เลี่ยกัน ลูกเรือ 20 นายอพยพออกจากเรือได้ทันเวลา ขณะที่อีก 3 นายยังอยู่ช่วยดับไฟ สุดท้ายไฟถูกดับได้แล้ว และลูกเรือเฝ้ารอการช่วยเหลือต่อไป โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

รายละเอียดเรืออื่นๆ ที่ถูกโจมตี

  • ONE Majesty: เรือคอนเทนเนอร์สัญชาติญี่ปุ่น ดำเนินงานโดย Ocean Network Express (ONE) ถูกยิงรูขนาด 10 ซม. บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐราสอัลไคมาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังมุ่งหน้าจุดปลอดภัย ลูกเรือทุกคนปลอดภัย
  • Star Gwyneth: เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติหมู่เกาะมาร์แชลล์ ของ Star Bulk จากกรีซ ถูกโจมตีห่างดูไบ 50 ไมล์ทะเล ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือกระทบสิ่งแวดล้อม

เหตุการณ์ เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ นี้เป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ มีเรือถูกโจมตีอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 7 รายและบาดเจ็บจำนวนมาก อิหร่านขู่ออกมาอย่างชัดเจนว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็น 20% ของน้ำมันโลกที่ผ่านเส้นทางนี้ และประกาศ “เผาเรือทุกลำ” ที่พยายามผ่าน

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเสี่ยงสูงสุดของการค้าทางทะเล

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ แต่เป็นประตูสู่ Persian Gulf ที่อุดมด้วยน้ำมัน สถานการณ์ตึงเครียดนี้กระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง ค่าใช้จ่ายประกันเรือพุ่งสูงขึ้น ค่าเช่าเรือเพิ่ม และเส้นทางเลี่ยงยาวขึ้นหลายพันไมล์ สำหรับไทยที่พึ่งพาการส่งออกทางทะเลมาก โดยเฉพาะบริษัทอย่าง Precious Shipping ที่มีกองเรือกว่า 50 ลำ เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

บริษัท พรีเชียส ชิปปิ้ง เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเรือบรรทุกสินค้าแห้งของไทย ก่อตั้งมานาน มีประสบการณ์ในการเดินเรือทั่วโลก แต่ครั้งนี้ต้องเผชิญวิกฤตที่คาดไม่ถึง ลูกเรือไทยส่วนใหญ่ปลอดภัยแล้ว แต่จิตใจคงหวาดกลัว สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องคิดถึงความมั่นคงของการค้าทางทะเลไทยในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากอิหร่านปิดช่องแคบจริง ค่าพลังงานโลกจะพุ่งทะยาน สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้นทั่วโลก ไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่ผ่านทางนี้จะได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลต่อราคาน้ำมันในประเทศและเศรษฐกิจโดยรวม

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์เรือไทยถูกโจมตีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองโลกส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจไทย บริษัทเดินเรือควรเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น ใช้เส้นทางเลี่ยงหรือติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญนี้ด้วยนะครับ!

ที่มา – เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูก”จมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

ด่วน! เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตี ช่องแคบฮอร์มุซ

ด่วนสุดๆ เลยค่ะ! เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตีอย่างลึกลับหลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ท้ายเรือไฟลุกไหม้เสียหายหนัก ลูกเรือ 23 คนต้องรีบสละเรือเพื่อความปลอดภัย ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเดินเรือและเศรษฐกิจไทยเลยนะคะ วันนี้เราจะมาอัพเดทรายละเอียดทั้งหมดให้ฟังกันแบบละเอียดยิบ

เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตี: เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยชื่อ MAYUREE NAREE (IMO: 9323649, Call sign: HSGM) ซึ่งเป็นของบริษัท พีเชียส กำลังแล่นจาก UAE มุ่งหน้าไปยังท่าเรือ Kandla ประเทศอินเดีย หลังจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไม่นาน บริเวณทะเลอาหรับห่างจากดูไบประมาณ 50 ไมล์ทะเล ก็ถูกโจมตีด้วยวัตถุอาวุธประเภทไม่ทราบชนิด จากฝ่ายที่ไม่เปิดเผยตัวตน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าห้องเครื่องยนต์ท้ายเรือถูกทำลาย ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง ส่งผลให้เรือสูญเสียการควบคุมทั้งระบบ นายท่าหรือกัปตันเรือจึงตัดสินใจสั่งให้ลูกเรือทั้ง 23 คนสละเรือทันที ปัจจุบันลูกเรือทุกคนปลอดภัย แต่เรือยังคงลอยเกลื่อนอยู่ในทะเล โดยกองทัพเรือไทยกำลังประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

รายละเอียดเรือและเส้นทางเดินเรือ

  • ชื่อเรือ: MAYUREE NAREE
  • IMO: 9323649
  • Call sign: HSGM
  • ธงชาติ: ไทย
  • เส้นทาง: UAE → Kandla, India
  • จุดเกิดเหตุ: ทะเลอาหรับ หลังช่องแคบฮอร์มุซ ห่างดูไบ 50 ไมล์ทะเล

สาเหตุการโจมตีและความเสียหาย

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาวุธที่ใช้คืออะไร อาจเป็นจรวดหรือโดรนโจมตี ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในพื้นที่ขัดแย้ง ท้ายเรือไฟไหม้หนัก โดยเฉพาะห้องเครื่องที่เสียหายทั้งระบบ ทำให้เรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ สถานการณ์แบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอุตสาหกรรมเดินเรือทั่วโลก โดยเฉพาะเรือที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ช่องแคบฮอร์มุซ: พื้นที่เสี่ยงอันตรายสำหรับเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก ผ่านที่นี่มีน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ทำให้เป็นเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธหรือชาติที่ขัดแย้งกัน เช่น ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและตะวันตก หรือการกระทำของกลุ่มฮูธีในเยเมนที่มักโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงและใกล้เคียง แม้แต่ เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตี แบบนี้ ก็ย้ำเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2569

ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือหลายลำถูกโจมตีในลักษณะคล้ายกัน ส่งผลให้บริษัทประกันภัยปรับเบี้ยประกันขึ้นสูง ค่าเช่าเรือพุ่งปรี๊ด และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด ชาวไทยเราที่พึ่งพาการส่งออกทางทะเลเป็นหลัก ต้องเจอผลกระทบหนักแน่ๆ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและมาตรการรับมือ

เหตุการณ์ เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตี ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเรือลำเดียว แต่กระทบภาพลักษณ์การเดินเรือไทยในสายตานานาชาติ บริษัทขนส่งอาจลังเลที่จะใช้เรือธงไทย สินค้าส่งออกไปตะวันออกกลางหรืออินเดียอาจล่าช้า ค่าใช้จ่ายพุ่ง นักลงทุนกังวล สุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราก็โดนราคาสินค้าที่สูงขึ้น

รัฐบาลไทยควรเร่งเจรจากับพันธมิตร เช่น สหรัฐฯ หรืออินเดีย เพื่อเพิ่มการคุ้มครองเรือไทยในพื้นที่เสี่ยง หรือส่งเรือรบไปลาดตระเวนร่วม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเดินเรือควรติดตั้งระบบป้องกันโดรนและจรวดเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการค้าโลกยังไม่ปลอดภัย 100% ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวด่วน ติดตามความคืบหน้าของลูกเรือและเรือ MAYUREE NAREE ได้ที่เว็บเราเลยนะคะ ถ้ามีอัพเดทใหม่จะรีบนำเสนอทันที! คุณคิดว่าปัญหานี้จะกระทบเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างด้วยสิคะ

ที่มา – ด่วน เรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตีหลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท้ายเรือไฟไหม้เสียหาย

ผู้การนนท์ รวบ 19 คน 2 แก๊งยิงถล่มไทรน้อย

ข่าวร้ายในพื้นที่นนทบุรีสร้างความสะเทือนใจให้ชาวบ้าน เมื่อ ผู้การนนท์ รวบ 19 คน 2 แก๊งยิงถล่ม กันอย่างดุเดือดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย เหตุการณ์อุกฉกรรจ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 มีนาคม 2567 ก่อนที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ไทรน้อย จะรวบตัวผู้ก่อเหตุได้ทันควัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเรื่อง

ผู้การนนท์ รวบ 19 คน 2 แก๊งยิงถล่ม

พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี หรือที่รู้จักกันในนามผู้การนนท์ นำทีมแถลงข่าวเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2567 ที่ สภ.ไทรน้อย โดยมี พ.ต.อ.ณัฏฐ์เดชา ฐานิสภัทราพงศ์ ผกก.สภ.ไทรน้อย และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเข้าร่วม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 19 คน จาก 2 กลุ่มที่เปิดศึกกันด้วยกระสุนปืนหลายสิบนัด

กลุ่มแรกคือกลุ่มวัยรุ่น 14 คน ที่ยกพวกบุกไปยิงบ้านคู่กรณี โดยใช้รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียน กอ5944 นนทบุรี รถกระบะนิสสัน นาวาร่า ทะเบียน ถณ7797 กทม. และรถ จยย. 4 คัน ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มเจ้าถิ่น 5 คน ที่ยิงสวนตอบโต้ ทำให้เกิดการไล่ยิงกันวุ่นวายในชุมชน

รายชื่อผู้ต้องหาและรายละเอียดการจับกุม

สำหรับกลุ่มบุก 14 คน ได้แก่

  • นายกฤษดากร ปั้นลำพอง อายุ 22 ปี
  • นายธีรภัทร อิ่มบ่อย อายุ 23 ปี (ผู้ขับรถเก๋ง)
  • นายชานา ตาบาน อายุ 25 ปี
  • นายธีรวุฒิ อรุณพงษ์ อายุ 27 ปี
  • นายสุทธิลักษณ์ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี
  • นายมงคลศักดิ์ คืนดี อายุ 20 ปี (ผู้ขับรถกระบะ)
  • นายอภิรักษ์ แสงชัย อายุ 23 ปี
  • นายวิศวะ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
  • นายกฤษกร (นามสมมติ) อายุ 18 ปี
  • นายสัสดี (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
  • นายสิทธิกร (นามสมมติ) อายุ 17 ปี (เยาวชน)
  • นายธีระศักดิ์ เรืองเกตุ อายุ 22 ปี
  • นายปริญญา (นามสมมติ) อายุ 17 ปี (เยาวชน)
  • นายยี่คำ ตานุ้ง อายุ 23 ปี (บาดเจ็บท้ายทอย)

ส่วนกลุ่มเจ้าถิ่น 5 คน ได้แก่ นายธัชชัย บุญยัง อายุ 45 ปี, นายบุญถม กัณนิการ์ อายุ 68 ปี, นายปฐม กัณนิการ์ อายุ 45 ปี, นายวิชัย แซ่ตั้ง อายุ 41 ปี (บาดเจ็บท้องทะลุสะโพก), และนายกานต์ดนัย นิ่มสมบุญ หรืออิคคิว อายุ 19 ปี (บาดเจ็บหัวเข่า) นอกจากนี้ยังมีนายอุดม แดนจันทึก อายุ 45 ปี ชาวบ้านโดนลูกหลงที่ขา

อาวุธและพยานหลักฐานที่พบ

ในที่เกิดเหตุและยานพาหนะ ตำรวจยึดปืนได้เพียบ เช่น ปืนไทยประดิษฐ์ .380, ปืนพกสั้น .38 และ 11 มม. รวมหลายกระบอก นอกจากนี้ยังพบคราบเลือด กระจกแตก และปลอกกระสุนจำนวนมาก ยืนยันการยิงกันหนักหน่วง

ข้อกล่าวหาที่แจ้งทั้ง 2 กลุ่มคือ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ซ่องโจร, พกพาอาวุธปืนในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ยิงปืนในที่สาธารณะ, และมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจจะส่งผู้ใหญ่ฝากขังศาลจังหวัดนนทบุรีพรุ่งนี้ พร้อมคัดค้านประกันตัว เพราะเป็นคดีร้ายแรง ส่วนเยาวชน 2 คน จะส่งอัยการและสหวิชาชีพสอบสวน

มูลเหตุที่จุดชนวนความรุนแรง

ทุกอย่างเริ่มจากคืนวันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่งานกาชาดใกล้แยกโรงสีไทยเจริญ กลุ่มของนายอิคคิว 4 คน ใช้มีดฟันพวกลูกน้องนายอุ้ม (หัวหน้าแก๊งบุก อายุ 19 ปี) ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย จากนั้นทั้งสองฝ่ายท้าแท็กันทางเฟซบุ๊กและเมสเซนเจอร์ จนปะทุเป็นการยิงกันในคืนถัดมา แม้ทั้งสองฝ่ายให้การไม่ตรงกัน แต่ตำรวจกำลังสอบสวนต่อเนื่อง รวมคดีงานกาชาดที่แยกดำเนินการ โดยนายอิคคิวอาจโดนหมายจับหากไม่มารับทราบข้อหา

ผู้การนนท์ ยืนยันไม่มีผู้ใดรับโทษแทนลูกหลาน ทุกคนต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย การจับกุมรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุดสืบสวน สภ.ไทรน้อย ที่ลงพื้นที่ทันทีหลังรับแจ้งเหตุ

เหตุการณ์ ผู้การนนท์ รวบ 19 คน 2 แก๊งยิงถล่ม นี้ สะท้อนปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มใช้ความรุนแรงในชุมชน สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่โดนลูกหลง การมีอาวุธปืนผิดกฎหมายยิ่งซ้ำเติมความสูญเสีย หากไม่แก้ไขที่ต้นเหตุอย่างการยั่วยุออนไลน์และขาดการควบคุมอาวุธ อาจเกิดซ้ำรอยได้

ในมุมมองของเรา ตำรวจนนทบุรีสมควรได้รับคำชื่นชมที่ทำงานได้ฉับไว ลดความเสี่ยงขยายวง แต่สังคมต้องร่วมมือกันด้วย เช่น ผู้ปกครองกำกับลูกหลีกเลี่ยงแก๊งอันตราย และใช้โซเชียลอย่างรับผิดชอบ สนับสนุนโครงการป้องกันเยาวชนจากความรุนแรง หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ นี้ แชร์ในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตเพื่อความปลอดภัยในชุมชนของคุณ!

ที่มา – ผู้การนนท์ แถลงรวบทันควัน 19 คน 2 แก๊งเปิดศึก ยิงถล่ม โดนข้อหาหนักพยายามฆ่า ซ่องโจร

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องผู้ประกันตนทั่วประเทศ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาประกาศสถานะกองทุนที่มั่นคง พร้อมยอดเงินลงทุนสะสมทะลุ 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นว่ากองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท เกิดจากเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล รวม 1,728,722 ล้านบาท และผลตอบแทนจากการลงทุนสะสม 1,130,678 ล้านบาท ในปี 2568 นี้ สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน

กลยุทธ์การลงทุนที่ยึดหลักเสถียรภาพเป็นสำคัญ โดยแบ่งสัดส่วนหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% การลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53% ทำให้กองทุนสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนทั่วไทย

รายละเอียดการลงทุนกองทุนประกันสังคมปี 2568

  • เงินลงทุนสะสม: 2,859,400 ล้านบาท
  • เงินสมทบ: 1,728,722 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนสะสม: 1,130,678 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนปี 2568: 80,000 ล้านบาท (6.1%)
  • สัดส่วนลงทุน: มั่นคง 69.01%, เสี่ยง 30.99%

นอกจากนี้ กองทุนเงินทดแทนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน มีเงินลงทุนสะสม 88,136 ล้านบาท จากเงินสมทบนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทน 35,472 ล้านบาท ปี 2568 สร้างผลตอบแทน 4,228 ล้านบาท หรือ 5.68% โดยลงทุนมั่นคง 81.37% เสี่ยง 18.63% ในประเทศ 71.54% ต่างประเทศ 28.46%

ประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับจากเสถียรภาพกองทุน

การบริหารกองทุนที่ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง ช่วยให้สิทธิประโยชน์ เช่น กรณีชราภาพ สูงอายุ ว่างงาน และเจ็บป่วย มีความยั่งยืน ผู้ประกันตนสามารถวางใจได้ว่าสวัสดิการจะจ่ายครบถ้วนทันเวลา สอดคล้องมาตรฐานสากล

เลขาธิการ สปส. เน้นย้ำว่า การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบอย่างรัดกุม มุ่งสร้างผลตอบแทนยั่งยืน เพื่อสวัสดิการที่มั่นคงให้ทุกคน ในอนาคต สปส. จะปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อไป

สำหรับผู้ประกันตนที่สนใจตรวจสอบสถานะกองทุนหรือสิทธิประโยชน์ สามารถเข้าเว็บไซต์ สปส. หรือแอป SSO Connect ได้ทันที

สรุปแล้ว ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อแรงงานไทย หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองเช็กสิทธิของคุณวันนี้เพื่อความอุ่นใจในวันพรุ่งนี้!

ที่มา – ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ม.4 แล้ว

ข่าวดีสำหรับน้องๆ นักเรียนที่สนใจโรงเรียนชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์! โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบคัดเลือก ม.4 ปีการศึกษา 2569 ออกมาแล้วครับ มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นตัวจริงทั้งหมด 72 คน และตัวสำรอง 128 คน รวมทั้งสิ้น 200 คน ถ้าคุณหรือน้องๆ อยู่ในรายชื่อนี้ ต้องรีบดำเนินการยืนยันสิทธิ์ทันทีนะครับ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์อันดับต้นๆ ของไทย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบคัดเลือก ม.4

วันที่ 11 มีนาคม 2569 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ หรือ KVIS ได้ประกาศผลการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อย่างเป็นทางการ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษในระดับสูง ภายใต้หลักสูตรนานาชาติที่ทันสมัย โรงเรียนกำเนิดวิทย์เป็นโรงเรียนเอกชนที่ก่อตั้งโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีชื่อเสียงในการผลิตนักเรียนที่มีผลงานโดดเด่นในการแข่งขันวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ

คุณสามารถ เช็กรายชื่อผู้ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนชั้น ม.4 ได้ที่นี่ คลิกเลยครับ!

ขั้นตอนการยืนยันสิทธิ์สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกตัวจริง

นักเรียนที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวจริงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรักษาสิทธิ์:

  • วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป: ดาวน์โหลดเอกสารยืนยันการเข้าเป็นนักเรียน และเอกสารประกอบการมอบตัว จากเว็บไซต์โรงเรียน www.kvis.ac.th
  • ภายในวันที่ 16 มีนาคม 2569:
    • ส่งเอกสารยืนยันการเข้าเป็นนักเรียน ผ่านลิงก์ Google Form: https://forms.gle/21kGj9c6FG84wawiZ
    • ส่งเอกสารประกอบการมอบตัวทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) โดยยึดวันประทับตราไปรษณีย์ ไปที่: ฝ่ายวิชาการ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ 999 หมู่ 1 ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง 21210
  • วันที่ 27 มีนาคม 2569: ทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษออนไลน์ เวลา 10:00 – 11:00 น. (โรงเรียนจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติม)
  • 26 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 2569: เข้าร่วมค่ายเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ (Kamnoetvidya Science Academy Pre-sessional Camp 2026) รายละเอียดจะแจ้งต่อไป

สำคัญมาก! หากไม่ส่งเอกสารภายในกำหนด โรงเรียนจะถือว่าสละสิทธิ์ และเรียกตัวจากบัญชีสำรองตามลำดับทันที ดังนั้นพ่อแม่และนักเรียนต้องเช็คให้ดี และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน

ทำไมโรงเรียนกำเนิดวิทย์ถึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ?

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ไม่ใช่แค่โรงเรียนธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ขั้นสูง มีห้องปฏิบัติการทันสมัย ครูผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์นานาชาติ นักเรียนที่นี่มีโอกาสได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศสูงมาก หลายคนสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง MIT, Stanford หรือ Cambridge การสอบคัดเลือกจึงแข่งขันสูงมากในปีนี้ มีผู้สมัครนับพัน แต่ผ่านเพียง 72 คนเท่านั้น ถือเป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง

สำหรับน้องๆ ปีหน้า ที่พลาดไปครั้งนี้ ไม่เป็นไรครับ สามารถเตรียมตัวสอบใหม่ได้ โดยโฟกัสที่วิชาคณิต วิทย์ ภาษาอังกฤษ และการแก้ปัญหา แนะนำให้ฝึกทำโจทย์โอลิมปิกและข้อสอบ PAT

เคล็ดลับเตรียมตัวมอบตัวและค่ายภาษา

หลังยืนยันสิทธิ์แล้ว อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับทดสอบภาษาอังกฤษและค่ายนะครับ ค่าย Pre-sessional Camp จะช่วยให้น้องๆ ปรับตัวกับหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น ลองฝึกฟัง พูด อ่าน เขียนทุกวันผ่านแอปอย่าง Duolingo หรือ BBC Learning English จะช่วยได้มาก

สุดท้าย ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 72 คน! นี่คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จในสายวิทยาศาสตร์ รีบเช็กรายชื่อและยืนยันสิทธิ์วันนี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทอง หากมีน้องๆ สนใจสอบปีหน้า สามารถติดตามข่าวสารจากเว็บโรงเรียนได้เลยครับ

เช็กรายชื่อด่วน! คลิก ที่นี่

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก สส. มอบอรรถวิชช์แทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้คือ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก จากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมอบโอกาสให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค เข้ามาทำหน้าที่แทน นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นอนาคตของพรรคอย่างชัดเจน

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือกับกรรมการบริหารพรรค และทุกคนเห็นพ้องกันว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมทั้งคนรุ่นใหม่ในพรรคมีศักยภาพสูง มีแนวคิดสดใหม่ และพลังในการขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์ จึงตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ในการกำหนดนโยบายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เขาย้ำว่าตัวเองจะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด หากต้องรับผิดชอบทั้งงานพรรคและ ส.ส. ในสภา อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

การตัดสินใจนี้เกิดจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ นายพีระพันธุ์จึงยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อสภา เพื่อให้ “อรรถวิชช์” เลื่อนชั้นขึ้นมาแทน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้รับไม้ต่อที่น่าจับตามอง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน นายพีระพันธุ์มั่นใจว่าท่านจะทำหน้าที่ ส.ส. ได้อย่างสมบูรณ์ สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้พรรคและประชาชน นี่คือการส่งต่อที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้พรรคแข็งแกร่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศ โดยเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว

  • เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างพลังใหม่ให้พรรค
  • หัวหน้าพรรคโฟกัสงานยุทธศาสตร์เบื้องหลัง
  • รักษาความเข้มแข็งในสภา ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง
  • เสริมสร้างเครือข่ายและนโยบายที่ทันสมัย

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผันผวน พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยืนหยัดด้วยการสนับสนุนจากฐานเสียงที่เหนียวแน่น นายพีระพันธุ์ขอบคุณทุกการสนับสนุน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่กล้าปล่อยวางเพื่อส่วนรวม แสดงให้เห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ การเปลี่ยน ส.ส. ยังช่วยให้พรรคสามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างงานบริหารพรรคและการอภิปรายในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ยื่นใบลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบ “อรรถวิชช์” ทำหน้าที่ สส.ในสภาแทน

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหดปราบแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เพื่อเตรียมพร้อมบุกกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติกันแล้วนะครับ! หลังจากเพิ่งสร้างผลงานสุดยอดด้วยการปลิดชีพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดชื่อดังหัวหน้าแก๊ง CJNG เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้เหล่าทหารเอลีทก็ไม่หยุดนิ่ง เริ่มซ้อมหนักหน่วงเพื่อรับมือศึกใหญ่ต่อไป

ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo
ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo

เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังทหารจาก กองพลรบพิเศษแห่งกองทัพเม็กซิโก (Cuerpo de Fuerzas Especiales) ซึ่งเป็นหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดในเม็กซิโก ได้เริ่มการฝึกคัดเลือกสุดโหด โดยต้องแบกเป้หนักกว่า 20 กิโลกรัม เดินเท้าผ่านเส้นทางชันชันยาวกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อพิชิตยอดภูเขาไฟ “อิซตักซีอวตล์” (Iztaccíhuatl) ที่ตั้งตระหง่านรอบกรุงเม็กซิโกซิตี้ การฝึกแบบนี้ไม่ใช่แค่ทดสอบร่างกาย แต่ยังวัดจิตใจและความอดทนด้วยครับ

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด: รายละเอียดภารกิจล่าสุด

หน่วยรบพิเศษชุดนี้คือสุดยอดของกองทัพเม็กซิโกเลยนะ ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการปราบแก๊งค้ายาและองค์กรอาชญากรรมใหญ่ ล่าสุดเพิ่งปฏิบัติการสำเร็จ สังหารนาย เนเมซิโอ โอเซเกรา (Nemesio Oseguera) หรือ “เอล เมนโช” บอสใหญ่ของแก๊ง ฮาลิสโกนิวเจเนอเรชัน (CJNG) ในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งค้ายาที่อันตรายที่สุดในโลก

นายทหารผู้ควบคุมการฝึกบอกว่าการฝึกในสภาพสุดขีดแบบนี้คือสิทธิพิเศษสำหรับทหารที่คัดเลือกมา มันช่วยสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับปฏิบัติการทุกที่ ทุกเวลา หัวใจของหน่วยรบพิเศษอยู่ตรงนี้แหละครับ

ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo
ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo

พิธีขอขมาเจ้าพ่อขุนเขาก่อนเริ่มฝึก

น่าสนใจมากก่อนเริ่มเดิน ก็มีการทำพิธีตามความเชื่อท้องถิ่น เพื่อขอขมาและขออนุญาตจากขุนเขา รวมถึงขอพรให้ปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับการทหารได้อย่างลงตัว

หลักสูตรฝึก 8 เดือนสุดโหดของหน่วยรบพิเศษ

หลักสูตรการฝึกของหน่วยรบพิเศษเม็กซิโกขึ้นชื่อเรื่องความโหด ใช้เวลานานถึง 8 เดือน ครอบคลุมทุกภูมิประเทศ เพื่อรับมือกับสงครามยาเสพติดที่กำลังรุนแรง

  • กระโดดร่ม: ทดสอบความกล้าและความแม่นยำ
  • สู้รบในเมือง: เทคนิคต่อสู้ในพื้นที่แออัด
  • เอาชีวิตรอด: ในป่าดิบชื้น ภูเขาสูง ทะเลทราย
  • ปฏิบัติการใต้น้ำ: สำหรับภารกิจพิเศษ

ปัญหาแก๊งค้ายาในเม็กซิโกนั้นหนักหนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนต่อปี รัฐบาลเลยต้องทุ่มสุดตัวกับหน่วยแบบนี้ หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณดีว่าจะมีปฏิบัติการใหญ่ตามมาแน่นอน

ในมุมมองผม การฝึกที่โหดขนาดนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของเม็กซิโกในการต่อสู้กับยาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามระดับโลก ถ้าทำสำเร็จจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ด้วย คุณคิดยังไงกับการฝึกแบบนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ! และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวต่างประเทศเด็ดๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเราเลย

ที่มา – หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนักหลายกระทง

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามที่ กกต. มอบอำนาจ การให้ปากคำครั้งนี้เป็นการเติมเต็มเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วนจากการแจ้งความครั้งแรก โดยทั้งสองท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมากนัก นายครรชิตเดินเข้าพบเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ บอกสั้นๆ ว่า “มากับทนายครับ”

พื้นหลังของเหตุการณ์แจ้งจับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคล 6 คนถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง กกต. จึงแจ้งข้อหาต่างๆ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), และมาตรา 322 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือว่าน้ำหนักหนัก สะท้อนถึงความจริงจังของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหา เพราะพนักงานสอบสวนกำลังรอสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนก่อน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ไม่นิ่งนอนใจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ถูกระบุชื่อ จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และยืนยันข้อเท็จจริง ว่าสอดคล้องกับที่ กกต. ระบุหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งในกระบวนการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การเมืองท้องถิ่นร้อนระอุ การเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาวเกิดจากปัญหาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของหน่วยงานรัฐ กกต. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากนักกฎหมายและนักการเมืองที่วิเคราะห์ว่า ข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักถูกใช้ในกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบเสรีภาพการแสดงออก หากคดีนี้เดินหน้า อาจกลายเป็น précédent สำคัญสำหรับคดีการเมืองในอนาคต

  • กกต. กำลังให้ความร่วมมือเต็มที่กับตำรวจ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมโต้แย้งข้อเท็จจริง
  • ประชาชนรอผลสอบสวนที่โปร่งใส

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้ประชาชนหมดศรัทธา

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งไทย

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร