วัน: 11 มีนาคม 2026

ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังตามข่าวสารเรื่องประกันสังคมอยู่! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลยนะครับ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการเว็บแอพลิเคชัน (SSO Core) เพื่อให้บริการออนไลน์มีเสถียรภาพมากขึ้น รองรับการใช้งานของนายจ้าง ผู้ประกันตน และสถานพยาบาลทั่วประเทศแบบไม่สะดุด เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวเลยทีเดียว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยนางนงค์ลักษณ์ กอวรกุล รองเลขาธิการ สปส. ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการนางสาวกาญจนา พูลแก้ว ในการเปิดวอร์รูมดังกล่าว ณ ชั้น 1 อาคารวิทุรแสงสิงแก้ว ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี บรรยากาศคึกคักมาก มีตัวแทนจากคณะอนุกรรมการพิจารณาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาร่วมตรวจเยี่ยมด้วย ทั้งผู้แทนนายจ้าง ผู้ประกันตน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม

วอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการนี้มีหน้าที่หลักคือเป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียน คัดกรองปัญหา และสนับสนุนการใช้งานระบบ SSO Core ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการเว็บแอพประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเรื่องทะเบียนนายจ้าง (ม.33/39/40) ชำระเงินสมทบ หรือขอรับประโยชน์ทดแทน ตอนนี้ทุกอย่างจะลื่นไหลขึ้นเยอะเลยครับ เพราะมีทีมงานคอยเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์

จากการตรวจเยี่ยม พบว่ามีการวางโครงสร้างการทำงานครอบคลุม 5 ด้านหลักเลยทีเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ลองมาดูกันครับว่าด้านไหนบ้าง

โครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสาร

  • ระบบคู่สายโทรศัพท์สำหรับรับเรื่องร้องเรียนและคัดกรองเบื้องต้น 4 คู่สาย เบอร์ 02-956-2911 ถึง 4
  • คู่สายสำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 13 คู่สาย ครอบคลุมงานทะเบียน เงินสมทบ ประโยชน์ทดแทน เร่งรัดหนี้ การเงิน บัญชี และงานแพทย์

กระบวนการทำงาน

กำหนดขั้นตอนชัดเจน แบ่ง 2 ช่องทาง: สำหรับภายนอก (นายจ้าง/ผู้ประกันตน/สถานพยาบาล) ผ่านสายด่วน 1506 แล้วส่งต่อวอร์รูม ส่วนภายใน (เขต/จังหวัด) ติดต่อตรงได้เลย รวดเร็วทันใจมาก!

เทคโนโลยีสารสนเทศ

ติดตั้งระบบแสดงผลข้อมูลเรียลไทม์ ติดตามสถานะการทดสอบและรับเรื่องทางโทรศัพท์ แก้ปัญหาจนจบทุกเคส

นอกจากนี้ ยังมีคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการเปลี่ยนผ่านระบบ SSO Core ช่องทางสื่อสารออนไลน์อย่าง Line OA และ Cisco Video Conference ครบครันสุดๆ นางนงค์ลักษณ์ยังเน้นย้ำว่าพร้อมรองรับผู้ใช้ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ในยุคที่ทุกคนพึ่งพาบริการออนไลน์ การมีวอร์รูมแบบนี้ช่วยลด downtime ของระบบ ลดความหงุดหงิดในการใช้งาน เช่น เวลายื่น 4.1 หรือตรวจสอบสิทธิ์ประกันสังคม ไม่ต้องรอคิวนานๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะหลังโควิดที่การใช้งานดิจิทัลพุ่งสูง สปส. จึงต้องอัพเกรดให้ทันสมัย

สำหรับนายจ้าง ลดภาระในการติดตามเงินสมทบ ผู้ประกันตนเช็คสิทธิ์ได้ง่าย สถานพยาบาลส่งข้อมูลผู้ป่วยเร็วขึ้น ทุกฝ่าย win-win เลยครับ ถ้าเทียบกับระบบเก่า ปัญหาเว็บล่มหรือช้าจะน้อยลงมาก

ในอนาคต คาดว่าสปส. จะขยายบริการดิจิทัลเพิ่ม เช่น แอพมือถือเต็มรูปแบบ หรือ AI ช่วยตอบคำถาม ลองนึกภาพสิครับ ทุกอย่างคลิกเดียวเสร็จ!

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือก้าวย่างที่ดีของประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูม แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล สมาชิกประกันสังคมอย่างเราควรสนับสนุนและใช้งานให้เต็มที่ เพื่อให้ระบบพัฒนาต่อไป หากมีปัญหา ลองโทร 1506 หรือเบอร์วอร์รูมดูนะครับ

คุณล่ะครับ คิดอย่างไรกับการพัฒนาครั้งนี้? แชร์ประสบการณ์ใช้งานระบบ SSO Core ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ นายจ้างและผู้ประกันตนด้วยนะ จะได้ช่วยกันทำให้บริการดีขึ้น!

ที่มา – ประกันสังคมยกระดับบริการด้านดิจิทัล เปิดวอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการเว็บแอพลิเคชัน

ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ชายแดนไทย-มาเลย์

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นข่าวดีที่ทำให้ประชาชนโล่งใจ เพราะแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้มักใช้สัญญาณโทรศัพท์ข้ามแดนโทรหลอกลวงให้เราหลงกลโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว การลงมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องพี่น้องชาวไทยจากภัยคุกคามไซเบอร์

ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) และพล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บังคับการสถานีตำรวจไซเบอร์ 5 (ผบก.สอท.5) พ.ต.อ.กู้เกียรติ วงษ์พันธ์ ผู้กำกับการกลุ่ม 2 บก.สอท.5 ร่วมกับนายสุทิน ทองมาก ผู้อำนวยการกสทช.เขต 41 ตำรวจท้องที่จังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเครือข่าย True, AIS, DTAC ลงพื้นที่ปฏิบัติการใหญ่

เป้าหมายหลักคือการตรวจสอบและปรับปรุงเสาสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย จำนวน 3 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณล้ำแดนไปเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเริ่มจากการประชุมวางแผนที่ห้องประชุม สภ.สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ก่อนลงพื้นที่วัดรัศมีสัญญาณจริง

จุดตรวจสอบเสาสัญญาณหลัก 3 จุด

  • จุดแรก: พื้นที่เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก (ท่ากอไผ่) – ปรับลดความเข้มสัญญาณและทิศทางแอนเทนนา
  • จุดที่สอง: พื้นที่ชุมชนประปา ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก – ตรวจสอบและแก้ไขให้สัญญาณอยู่ในเขตไทยเท่านั้น
  • จุดที่สาม: เสาสัญญาณของผู้ให้บริการในปท.สุไหงโก-ลก – ปรับองศาและความเข้มของแอนเทนนาให้เป็นไปตามมาตรฐานกสทช.

เจ้าหน้าที่ได้กำชับผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกค่ายให้ปฏิบัติตามมาตรการของกสทช. โดยทำข้อตกลงเพิ่มเติม เช่น ร่วมตรวจข้อมูลซิมบ็อกซ์ในพื้นที่เป้าหมาย เฝ้าระวังสัญญาณล้ำแดน และพร้อมปฏิบัติการร่วมหากพบปัญหา การตัดช่องทางสัญญาณเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้โทรศัพท์จากชายแดนหลอกลวงคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับกุมร้านขายซิมการ์ดผิดกฎหมาย

นอกจากตรวจเสาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ยังร่วมกับกสทช. กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และสภ.สุไหงโก-ลก ตรวจค้นร้านจำหน่ายซิมการ์ดที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2560 โดยจับกุมผู้กระทำผิดได้ 2 ราย ซึ่งซิมเหล่านี้มักถูกแก๊งสแกมใช้ในการโทรหลอกลวงฉ้อโกง

  • น.ส.โนรฮาฟีซา สะมะแอ อายุ 33 ปี ที่ร้านใน ต.สุไหงโก-ลก ของกลาง: ซิมลงทะเบียน 39 ซิม เงินสด 500 บาท
  • น.ส.สุดารัตน์ ดาโอ๊ะ อายุ 28 ปี ที่ร้านใน ต.สุไหงโก-ลก ของกลาง: ซิมลงทะเบียน 3 ซิม เงินสด 500 บาท

ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวเพื่อให้มีการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนแล้วแต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้ได้” ก่อนส่งพนักงานสอบสวนสภ.สุไหงโก-ลก ดำเนินคดีต่อไป

ทำไมการสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติถึงสำคัญ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะจากชายแดนใต้ มักใช้เสาสัญญาณที่ล้ำแดนและซิมบัตรผิดกฎหมายในการโทรหลอกให้เหยื่อโอนเงิน รายงานพบว่าปีละมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท การที่ ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย จึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยตัดกำลังให้มิจฉาชีพ นอกจากนี้ยังประสานงานกับกสทช. และค่ายมือถือเพื่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถช่วยเหลือได้โดยไม่รับโทรศัพท์จากหมายเลขต้องสงสัย ไม่โอนเงินตามคำสั่ง และรายงานเบาะแสได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือแอป Thairath News เพื่อแจ้งเตือนทันที

การปฏิบัติการครั้งนี้พิสูจน์ว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนคือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ หากทุกคนตื่นตัว ไทยจะปลอดภัยจากสแกมเมอร์มากขึ้นแน่นอน

เรียกร้องให้คุณ: แชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ และญาติให้ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร่วมกันสร้างสังคมปลอดภัยจากภัยออนไลน์!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.ซื้อเสียงให้ สส.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งเลยนะครับ คือกรณีที่“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำพูดของนายชวน หลีกภัย ที่ชี้ว่าอสม.ถูกใช้เป็นเครื่องมือซื้อเสียงใช่ไหมครับ นายเทพไท เสนพงศ์ ก็ออกมาสนับสนุนเต็มๆ เลย

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.

วันที่ 11 มีนาคม 2567 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง โพสต์คลิปวิเคราะห์การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2567 หัวข้อชัดๆ ว่า “ยืนยัน อสม. ซื้อเสียงให้ สส.จริง” เขายืนยันคำพูดของนายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ และอดีตประธานสภา ที่ให้สัมภาษณ์ว่าประชาชนอาจไม่รู้ว่านักการเมืองใช้หน่วยงานไหนทุจริตได้ดีที่สุด นั่นคืออสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ขอให้ช่วยควบคุม อย่าให้นักการเมืองใช้อสม.ซื้อเสียง

หลังจากนั้น ประธานชมรมอสม. นายอมรินทร์ นิ่มนวล ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าอสม.ไม่ได้ยุ่งการซื้อเสียง แต่เทพไทบอกว่าตัวเขาเองติดตามเลือกตั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ และเห็นด้วยกับชวน 100% ว่ามีนักการเมืองใช้อสม.บางส่วน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เป็นเครื่องมือซื้อเสียงจริงๆ แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่พอสรุปได้ว่าปัญหานี้รุนแรง

3 กลุ่มหลักที่ช่วยซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

เทพไทชี้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มี 3 กลุ่มใหญ่ที่บทบาทเด่นในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนี้

  • กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น: ตั้งแต่นายก อบจ., ส.อบจ., นายกเทศมนตรี, สท., นายก อบต., ส.อบต. เครือข่ายเหล่านี้เคยซื้อเสียงในระดับท้องถิ่น ก็เอามาใช้ให้พรรคใหญ่ระดับชาติต่อ
  • กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน: ใช้กลไกอำนาจรัฐ จากผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ สั่งการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งใกล้ชิดชาวบ้าน ช่วยซื้อเสียงได้ดี
  • กลุ่มอสม.: จิตอาสาสาธารณสุขที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด พรรคบางพรรคใช้มาตั้งแต่เลือกตั้ง 2566 จน 2567 สำเร็จเพราะน่าเชื่อถือ ชาวบ้านศรัทธา

เทพไทย้ำว่านายชวนไม่ได้โจมตีอสม.ทุกคน แต่เป็นบางกลุ่มบางส่วนที่เป็นส่วนใหญ่ คล้ายนักการเมืองเองที่มีทั้งดีทั้งชั่ว แต่ยุคนี้คนซื้อเสียงเยอะกว่า ส่วนข่าวลือเสนอยุบอสม.น่ะ บิดเบือนหมด! นายชวนคือผู้ก่อตั้งอสม.สมัยเป็นนายกฯ สมัยอภิสิทธิ์ก็ให้ค่าตอบแทน 600 บาท/เดือน เจตนาดีเพื่อสุขภาพประชาชน แต่บางพรรคบิดเบือนใช้ซื้อเสียง ชวนเลยผิดหวัง อยากปกป้องให้อสม.ทำหน้าที่จริงๆ

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง ชัดเจนแบบนี้ ทำให้เราเห็นปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทย เราต้องยอมรับความจริงเพื่อแก้ไข

ในมุมผมนะครับ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกเลือกตั้ง ถ้าไม่แก้ที่ราก เช่น เพิ่มการตรวจสอบเครือข่ายท้องถิ่น สร้างกลไกป้องกันอสม.และกำนันถูกใช้ การเมืองไทยจะวนลูปทุจริตต่อไป สุดท้าย insight สำคัญคือ การเลือกตั้งโปร่งใสต้องเริ่มจากประชาชนอย่างเรา ไม่รับเงิน ไม่ใช่เครื่องมือ แล้วสนับสนุนนักการเมืองสะอาด

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนตื่นตัว!

ที่มา – “เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง

อีก 2 คนจากทีมฟุตบอลอิหร่านเลือกอยู่ที่ออสเตรเลีย

อีก 2 คนจากทีมฟุตบอลอิหร่านเลือกอยู่ที่ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียยืนยันแล้วว่า อีก 2 คนจากทีมฟุตบอลอิหร่าน ได้รับการอนุมัติให้อยู่ต่อในประเทศ โดยจะได้รับวีซ่ามนุษยธรรมทันที ทั้งสองคนนี้ประกอบด้วยนักเตะ 1 คน และสต๊าฟสนับสนุน 1 คน ซึ่งตอนนี้ได้รวมตัวกับนักเตะอีก 5 คนที่ได้รับวีซ่าก่อนหน้านี้แล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านแสดงท่าทีไม่ยืนร้องเพลงชาติระหว่างการแข่งขันกับทีมเกาหลีใต้ในศึกเอเชียนคัพ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยหากพวกเธอกลับไปอิหร่าน ทั้งสองคนที่เลือกอยู่ต่อถูกแยกจากทีมที่โรงแรมบนโกลด์โคสต์ และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจนครบริสเบนตามคำสั่งของรัฐมนตรีกระทรวงการเข้าเมือง Tony Burke

รายชื่อสมาชิกทีมที่เลือกอยู่ที่ออสเตรเลีย

  • Mohaddeseh Zolfi (นักเตะ)
  • Zahra Soltan Meshkeh Kar (สต๊าฟสนับสนุน)
  • Fatemeh Pasandideh
  • Zahra Ghanbari
  • Zahra Sarbali
  • Atefeh Ramazanzadeh
  • Mona Hamoudi

ทั้ง 7 คนนี้จะได้รับการเร่งรัดให้มีถาวร居留สิทธิ์ โดยรัฐมนตรี Burke ระบุว่าทีมที่เหลือส่วนใหญ่ได้รับข้อเสนอให้อยู่ต่อที่สนามบินซิดนีย์ แต่ไม่มีใครเลือก โดยมีตำรวจคุมเข้มเพื่อให้พูดคุยส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ผ่านล่าม และโทรหาครอบครัวได้

ก่อนหน้านี้ สมาชิกชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลียรวมตัวประท้วงที่สนามบินเพื่อสนับสนุนทีม โดยบางคนกล่าวว่าทีมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ มีรายงานว่ารถบัสของทีมถูกผู้ประท้วงขวางชั่วคราวที่โกลด์โคสต์ ขณะที่ผู้ที่ได้รับวีซ่าถูกตำรวจย้ายไปสถานที่ปลอดภัย

กระแสสนับสนุนจากผู้นำโลก

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Anthony Albanese กล่าวว่า “ชาวออสเตรเลียหลงรักทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน พวกเธอปลอดภัยที่นี่และรู้สึกเหมือนบ้าน” แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ยังโพสต์ใน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียให้ที่หลบภัย มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะรับเอง และต่อมาแจ้งว่าพูดคุยกับ Albanese แล้ว โดย 5 คนได้รับการดูแลแล้ว

วีซ่ามนุษยธรรมของออสเตรเลียช่วยให้ผู้รับสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และเรียนต่อได้ แต่ในอิหร่าน สื่อรัฐบาลตำหนินักเตะว่าเป็น “กบฏในยามสงคราม” และอาจถูกลงโทษหนัก แม้ในสองนัดหลังพวกเธอจะร้องเพลงชาติภายใต้แรงกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน โดยเฉพาะนักกีฬาหญิงที่เผชิญแรงกดดันจากรัฐบาล การตัดสินใจของ อีก 2 คนจากทีมฟุตบอลอิหร่านเลือกอยู่ที่ออสเตรเลีย จึงเป็นสัญญาณบวกต่อเสรีภาพ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวกีฬาโลกกับเราต่อไปเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – Two more people connected to Iranian football team choose to stay in Australia

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการของนายชวน หลีกภัย ออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจน หลังจากกรมการปกครองและประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของนายชวนที่ถูกตีความผิดเพี้ยนไป

ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) นายราเมศ ยืนยันว่านายชวนไม่เคยพูดถึงการยกเลิก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เลยสักคำ สิ่งที่นายชวนพูดคือการปกป้องเกียรติของ อสม. ที่สุจริต ไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจตนาดีเพื่อประชาชนและระบบราชการที่โปร่งใส

นายราเมศ ชี้แจงว่า หากตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของนายชวนทั้งหมด จะเห็นว่าทุกถ้อยคำมาจากสุจริตใจ เพื่อช่วยดูแลและปกป้องพี่น้อง อสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 2 ครั้ง เพื่อขอให้ปกป้องเกียรติของ อสม. ไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากนักการเมือง

เจตนาปกป้องเกียรติ อสม. จากเครื่องมือหาเสียง

ในมุมมองของนายราเมศ อสม. ที่สุจริตจำนวนมากไม่อยากร่วมมือกับพรรคการเมืองที่ใช้วิธีไม่ถูกกฎหมาย พรรคเหล่านั้นก็รู้ดีถึงพฤติกรรมตัวเอง นอกจากนี้ กรมการปกครองยังออกแถลงการณ์กำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านให้วางตัวเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

นายชวนติดตามเรื่องนี้มาตลอด ก่อนเลือกตั้งทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ข้าราชการทุกส่วน รวมถึง อปท. ปฏิบัติด้วยความเป็นกลางและเที่ยงธรรม เพื่อบ้านเมืองที่ถูกต้อง

  • รัฐบาลที่ดีไม่ใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือหาเสียง
  • พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจาก “รัฐบาลโจร” ที่ปล้นอำนาจด้วยวิธีชั่วร้าย
  • การเลือกตั้งไม่ใช่แค่ชิงอำนาจ แต่ต้องยึดหลักประชาธิปไตย
  • ไม่มีผู้ร้องเรียนไม่ใช่คำตอบ ถามประชาชนจริงๆ จะได้ความจริง

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย ที่ข้าราชการและอาสาสมัครถูกดึงเข้าสู่การหาเสียง ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ อสม. เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชน ถ้าถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะกระทบประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการทุจริตเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งนายชวนเคยเตือนไว้หลายครั้ง การที่ฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนคำพูด เพื่อโจมตีภาพลักษณ์ แสดงถึงความหวังดีของนายชวนที่อยากเห็นการเมืองสะอาด

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจาย ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการเมือง

สุดท้ายแล้ว ราเมศ ป้อง ชวน ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. เพื่อปกป้องเกียรติและความถูกต้อง ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนการเมือง ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องโปร่งใส มิฉะนั้นประชาธิปไตยไทยจะยั่งยืนไม่ได้ คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ความจริงกันเถอะ

ที่มา – “ราเมศ” ป้อง “ชวน” ไม่เคยพูดยกเลิก อสม. ลั่นเจตนาปกป้องเกียรติ ไม่ให้เป็นเครื่องมือหาเสียง

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เมื่อเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังซ้อมรบร่วมกัน สร้างความกังวลให้ชาติตะวันตกไม่น้อย

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ควบรวมการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” อีกครั้ง โดยมีบุตรสาว “คิม จูแอ” เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็นทั้งคู่กำลังจับตาดูการยิงผ่านระบบวิดีโอเมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา

การทดสอบนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าเกาหลีเหนือเพิ่งทดลองยิงจากเรือลำเดียวกันก่อนพิธีเข้าประจำการ คำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ในภาษาของเปียงยางมักบ่งชี้ถึงอาวุธที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้โลกตื่นตัวทันที

รายละเอียดการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

ขีปนาวุธร่อนที่ยิงออกไปบินเหนือทะเลเหลืองนาน 10,116-10,138 วินาที ก่อนลงจอดเป้าหมายอย่างแม่นยำ คิม จองอึน เน้นย้ำถึงการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ “ทรงพลังและเชื่อถือได้” พร้อมประกาศว่าคลังแสงนิวเคลียร์เข้าสู่ระยะปฏิบัติการหลากหลายมิติแล้ว

ผู้นำเกาหลีเหนือแสดงความพอใจในระบบควบคุมบูรณาการและประสิทธิภาพของเรือพิฆาตลำนี้ ซึ่งมีขนาดราว 5,000 ตัน ติดตั้งขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และระบบโจมตีอื่นๆ

  • เรือพิฆาต “โช ฮยอน” เปิดตัวเมษายนปีที่แล้ว
  • เรือ “คัง กอน” ลำที่สอง เปิดตัวมิถุนายน 2025
  • สั่งสร้างลำที่สามให้เสร็จก่อน 10 ต.ค. ครบรอบพรรคแรงงาน

บริบทการซ้อมรบสหรัฐ-เกาหลีใต้

เหตุการณ์นี้ตรงกับการเริ่มซ้อมรบ “ฟรีดอม ชิลด์” ของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เป็นเวลา 11 วัน เกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมรุกราน แม้ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าเป็นการฝึกป้องกัน

คิม จองอึน สั่งเร่งเสริมแสนยานุภาพทางเรือ โดยเสนอติดปืนอัตโนมัติบนเรือรบขนาดเล็ก (<3,000 ตัน) เพื่อต่อต้านเรือศัตรู และใช้ระบบอาวุธ hypersonic บนเรือใหญ่ 5,000-8,000 ตันในอนาคต

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ อาจบ่งบอกถึงการสืบทอดอำนาจในอนาคต ขณะที่เกาหลีเหนือเร่งพัฒนากองทัพทะเลเพื่อท้าทายอำนาจสหรัฐในภูมิภาค

พัฒนาการเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงขัดแย้งในเอเชียตะวันออก คิม จองอึน ยังย้ำถึงการผนวกขีดความสามารถนิวเคลียร์เข้ากับระบบรบซับซ้อน สร้างสมดุลอำนาจใหม่

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบนี้ไม่เพียงพิสูจน์เทคโนโลยี แต่ยังเป็นข้อความ政治ต่อวอชิงตันและโซล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อน

คุณคิดอย่างไรกับ คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต ครั้งนี้? มันจะนำไปสู่ความสงบหรือยิ่งตึงเครียด? ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน เกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นหัวใจสำคัญของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน คิดเป็นเกือบ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หากถูกโจมตีจากสหรัฐหรืออิสราเอล อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงทันที สร้างความผันผวนให้ตลาดพลังงานทั่วโลก

เกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร ในอ่าวเปอร์เซีย แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ต่อเศรษฐกิจอิหร่าน เพราะเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของประเทศ

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่ม OPEC โดยส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 ส่วนผ่านเกาะคาร์กแห่งนี้ ปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยผู้ซื้อหลักคือจีน นักวิเคราะห์ด้านพลังงานทั่วโลกต่างจับตาการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันจากเกาะนี้อย่างใกล้ชิด เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนได้ในทันที

โครงสร้างสำคัญบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตต่างๆ ในอิหร่านจะถูกส่งผ่านท่อใต้ทะเลมายังเกาะคาร์ก จากนั้นเก็บไว้ในคลังน้ำมันขนาดใหญ่เพื่อรอการบรรทุกขึ้นเรือ

สถานีส่งออกบนเกาะมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและทันสมัย ดังนี้:

  • ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ รองรับได้ถึง 30 ล้านบาร์เรล
  • ท่าเรือที่สามารถเทียบบรรทุกน้ำมันได้พร้อมกัน 8 ลำเรือขนาดใหญ่
  • กำลังการบรรทุกสูงสุดกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถเพิ่มเป็น 10 ล้านบาร์เรลในกรณีเร่งด่วน

ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะคือแรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันที่เดินทางเข้าออกผ่านสนามบินส่วนตัวซึ่งบริหารโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเหมือนเมืองน้ำมันลอยน้ำที่ขาดไม่ได้

ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของเกาะคาร์ก

แม้เกาะคาร์กจะมีฐานทัพเรือของอิหร่านประจำการอยู่ แต่ตำแหน่งที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่นั้นทำให้การป้องกันจากการโจมตีทางอากาศค่อนข้างยากลำบาก ในอดีตระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก เกาะแห่งนี้เคยถูกโจมตีมาแล้ว ซึ่งยืนยันถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์

นักวิเคราะห์เตือนว่าหากเกิดความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างส่งออกน้ำมัน อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยกำลังทหารทันที สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ตึงเครียดจากสหรัฐและอิสราเอล

ล่าสุด สถานการณ์ร้อนระอุหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แม้เกาะคาร์กจะยังไม่ถูกโจมตีโดยตรง แต่โครงสร้างพลังงานบางแห่งในเตหะรานถูกกระทบแล้ว

อิหร่านจึงเร่งขนส่งน้ำมันจากเกาะคาร์กออกให้มากที่สุดก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายลง โดยเรือบรรทุกน้ำมันต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันโลก และปัจจุบันจำนวนเรือที่ผ่านลดลงมากเนื่องจากความเสี่ยง

หากเกาะคาร์กถูกโจมตี จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลก

หากเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน ถูกโจมตีจริง การส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านจะหยุดชะงักนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกขาดแคลนทันที

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ได้แก่:

  • ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที
  • ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 20% ของโลก
  • เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหญ่ชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังอาจจุดชนวนสงครามภูมิภาคที่กว้างขึ้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนทั่วโลก

สรุปแล้ว เกาะคาร์กไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเขย่าตลาดพลังงานโลกได้ทั้งระบบ นักลงทุนและผู้สนใจเศรษฐกิจควรติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ คลิกอ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

บังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า

บังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า เป็นข่าวสำคัญที่วงการสาธารณสุขไทยให้ความสนใจอย่างมาก เพราะจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพยาบาลและความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ในยุคที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับงานหนักหน่วง การกำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจนแบบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระบบสุขภาพที่ดีขึ้น

บังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษา ที่เผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันนั้น เพื่อให้การจัดตารางงานของพยาบาลเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสมที่อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการรักษา

สภาการพยาบาลตระหนักดีว่าอัตรากำลังพยาบาลที่เพียงพอทั้งจำนวนและคุณภาพเป็นหัวใจของระบบบริการสุขภาพ หากพยาบาลต้องทำงานยาวนานเกินไปหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุไม่พึงประสงค์ เช่น การให้ยาผิดหรือตรวจวินิจฉัยพลาด ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ป่วย ปัญหานี้พบได้บ่อยในโรงพยาบาลไทยที่ขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา

หลักเกณฑ์สำคัญในประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่

ประกาศบังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า ได้กำหนดรายละเอียดชัดเจน ดังนี้

  • ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดตารางงานรวมไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการทำงานต่อเนื่องนานเกินไป
  • ชั่วโมงทำงานรวมไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยนับรวมเวลาล่วงเวลาและการเรียกตัว (On Call)
  • ระยะเวลาพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง ช่วยให้พยาบาลได้ฟื้นฟูร่างกายเต็มที่
  • หลีกเลี่ยงตารางเวรแบบ Quick Return ที่ทำให้กลับมาทำงานเร็วเกินไป และลดการทำงานต่อเนื่องยาวนาน

นอกจากนี้ สถานพยาบาลต้องมีมาตรการดูแล เช่น จัดเวลาพักระหว่างเวร พื้นที่พักผ่อน โดยเฉพาะเวรกลางคืน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมที่อาจนำไปสู่ภาวะ Burnout หรือหมดไฟในการทำงาน

ประโยชน์จากการบังคับใช้ประกาศนี้

การบังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าจะช่วยหลายด้าน ประการแรกคือเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย ลดอัตราการเกิดข้อผิดพลาดทางการแพทย์ที่เกิดจากความอ่อนล้า ประการที่สองคือดูแลสุขภาพจิตและกายของพยาบาล ทำให้มีสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนาน

ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป มีกฎคล้ายกันที่จำกัดชั่วโมงทำงานหมอและพยาบาลไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และพักระหว่างเวร 10-12 ชั่วโมง ผลคือลดอุบัติเหตุได้ 20-30% ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ไทยจึงตามทันมาตรฐานสากล สถานพยาบาลจะต้องปรับระบบบริหารบุคคล เช่น เพิ่มจำนวนพยาบาล จัดเวรยืดหยุ่น และส่งเสริมสุขภาวะ เช่น โปรแกรมฝึกสติหรือกิจกรรมผ่อนคลาย

อย่างไรก็ตาม การนำไปปฏิบัติจริงอาจพบอุปสรรค เช่น การขาดแคลนพยาบาลในโรงพยาบาลชนบท รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณเพิ่มกำลังคนและอบรมผู้บริหารเพื่อให้กฎนี้ได้ผลเต็มที่

สรุปแล้ว ประกาศนี้ไม่ใช่แค่กฎใหม่ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อระบบสาธารณสุขไทยที่ยั่งยืน คุณคิดว่าประกาศนี้จะเปลี่ยนแปลงวงการพยาบาลไทยได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสุขภาพเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – บังคับใช้แล้ว ประกาศหลักเกณฑ์ชั่วโมงทำงานพยาบาลใหม่ ลดเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า

จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า 10 มี.ค.-31 พ.ค.69

ในช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ปัญหาไฟป่าและหมอกควันกลับมาเป็นข่าวใหญ่ในภาคเหนือของไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดลำพูนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรง จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง วันนี้เรามาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ว่า จังหวัดลำพูนใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 25 ออกประกาศสำคัญ ห้ามประชาชนเข้าไปทำกิจกรรมใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงห้ามเผาป่า เก็บหาของป่า หรือแม้แต่เผาวัชพืชในพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในเขตป่าสงวน ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ทำไมถึงต้องมีมาตรการเข้มงวดขนาดนี้? เพราะปัจจุบันลำพูนกำลังเจอปัญหาไฟป่าจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว หรือกากอ้อย ที่ลุกลามเข้าป่า ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ ยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่เป็นปอดของภาคเหนือไปอีก

รายละเอียด จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า

  • ห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทุกแห่งในจ.ลำพูน
  • ห้ามเผาป่า หรือจุดไฟในป่า
  • ห้ามเก็บหาของป่า
  • ห้ามเผาวัชพืชหรือเศษพืชผลทางการเกษตรในเขตป่าสงวน

มาตรการนี้ครอบคลุมทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่แนวโน้มรุนแรงขึ้นในปีนี้

ข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเข้าไป

ถ้าคุณมีธุระจำเป็นจริงๆ เช่น ไปเก็บผลผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดไฟ หรือกิจกรรมที่ไม่ทำลายป่า สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยป่าไม้ท้องถิ่นได้เลยครับ ต้องระบุเหตุผล ความจำเป็น ระยะเวลาเข้า-ออก และรอรับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ห้ามเข้าไปเองเด็ดขาด!

โทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า

ใครฝ่าฝืนเจอโทษหนักตามกฎหมายเลยนะครับ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท ถ้าพบอุปกรณ์จุดไฟหรือพฤติกรรมน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จะจับกุมทันที รัฐบาลย้ำชัด “ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่ง ปฏิบัติตามมาตรการเคร่งครัด เพื่อสุขภาพทุกคน”

นอกจากนี้ ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ มักเกิดจากการเผาเพื่อเตรียมจอบดินทำนา แต่ตอนนี้เรามีทางเลือกอื่นๆ เช่น ทำปุ๋ยหมักจากเศษฟาง ใช้เครื่องจักรไถกลบ หรือระบบกำจัดวัชพืชแบบชีวภาพ ช่วยลดควัน ลด PM2.5 ได้จริง ลองเปลี่ยนพฤติกรรมกันเถอะครับ

มาตรการของจังหวัดลำพูนนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้องป่าและสุขภาพประชาชน ถ้าทุกคนช่วยกัน ไม่เผา ไม่เข้าไปโดยไม่จำเป็น สถานการณ์หมอกควันปีนี้ก็น่าจะดีขึ้นเยอะ ในฐานะคนไทยเราควรร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อมต่อไป

เรียกร้องให้ทุกท่าน: ช่วยแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ในพื้นที่ลำพูนและภาคเหนือรับรู้ แล้วปฏิบัติตามมาตรการ หากเห็นไฟป่า รีบแจ้งสายด่วนป่าไม้ 1317 ทันทีครับ!

ที่มา – จ.ลำพูนออกประกาศห้ามเข้าป่าสงวน–ห้ามเผาป่า 10 มี.ค. – 31 พ.ค. 69 ฝ่าฝืนโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี