วัน: 13 มีนาคม 2026

โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยูถาวร

โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยูถาวร: ทุกคนในทีมรักเขา

ไมเคิล โอเว่น ยืนยันว่า “ไม่น่าเชื่อที่ยังมีคนตั้งคำถาม” เรื่องไมเคิล คาร์ริค ควรได้เป็นผู้จัดการทีมถาวรของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อดีตกองกลาง คาร์ริค ที่ลงเล่นให้ยูไนเต็ดถึง 464 นัด ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชชั่วคราว หลังจาก เด้ง รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม

เจ้าตัววัย 44 ปี คว้าชัยชนะ 6 จาก 8 นัดที่คุมทีม และพาทีมขยับจากอันดับ 6 มาอยู่ที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก

โอเว่น อดีตดาวยิงแมนยูและทีมชาติอังกฤษที่เคยเล่นด้วยกันที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดช่วง 2009-2012 เชื่อว่าคาร์ริค “นำความสงบกลับมาสู่สโมสร”

“โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยู แบบเต็มตัว ผมไม่น่าเชื่อที่ยังมีคนตั้งคำถามว่าเขาควรได้งานนี้ไหม” โอเว่นกล่าวในพอดแคสต์ BBC The Wayne Rooney Show ล่าสุด

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รอคอยมานาน 12 ปี ตั้งแต่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พวกเขาเคยลองนักเตะดัง ตำนานทุกคน แต่ครั้งนี้ทีมเริ่มเล่นดี ได้ผลลัพธ์ แฟนบอลหนุนหลัง ถ้าจบฤดูกาลได้ที่ 3 พวกเขาจะบอก ‘ขอบใจ แต่ไม่เอาด้วย’ เหรอ? เป็นไปไม่ได้แน่”

รูนี่ย์ ที่เคย ชื่นชมนายท่าน และบอกว่าคาร์ริคให้แฟนยูไนเต็ด ลิ้มรสยุคเฟอร์กี้ ก็เห็นด้วยกับโอเว่น

“ทุกคนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รักไมเคิล คาร์ริค พวกเขากลัวแค่ว่าจะไม่เวิร์ค แต่เขาทำได้สุดยอดมาก” รูนี่ย์กล่าว

สโมสรกำลัง พิจารณาตัวเลือกอื่นๆ ร่วมกับคาร์ริค สำหรับตำแหน่งกุนซือถาวรซัมเมอร์นี้

โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยู: มุมมองจากอดีตดาวยิง

การสนับสนุนจากโอเว่นนี้ ทำให้แฟนบอลยูไนเต็ดตื่นเต้นมาก เพราะคาร์ริคพิสูจน์ตัวเองแล้วในฐานะกุนซือชั่วคราว ผลงาน 6 勝 จาก 8 นัด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากแท็คติกชาญฉลาดและความเข้าใจทีมลึกซึ้ง

ทำไมคาร์ริคถึงเหมาะสม?

คาร์ริครู้จักยูไนเต็ดดีที่สุดในฐานะอดีตนักเตะ เขานำสไตล์การเล่นที่มั่นคง สร้างความมั่นใจให้ผู้เล่น และแฟนๆ เห็นภาพทีมที่สามัคคีมากขึ้น โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยู เพราะเชื่อว่านี่คือทางออกที่สโมสรต้องการหลังวิกฤตหลายปี

จากอันดับ 6 สู่ 3 ในลีก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ หากได้คุมถาวร ทีมอาจกลับมาแข็งแกร่งสมศักดิ์ศรี

การโต้เถียง โอเว่น vs รูนี่ย์

รูนี่ย์และโอเว่นเคยอยู่ในศูนย์กลางของการถกเถียง “ใครเก่งกว่า?” เมื่อปีที่แล้ว

เริ่มจากกันยายน โอเว่น โพสต์หนุนตัวเอง ตอบคำถาม ‘ใครเก่งกว่าตอน 17 – ตัวเองหรือรูนี่ย์?’

โอเว่นบอกว่าอาการบาดเจ็บขัดขวางอาชีพ แต่ “เขาจะถูกจดจำเป็นนักเตะที่ดีกว่า แต่ตอน 17 นะ…”

แต่ในพอดแคสต์ของรูนี่ย์ โอเว่นสุภาพกว่า เมื่อคุยเรื่องใครเก่งกว่าตอน 18

โอเว่นนึกถึงยุคที่ ‘วาซซ่า’ ระเบิดฟอร์มในยูโร 2004 หกปีหลังจากตัวเองแจ้งเกิดเวิลด์คัพ 1998

“ผมรู้สึกว่ามันนานกว่าจะเป็นเบอร์ 1 ของอังกฤษ แล้วอยู่ได้แค่สองอาทิตย์ ก่อนรูนี่ย์มาทีผมกลายเป็นตัวประกอบ” โอเว่นที่ลง 89 นัดให้อังกฤษ เทียบกับ 120 นัดของรูนี่ย์

รูนี่ย์ชื่นชมนายท่าน “ผมเคยแกล้งเป็นไมเคิลในเวิลด์คัพ 1998 แล้วอยู่ๆ ก็เล่นคู่กันในทีมชาติ”

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

โอเว่นหนุนคาร์ริคคุมแมนยู ทำให้แฟนๆ มองอนาคตสดใส คุณคิดว่าคาร์ริคสมควรได้งานถาวรไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต่อไป!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“พิพัฒน์” เผยไทยเจรจาซื้อน้ำมันรัสเซีย 16 มี.ค.

สถานการณ์ราคาน้ำมันในไทยกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงถึง 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ล่าสุด “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร เพื่อลดผลกระทบจากแหล่งนำเข้าดั้งเดิมอย่างอ่าวเปอร์เซีย

“พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐบาลสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้จนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 แม้ค่าการกลั่นจะขยับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรก็ตาม หลังจากนั้นจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดทิศทางราคาใหม่ โดยคาดว่าจะแถลงผลอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว

รายละเอียด “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม

หนึ่งในข่าวดีที่นายพิพัฒน์เปิดเผยคือ การเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาเลิกบอยคอต ทำให้ไทยมีโอกาสกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถทดแทนส่วนที่ขาดหายจากตะวันออกกลางได้ถึง 50% โดยกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการ

นอกจากนี้ ไทยยังมีน้ำมันดิบสำรองในสต็อกถึง 98 วัน จากเดิม 92 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการรับมือวิกฤตระยะสั้น ขณะที่น้ำมันเบนซินจะปรับราคาทุกสัปดาห์ตามแนวโน้มตลาดโลก ส่วนน้ำมันดีเซล รัฐบาลเตรียมเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก 7% เป็น 10% หรือสูงถึง 20% ตามที่เคยทำในอดีต เพื่อประหยัดนำเข้าน้ำมันดิบ

สถานการณ์เรือสินค้าไทยและผลกระทบภาคอุตสาหกรรม

นายพิพัฒน์ยังอัปเดตสถานการณ์เรือมยุรีนารี สินค้าสัญชาติไทยที่ถูกโจมตีในตะวันออกกลางเมื่อ 2-3 วันก่อน โดยมีลูกเรือไทย 23 คน ปัจจุบันเหลือ 20 คนที่ปลอดภัยและกำลังเดินทางกลับจากเมืองคาซาบแล้ว ซึ่งเป็นข่าวดีท่ามกลางความกังวล

สำหรับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ซึ่งซื้อผ่านจ็อบเบอร์อย่าง ปตท. บางจาก คาลเท็กซ์ รัฐบาลจะหารือมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยรถบรรทุกทุกยี่ห้อรองรับ B10 ได้ดี และรถปิกอัพส่วนใหญ่ก็ใช้ได้สบาย

  • ตรึงราคาดีเซลถึง 16 มีนาคม 2569
  • สำรองน้ำมันดิบ 98 วัน
  • เจรจาซื้อน้ำมันรัสเซียทดแทนตะวันออกกลาง
  • เพิ่มไบโอดีเซล B10-B20
  • น้ำมันเบนซินปรับรายสัปดาห์ตามตลาด
  • ค่ากลั่นขึ้น 6 บาท แต่ยังควบคุมราคา

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังบริหารจัดการพลังงานอย่างรอบคอบ แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนจากภาวะสงคราม การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุก และภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาดีเซลสูง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มีนาคม เพื่อทราบว่าราคาดีเซลจะขยับขึ้นเท่าไร และมีมาตรการ补贴หรือไม่ ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจากับรัสเซียเป็นกลยุทธ์ฉลาดที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในไทยได้ยาวนานขึ้น แนะนำให้วางแผนการใช้น้ำมันอย่างประหยัด และอัปเดตข่าวสารเพื่อปรับตัวทันสถานการณ์

ติดตามข่าวราคาน้ำมันล่าสุดและเคล็ดลับประหยัดพลังงานได้ที่บล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร

กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา ต้นทุนพุ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคน! ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งปรี๊ดแบบนี้ การทำธุรกิจเล็กๆ อย่างร้านข้าวแกงก็ไม่ง่ายเลยนะ โดยเฉพาะ กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา หลังต้นทุนขยับ ทั้งวัตถุดิบ-ถุงแกง ที่กำลังเป็นข่าวดังในพื้นที่อุทัยธานี วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเป็นกันเอง ว่าทำไมร้านค้าพวกนี้ถึงยอมเจ็บตัวเอง แต่ไม่ยอมขึ้นราคา และมันสะท้อนอะไรในสังคมไทยบ้าง

กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา หลังต้นทุนขยับ ทั้งวัตถุดิบ-ถุงแกง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ในข่าวนะ แต่เชื่อว่าเป็น 67 แน่ๆ) ผู้สื่อข่าวไปสำรวจตลาดที่เขตเทศบาลตำบลหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบว่าร้านข้าวแกงหลายร้านกำลังเผชิญปัญหาหนัก เพราะต้นทุนบรรจุภัณฑ์อย่างถุงพลาสติกและยางรัดแกงแพงขึ้นเรื่อยๆ แพ็คหนึ่งขยับไป 5 บาทเลยทีเดียว วัตถุดิบก็เริ่มแพงตามเศรษฐกิจ แต่เจ้าของร้านหลายคนเลือกที่จะ กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา ยืนกรานขายถุงละ 10 บาทเหมือนเดิม!

กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา เพราะอะไร?

คุณนางสาวสุธิราภรณ์ เชิดสูงเนิน เจ้าของร้านข้าวแกงชื่อดังถุงละ 10 บาท เล่าให้ฟังแบบตรงไปตรงมาว่า แม้ถุงพลาสติกจะแพงขึ้น แต่ร้านยังรับไหวอยู่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนงานและชาวบ้านที่ต้องการอาหารราคาถูก รสชาติอร่อย สดใหม่ ถ้าปรับราคาแม้แค่นิดเดียว ลูกค้าขาประจำอาจหันไปกินร้านอื่นหรือทำกินเองซะงั้น “เรายืนยันคุณภาพและปริมาณเดิม เพื่อให้ลูกค้าได้ความคุ้มค่า” เธอบอก

นี่ไม่ใช่เคสเดียวหรอกนะครับ ร้านข้าวแกงทั่วไทยหลายร้านก็เจอปัญหาแบบนี้ ต้นทุนที่พุ่งขึ้นมีหลายตัว:

  • ถุงพลาสติกและยางรัดแกง: เพิ่ม 5-10% ต่อแพ็ค ใช้เยอะมากต่อวัน
  • วัตถุดิบ: เนื้อสัตว์ ผัก ปลา แพงเพราะน้ำมันดีเซลและปุ๋ย
  • ค่าไฟ ค่าน้ำ ก๊าซ: พุ่งตามインフレ
  • ค่าแรง: ถ้ามีลูกจ้างก็ต้องปรับตามขั้นต่ำ

แต่ทำไมถึงไม่กล้าปรับ? เพราะลูกค้าคือหัวใจหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่รายได้ไม่สูง การขายถูกทำให้ร้านคึกคัก มีคนมาซื้อต่อเนื่อง กลายเป็นร้านยอดนิยม ถ้าขึ้นราคา ลูกค้าหนีชัวร์!

ผลกระทบต่อร้านเล็กๆ และทางออกอย่างไร?

ร้านข้าวแกงเหล่านี้เป็นแหล่งอาหารหลักของคนในชุมชน โดยเฉพาะมื้อกลางวันของคนงาน รสชาติไทยแท้ ปรุงสดใหม่ ในราคา 10 บาท ถุงใหญ่จุใจ ถ้าปรับราคาเป็น 15 บาท คงกระทบหนักต่อค่าครองชีพของชาวบ้าน ในขณะที่ร้านใหญ่ๆ อย่างฟาสต์ฟู้ดหรือเดลิเวอรี่ปรับราคาได้เพราะมีแบรนด์ แต่ร้านแผงลอยต้องแข่งด้วยราคา

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน จะทำยังไง? บางร้านลดปริมาณลงนิดๆ แต่คุณสุธิราไม่ทำแบบนั้น เธอเลือกแบกต้นทุนเอง รักษาคุณภาพไว้ก่อน สุดยอดมาก!

จากมุมมอง SEO และธุรกิจ นี่คือตัวอย่างของ “customer loyalty” ที่แท้จริง การรักษาลูกค้าเก่า สำคัญกว่ากำไรระยะสั้น ในยุคดิจิทัล ลูกค้าสามารถรีวิวได้ง่าย ถ้าราคาแพงแต่คุณภาพไม่ดี ก็จบเห่

เคล็ดลับสำหรับร้านอาหารเล็กๆ

  • หาวัตถุดิบราคาถูกจากสหกรณ์หรือตลาดสด
  • ใช้ถุงนำกลับมาใช้ใหม่ หรือหาซัพพลายเออร์ถูก
  • โปรโมทผ่าน Facebook Live ขายออนไลน์เพิ่มช่องทาง
  • สร้างเมนูใหม่จากวัตถุดิบถูก เพื่อดึงลูกค้า

สุดท้ายแล้ว กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา หลังต้นทุนขยับ ทั้งวัตถุดิบ-ถุงแกง สอนให้เรารู้ว่า ธุรกิจไทยต้องยืดหยุ่นและเข้าใจลูกค้า ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การยอมขาดทุนเพื่อรักษาฐานลูกค้า คือกลยุทธ์ฉลาด คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์ร้านโปรดของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ร้านค้าอ่าน เผื่อเป็นแรงบันดาลใจ! อย่าลืมติดตามบทความเศรษฐกิจท้องถิ่นอื่นๆ นะครับ

ที่มา – กลัวลูกค้าหนี ร้านข้าวแกงไม่กล้าปรับราคา หลังต้นทุนขยับ ทั้งวัตถุดิบ-ถุงแกง

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้ตำแหน่ง สว. กลุ่มที่ 19 ว่างลง และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีสำรอง ได้เลื่อนขึ้นมาแทน ทำให้วุฒิสภาครบ 200 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนด

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชน โดยเขาเป็น สว. จากจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาชีพของเขาเป็นวิศวกรและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในสายวิชาการและเทคนิค

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายธีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า เขาพร้อมทำหน้าที่ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” โดยตั้งปณิธานว่าจะกลั่นกรองกฎหมาย เสนอแนะกฎหมายใหม่ที่ดีขึ้น ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้คำแนะนำที่มีคุณภาพ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด จะรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นศัตรูกับใคร และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ปณิธานการทำงานหลัง “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

นายธีระศักดิ์เน้นย้ำว่าจะประสานงานกับเพื่อน สว. ทุกคน ไม่สร้างความแตกแยก ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยมองว่าสว. มีบทบาทสร้างความหลากหลาย ต้องเคารพซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ได้กฎหมายและกติกาที่ดีสำหรับการอยู่ร่วมกัน เขาจะเน้นแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหา ความไม่ยุติธรรม เช่น ผลักดันกฎหมาย One Stop Service สำหรับการลงทุนให้โปร่งใส เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล เขามองว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ให้มีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและตอบโจทย์สังคมไทยปัจจุบัน

  • กลั่นกรองและเสนอกฎหมายใหม่: ทำให้กฎหมายดีขึ้น สะสางปัญหาเก่า
  • ตรวจสอบรัฐบาล: ให้คำแนะนำคุณภาพ รักษาความโปร่งใส
  • ผลักดันเทคโนโลยี: พัฒนาแอปช่วยประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและด้อยโอกาส
  • One Stop Service: ง่ายสำหรับนักลงทุน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
  • ความเป็นอิสระ: ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งประโยชน์ชาติและประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นร้อนอย่างคดีฮั้ว สว. ที่อนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. มีมติปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นายธีระศักดิ์ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขึ้นอยู่กับกติกาและวิจารณญาณของกรรมการ แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกินหน้าที่ของตน แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและไม่ยุ่งเรื่องนอกอำนาจ

การเข้ามาของ สว. หน้าใหม่อย่างนายธีระศักดิ์ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการและวิศวกร จะช่วยเติมเต็มความหลากหลายให้วุฒิสภา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการในขณะนี้

สุดท้ายนี้ การมี สว. ที่ยืนยันความเป็นกลางแบบนี้ ทำให้เราเห็นแสงสว่างในระบบ checks and balances ของรัฐธรรมนูญไทย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนทำแบบนี้ การเมืองคงโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ยัน ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า นี่คือประโยคเด็ดที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย เมื่อนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ กัน จอมพลัง ออกมาโต้เถียงดราม่าที่เกิดขึ้น หลังจากเขาเสนอไอเดียแหวกแนว ขนทีมเจ็ตสกีระดับทีมชาติไปช่วยเหลือ 3 ลูกเรือที่สูญหายจากเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี” ในช่องแคบฮอร์มุซ

“กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 กัน จอมพลัง พญาติของ 2 ลูกเรือที่ยังสูญหาย นำตัวไปที่กองทัพเรือเพื่อประสานงานช่วยเหลือ โดยมีพลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ มารับเรื่องด้วยตัวเอง หลังจากนั้น กัน จอมพลัง ก็ให้สัมภาษณ์ถึงดราม่าที่ถาโถมเข้ามา หลังเสนอใช้เจ็ตสกีช่วยค้นหา

เขาบอกว่า “ทำอะไรก็โดนดราม่าไปหมด” แม้แต่เรื่องให้ญาติส่งข้อความไปยังคนบนเรือเพื่อส่งสัญญาณกลับ กองทัพเรือก็แนะนำแบบนั้น แต่พอตัวเองทำกลับโดนวิจารณ์ว่าเป็นไปไม่ได้ กัน จอมพลัง คุยกับกองทัพเรือแบบสมมติ ถ้าไม่มีใครช่วย เราจะขนทีมเจ็ตสกีไปได้ไหม กองทัพบอกว่ามีโอกาส แต่กังวลเรื่องกระสุนจากกลุ่มโจมตี

ไอเดียเจ็ตสกีช่วยเหลือ ไม่ใช่ลงเรือแล้วขับเข้าไปเลย

กัน จอมพลัง ชี้แจงว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เอาเจ็ตสกีขึ้นเรือไปโอมานแล้วขับเข้าไปแบบเลอะเทอะ แต่เป็นการตามกระบวนการ เป็นลูกมือสนับสนุนกองทัพเรือเท่านั้น ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรจากแผนที่ มีโอกาสสำเร็จ กองทัพก็ยอมรับ แต่เสี่ยงกระสุน เขายังยกตัวอย่างการช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำสูง 6 เมตร แรง โหดกว่ามหาสมุทร แต่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

ทำไมช่วยคนถึงดราม่า? กัน จอมพลัง ถามกลับแบบฮาๆ ว่า “ขนาดเรื่องอวกาศ ไดโนเสาร์ ทุกคนยังเฮกัน แต่ช่วยคนจริงๆ ทำไมดราม่าขนาดนี้” เขาชินกับด่าแล้ว บล็อกคนหิวแสงไปเลย มองว่าถ้าคุณเดือดร้อนวันหน้า อาจขอช่วยเขาได้เหมือนกัน ครั้งนี้ช่วยเพราะลูกเรือคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ พม. ที่เคยช่วยเขาไว้

  • ประเด็นดราม่าหลัก: เจ็ตสกีเหมาะกับน้ำท่วม ไม่ใช่ทะเลเปิด
  • คำชี้แจง: เป็นแนวคิด เจตนาดี ไม่เสียหายถ้าลองคิด
  • ผลงานเก่า: ช่วยคนมาแล้วหลายพันในภัยพิบัติ
  • การบล็อก: ถ้าด่าหิวแสง ไม่คุยด้วย ต่างคนต่างอยู่

บริบทเหตุการณ์เรือมยุรีนารี

เรือมยุรีนารีถูกโจมตีขณะลอยลำในช่องแคบฮอร์มุซ พื้นที่เสี่ยงสูง 3 ลูกเรือสูญหาย กองทัพเรือกำลังช่วยเหลือหลายแนวทาง กัน จอมพลัง มองว่าไอเดียตัวเองเป็นแค่ส่วนเสริม คิดแปลกๆ แต่ช่วยคนได้จริง อย่างในอดีตน้ำท่วม เขาเคยพิสูจน์แล้ว

เรื่องนี้สะท้อนสังคมไทยที่บางครั้งเจตนาดีกลับโดนตี แต่กัน จอมพลัง ชินแล้ว ขำด้วยซ้ำ “ด่าก็สุด ถ้าญาติคุณเดือดร้อน ผมอาจช่วยได้นะ” เขารู้สึกตัดพ้อตอนแรก แต่ตอนนี้มองบวก

ในมุมมองของผม เจตนาดีแบบนี้ต้องชื่นชม โลกนี้ต้องการคนกล้าคิดกล้าทำมากกว่า ดราม่าในเน็ตผ่านไปเร็ว แต่การช่วยชีวิตอยู่ยงคงกระพัน คุณล่ะ คิดยังไงกับ “กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดไลค์แชร์ถ้าชอบบทความนี้ เพื่อสนับสนุนคอนเทนต์ดีๆ!

ที่มา – “กัน จอมพลัง” ถามกลับ ทีเรื่องไดโนเสาร์ยังเฮ ทำไมคิดจะช่วยคน ต้องดราม่า

รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบ “ทักษิณ” พักโทษ คปท. คัดค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ อย่าง รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว หลังจากมีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจได้พักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ กลับบอกว่ายังไม่ทราบเรื่องเลย และกำชับให้พิจารณาข้อคัดค้านจาก คปท. อย่างรอบคอบด้วยนะครับ

รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ

ตามที่ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังจากทักษิณเพิ่งเข้าเรือนจำเมื่อปีที่แล้วจากคดีหมิ่นประมาทอดีตอัยการสูงสุด การพักโทษครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษที่ต้องผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ถึง 5 คน ได้แก่ อธิบดีหรือผู้เทียบเท่า 4 คน และเลขาธิการ ป.ป.ส. 1 คน โดยปกติแล้วกระบวนการพักโทษจะเริ่มจากเรือนจำ ผ่านกรมราชทัณฑ์ มาถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่กรณีนี้รัฐมนตรีจะให้นโยบายพิจารณาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รมว.ยุติธรรมย้ำชัดว่าตอนนี้ยังไม่มีเอกสารเรื่องพักโทษของทักษิณยื่นมาที่กระทรวงเลยครับ ข่าวลือวันที่ 11 พ.ค. จึงยังเป็นแค่กระแส และทางกระทรวงจะไม่รีบร้อน ต้องรอให้ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

กระบวนการพิจารณาพักโทษทักษิณอย่างละเอียด

มาดูรายละเอียดกันครับ การพักโทษไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญอย่างทักษิณที่เคยถูกตัดสินจำคุก 1 ปี กรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น พฤติกรรมในเรือนจำ เวลาที่รับโทษแล้ว และเหตุผลอื่นๆ คณะกรรมการ 5 คนนี้จะมีหน้าที่ตัดสินใจสุดท้าย และรมว.ยุติธรรมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างถูกต้อง

  • เริ่มจากเรือนจำประเมินพฤติกรรมผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์สรุปเสนอปลัดกระทรวง
  • คณะกรรมการพิเศษ 5 คนพิจารณารอบด้าน
  • นำข้อคัดค้านจากประชาชนมาพิจารณาด้วย

นี่คือขั้นตอนที่ทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ แต่ก็เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในอดีตที่เคยเกิดขึ้น

ข้อคัดค้านจาก คปท. ที่รมว.ยุติธรรมกำชับพิจารณา

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการพักโทษทักษิณไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้วครับ กรมราชทัณฑ์ส่งรายงานกลับมา แต่รองปลัดเห็นว่ายังตอบไม่ครบประเด็น จึงสั่งแก้ไขเพิ่มเติมก่อนชี้แจงกลับไปยัง คปท. ทางรมว.ยุติธรรมจึงกำชับคณะกรรมการให้เอาข้อคัดค้านเหล่านี้มาพิจารณาให้รอบคอบที่สุด เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหตุการณ์ผิดพลาดในอดีต

ข้อคัดค้านหลักๆ จาก คปท. มักเกี่ยวกับประวัติคดีของทักษิณ เช่น คดีทุจริต การเมืองเก่า และความกังวลว่าการพักโทษจะกระทบความยุติธรรมต่อประชาชน นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ

บริบทการเมืองเบื้องหลังเรื่องทักษิณพักโทษ

ย้อนไปดูประวัติ ทักษิณถูกศาลพิพากษาจำคุกจากคดีหมิ่นประมาทเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และเข้ามอบตัวทันที สร้างเซอร์ไพรส์ให้สังคมไทย การพักโทษหากเกิดขึ้น จะทำให้ทักษิณสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่อาจจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะจากกลุ่มต่อต้านอย่าง คปท. ที่มองว่าทักษิณยังไม่ควรได้รับการผ่อนผัน

ในมุมมองของผม การที่รมว.ยุติธรรมออกมาพูดแบบนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบสูง และช่วยลดทอนข่าวลือได้ดี นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนติดตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสมากขึ้น

เรื่องนี้ยังมีมิติอื่นๆ เช่น ผลกระทบต่อพรรครัฐบาล พลังประชารัฐ และภาพลักษณ์ของรัฐบาลสืรธนาคตไทย หากคณะกรรมการตัดสินอนุมัติพักโทษ อาจมีทั้งคนเชียร์และคัดค้าน แต่สำคัญคือต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

เพื่อนๆ ล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ เรื่องนี้? การพิจารณาควรรับฟัง คปท. มากน้อยแค่ไหน หรือควรยึดแค่กฎหมายเท่านั้น? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบเรื่อง “ทักษิณ” พักโทษ กำชับนำข้อคัดค้าน คปท. พิจารณาด้วย

โปรดเกล้าฯ โยกย้ายทหารกลางปี 319 นาย “พล.ต.ณัฐเดช” ขยับแม่ทัพน้อยที่ 1

โปรดเกล้าฯ โยกย้ายทหารกลางปี 319 นาย “พล.ต.ณัฐเดช” ขยับขึ้นแม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงทหารไทย เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญจากสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้นายทหารรับราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหาร 319 นายรับราชการใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ โยกย้ายทหารกลางปี 319 นาย “พล.ต.ณัฐเดช” ขยับขึ้นแม่ทัพน้อยที่ 1

การโยกย้ายครั้งนี้ครอบคลุมหลายหน่วยงานหลัก เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยมีนายทหารชั้นสูงหลายท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสำคัญ เช่น พลโท ไพโรฐพ์ วงศ์ชนะ จากที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (อัตรา พลเอก) และพลโท ธาดา กะราลัย ในตำแหน่งเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงในกองบัญชาการกองทัพไทย

  • พลโท ธีรวัฒน์ ปิ่นแก้ว จากที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เป็นที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (อัตรา พลเอก)
  • พลโท ทักษิณ สิริสิงห จากผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย (อัตรา พลเอก)
  • พลโท บรรลุ เอี่ยมศรี จเรทหาร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (อัตรา พลเอก)
  • พลโท รัฐพล ธูปประสม เจ้ากรมสารบรรณทหาร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
  • พลโท เชษฐา ทานกระโทก เจ้ากรมยุทธบริการทหาร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีพลโท ชาตรี บัวรักษา จากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เป็นจเรทหาร และพลโท นนธวัฒน์ ภักดิพงศ์พิชญะ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นเจ้ากรมยุทธบริการทหาร

จุดเด่นในกองทัพบก: พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ ขึ้นแม่ทัพน้อยที่ 1

ในส่วนของกองทัพบก มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น พลเอก สุรินทร์ ปรียานุภาพ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตรา พลเอก) พลโท กำชัย วงศ์ศรี รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และพลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นรองเสนาธิการทหารบก

ที่โดดเด่นคือ พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ จากรองแม่ทัพภาคที่ 1 ขยับขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 1 ส่วนพล.ต.นิติ ติณสูลานนท์ จากรองแม่ทัพน้อยที่ 4 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 4 นอกจากนี้ พลตรี นฤดล สุขมา รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

  • พลโท อนุสรณ์ โออุไร แม่ทัพน้อยที่ 4 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
  • พลโท วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
  • พลตรี กิตติวัฒน์ แจ่มจิรารักษ์ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เป็นเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก

กองทัพเรือและกองทัพอากาศ

กองทัพเรือ พลเรือโท พงษ์ศักดิ์ สมบุญ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (อัตรา พลเรือเอก) และพลเรือโท ทรงฤทธิ์ ฉัตรเงิน จากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เป็นรองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ

กองทัพอากาศ พลอากาศโท ชัยยา จันทร์ใส เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (อัตรา พลอากาศเอก) พลอากาศโท สฤษฎ์ วุทธีรพล รองเสนาธิการทหารอากาศ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และพลอากาศตรี ภิญโญ แจ่มมีชัย รองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุง เป็นเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ

อ่านรายชื่อโยกย้ายทหารทั้ง 319 นายฉบับเต็ม

นอกจากนี้ ยังมีประกาศพระราชทานยศทหารชั้นนายพลให้ 256 นาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อเป็นผลดีแก่ทางราชการ อ่านรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศ

การโยกย้ายครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างกองทัพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในกองทัพบกที่เน้นบทบาทแม่ทัพน้อย หากคุณสนใจข่าวทหารและการเมือง ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ โยกย้ายทหารกลางปี 319 นาย “พล.ต.ณัฐเดช” ขยับขึ้นแม่ทัพน้อยที่ 1

พบ “ลิงแสม” 51 ตัว ถุงตาข่ายไร่อ้อยชายแดน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเหตุการณ์สุดน่าตกใจเกิดขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อพบ “ลิงแสม” 51 ตัว ถูกมัดในถุงตาข่าย แถวไร่อ้อยชายแดน คาดเตรียมขนออกนอกประเทศ ขณะที่ทหารพรานออกลาดตระเวนตามปกติ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเผยให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่รุนแรง แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของไทยอีกด้วย

ภาพลิงแสม 51 ตัวถูกมัดในถุงตาข่ายแถวไร่อ้อยชายแดน

พบ “ลิงแสม” 51 ตัว ถูกมัดในถุงตาข่าย แถวไร่อ้อยชายแดน คาดเตรียมขนออกนอกประเทศ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ สั่งการให้กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ออกลาดตระเวนป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว พื้นที่รับผิดชอบอยู่บริเวณไร่อ้อยใกล้จุดตรวจบ้านหนองปรือ หมู่ 7 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 300 เมตร

ระหว่างลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นถุงตาข่ายสีฟ้าที่วางไว้ในช่องทางธรรมชาติ ลักษณะน่าสงสัย จึงเข้าใกล้ตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อเปิดถุงออกมาก็ต้องผงะ เมื่อพบลิงแสมจำนวนมากถูกมัดรวมกันอยู่ข้างใน หลังตรวจนับพบทั้งหมด 51 ตัว แบ่งเป็นตัวผู้ 32 ตัว และตัวเมีย 19 ตัว สภาพค่อนข้างอ่อนแอจากการถูกขัง

เจ้าหน้าที่ทหารพรานตรวจสอบถุงตาข่ายพบลิงแสมชายแดนสระแก้ว

ขบวนการค้าสัตว์ป่าลักลอบขนข้ามชายแดน

จากการตรวจสอบรอบ ๆ ไม่พบผู้ต้องสงสัยหรือเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงคาดเดาว่าเป็นฝีมือของขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ที่นำลิงแสมมาพักชั่วคราวเพื่อรอขนลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังต่างประเทศ ลิงแสม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Macaca fascicularis เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2534 มักถูกเรียกร้องในตลาดมืดเพื่อนำไปเป็นอาหาร ยา หรือเลี้ยงดู โดยเฉพาะในบางประเทศเพื่อนบ้าน

การช่วยเหลือลิงแสมและประสานงานหน่วยงาน

ทันทีที่พบ เจ้าหน้าที่ทหารพรานรีบช่วยเหลือลิงทั้งหมด นำกลับไปยังที่ตั้งกองร้อยทหารพรานที่ 1204 เพื่อดูแลชั่วคราว พร้อมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เช่น

  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี)
  • หน่วยพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอ่างรัตนโกสินทร์
  • ด่านตรวจสัตว์ป่าอรัญประเทศ

หลังตรวจสุขภาพและสภาพสัตว์เรียบร้อย ลิงแสมทั้ง 51 ตัวถูกส่งมอบให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 เพื่อฟื้นฟูและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ลิงแสม 51 ตัวหลังได้รับการช่วยเหลือจากทหารพรานชายแดน

เหตุการณ์พบ “ลิงแสม” 51 ตัว ถูกมัดในถุงตาข่าย แถวไร่อ้อยชายแดน คาดเตรียมขนออกนอกประเทศนี้ สะท้อนปัญหาการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติที่ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่เข้าถึงยาก กองกำลังบูรพาและหน่วยงานความมั่นคงจึงเพิ่มมาตรการลาดตระเวน สกัดกั้นอย่างเข้มข้นตลอดแนวแดน เพื่อปกป้องสัตว์ป่าและปราบปรามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

ลิงแสมไม่ได้เป็นแค่สัตว์ธรรมดา แต่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เช่น ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และควบคุมแมลง การสูญเสียพวกมันจะกระทบสมดุลธรรมชาติอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การค้าสัตว์ป่ายังเชื่อมโยงกับอาชญากรรมอื่น ๆ เช่น ยาเสพติดและการฟอกเงิน ทำให้ต้องร่วมมือทั้งทหาร ตำรวจ และองค์กรอนุรักษ์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การขนส่งสัตว์ป่าหรือถุงตาข่ายผิดปกติ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที สามารถโทรสายด่วน 191 หรือกรมอุทยานฯ 1300 เพื่อช่วยกันหยุดยั้งปัญหานี้

ติดตามข่าวสารการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม!

ที่มา – พบ “ลิงแสม” 51 ตัว ถูกมัดในถุงตาข่าย แถวไร่อ้อยชายแดน คาดเตรียมขนออกนอกประเทศ

เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม

จากดราม่าฮอตฮิตในโซเชียลมีเดียเรื่อง “กันจอมพลัง” ที่เสนอไอเดียสุดแหวกแนว นำเจ็ตสกีระดับแชมป์โลกไปช่วยค้นหา 3 ลูกเรือที่สูญหายจากเรือสินค้า “มยุรีนารี” ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองและการลาดตระเวนทางทหาร

เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม

เหตุการณ์เรือมยุรีนารีถูกโจมตีเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 บริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตและสูญหาย ครอบครัวผู้สูญหายจึงขอความช่วยเหลือจาก “กัน จอมพลัง” ซึ่งเขาเสนอใช้เจ็ตสกีเพราะขนาดเล็กและเร็ว คิดว่าจะรอดพ้นจากการถูกโจมตี แต่เพจ Drama-addict โดย นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” ได้โพสต์เตือนภัย โดยยกเคสจริงที่เกิดขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความเสี่ยง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก มีกองทัพเรืออิหร่าน โดยเฉพาะ IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) ลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ร่วมกับกองกำลังนานาชาติอย่างสหรัฐฯ เจ็ตสกีที่เคลื่อนที่เร็วและขนาดเล็ก มักถูกมองว่าเป็น “เรือจู่โจมพลีชีพ” หรือ “ภัยคุกคาม” ทหารอาจยิงสกัดทันทีโดยไม่เตือน

เคสตัวอย่างเจ็ตสกีถูกยิงจากนักท่องเที่ยวที่หลงทาง

หนึ่งในเคสที่เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง คือกรณีปี 2023 กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสและโมร็อกโก ขับเจ็ตสกีจากรีสอร์ตในโมร็อกโก แต่หลงทาง น้ำมันหมด ลอยข้ามเขตแดนเข้าแอลจีเรีย พื้นที่ที่หน่วยยามฝั่งแอลจีเรียเฝ้าระวังการลักลอบขนยาเสพติด

  • หน่วยยามฝั่งแอลจีเรียยิงเจ็ตสกีทันที
  • นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 2 ราย (ไม่ได้พกอาวุธ)
  • อีก 1 รายถูกจับกุม
  • ทางการแอลจีเรียอ้างยิงเตือนแล้ว แต่เจ็ตสกีพยายามหลบหนี

เคสนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่ใช่พื้นที่สงคราม เจ็ตสกีก็ถูกตีความเป็นภัยได้ง่าย หากอยู่ในโซนเสี่ยง

การใช้เจ็ตสกีในสงครามคาบสมุทรไครเมีย

อีกเคสที่เพจ Drama-addict นำมาเตือน คือการใช้เจ็ตสกีในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียที่ไครเมีย ทั้งสองฝ่ายนำเจ็ตสกีมาใช้โจมตีเรือรบและฐานทัพ ทำให้ภาพลักษณ์เจ็ตสกีกลายเป็นอาวุธเคลื่อนที่เร็ว ในช่องแคบฮอร์มุซที่ตึงเครียดยิ่งกว่า ทหารอิหร่านน่าจะยิงทันทีหากเห็นเจ็ตสกีแล่นเข้าไป

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังมีประวัติการปะทะบ่อยครั้ง เช่น การยึดเรือน้ำมัน จนกองทัพสหรัฐต้องส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมาประจำการ พื้นที่นี้ขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ทุกยานพาหนะถูกจับตา เจ็ตสกีที่ไม่มีป้ายทะเบียนหรือสัญญาณประจำตัว ยิ่งเสี่ยงถูกยิง

ไอเดียของกันจอมพลังแม้ตั้งใจดี แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจ่าพิชิตเตือนว่า ควรปล่อยให้หน่วยกู้ภัยมืออาชีพอย่างกองทัพเรือหรือนานาชาติจัดการดีกว่า การบุกเข้าไปด้วยเจ็ตสกีอาจทำให้เกิดเหตุร้ายเพิ่ม และกลายเป็นข่าวใหญ่

สรุปแล้ว เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม เป็นการเตือนสติที่ทันเวลา ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ไอเดียแหวกแนวแพร่กระจายเร็ว แต่ต้องคิดถึงความเป็นจริงและความปลอดภัยด้วย

คุณคิดอย่างไรกับดราม่านี้? ไอเดียเจ็ตสกีช่วยค้นลูกเรือเสี่ยงเกินไปหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ!

ที่มา – เพจดังยกเคสตัวอย่าง เจ็ตสกีถูกยิง เพราะตีความว่าเป็นภัยคุกคาม