วัน: 13 มีนาคม 2026

รับหนังสือมูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นภูมิใจไทย ลดอุบัติเหตุ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองและความปลอดภัยทางถนนกันนะครับ คือเรื่อง รับหนังสือมูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นภูมิใจไทย ขอรัฐบาลบรรจุนโยบายลดสูญเสียอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชมจากเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ที่หวังให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้จริงจังมากขึ้น

รับหนังสือมูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นภูมิใจไทย ขอรัฐบาลบรรจุนโยบายลดสูญเสียอุบัติเหตุทางถนน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: อาจเป็นพิมพ์ผิดจาก 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มอบหมายให้ นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายนิกร จำนง สมาชิกพรรค ไปรับหนังสือจากนายประศม สุขแสวง ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกรุงเทพฯ ตัวแทนจากมูลนิธิเมาไม่ขับ

เนื้อหาหลักในหนังสือคือการขอให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล บรรจุนโยบายลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลใหม่ เครือข่ายยืนยันว่านี่เป็นการแสดงออกของประชาชนที่รณรงค์มานาน ไม่มีเจตนาการเมืองอะไรแฝง แค่อยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาจริง

นายวราวุธ ศิลปอาชา ตอบรับอย่างไร

นายวราวุธ บอกว่าจะประสานงานกับทีมยกร่างนโยบายรัฐบาลทันที เพราะปัญหาอุบัติเหตุทางถนนทำให้คนวัยทำงานกลายเป็นผู้พิการจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง นายกฯ อนุทินยังบอกว่าถ้ากระทรวงไหนอยากแก้กฎหมาย ส่งมาได้ จะใช้กลไกสภาเร่งผลักดัน รัฐบาลชุดนี้เชื่อว่าจะออกกฎหมายได้หลายฉบับเลยทีเดียว

นอกจากนี้ นายวราวุธยังเล่าว่าถ้าได้เป็นรัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรม จะเน้นความปลอดภัยในที่ทำงานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้คนพิการ ครอบครัวศิลปอาชาก็ทำงานช่วยเหลือผู้พิการมานานตั้งแต่สมัยนายบรรหาร พรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับโรดเซฟตี้ (Road Safety) มาก จะบรรจุในนโยบายรัฐบาลแน่นอน

  • ปัญหาหลัก: อุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ ทำให้สูญเสียชีวิตและคนพิการวัยทำงาน
  • ข้อเสนอ: บรรจุนโยบายลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระเร่งด่วน
  • การตอบรับ: พรรคภูมิใจไทยพร้อมนำเสนอคณะกรรมการยกร่างนโยบาย
  • วิสัยทัศน์: ผลักดันแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เน้นป้องกันและฟื้นฟู

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเราทุกคน

อุบัติเหตุทางถนนในไทยเป็นปัญหาใหญ่ สูงสุดในโลก ส่งผลให้ครอบครัวแตกสลาย เศรษฐกิจเสียหายปีละแสนล้าน การที่มูลนิธิเมาไม่ขับยื่นหนังสือให้พรรคแกนนำแบบนี้ เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลใหม่จริงจัง หากเราร่วมรณรงค์ เช่น ไม่ดื่มแล้วขับ สวมหมวกกันน็อค ตรวจรถสม่ำเสมอ ปัญหาจะลดลงได้เยอะ

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือก้าวแรกที่ดีของรัฐบาลอนุทิน หากผลักดันสำเร็จ จะเป็นมรดกสำคัญให้คนรุ่นหลัง หวังว่านโยบายจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่ลงมือทำจริง

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ประสบการณ์หรือไอเดียลดอุบัติเหตุในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – รับหนังสือมูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นภูมิใจไทย ขอรัฐบาลบรรจุนโยบายลดสูญเสียอุบัติเหตุทางถนน

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวสารร้อนแรง โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการยกคำร้องในคดีฮั้วสว. จำนวน 229 คน โดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าราชการจะยึดหลักกฎหมายในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยกคำร้องคดีฮั้วสว. ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐบาลอาจทำให้คดีต่างๆ หายไป นายโสภณย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "เป็นแหล่งข่าวหรือไม่" และระบุว่าเท่าที่ติดตามจากสื่อ เป็นข่าวจากแหล่งคณะอนุกรรมการฯ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ในทันที

กระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

คดีฮั้วสว. เป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา โดยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประสานงานกันผิดกฎหมาย การยกคำร้องทั้ง 229 รายคดีนี้ สร้างความฮือฮาและคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่อำนาจ นายโสภณย้ำว่า โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. เพราะข้าราชการไม่มี "หลังพิง" หากทำผิดจะเดือดร้อนเอง เหมือนกรณีบทเรียนจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา

มุมมองของโสภณต่อกระแสวิจารณ์

นายโสภณชี้แจงว่า ไม่ต้องกังวลว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแล้วคดีจะรอด เพราะมีบทเรียนชัดเจน ข้าราชการจะระมัดระวังในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในยุคที่การตรวจสอบเข้มข้น ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามได้ทั้งต่อสังคมและหน่วยตรวจสอบ เขายังเปรียบเทียบกับบุรีรัมย์ที่ถูกตั้งคำถามว่าจะ "กินรวบ" วุฒิสภาไหม โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การวางแผน

  • ข้าราชการต้องยึดกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น
  • มีบทเรียนจากอดีตนายกฯ ที่ชัดเจน
  • การตรวจสอบจะเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อเป็นรัฐบาล
  • วุฒิสภาดำเนินงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
  • ในวิกฤตโลก ต้องการความรัก ไม่ใช่เกลียดชัง

นายโสภณยังกล่าวถึงการตรวจสอบที่เกิดขึ้นไปมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากหน่วยงานตัดสินตามกฎหมาย ก็ต้องเชื่อมั่น หากผิดก็รับผิดชอบได้ เรื่องถูกใจหรือไม่ถูกใจไม่สำคัญ ตราบใดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนและความโปร่งใสในระบบยุติธรรมไทย

ประเด็น โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. สะท้อนถึงความท้าทายของระบบการเมืองไทยที่มักถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลของพรรครัฐบาลต่อคดีความ แต่คำยืนยันจากนายโสภณช่วยคลายกังวลส่วนหนึ่ง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต้องโปร่งใสและยึดหลักนิติธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สังคมมองในมุมบวก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ต้องการความสามัคคีมากกว่าความแตกแยก

การตัดสินใจของหน่วยงานต่างๆ จะถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบการตัดสินของตนเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยยังคงเข้มแข็ง แม้จะมีกระแสข่าวรบกวน

สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในกฎหมายคือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมายทำงาน หลังกระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง เดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จึงออกมายืนยันว่า จะเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบสินค้าไม่สะดุด และสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 GC ได้แจ้งว่า บริษัทยังคงรักษาการผลิตตามแผน แม้กำลังการผลิตทั่วโลกจะลดลงจากความผันผวนในตะวันออกกลาง GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง โดยทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) บริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคา การจัดหาวัตถุดิบ การจัดการสินค้าคงคลัง การผลิต การจำหน่าย รวมถึงงบประมาณและค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน

กลยุทธ์ GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง อย่างมีประสิทธิภาพ

GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยมาตรการรอบด้านที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน บริษัทมั่นใจว่าสามารถส่งมอบสินค้าสำคัญ เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ ให้กับอุตสาหกรรมไทยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาคบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ สร้างสรรค์ หรือการก่อสร้างที่กำลังต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก

  • การจัดหาวัตถุดิบ: GC มีแหล่ง供給หลากหลาย ไม่พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว โดยกระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น อเมริกาและเอเชีย
  • บริหารสินค้าคงคลัง: รักษา level สต็อกให้เพียงพอ เพื่อรับมือกับความล่าช้าจากการขนส่งทางทะเลที่อาจได้รับผลกระทบ
  • ควบคุมต้นทุน: ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง hedging เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ
  • นวัตกรรมการผลิต: ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานให้สูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

นอกจากนี้ GC ยังประสานงานกับกลุ่ม ปตท. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อติดตามผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางที่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มฮูธีในทะเลแดง ทำให้เรือสินค้าต้องอ้อมแอฟริกา ส่งผลให้ค่าน้ำมันและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น แต่ GC ได้เตรียมพร้อมล่วงหน้า ทำให้การดำเนินงานไม่หยุดชะงัก

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยและบทบาทของ GC

อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SME ที่พึ่งพาสินค้าจาก GC กว่า 80% จะได้รับผลดีจากความมั่นคงนี้ GC ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่เพียงช่วยรักษา chain การผลิต แต่ยังช่วยให้ราคาสินค้าไม่ปรับตัวสูงเกินไป บริษัทคาดการณ์ว่าปีนี้จะรักษาการส่งมอบได้ 100% ตามสัญญา สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

ในระยะยาว GC วางแผนลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยมุ่งสู่ BCOP (Bio-Circular-Green Oils & Petrochemicals) ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

GC แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ที่สามารถปรับตัวเข้ากับความท้าทายระดับโลกได้อย่างยอดเยี่ยม หากคุณเป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม แนะนำให้ติดตามประกาศจาก GC อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้อง หารือเพิ่มเติมหรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในความเห็นด้านล่างนี้

ที่มา – GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนอุตสาหกรรมไทยไม่สะดุด

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters สุดฮิต

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters แอนิเมชันสุดปังที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก! หลังจากภาคแรกกวาดยอดวิวทะลุ 480 ล้านครั้ง และกำลังลุ้นรางวัลออสการ์ ทีมผู้สร้างยืนยันว่ามีเรื่องราวอีกเพียบให้ต่อยอด แฟนๆ Kpop และแอนิเมะเตรียมตัวกรี๊ดได้เลย

Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters อย่างเป็นทางการ

ข่าวดีมาถึงแฟนๆ แล้วครับ Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters ภาพยนตร์แอนิเมชันแนวผสมผสาน Kpop กับการล่าปีศาจที่ขึ้นแท่นเป็นคอนเทนต์ยอดวิวสูงสุดตลอดกาลของแพลตฟอร์ม ภายในเวลาแค่ครึ่งปีหลังเปิดตัวในฤดูร้อนปีที่แล้ว ยอดวิวพุ่งทะลุ 480 ล้านชั่วโมง! โปรเจกต์นี้เป็นผลงานแรกภายใต้ข้อตกลงพิเศษหลายปีกับผู้กำกับคู่หู แม็กกี้ คัง และ คริส แอปเพลแฮนส์ แม้ยังไม่มีวันฉายแน่นอน แต่แฟนๆ ทั่วโลกต่างตื่นเต้นสุดๆ

ประกาศครั้งนี้มาพอดีกับช่วงที่ KPop Demon Hunters กำลังเป็นตัวเต็งออสการ์อาทิตย์นี้เลย ชิง 2 สาขาหนักๆ คือ ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม (แข่งกับ Zootopia 2 และ Elio) และเพลงประกอบยอดเยี่ยม เพลงฮิต “Golden” ยังสร้างประวัติศาสตร์ เค-ป๊อปเพลงแรกคว้าแกรมมีสาขาเพลงประกอบสื่อบันเทิง กวาดลูกโลกทองคำ และขึ้นอันดับ 1 Billboard Hot 100 อีกด้วย

ความสำเร็จของ KPop Demon Hunters ภาคแรก

ภาคแรกใช้เวลาพัฒนานาน 7 ปีเต็ม จนกลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่ผสมความเป็นสากลกับอัตลักษณ์เกาหลีได้ลงตัว ทั้งอาหาร ภาษา สัญลักษณ์ แม้ทีมผลิตจากอเมริกา เนื้อเรื่องติดตามสามสาว Huntr/x: รูมิ, มิรา, โซอี้ ที่เป็นไอดอล Kpop เบื้องหน้า แต่ล่าปีศาจเบื้องหลัง สุดมันส์!

  • ยอดวิวสูงสุดในประวัติศาสตร์ Netflix
  • คว้าแกรมมี ลูกโลกทองคำ Billboard No.1
  • เข้าชิงออสการ์ 2 สาขา
  • ผสม Kpop + แอนิเมะ + แอคชั่นล่าปีศาจได้ลงตัว
  • สร้างกระแสวัฒนธรรมเกาหลีทั่วโลก

แม็กกี้ คัง ผู้กำกับชาวเกาหลี โพสต์ในโซเชียลว่า “ในฐานะคนเกาหลี ภูมิใจที่ทุกคนอยากเห็นตัวละครและโลกของเรามากขึ้น นี่แค่จุดเริ่มต้น!” ส่วนอีแจ (Ejae) นักร้องพากย์รูมิและเขียนเพลง Golden บอกว่า ภาคต่อจะนำดนตรีเกาหลีหลากสไตล์มาโชว์ให้โลกเห็น “เกาหลีมีแนวดนตรีเยอะมาก อยากแสดงด้านใหม่ๆ”

ภาคต่อ Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters จะเป็นยังไง?

มาร์ค ซอนเนนบลิค ผู้เขียนเพลง เผยว่ากำลังพัฒนาโครงเรื่องให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยแต่งเพลงใหม่ให้เข้ากับเนื้อหาเป๊ะๆ คาดว่าจะขยายโลกของ Huntr/x ต่อสู้ปีศาจใหญ่กว่าเดิม พร้อมเพลงฮิต Kpop สไตล์ใหม่ๆ

ทำไม KPop Demon Hunters ถึงปังขนาดนี้? เพราะมันจับใจทั้งแฟน Kpop ที่ชื่นชอบไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป ผสมแอนิเมะสไตล์ญี่ปุ่นแต่มีรสชาติเกาหลีแท้ๆ บวกพล็อตแอคชั่นล่าปีศาจที่ตื่นเต้นไม่หยุด แถมเพลงประกอบติดหูสุดๆ ทำให้กลายเป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมข้ามชาติ

ในมุมมองผม ภาคต่อนี้น่าจะพาแฟรนไชส์ไปอีกระดับ อาจได้ออสการ์เต็มๆ และยอดวิว破纪录อีก! ถ้าคุณเป็นแฟน Kpop หรือแอนิเมะ ห้ามพลาดเลย คุณตื่นเต้นกับ Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ KPop Demon Hunters ไหม? คอมเมนต์บอกกันหน่อยว่าอยากเห็นอะไรในภาคใหม่ สะดุดเพลงไหน หรือลุ้นออสการ์รึเปล่า? ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่นะ!

ที่มา – Netflix ประกาศสร้างภาคต่อ “KPop Demon Hunters” แอนิเมชันระดับปรากฏการณ์

ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วงกัมพูชาเคลมชุดไทย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง กัมพูชาเคลมชุดไทย ซึ่งทำให้ภาคประชาชนหลายสิบคนต้องออกโรงปกป้องวัฒนธรรมไทยของเราอย่างเป็นกันเองและจริงจัง ใครที่รักชุดไทย วัฒนธรรมไทย ต้องไม่พลาดบทความนี้เลยนะครับ

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนนำโดย ม.ล.กานตพงศ์ วรวุฒิ พร้อมด้วยพลังโซเชียลกว่า 50 คน ได้แต่งกายด้วยชุดไทยสวยงาม เดินทางไปยังกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อแสดงจุดยืนและร้องเรียนให้หน่วยงานรัฐบาลดำเนินการเชิงรุกในการปกป้องชุดไทย จากกรณีที่กัมพูชากำลังพยายามเคลมชุดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่ยูเนสโกในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัด วธ. และนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มารับฟังข้อเสนอแนะจากทุกคนอย่างใกล้ชิด

ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วง “กัมพูชา” เคลมชุดไทย จี้ วธ.เปิดเผยข้อมูล-ทำงานเชิงรุก

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทุกคนเห็นด้วยกันว่าการที่ กัมพูชาเคลมชุดไทย นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ชุดไทยเป็นสัญลักษณ์ของความงามและเอกลักษณ์ไทยที่สืบทอดมาหลายร้อยปี ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ชาติไทย ม.ล.กานตพงศ์ วรวุฒิ ตัวแทนกลุ่ม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “การออกมาเรียกร้องครั้งนี้เพราะกัมพูชาไม่หยุดที่จะลอกเลียนแบบวัฒนธรรมไทย ถึงแม้ภาครัฐจะมีกรอบการทำงานที่อาจทำให้ขยับตัวลำบาก แต่ภาคประชาชนอย่างเราต้องร่วมกันปกป้องบ้านเมือง ไม่ให้ถูกปล้นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและจิตใจของเรา”

ท่านยังชื่นชมนายทุนการทำงานของ วธ. ที่มีการจัดโรดโชว์และเผยแพร่ชุดไทยทั้งในและต่างประเทศ แต่ย้ำว่ายังไม่พอ เพราะเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเล่นหนัก จัดโรดโชว์ในสื่อโซเชียลอย่างต่อเนื่อง นำภาพชุดไทยมาตัดต่อให้เป็นของตัวเอง ลบฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมไทยออกไป และที่แย่กว่านั้นคือผู้นำกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือภริยาก็ยังสวมชุดไทยไปเปิดงานต่างๆ ราวกับเป็นของเขาเอง

เหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว

  • กัมพูชาเผยแพร่ข่าวปลอมและตัดต่อภาพชุดไทยในโซเชียลมีเดียอย่างหนัก
  • มีการลบข้อมูลมรดกวัฒนธรรมไทยออกจากฐานข้อมูลสากล
  • ผู้นำกัมพูชาสวมใส่ชุดไทยในงานสำคัญ สร้างความสับสนให้ชาวโลก
  • ยูเนสโกใกล้พิจารณาขึ้นทะเบียน หากปล่อยไว้ชุดไทยอาจถูกอ้างสิทธิ์

ดร.ธรรม์ธนลาภ ลาภรวย ตัวแทนอีกคนหนึ่ง เน้นย้ำว่า “เราไม่ได้ต้องการให้รัฐรุกรานใคร แค่อยากให้แสดงความขัดแย้งต่อข่าวปลอมจากกัมพูชา และขอให้ วธ. เผยแพร่ข้อมูลจริงในทุกแพลตฟอร์ม เพื่อที่ประชาชนจะได้นำไปโต้แย้งได้อย่างมีหลักฐาน ไม่ต้องค้นเองให้เหนื่อย”

กระทรวงวัฒนธรรมตอบรับอย่างไรบ้าง

ทางฝั่งนางโชติกา รองปลัด วธ. ขอบคุณภาคประชาชนที่มาให้ข้อมูล และยืนยันว่าไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ วธ. ให้ความสำคัญกับการปกป้องวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะการเผยแพร่ฐานข้อมูลชุดไทยทั้งภาษาไทยและอังกฤษให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และยินดีเชิญภาคประชาชนมาร่วมเป็นคณะทำงานในกิจกรรมต่างๆ ด้วย ฟังดูดีเลยนะครับ เหมือนรัฐและประชาชนจับมือกันปกป้องของดีของไทย

ประเด็น กัมพูชาเคลมชุดไทย นี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ย้อนไปก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องมวยไทย ผ้าไหม ส้มตำ และอื่นๆ ที่กัมพูชาพยายามเคลม ชุดไทยเองก็มีรากฐานจากประเพณีไทยโบราณ เช่น ชุดทูหยี่ ชุดลูกไม้ ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือช่างไทยและวัฒนธรรม 궁중 หากเราปล่อยไว้ อนาคตมรดกชาติเราอาจหายไปได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผม การปกป้องวัฒนธรรมไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐ แต่เป็นของทุกคน สวมชุดไทยในวันสำคัญ แชร์ข้อมูลจริงในโซเชียล ร่วมกิจกรรมโรดโชว์ของ วธ. ช่วยกันทำให้โลกเห็นว่าชุดไทยคือของไทยแท้ๆ ครับ

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้องกันเถอะครับ มาสนับสนุนการปกป้องวัฒนธรรมไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วง “กัมพูชา” เคลมชุดไทย จี้ วธ.เปิดเผยข้อมูล-ทำงานเชิงรุก

สส.ปชน. เตือนปั๊มรายย่อยตาย รัฐช่วยรายใหญ่

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานเลยครับ มาจากปากของ “โต๋ ศุภโชติ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาเตือนรัฐบาลกลางแจ้ง ว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะสูญพันธุ์ แต่มาตรการตรึงราคาดันช่วยเฉพาะรายใหญ่ซะงั้น! วันนี้เรามาฟังมุมมองกันแบบเป็นกันเอง ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ และรัฐควรทำอะไรต่อ

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โต๋ ศุภโชติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน แต่โต๋ตั้งคำถามใหญ่หลวง ว่ามาตรการนี้ช่วยทุกคนจริงหรือ แค่เอื้อรายใหญ่?

ปั๊มรายย่อยกำลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานและเสียงสะท้อนในพื้นที่ ปั๊มน้ำมันที่ไม่มีแบรนด์หรือปั๊มอิสระ กำลังเจอต้นทุนพุ่งสูง บางแห่งต้องตั้งราคาแพงกว่าปั๊มใหญ่เพื่ออยู่รอด บางปั๊มขาดน้ำมัน หยุดบริการชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล เกษตรกรเดือดร้อนหนัก เพราะน้ำมันแพง ต้นทุนเกษตรพุ่ง ไถนา รดน้ำ ทำนา ลำบากหมด

โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย โรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่ผูกกันแน่น มีเครือข่ายปั๊มตัวเอง สัญญาระยะยาว ราคามั่นคง แต่ปั๊มย่อย 17,500 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 แห่ง ต้องซื้อผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือพ่อค้าคนกลาง ราคาสูงกว่ามาก!

จ็อบเบอร์คือตัวการราคาแพง?

จ็อบเบอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลัง แล้วขายต่อให้ปั๊มย่อย ในวิกฤตราคา พวกเขาขายแพงกว่าปั๊มใหญ่ที่ได้ชดเชยจากกองทุน เช่น ดีเซลราคา 45 บาท/ลิตร กองทุนชดเชย 15.45 บาทให้รายใหญ่ แต่ย่อยยังจ่าย 40+ บาท แย่เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น บางรายใหญ่มีบริษัทลูกเป็นจ็อบเบอร์ ขายแพงให้ย่อย รัฐตรึงราคาแต่ไม่มีกฎห้าม สุดท้ายปั๊มย่อยแข่งไม่ได้ หายไป การแข่งขันลด ผูกขาดง่าย

สส.ปชน. เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน

โต๋เสนอว่ารัฐต้องโปร่งใส เปิดข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ทำ 3 ข้อหลัก:

  • เปิดข้อมูลห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ: ต้นทุนน้ำมันดิบ การกลั่น กำไรโรงกลั่น ตรวจค้ากำไรเกินควรไหม?
  • ตรวจสอบจ็อบเบอร์: กักตุน ปั่นราคาให้ย่อยหรือเปล่า?
  • ป้องกันการเอาเปรียบ: ห้ามจ็อบเบอร์ขายเกินราคาตรึงในวิกฤต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานบอกจะให้ปั๊มย่อยซื้อตรงจากรายใหญ่ได้ แต่ล่าช้า สถานการณ์วิกฤต ผู้ประกอบการทุนน้อย ทนไม่ไหว ปิดกิจการระลอกแล้วระลอกเล่า ผลกระทบถึงชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องลุยหาน้ำมันไกล

หากปล่อยไป ไทยเหลือแต่ปั๊มรายใหญ่ไม่กี่เครือ ผูกขาด กำไรพุ่ง ประชาชนจ่ายแพง หาน้ำมันยาก สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐไม่ใช่เครื่องมือทุนใหญ่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดพลังงานที่ไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขเพื่อรักษาการแข่งขันและปกป้องผู้บริโภคตัวจริง คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บเรา!

ที่มา – สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

ส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ เสี่ยงโชค 16/3/69

สำหรับคอหวยและนักเสี่ยงโชคทั้งหลาย วันนี้เรามีเรื่องน่าติดตามมาฝากกันกับ ส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮา หลังจากคณะลูกศิษย์นำอัฐิธาตุ 1 ใน 4 ส่วนของท่าน กลับสู่บ้านเกิดที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านและศิษย์ไม่พลาดที่จะเก็บเลขเด็ดไปลุ้นโชคงวด 16/3/69 ตามความเชื่อที่สืบต่อกันมา

ขบวนรถบรรทุกรูปอัฐิธาตุ

ส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ เลขเด็ดสุดฮิต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะลูกศิษย์และยานุศิษย์จำนวนมากมาร่วมพิธีวางอัฐิธาตุที่ พิพิธภัณฑ์สูญญตาอมโร ชุมชนต้นหาด เขตเทศบาลเมืองปากพนัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านอดีตพระยันตระ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธา ผู้คนแห่กันมาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

ระหว่างขบวนรถเคลื่อนย้าย รถกระบะสีขาวที่ใช้บรรทุก รูปเคารพพระอัฐิธาตุ มีทะเบียนเด่น ๆ คือ 5434 ทำให้ชาวบ้านที่ตามเส้นทางต่างพากันส่องและจดทะเบียนรถนี้ทันที นอกจากนี้ยังมีเลขที่ของพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสถานที่ประดิษฐาน คือ 229/9 ซึ่งกลายเป็นเลขที่นักเสี่ยงโชคเก็บไปตีเลขคู่กันแบบครบสูตร

พิพิธภัณฑ์สูญญตาอมโร
พิธีวางอัฐิธาตุ

เลขเด็ดจากส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ ที่ไม่ควรพลาด

เลขที่ได้จากการ ส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ ครั้งนี้ มีดังนี้

  • ทะเบียนรถกระบะ: 5434 – ตีเป็น 54, 43, 34, 543
  • เลขที่พิพิธภัณฑ์: 229/9 – ตีเป็น 22, 29, 99, 09, 229
  • เลขคู่เด็ด: 34-43, 29-95 (กลับ)
  • เลขล่างแนะนำ: 34, 49

หลายคนมองว่าเลขเหล่านี้มาจากเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ การเคลื่อนอัฐิธาตุครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญ เพราะอัฐิธาตุแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และส่วนนี้ถูกนำกลับบ้านเกิดเป็นที่เรียบร้อย ชาวบ้านเชื่อว่าจะนำโชคลาภมาสู่ผู้ที่ศรัทธา

ประวัติอดีตพระยันตระและความหมายของอัฐิธาตุ

อดีตพระยันตระ หรือที่รู้จักในนามหลวงพ่อยันตระ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในด้านกรรมฐานและวิปัสสนา ท่านมรณภาพไปนานแล้ว แต่สรีระหรืออัฐิธาตุของท่านยังคงไม่เน่าเปื่อย ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ศิษย์เชื่อมั่น ลูกศิษย์จึงนำอัฐิธาตุส่วนหนึ่งไปประดิษฐานในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้กราบไหว้

การนำกลับมาประเทศบาลปากพนังครั้งนี้ สร้างความยินดีให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก บรรยากาศพิธีเต็มไปด้วยเสียงสวดมนต์และการถวายสังฆทาน นอกจากเลขเด็ดแล้ว ยังมีผู้คนมากมายที่มาเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องหวยและเลขเด็ดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงใกล้หวยออก ชาวบ้านมักส่องเลขจากเหตุการณ์สำคัญวัดดัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ทะเบียนรถของบุคคลสำคัญ การ ส่องทะเบียนรถ อดีตพระยันตระ ครั้งนี้จึงกลายเป็นที่สนใจของนักเสี่ยงโชคทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม เรื่องเลขเด็ดเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล การเล่นหวยควรอยู่ในงบประมาณและไม่กระทบชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือการทำบุญ积德积福 เพื่อให้ได้สิ่งดี ๆ มาจริง ๆ

สำหรับงวดนี้ ลองนำเลข 5434 และ 229/9 ไปลุ้นดูสิ ใครถูกขึ้นมาบอกกันด้วยนะ! ติดตามเลขเด็ดงวดอื่น ๆ และเคล็ดลับเสี่ยงโชคได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – ส่องทะเบียนรถ เก็บเลขที่พิพิธภัณฑ์ เคลื่อนอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” เสี่ยงโชคงวด 16/3/69

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ถึง 8 เม.ย.69

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีรายได้ทุกประเภทในปี 2568 อย่ารอช้า! สามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ถึง 8 เมษายน 2569 หรือยื่นกระดาษถึง 31 มีนาคมนี้ กรมสรรพากรคืนภาษีไปแล้วกว่า 23,000 ล้านบาท มาดูรายละเอียดกันเลย

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการออนไลน์อย่างแม่ค้าออนไลน์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้ในปีภาษี 2568 ให้รีบยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 โดยสามารถยื่นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรด้วยระบบ e-Filing หรือ D-MyTax ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปที่สำนักงานสรรพากร

กำหนดเวลายื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ชัดเจนดังนี้: ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้จนถึง 8 เมษายน 2569 และยื่นแบบกระดาษได้ถึง 31 มีนาคม 2569 หากยื่นผ่านออนไลน์ยังมีเวลาอีกเกือบเดือน อย่าปล่อยให้พลาดเดดไลน์นะครับ

สถิติการยื่นแบบภาษีและการคืนเงิน

ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 มีนาคม 2569 มีประชาชนยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ไปแล้วกว่า 6.26 ล้านแบบ เพิ่มขึ้น 8.53% จากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวมากขึ้น โดยมีผู้ขอคืนภาษี 3.38 ล้านแบบ เพิ่ม 12.32% และกรมสรรพากรได้อนุมัติคืนเงินไปแล้ว 2.59 ล้านแบบ มูลค่ารวม 23,531 ล้านบาท! ถ้าคุณมีสิทธิ์คืนภาษี รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 วันนี้เพื่อรับเงินเร็วขึ้น

วิธียื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ออนไลน์ง่ายๆ

1. เข้าเว็บไซต์ rd.go.th หรือแอป D-MyTax
2. ล็อกอินด้วย Username และ Password (ถ้ายังไม่มี สมัครได้ฟรี)
3. เลือกยื่น ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ตามประเภทรายได้
4. กรอกข้อมูลรายได้ หักลดหย่อน แล้วคำนวณภาษี
5. ส่งแบบและชำระหรือรอคืนเงิน

สำหรับผู้ที่ต้องชำระภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สามารถขอผ่อน 3 งวดได้ สะดวกสุดๆ

โทษหากไม่รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91

  • ไม่ยื่นหรือชำระเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท + เบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน
  • หลบเลี่ยงภาษีโดยเจตนา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • แจ้งข้อมูลเท็จ: จำคุก 3 เดือน – 7 ปี + ปรับ 2,000 – 200,000 บาท

ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นภาษีตามกฎหมาย อย่าคิดว่าไม่มีรายได้ต้องเสียถึงไม่ต้องยื่นนะครับ แม้รายได้ต่ำก็ต้องแสดงเพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนและคืนภาษี

นอกจากนี้ ระวังมิจฉาชีพส่งอีเมลแอบอ้างกรมสรรพากร หลอกให้กรอกข้อมูล Username Password หรือข้อมูลส่วนตัว หากเจอให้ลบทิ้งทันที กรมสรรพากรไม่เคยขอข้อมูลแบบนั้นทางอีเมล

สรุปแล้ว รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 วันนี้ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ รับคืนภาษีไว และช่วยเศรษฐกิจประเทศด้วย หากมีข้อสงสัย ลองเช็กเว็บกรมสรรพากรหรือโทร 1161 ได้เลยครับ

CTA: รีบเช็กสิทธิ์คืนภาษีของคุณ แล้วยื่นออนไลน์ภายใน 8 เม.ย. 69 วันนี้เลย! รับรองไม่พลาดเงินคืนก้อนโต

ที่มา – รัฐบาลเตือนผู้มีเงินได้รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึง 8 เม.ย. 69

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขนมดนางพญา 2,000 ตัวจากเคนยา

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา เหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นในสนามบินหลักของเคนยา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปรามเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าหายากทันที ชายชาวจีนรายนี้ถูกจับกุมได้ก่อนที่จะหลบหนีไปจีนได้สำเร็จ

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติโจโม เคนยัตตา ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ผู้ต้องสงสัยชื่อนายจาง เค่อฉวิน ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยจับได้คาหนังคาเขาขณะเตรียมขึ้นเครื่องบินไปจีน ภายในกระเป๋าเดินทางของเขาพบมดนางพญาหรือมดราชินีจำนวนมาก โดยอัยการแจ้งศาลว่าพบมดจำนวน 1,948 ตัวบรรจุในหลอดทดลองพิเศษ และมดมีชีวิตอีกกว่า 300 ตัวซ่อนในม้วนกระดาษทิชชู รวมทั้งหมดกว่า 2,000 ตัว

มดนางพญาคือมดชนิดอะไร?

มดชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Messor cephalotes เป็นมดเก็บเกี่ยวขนาดใหญ่ที่พบในแอฟริกา ถือเป็นสัตว์ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้อตกลง CITES (Convention on International Trade in Endangered Species) การค้าขายจึงต้องได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด มดเหล่านี้ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมสัตว์เลี้ยงแปลก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ที่นำมาเลี้ยงเป็นงานอดิเรก

  • ขนาดใหญ่และหายาก
  • ช่วยปรับปรุงดินในระบบนิเวศ
  • ราคาในตลาดดำสูงมาก

เจ้าหน้าที่จากหน่วยพิทักษ์ป่าเคนยา หรือ KWS ระบุว่าความต้องการมดชนิดนี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการลักลอบจำนวนมาก อัยการยังขอศาลอนุญาตตรวจสอบโทรศัพท์และแล็ปท็อปของผู้ต้องหา เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่

เชื่อมโยงกับขบวนการลักลอบค้ามดในเคนยา

คดีนี้เชื่อมโยงกับขบวนการที่ถูกปราบปรามเมื่อปีที่แล้ว โดยนายจาง เค่อฉวิน อาจเป็นหัวโจกที่เคยหลบหนีไปโดยใช้พาสปอร์ตปลอม ศาลเคนยาอนุญาตควบคุมตัวผู้ต้องหา 5 วัน เพื่อขยายผลการสอบสวน คาดว่าจะจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มในเมืองอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ศาลเคยตัดสินจำคุกชาย 4 คน รวมชาวเบลเยียมและเวียดนาม จากการลักลอบขนมดราชินีหลายพันตัว ถือเป็นคดีตัวอย่างครั้งแรก

ผลกระทบต่อระบบนิเวศและการอนุรักษ์

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามดเก็บเกี่ยวแอฟริกามีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพดิน ช่วยให้พืชเติบโตและรักษาสมดุลชีวภาพ การนำออกจากธรรมชาติจำนวนมากอาจทำลายระบบนิเวศในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพในแอฟริกา

จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา แสดงให้เห็นถึงปัญหาการค้าสัตว์ป่าที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก การปราบปรามต้องเข้มงวดทั้งระดับชาติและนานาชาติ

ในความเห็นของเรา การค้าสัตว์ป่าหายากไม่เพียงทำลายธรรมชาติ แต่ยังเสี่ยงต่อการแพร่โรคด้วย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองคลิกอ่านเพิ่มเติม และช่วยแชร์เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ

ที่มา – จับคาสนามบิน! หนุ่มจีนลักลอบขน “มดนางพญา” กว่า 2,000 ตัวออกจากเคนยา