ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความตึงเครียดภายในรัฐบาลทรัมป์ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ลุกลามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา แต่เธอเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน
ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร
ในที่ประชุม แกบบาร์ดปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามที่จวนตัว” ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีทางทหารเมื่อเดือนที่แล้ว เธอย้ำว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของประชาคมหน่วยข่าวกรอง (IC) ที่จะตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่จวนตัว นั่นเป็นอำนาจของประธานาธิบดี” คำตอบนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงรุนแรง โดยวุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่าเธอกำลังเลี่ยงคำถามเพื่อไม่ขัดแย้งกับทำเนียบขาว
แกบบาร์ดยังยืนยันในถ้อยแถลงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก “กวาดล้างจนสิ้นซาก” จากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อมิถุนายนปีก่อน และอิหร่านไม่ได้พยายามฟื้นฟูความสามารถดังกล่าวตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เธอหลีกเลี่ยงการประเมินระดับภัยคุกคามโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทรัมป์ใช้ในการสั่งการโจมตี
การปฏิเสธตอบคำถามเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ แกบบาร์ดยังไม่ยอมตอบว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยขอให้เธอบรรยายสรุปความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือไม่ เธอตอบว่า “ดิฉันจะไม่แสดงความคิดเห็นว่าประธานาธิบดีถามเรื่องใด” ในทางตรงกันข้าม นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่าหน่วยข่าวกรองมีการวิเคราะห์เรื่องช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง และนำเสนอข้อมูลสำคัญให้ทำเนียบขาวโดยอัตโนมัติ
บริบทความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน
เพื่อเข้าใจเหตุการณ์ ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2561 การสังหารนายพลกาเซม สุไลมานีในปี 2563 และการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2568 ล่าสุด สงครามเปิดเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังอิหร่านถูกกล่าวหาว่าขยายโครงการนิวเคลียร์และสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในตะวันออกกลาง
- ทรัมป์อ้างอิหร่านใกล้มีอาวุธนิวเคลียร์
- การโจมตีทำลายโครงสร้างนิวเคลียร์หลัก
- กระแสคัดค้านในรีพับลิกันเพิ่มขึ้น
- ผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่อย่างแกบบาร์ด ซึ่งเคยคัดค้านการแทรกแซงทางทหารในอิหร่านสมัยก่อน อยู่ในตำแหน่งที่ลำบาก เธอต้องสมดุลระหว่างความภักดีต่อทรัมป์และความเป็นกลางของหน่วยข่าวกรอง
ผลกระทบทางการเมือง
การให้การครั้งนี้ตอกย้ำรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกัน โดยมีสัญญาณว่าสมาชิกบางส่วนเริ่มคัดค้านสงครามยืดเยื้อที่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ วุฒิสมาชิกมาร์ก เคลลี จากแอริโซนาก็ตั้งคำถามถึงการเตรียมพร้อมทางข่าวกรอง นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงบทบาทของ CIA ที่แรตคลิฟฟ์ยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
จากมุมมองนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์มากขึ้น โดยเฉพาะหากสงครามไม่บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว อิหร่านยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงโลก ผ่านโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของการตัดสินใจทางทหารที่ต้องอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่ชัดเจน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรดำเนินนโยบายอย่างไรต่ออิหร่าน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!
ที่มา – ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร



