วัน: 17 มีนาคม 2026

‘เราไม่สามารถล่ามโซ่ผู้เล่นกับการตัดสินใจได้’ – โอ’นีลล์

‘เราไม่สามารถล่ามโซ่ผู้เล่นกับการตัดสินใจได้’ – โอ’นีลล์

ผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ ไมเคิล โอ’นีลล์ ได้ออกมากล่าวถึงการตัดสินใจของ คริส เอเธอร์ตัน ดาวรุ่งวัย 17 ปี ที่เปลี่ยนไปเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยระบุว่า “‘เราไม่สามารถล่ามโซ่ผู้เล่นกับการตัดสินใจได้’ – โอ’นีลล์” มันน่าเสียดายแต่เราต้องยอมรับ

เอเธอร์ตันสร้างประวัติศาสตร์ในเดือนกันยายน 2022 โดยกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพรุ่นเยาว์ที่สุดในสหราชอาณาจักรที่ลงเล่นในระดับอาวุโส อายุเพียง 13 ปี 329 วัน เมื่อลงสนามให้เกลนาวอนในลีกคัพของไอร์แลนด์เหนือ เขาอยู่กับสโมสรนี้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ก่อนย้ายไปอคาเดมีเชลซีในเดือนกรกฎาคม 2025 และเซ็นสัญญาอาชีพในเดือนตุลาคม

ดาวรุ่งรายนี้เคยเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือชุดยู-16 และยู-17 รวมถึงเป็นทูตเยาวชนในการประกาศรับรองการเสนอสิทธิ์เจ้าภาพยูโร 2028 ของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ที่นยองในเดือนตุลาคม 2023 แต่ล่าสุดเขาตัดสินใจเปลี่ยนอัลเลียนซ์ไปเล่นให้สาธารณรัฐไอร์แลนด์

‘เราไม่สามารถล่ามโซ่ผู้เล่นกับการตัดสินใจได้’ – โอ’นีลล์

ในการแถลงข่าวเรียกตัวนักเตะสำหรับรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟฟุตบอลโลกที่อิตาลี โอ’นีลล์กล่าวว่า “ทุกผู้เล่นมีสิทธิ์เลือก” เขาเสริมว่า เอเธอร์ตันเคยอยู่ในระบบเยาวชนของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ก่อน แล้วจึงกลับมาเล่นให้ไอร์แลนด์เหนือประมาณ 17 นัด “แต่ทุกคนมีสิทธิ์เลือก และเขาก็เลือกแล้ว”

โอ’นีลล์ยังยกตัวอย่าง โอมารี เคลลี่แมน ที่ยืมตัวอยู่แคาร์ดิฟฟ์ซิตี้จากเชลซี และเปลี่ยนจากไอร์แลนด์เหนือไปอังกฤษในปี 2023 อย่างไรก็ตาม ไอร์แลนด์เหนือเองก็ได้ประโยชน์จากกรณีคล้ายกัน เช่น เจมีมี่ ดอนลีย์ และ โรแนน เฮล ที่ย้ายจากอังกฤษและสาธารณรัฐไอร์แลนด์มาร่วมทีมในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

นัยยะของคำพูด ‘เราไม่สามารถล่ามโซ่ผู้เล่นกับการตัดสินใจได้’ – โอ’นีลล์

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นในระบบฟุตบอลสมัยใหม่ โดย FIFA อนุญาตให้ผู้เล่นเปลี่ยนทีมชาติก่อนลงสนามระดับอาวุโส 3 นัด และอายุไม่เกิน 21 ปี สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ดาวรุ่งเลือกทีมที่เหมาะสมกับรากเหง้าทางสายเลือดหรือโอกาสมากกว่า ในกรณีเอเธอร์ตัน เขามีสิทธิ์เลือกระหว่างไอร์แลนด์เหนือ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ และแม้แต่สกอตแลนด์ผ่านย่าตายาย

สำหรับแฟนบอลไอร์แลนด์เหนือ นี่อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะเอเธอร์ตันคือดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์สูง แต่โอ’นีลล์ยืนยันว่า “เราไม่อาจบังคับเขาได้ และขอให้โชคดี” มันแสดงถึงทัศนคติมืออาชีพที่เน้นพัฒนาการนักเตะมากกว่าการครอบครอง

ประเด็นการเปลี่ยนทีมชาติเกิดขึ้นบ่อยในฟุตบอลไอริช ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ เด็ค ไรท์ หรือนักเตะอื่นๆ ที่เลือกตามโอกาสในการแข่งขันใหญ่ ไอร์แลนด์เหนือเองก็เสริมทีมจากกรณีแบบนี้ ทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น

  • ตัวอย่างนักเตะที่ได้ประโยชน์: เจมีมี่ ดอนลีย์ (จากอังกฤษ)
  • โรแนน เฮล (จากสาธารณรัฐไอร์แลนด์)
  • กรณีเสีย: คริส เอเธอร์ตัน, โอมารี เคลลี่แมน

ในยุคที่ฟุตบอลระดับเยาวชนเชื่อมโยงกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเชลซี การเปลี่ยนทีมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ส่วนตัวของนักเตะ สุดท้ายแล้ว คำพูดของโอ’นีลล์ชี้ให้เห็นว่าฟุตบอลคือเกมของโอกาส ไม่ใช่การผูกมัด

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนทีมชาติแบบนี้? มันยุติธรรมหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลไอริชเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูศักยภาพท่องเที่ยว

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เวทีโลกด้วยพลัง软ของวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ล่าสุดเกิดปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่าง ปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูจุดขายศักยภาพการท่องเที่ยว โดยกลุ่มเซ็นทรัลผนึกกำลังกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai)” ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) ห้างหรูระดับแลนด์มาร์กของกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งจัดในช่วงเวลาเดียวกับมหกรรม ITB Berlin 2026 งานแสดงสินค้าท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูจุดขายศักยภาพการท่องเที่ยว

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนออาหารไทยอร่อยๆ เท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยแบบครบมิติ ทั้งรสชาติอาหาร วัฒนธรรม งานฝีมือ และวิถีชีวิตที่อบอุ่นของคนไทย สู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่เป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญของไทย นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมักมองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าและยั่งยืน ซึ่งไทยตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว

นางฐาปนีย์ เกียรติไสบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพสูง การร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัลครั้งนี้ช่วยขยายการรับรู้เอกลักษณ์ไทยได้ตรงกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วง ITB Berlin 2026 ที่มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วม จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงสู่ไทย” การจัดงานที่ KaDeWe ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในยุโรป ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดความสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตจากไทยและขยายสู่สากล พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเราไม่ใช่แค่ขายของ แต่เป็นแพลตฟอร์มถ่ายทอดเรื่องราวไทย ไม่ว่าจะอาหาร วัฒนธรรม งานฝีมือ หรือวิถีชีวิต” นี่คือตัวอย่างที่ภาคเอกชนไทยมีบทบาทสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม หวังต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

ไฮไลท์เด็ดจากปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูจุดขายศักยภาพการท่องเที่ยว

  • รสชาติอาหารไทยแท้: ลิ้มลองเมนู wholesome ที่ผสมผสานสุขภาพและความอร่อย เช่น ต้มยำกุ้ง ส้มตำ และของหวานไทยๆ ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง
  • วัฒนธรรมไทย: โชว์ศิลปะการแสดง ดนตรีพื้นบ้าน และนิทรรศการที่เล่าเรื่องเมืองไทยน่าเที่ยว
  • งานฝีมือไทย: ผลิตภัณฑ์ OTOP สวยงาม เช่น ผ้าไหม เครื่องเงิน และเครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย
  • ประสบการณ์互动: กิจกรรมเวิร์กช็อปทำอาหาร สปาไทย และ VR ทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวดังอย่างอยุธยา ภูเก็ต เชียงใหม่

ITB Berlin เป็นงานที่ดึงดูดผู้ซื้อท่องเที่ยวกว่า 5,000 รายจาก 180 ประเทศ ทำให้ ปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูจุดขายศักยภาพการท่องเที่ยว ครั้งนี้มีพลังขยายตัวสูงสุด KaDeWe ที่เพิ่งถูกกลุ่มเซ็นทรัลซื้อกิจการในปี 2020 ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการนำเสน่ห์ไทย โดยมีผู้เข้าชมวันละหลายหมื่นคน

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพที่อยู่ยาว ใช้จ่ายสูง และชื่นชอบ soft power ไทย การร่วมมือภาครัฐ-เอกชนแบบนี้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน สามารถ复制ไปยังห้างอื่นๆ ของเซ็นทรัลในยุโรป เช่น ในสเปนหรืออิตาลี

ในยุคที่การแข่งขันท่องเที่ยวดุเดือด ไทยเด่นด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะชายหาด ทะเล ภูเขา เมืองเก่า และอาหารระดับโลก การนำเสนอเช่นนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยให้เป็นจุดหมาย premium ที่น่าไปเยือน

คุณพร้อมสัมผัสไทยแท้ๆ หรือยัง? วางแผนทริป Amazing Thailand 2026 วันนี้ แล้วไปลิ้มรสเสน่ห์ที่ห้างหรูกรุงเบอร์ลินได้เป็นแรงบันดาลใจ การท่องเที่ยวไทยกำลังรอคุณอยู่!

ที่มา – ปักหมุดห้างหรูกรุงเบอร์ลินเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย ชูจุดขายศักยภาพการท่องเที่ยว

มติ ครม. รับทราบผลโภชนาการ สุขาภิบาลเรือนจำ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญในวงการยุติธรรมไทยกันค่ะ นั่นคือ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ ซึ่งเป็นมติที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นี่เอง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลในเรือนจำทั้งประเทศ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับสวัสดิการผู้ต้องขัง ท่ามกลางปัญหาความท้าทายมากมาย

มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. รับทราบรายงานดังกล่าว และแจ้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบ รวมถึงให้กระทรวงยุติธรรมนำความเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ โดยรายงานนี้มาจากการปฏิบัติตามมติครม. เดิมเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่มอบหมายให้ยธ. เป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรือนจำ โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้ต้องขัง

ปัญหาหลักที่เรือนจำไทยเผชิญ

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือความแออัดของผู้ต้องขังที่เกินกำลังความจุของเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อการจัดการสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา การกำจัดขยะ และพื้นที่อยู่อาศัย ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรที่ไม่พอ ทำให้การพัฒนามาตรฐานชีวิตผู้ต้องขังทำได้ยาก แต่กรมราชทัณฑ์ก็ได้ดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง

มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว

  • การตรวจรับอาหารดิบ: เรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขังทุกแห่งต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหาร โดยมีผู้แทนภายนอกที่เป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมตรวจ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
  • ตัวอย่างเมนูอาหาร: จัดทำรายการอาหารตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมต่อวัน โดยคำนึงถึงความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสารอาหารครบถ้วน ป้องกันภาวะทุพโภชนาการ
  • ตรวจน้ำประจำเดือน: กำหนดตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มและน้ำใช้ทุกเดือน หมุนเวียนจุดตรวจทั่วเรือนจำทั้งปี เพื่อลดความเสี่ยงโรคจากน้ำเสีย
  • แบบสอบถามตามมาตรฐานสหประชาชาติ: จัดทำแบบสอบถามภาพรวมการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ของผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ำของ UN

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยและ ป.ป.ช. ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การนำมาตรฐานสากลอื่นๆ มาปรับใช้ควบคู่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่ม transparency และความน่าเชื่อถือ

ความสำคัญของมติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

มติ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ นี้ไม่ใช่แค่การรับทราบเฉยๆ แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โภชนาการที่ดีช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย สุขาภิบาลอาหารและน้ำที่สะอาดป้องกันโรคระบาดในเรือนจำที่แออัดได้ ในระยะยาว จะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขและเพิ่มประสิทธิภาพระบบยุติธรรมโดยรวม

จากข้อมูล ประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 3 แสนคน ในเรือนจำที่จุได้แค่ 2 แสนกว่า ทำให้ปัญหาสุขอนามัยเป็นเรื่องเร่งด่วน การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ของสหประชาชาติอีกด้วย หากทำต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกด้านสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น งบประมาณจำกัดและบุคลากรไม่พอ รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มการสนับสนุนจากเอกชนหรือ NGOs เพื่อเร่งแก้ปัญหา

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชนทุกกลุ่ม แม้ผู้ต้องขังก็สมควรได้รับการดูแลพื้นฐาน หากคุณสนใจเรื่องสิทธิผู้ต้องขังหรือข่าวยุติธรรม ลองติดตามบล็อกเราเพิ่มเติม และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดการอภิปรายที่ดีขึ้นค่ะ!

ที่มา – มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

ความหวังคัมแบ็ค UCL แมนซิตี้ เชลซี สเปอร์ส

ความหวังคัมแบ็ค UCL แมนซิตี้ เชลซี สเปอร์ส

สัปดาห์ที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับสโมสรอังกฤษในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

มีทีมจากพรีเมียร์ลีก 6 ทีมลงแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก แต่ไม่มีทีมไหนชนะเลย ทีมอย่างนิวคาสเซิ่ลและอาร์เซนอลเสมอเท่านั้นกับบาร์เซโลน่าและไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นตามลำดับ ลิเวอร์พูลแพ้กาลาตาซาไร 1-0 ส่วนท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ส เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้ด้วยสกอร์ห่างถึง 3 ประตู

วันอังคารและพุธนี้คือเลกสอง สเปอร์ส เชลซี และซิตี้ ต้องสร้างปาฏิหาริย์เอาชนะแอตเลติโก มาดริด ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และเรอัล มาดริด ตามลำดับ สปอร์ติ้งจากโปรตุเกสก็ตามหลัง 3 ประตูเช่นกัน

แต่ความหวังคัมแบ็ค UCL แมนซิตี้ เชลซี สเปอร์สยังไม่หมด ก่อนหน้านี้มีทีมแพ้เลกแรก 3 ประตูหรือมากกว่า 51 ครั้ง และมี 4 ทีมที่พลิกกลับมาเข้ารอบได้

ความหวังคัมแบ็ค UCL แมนซิตี้ เชลซี สเปอร์ส

เรามาดูตัวอย่างการคัมแบ็คสุดยิ่งใหญ่เหล่านั้น รวมถึงการกลับมาของท็อตแน่มในปี 2019 ที่เหลือครึ่งเดียวแต่ตามหลัง 3-0

อาแจ็กซ์ 2-3 ท็อตแน่ม (รอบรองชนะเลิศ นัดสอง 8 พ.ค. 2019 รวม 3-3 สเปอร์สชนะเหยือนอก)

ท็อตแน่มไปเยือนอาแจ็กซ์ตามหลัง 1-0 แต่สถานการณ์ย่ำแย่เมื่อเดอ ลิกต์และซิเยคซัดนำ 3-0 รวม สเปอร์สต้องยิง 3 ลูกโดยไม่เสียเพื่อลุ้นเหยือนอก ลูคัส มูร่าทำให้ฝันเป็นจริงด้วยแฮตทริกนาที 95 พาสเปอร์สไปชิง!

ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า (รอบรองชนะเลิศ นัดสอง 7 พ.ค. 2019 รวม 4-3)

แค่ 24 ชม.ก่อนหน้า ลิเวอร์พูลพลิกจากแพ้ 3-0 ที่คัมป์นู โดยไม่มีซาลาห์และเฟอร์มิโน่ ออริกี้ยิงก่อน กวาร์ดิโอลยิงคู่หลังพัก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์เปิดมุมฉับไวปิดทอง อันฟิลด์เดือด!

โรม่า 3-0 บาร์เซโลน่า (รอบ 8 ทีม นัดสอง 10 เม.ย. 2018 รวม 4-4 โรม่าเหยือนอก)

“โรม่าโลดจากซากปรักหักพัง” คำพูดอมตะจากปีเตอร์ ดรูรี่ โรมาพลิกจากแพ้ 4-1 ด้วยลูกยิงเดซโก้ เดอ รอสซี่ และมานโอลัส ทำให้บาร์ซ่าตกรอบ

บาร์เซโลน่า 6-1 เปแอสเช (รอบ 16 ทีม นัดสอง 8 มี.ค. 2017 รวม 6-5)

La Remontada สุดตำนาน! เปแอสเชชนะเลกแรก 4-0 แต่บาร์ซ่ายิง 6 ลูกติดๆ เนย์มาร์ปิดทองนาที 91 และเซร์กี้ โรเบร์โต้ยิงนาที 95 พลิก 4 ประตู deficit!

เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า 4-0 เอซี มิลาน (รอบ 8 ทีม นัดสอง 7 เม.ย. 2004 รวม 5-4)

เดปอร์ติโบพลิกจากแพ้ 4-1 ด้วยการยิง 4 ลูกใน 43 นาที พานเดียนี่ วาเลรอน ลูเก้ และฟราน สร้างปาฏิหาริย์ใส่มิลาน

ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าความหวังคัมแบ็ค UCL แมนซิตี้ เชลซี สเปอร์สเป็นไปได้ ลองนึกถึงแฟนบอลที่บ้าน คอยเชียร์ทีมรักให้พลิกเกม ลุ้นกันจนตัวโก่ง! คุณคิดว่าทีมไหนจะทำได้บ้าง?

ติดตามไฮไลท์ทุกนัดยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ทาง BBC iPlayer และเว็บไซต์

คุณมีเรื่องคัมแบ็ค UCL เรื่องโปรดไหม? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เลย เดือดร้อนถึงวัด เหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดเลยกันครับ คือ เหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพเท่านั้น ที่วัดศรีบุญเรือง อำเภอเมืองเลย วิกฤติน้ำมันดีเซลครั้งนี้กระทบหนักถึงพิธีกรรมทางศาสนาเลยทีเดียว จากเดิมที่วัดใช้เมรุเผาศพแบบดั้งเดิม ต้องใช้น้ำมันศพละ 60 ลิตร แต่ตอนนี้เหลือแค่ศพละ 10 ลิตรเท่านั้น น้ำมันในสต็อกก็แทบไม่พอใช้ สถานการณ์ตึงเครียดมาก!

ภาพเมรุเผาศพวัดศรีบุญเรือง เหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพเท่านั้น

เหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพเท่านั้น

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่วัดศรีบุญเรือง บ้านติ้ว ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบว่า เมรุเผาศพของวัดกำลังเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลนหนัก ทางวัดต้องขอซื้อน้ำมันจากปั๊มใกล้เคียง แต่ได้มาแค่นิดเดียว 500 บาท หรือประมาณ 16 ลิตร ใส่แกลลอนมา แถมต้องให้พระสงฆ์ไปขอร้องด้วยตัวเอง น่าเห็นใจจริงๆ ครับ

พระมหาธนวัฒน์ ปริยตฺติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่า “ปกติการเผาศพ 1 ราย ต้องใช้น้ำมันดีเซล 60 ลิตร จะเผาเสร็จใน 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ตอนนี้วิกฤติ หาน้ำมันยากมาก ต้องลดเหลือ 10 ลิตรต่อศพ โดยเผาแบบธรรมชาติ พ่นน้ำมันทีละน้อย 3-4 ครั้ง ให้ไฟมอดเกือบดับแล้วค่อยเติมใหม่ ใช้เวลานานถึง 3-4 ชั่วโมงเลยครับ”

พระมหาธนวัฒน์เล่าปัญหาเหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพเท่านั้น

เปรียบเทียบการเผาศพปกติ vs วิกฤติ

  • ปกติ: น้ำมัน 60 ลิตร/ศพ เวลาเผา 1.5 ชั่วโมง เผาแบบเต็มไฟ รวดเร็ว
  • ตอนนี้: น้ำมัน 10 ลิตร/ศพ เวลาเผา 3-4 ชั่วโมง ต้องคอยเติมน้ำมันหลายรอบ ญาติโยมรอนาน
  • สต็อกน้ำมันทั้งวัด: 60 ลิตร = เผาได้อีกแค่ 6 ศพ ถ้านับ 10 ลิตรต่อศพ

สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่วัดศรีบุญเรืองนะครับ วัดอื่นๆ ที่ใช้เมรุน้ำมันแบบเก่าๆ ก็น่าจะเดือดร้อนเหมือนกัน วิกฤติน้ำมันดีเซลครั้งนี้เกิดจากอะไร? คงจากปัญหานำเข้าน้ำมันโลก ราคาพุ่ง สต็อกขาดแคลน ทำให้ปั๊มจำกัดการขาย ทางวัดต้องประหยัดสุดๆ ไปเลย

สต็อกน้ำมันวัดเลยที่เหลือน้อยนิด เผาได้ 6 ศพเท่านั้น

พระมหาธนวัฒน์ยังเล่าว่า “เราไปขอที่ปั๊มก็หมดสต็อก บอกว่าวัดต้องการเผาศพ เขาก็ช่วยเติมแกลลอนให้ 500 บาท 16 ลิตร แต่ต้องให้พระไปด้วยถึงจะได้” น่าสงสารจริงๆ วัดที่เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน กลับต้องมาลำบากแบบนี้

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่า วิกฤตินี้เป็นบทเรียนให้เราคิดถึงทางเลือกใหม่ๆ เช่น การอัพเกรดเมรุเป็นแบบก๊าซหรือไฟฟ้า ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันเยอะ หรือชุมชนช่วยกันบริจาคน้ำมันให้วัดครับ จะได้ไม่กระทบพิธีกรรมสำคัญ

คุณล่ะครับ คิดว่าควรช่วยเหลือวัดอย่างไร? ลองแชร์ไอเดียในคอมเมนต์ หรือถ้ามีน้ำมันเหลือบริจาคได้เลย สนับสนุนวัดศรีบุญเรืองกันนะครับ จะได้ผ่านวิกฤตินี้ไปได้!

ที่มา – เลย เดือดร้อนถึงวัด เหลือน้ำมันแค่ 60 ลิตร เผาได้ 6 ศพเท่านั้น ซื้อใส่แกลลอน พระต้องไปด้วย

ครม. ไฟเขียวผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่ ขยายพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ

ครม. ไฟเขียวผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่ ขยายพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวเชียงใหม่และนักลงทุนที่สนใจการพัฒนาเมืองยั่งยืน ผังเมืองรวมฉบับนี้จะช่วยวางรากฐานการเติบโตอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,428.90 ตารางกิโลเมตร ทำให้การวางผังเมืองเชียงใหม่ครอบคลุมวงกว้างมากขึ้น

ครม. ไฟเขียวผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่ ขยายพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ

ขอบเขตพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอหลัก

ผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่นี้ครอบคลุม 7 อำเภอสำคัญ ได้แก่

  • อำเภอเมืองเชียงใหม่
  • อำเภอสันทราย
  • อำเภอแม่ริม
  • อำเภอหางดง
  • อำเภอสารภี
  • บางส่วนของอำเภอดอยสะเก็ด
  • บางส่วนของอำเภอสันกำแพง

การขยายพื้นที่แบบนี้จะช่วยเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองตัวกลางกับพื้นที่รอบนอก ลดปัญหาการขยายตัวแบบไร้ทิศทางที่เกิดขึ้นในอดีต

การยกระดับโซนนิ่งที่ดินเป็น 15 ประเภท

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเพิ่มประเภทการใช้ที่ดินจากเดิมเป็น 15 ประเภท โดยเพิ่มใหม่ 4 ประเภท เช่น ที่ดินที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และ ที่ดินอนุรักษ์ป่าไม้ เพื่อแยกโซนเมืองที่คึกคักออกจากพื้นที่ธรรมชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางควบคุมสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ห้ามประกอบกิจการที่กระทบชุมชน เช่น คลังน้ำมัน คลังก๊าซ หรือโรงฆ่าสัตว์ในบางโซน และปรับปรุงการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมให้รัดกุมมากขึ้น

โครงข่ายคมนาคมใหม่ ถนน 18 สายและยกเลิก 7 สาย

เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ผังเมืองอนุมัติแนวถนนโครงการใหม่ 18 เส้นทาง ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ และเชื่อมต่อการจราจรให้คล่องตัวขึ้น ขณะเดียวกันก็ยกเลิกถนนเดิม 7 สายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ทำให้การวางแผนคมนาคมมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป้าหมายหลักของ ครม. ไฟเขียวผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่ ขยายพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ คือการสร้างสมดุลระหว่างการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือ กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ได้ดำเนินการครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยครม. ยังส่งข้อเสนอแนะจากกระทรวงคมนาคมและสภาพัฒน์ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้ผังเมืองนี้เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเชียงใหม่ในระยะยาว

การพัฒนาผังเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การค้า และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่ยังปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมอย่างวัดพระสิงห์หรือดอยสุเทพ รวมถึงป้องกันปัญหามลพิษและน้ำท่วมที่เคยเป็นอุปสรรค นักลงทุนสามารถวางแผนโครงการได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ชาวบ้านมั่นใจในอนาคตที่ยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การอนุมัติผังเมืองนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองอัจฉริยะที่สมดุลระหว่างความเจริญและธรรมชาติ หากคุณเป็นเจ้าของที่ดินหรือนักธุรกิจในพื้นที่ แนะนำให้ศึกษารายละเอียดผังเมืองใหม่นี้ให้ละเอียด เพื่อคว้าโอกาสการลงทุนที่เหมาะสม ติดตามข่าวสารการพัฒนาเชียงใหม่และ SEO tips เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวผังเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่ ขยายพื้นที่ครอบคลุม 7 อำเภอ

เฮิร์ตส์ เรนเจอร์ส วางแผนแคมป์ฝึกซ้อม

เฮิร์ตส์ เรนเจอร์ส วางแผนแคมป์ฝึกซ้อมต่างแดนในช่วงพักรอบรองชนะเลิศสกอตติชคัพ เพื่อฟื้นฟูร่างกายนักเตะและเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลที่เหลือ โดยทีมนำหัวตารางอย่างเฮิร์ตส์และเรนเจอร์สจะมุ่งหน้าไปยังสภาพอากาศอบอุ่น ขณะที่เซลติกต้องลงสนามในรอบรอง ในวันสุดสัปดาห์ที่ 18-19 เมษายน (Sun)

เฮิร์ตส์ เรนเจอร์ส วางแผนแคมป์ฝึกซ้อมต่างแดน

การตัดสินใจของ เฮิร์ตส์ และ เรนเจอร์ส ในการจัดแคมป์ฝึกซ้อมนอกประเทศนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ลีกพรีเมียร์ชิพสกอตแลนด์มีช่วงพักจากสกอตติชคัพ นักเตะจะได้เปลี่ยนบรรยากาศ ฝึกซ้อมในสภาพอากาศดีๆ เพื่อเพิ่มความฟิตและทีมเวิร์ค ก่อนกลับมาลุยแย่งแชมป์กับเซลติกที่ยังมีโปรแกรมหนัก

สตีเฟน ร็อบินสัน หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของ แอเบอร์ดีน ยืนยันว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเซ็นสัญญานักเตะใหม่ หลังเข้ารับตำแหน่งล่าสุด (The Herald) เขาต้องการสร้างทีมที่แข็งแกร่งเพื่อลุ้นท็อปซิกซ์ในฤดูกาลหน้า

ผลกระทบจากร็อบินสันย้ายไปแอเบอร์ดีน

利亚ม โดนnelly จาก เซนต์ มิร์เรน ยอมรับว่านักเตะไม่คาดคิดว่าร็อบินสันจะย้ายไปแอเบอร์ดีน แต่ทีมมั่นใจว่าจะหลุดจากโซนตกชั้นได้ พวกเขากำลังปรับตัวกับโค้ชใหม่และโฟกัสที่ผลงานในลีก (Daily Record)

ไอร์ริค ฮอร์เนแลนด์ ที่เคยถูกแอเบอร์ดีนเล็งก่อนแต่งตั้งร็อบินสัน จะไปเป็นนักวิจารณ์ฟุตบอลในเวิลด์คัพฤดูร้อนนี้ เขาบอกว่าต้องการพักจากโค้ชชิ่งหลังออกจากแซงต์-เอเตียนในเดือนมกราคม (Sun)

แนวรับ ดันดี ยูไนเต็ด คริสเตียน เคเรซเทส เปิดเผยว่ากำลังเจรจาคว้าแบบถาวรจากยูงนีเรกีฮาซา สปาร์ตาคัส แต่ขอโฟกัสที่ฟอร์มในสนามก่อน (The Courier)

มัธเธอร์เวลล์ หวังต่อสัญญากับคัลลัม สลัตเตอรี่ กองกลางที่ถูกทีมลีกวันอังกฤษจับตา (Daily Record)

แบร์รี่ เฟอร์กูสัน อดีตกัปตัน เรนเจอร์ส วิจารณ์กรรมการสกอตติชว่าด้อยมาตรฐานมาก ต้องปรับปรุงด่วน (Sun)

ข่าวสารเหล่านี้สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวในสกอตติชพรีเมียร์ชิพที่เข้มข้น ทีมใหญ่ๆ อย่างเฮิร์ตส์ เรนเจอร์ส วางแผนแคมป์ฝึกซ้อมเพื่อรักษาความได้เปรียบ ขณะที่ทีมอื่นๆ จัดการเรื่องสัญญาและโค้ชใหม่ ผู้เล่นหลายคนกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ

การวางแผนแคมป์ฝึกซ้อมของเฮิร์ตส์และเรนเจอร์สไม่ใช่แค่ทริปพักผ่อน แต่เป็นการลงทุนในทีมเพื่อลุ้นแชมป์ หากทำได้ดี อาจเป็นจุดพลิกเกมในฤดูกาลนี้ นักเตะจะกลับมาสดชื่นและพร้อมลุย

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลสกอตติชอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายโสภณ ซารัมย์ อย่างน่าประทับใจ ด้วยการนิมนต์พระเกจิชื่อดังมาร่วมพิธีทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับรัฐสภา และที่สำคัญคือใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสวิจารณ์เรื่องงบประมาณแผ่นดิน

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภาไทย นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ได้จัดพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ชินวงศ์ ปวโร) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมวัชรเมธี (สุธี ธีรธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม และพระราชวชิรภาวนาโกศล (สุเมธ สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดวีระโชติการาม เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง พิธีนี้ไม่เพียงเสริมสิริมงคลให้กับการทำงานของสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความตั้งใจของนายโสภณในการลบภาพลักษณ์เชิงลบของรัฐสภาในอดีต

เหตุผลที่ใช้เงินส่วนตัว: หลีกเลี่ยงดราม่างบหลวง

หลังพิธีเสร็จ นายโสภณ ยิ้มแย้มกล่าวว่า “วันนี้เป็นนิมิตหมายอันดี แสงจันทร์สว่างขึ้นในชีวิต” และย้ำว่าพิธีทั้งหมดใช้งบประมาณจากกระเป๋าตัวเอง 100% เพื่อป้องกันดราม่าเรื่องการใช้เงินภาษีประชาชน การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการจากนักการเมืองในยุคนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่มีข่าวงบประมาณสภาเคยถูกวิจารณ์หนัก

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเคลียร์ประเด็นร้อนที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอตัดงบอาหารกลางวัน ส.ส. โดยชี้แจงว่า คำว่า “ตลก” ที่ตนพูด ไม่ได้หมายถึงเนื้อหา แต่เป็นการนำเสนอที่ไร้กาลเทศะ เขายืนยันว่าจะแก้ไขเรื่องงบอาหาร ส.ส. ด้วยเหตุผลและความเหมาะสม หากประชาชนเบื่อหรือทำให้สภาไม่สง่างาม จะยกเลิกทันที โดยเปรียบว่า “นิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่เผาบ้านทั้งหลังเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว”

แผนงานอนาคต: สร้างความเชื่อมั่นให้สภา

สำหรับการประชุมสภาที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม นายโสภณ มั่นใจว่าจะไม่วุ่นวาย และจะยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สภาเป็นที่พักของคนมีคุณธรรม สร้างศรัทธาให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง

  • จุดเด่นของพิธีทำบุญ: นิมนต์เกจิดัง 10 รูป
  • งบประมาณ: 100% จากส่วนตัว
  • เป้าหมาย: ลบภาพลบ ลดดราม่า
  • ประเด็นงบอาหาร ส.ส.: พร้อมแก้ไขหากไม่เหมาะสม

การกระทำของนายโสภณ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ยังสะท้อนแนวคิด “ทำบุญนำทาง บริหารด้วยคุณธรรม” ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประธานสภาคนต่อๆ ไป ในยุคที่ประชาชนจับตาการเมืองอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังรออยู่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง