UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองโลก เมื่อสองประเทศนี้เข้าร่วมแถลงการณ์ร่วมกับชาติอื่นๆ เพื่อรับประกันความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกผ่านไปมา หากเกิดปัญหาจะส่งผลกระทบหนักต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจทั่วโลก
UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และออสเตรเลีย ได้กลายเป็นสองประเทศล่าสุดที่แสดงเจตจำนงชัดเจนในการสนับสนุนความพยายามเพื่อคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าลักษณะของการรักษาความปลอดภัยยังไม่แน่นอน แต่แถลงการณ์ร่วมนี้มีผู้เข้าร่วมแล้วถึง 22 ประเทศ สะท้อนถึงความกังวลร่วมกันต่อความตึงเครียดในภูมิภาค
ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 19 มีนาคม สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีเรือพาณิชย์โดยอิหร่าน พร้อมยืนยันความพร้อมในการสนับสนุน “ความพยายามที่เหมาะสม” เพื่อให้การเดินเรือผ่านช่องแคบปลอดภัย
ประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมแถลงการณ์
- เกาหลีใต้: ยืนยันเข้าร่วมในเช้าวันที่ 21 มีนาคม
- บาห์เรน: ประเทศในอ่าวเปอร์เซียแรกที่ลงนามเมื่อ 20 มีนาคม
- ยุโรปหลัก: สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์
- ญี่ปุ่น: ผู้พึ่งพาน้ำมันสูงจากช่องแคบนี้
ที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจสองฝั่ง ยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ สร้างคำถามถึงทิศทางในอนาคต
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก
ช่องแคบฮอร์มุซกว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่เป็นประตูสู่ทะเลอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย โดยมีน้ำมันดิบราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านไปมา คิดเป็น 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตี ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกรุนแรง โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจ่ายแพงขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยเรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบและเรือกวาดระเบิดมาช่วย แต่ยังไม่มีใครให้คำมั่นอย่างเป็นทางการ ล่าสุดเขาตำหนิ NATO ว่าขี้ขลาด ไม่ช่วยรักษาความปลอดภัยช่องแคบนี้ สถานการณ์ตึงเครียดจากอิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ ทำให้ทุกฝ่ายต้องเคลื่อนไหว
การที่ UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่าชาติพันธมิตรเริ่มรวมตัวกัน แม้รูปแบบจะยังคลุมเครือ อาจเป็นการลาดตระเวนร่วม ส่งเรือรบ หรือใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตาม แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดน้ำมัน
ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากกลุ่มก่อการร้ายหรืออิหร่านที่ขู่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าสหรัฐและจีนจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะทั้งสองชาติมีผลกระทบสูงสุดต่อสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังเชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road ของจีน ทำให้จีนอาจลังเลเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับอิหร่าน ส่วนสหรัฐภายใต้ทรัมป์เน้น America First แต่ต้องการพันธมิตรแบ่งภาระ
สำหรับไทยและอาเซียน เราควรติดตามใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบค่าครองชีพ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม สุดท้ายแล้ว UAE-ออสเตรเลีย ประกาศสนับสนุน คุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศที่กว้างขึ้น
คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!





