วัน: 25 มีนาคม 2026

ตัวเลือกของซาลาห์: ซาอุฯ สหรัฐ หรือยุโรป

ตัวเลือกของซาลาห์: ซาอุฯ สหรัฐ หรือยุโรป

ไม่ว่ามูฮัมหมัด ซาลาห์ จะไปลงเอยที่ไหนในช่วงซัมเมอร์นี้ การเห็นเขาย้ายออกจากชุดสีแดงของลิเวอร์พูล ก็คงเป็นภาพที่แฟนบอลหลายคนยังทำใจไม่ได้

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ดาวยิงชาวอียิปต์กลายเป็นสัญลักษณ์ของแอนฟิลด์ แต่ฤดูกาลหน้าจะเป็นปีแรกที่เขาไม่มีบ้านหลังนี้ หลังจากข่าวการยืนยันว่าจะย้ายทีมสิ้นสุดฤดูกาล

บทความนี้จาก BBC Sport จะวิเคราะห์ตัวเลือกของซาลาห์ ในวัย 33 ปี ว่าทีมไหนมีกำลังทรัพย์พอ และประเทศไหนเคยแสดงความสนใจ

ตัวเลือกของซาลาห์ในซาอุดีอาระเบีย?

ซาอุดีอาระเบียคือจุดหมายแรกที่หลายคนนึกถึงสำหรับตัวเลือกของซาลาห์ เพราะเขาเป็นไอคอนของโลกมุสลิมและตะวันออกกลาง การดึงตัวเขาจะเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ชั้นยอด

ในปี 2023 อัล-อิตติฮัดเคยยื่นซื้อ 150 ล้านปอนด์ แต่ลิเวอร์พูลปฏิเสธ ตอนนี้ที่เขาเป็นฟรีเอเย่นต์ สโมสรใหญ่ในซาอุดิ พรอ ลีก (SPL) อย่างอัล-อห์ลี อัล-ฮิลาล อัล-อิตติฮัด และอัล-นัสร ที่อยู่ใต้กองทุน PIF ต่างรู้ดีถึงพลังของซาลาห์

นอกจากนี้ อัล-กอดเซียห์ ที่โค้ชโดยเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตกุนซือลิเวอร์พูล และหนุนหลังโดย Aramco ก็อาจสนใจ

เคียแรน แม็กไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญการเงินฟุตบอล บอกว่า “แน่นอนว่าจ่ายไหว พวกเขาจ่ายโรนัลโด้ 170 ล้านปอนด์ต่อปี ซาลาห์ปัจจุบันได้ 20 ล้านปอนด์ แต่ต้องดูว่าซาลาห์อยากไปจริงไหม และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วย”

การมีซาลาห์คู่กับโรนัลโด้ จะทำให้ SPL ระเบิดเฟื่องฟูแน่นอน

ตัวเลือกของซาลาห์ใน MLS สหรัฐฯ

ซาลาห์จะตามรอยเมสซี่ไปเมเจอร์ลีกซอคเกอร์ (MLS) ได้ไหม? แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าซาอุฯ แต่ก็ยังมหาศาล

MLS มีเพดานค่าเหนื่อย แต่กฎ Designated Player ช่วยให้เซ็นสตาร์ได้ เมสซี่ได้ 20 ล้านดอลลาร์ที่อินเตอร์ ไมอามี่ แต่รวมหุ้นแล้วพุ่งถึง 70-80 ล้าน

ดอน การ์เบอร์ คอมมิชชันเนอร์ MLS เคยเชิญชวนซาลาห์ให้ติดต่อเมสซี่และมุลเลอร์ เพื่อดูว่าพวกเขามีความสุขแค่ไหน

อินเตอร์ ไมอามี่มีงบสูงสุด 48.98 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยโตรอนโต้ เอฟซี และแอลเอ เอฟซี ในปีที่ MLS เตรียมโฮสต์เวิลด์คัพ ตัวเลือกนี้จะช่วยขยายฐานแฟน

แม็กไกวร์เสริมว่า “ดีลเมสซี่ซับซ้อน รวมถึงแอดีดาสและแอปเปิ้ล ถ้ามีโปรเจกต์ดี ซาลาห์อาจสนใจ”

ตัวเลือกของซาลาห์ในยุโรป?

ฤดูกาลนี้ซาลาห์ฟอร์มตกตามมาตรฐานตัวเอง (10 ประตู 9 แอสซิสต์) เมื่อเทียบปีก่อนที่นำดาวยิงและแอสซิสต์พรีเมียร์ลีก แต่เขายังเชื่อว่าตัวเองเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้

แฮร์รี่ เคน วัยใกล้เคียงยังโชว์ฟอร์มในบุนเดสลีกาและชปล. แต่ย้ายไปพรีเมียร์ลีกทีมอื่นยาก นิวคาสเซิ่ลมีเจ้าของซาอุฯ แต่ติด PSR

แม็กไกวร์บอก “สโมสรยุโรปที่จ่ายไหวมีไม่กี่แห่ง เช่น PSG, บาเยิร์น, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า แต่ต้องเสนอดีพอ” PSG อาจไม่เน้นสตาร์เก่า บาร์เซโลน่ามียามาล

สรุปตัวเลือกของซาลาห์ ชี้ไปที่ซาอุฯ กับ MLS

คุณคิดว่าซาลาห์ควรไปไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง

ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก แต่ทำไมเรายังไม่สามารถตรวจสอบสต็อกน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้านได้แบบเรียลไทม์? นี่คือประเด็นที่“ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายอย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 20.30 น. ชี้ให้เห็นปัญหาความล้าหลังของระบบราชการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัล

ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง

นายภาวุธ เปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถติดตามรถส่งอาหารผ่านแอปได้แบบเรียลไทม์ รู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านมีน้ำมันเหลือเท่าไร รัฐบาลเคยประกาศว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทเวลนาวด์” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่จนปานนี้ก็ยังไม่เห็นแสงสว่าง นี่คือสัญญาณชัดเจนของระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัญหาหลัก 3 ประการที่นายภาวุธชี้ให้เห็น ได้แก่ 1) ประชาชนขาดข้อมูลที่โปร่งใส 2) ห่วงโซ่อุปทานมืดบอด ไม่เห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และ 3) วิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนไม่เชื่อถือรัฐบาลอีกต่อไป ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเช่นนี้ การขาดข้อมูลทำให้เกิดความสับสนและความไม่พอใจในวงกว้าง

กระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล

เพื่อแก้ปัญหา นายภาวุธเสนอแนวทางชัดเจน โดยใช้แอป “ทางรัฐ” ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนการพัฒนาแอปใหม่ซ้ำซ้อน ข้อเสนอหลักมีดังนี้

  • กรมธุรกิจพลังงาน: ออกกฎระเบียบบังคับให้เอกชนรายงานสต็อกน้ำมันแบบเรียลไทม์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี): เป็นเจ้าภาพหลักในการวางระบบคลาวด์ เชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแอป “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนค้นหาปั๊มที่มีน้ำมันได้ทันที
  • กรมสรรพสามิต: ใช้ข้อมูลนี้ติดตามการกักตุนสินค้า
  • กรมการค้าภายใน: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อควบคุมราคาให้เป็นธรรม

ระบบแดชบอร์ดจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบสำหรับหน่วยงานรัฐที่เห็นภาพรวมห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่โรงกลั่นยันปั๊มน้ำมัน และแบบสำหรับประชาชนที่เห็นเฉพาะปั๊มใกล้เคียงที่มีน้ำมันเหลือ “ผมมองว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตน้ำมัน แต่กำลังต่อสู้กับความล้าหลังของระบบราชการไทยที่ยังทำงานแบบเดิม” นายภาวุธกล่าวอย่างหนักแน่น

Thailand 4.0 กับความจริงของระบบราชการ

ประเทศไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 เน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม แต่ระบบราชการกลับติดกับดักกระบวนทัศน์เก่า ไม่ยอมปรับตัวรับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI Cloud Computing หรือ Big Data ที่สามารถแก้ปัญหา supply chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ใช้แอป ONE.MAP แสดงข้อมูลน้ำมันและสินค้าจำเป็นแบบเรียลไทม์ หรือจีนที่ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสินค้าอาหารทั้งห่วงโซ่ ไทยเราก็ทำได้หากรัฐบาลกล้าปรับเปลี่ยน

การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่เพียงแก้ปัญหาน้ำมัน แต่ยังสร้างความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชน ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีข้อมูลในมือประชาชนคือพลังที่แท้จริง

ประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคม

หากนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ จะช่วยลดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการกักตุน และทำให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโมเดลสำหรับปัญหาอื่นๆ เช่น สต็อกข้าว สต็อกเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ยารักษาโรค ระบบราชการที่ล้าหลังกำลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากไม่เปลี่ยน ไทยจะตามโลกไม่ทัน

สุดท้าย ข้อเสนอของนายภาวุธไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นไปได้ทันที รัฐบาลควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง เสนอกระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล

ฮาลันด์บริจาคหนังสือไวกิ้งให้บ้านเกิด

ฮาลันด์บริจาคหนังสือไวกิ้งให้บ้านเกิด ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจผ่านความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอล แต่ดาวยิงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังต้องการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ให้ชาวนอร์เวย์ด้วย

อีร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาตินอร์เวย์ด้วยสถิติ 55 ประตูจาก 48 นัด ได้บริจาคหนังสือหายากสมัยศตวรรษที่ 16 เกี่ยวกับตำนานไวกิ้งให้กับเมืองบ้านเกิดของเขาในนอร์เวย์

แม้ฮาลันด์จะเกิดที่ลีดส์ (อังกฤษ) เพราะพ่อของเขา อัลฟ์-อิงเก่ ฮาลันด์ เล่นให้ลีดส์ ยูไนเต็ดในตอนนั้น แต่เขาเติบโตขึ้นในเมืองไบรน์ (Bryne) ทางตะวันตกของนอร์เวย์ ห่างจากสตาวานเกอร์ประมาณ 30 กิโลเมตร

ฮาลันด์วัย 25 ปี ร่วมกับพ่อซื้อหนังสือเล่มนี้ในเดือนธันวาคมด้วยเงิน 1.3 ล้านโครนานอร์เวย์ (ประมาณ 100,000 ปอนด์) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดสำหรับการขายหนังสือในนอร์เวย์ หนังสือนี้คือฉบับพิมพ์ปี 1594 ของผลงานโดยนักประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 13 ชื่อ สนอร์รี สตูร์ลูสัน (Snorri Sturluson) ที่เล่าเรื่องราวยุคกลางเกี่ยวกับกษัตริย์ ราชินี ชาวนา และนักรบไวกิ้ง

เล่มนี้เป็นฉบับที่เหลือรอดเพียงเล่มเดียว และฮาลันด์ได้มอบให้ห้องสมุดในเมืองไบรน์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและอ่านได้

ฮาลันด์บริจาคหนังสือไวกิ้งให้บ้านเกิดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

“ผมอยากให้หนังสือเล่มนี้เปิดค้างไว้เสมอ เพื่อให้ผู้คนได้อ่านเกี่ยวกับบรรพบุรุษที่มาจากไบรน์และแยเรน (Jæren)” ฮาลันด์กล่าวกับสื่อนอร์เวย์

“ผมโชคดีที่ได้ไล่ตามฝันผ่านฟุตบอล แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสแบบนั้น หนังสือจะให้โอกาสคนมากมายในการฝันใหญ่ เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ และค้นพบเส้นทางของตัวเอง”

ฤดูกาลนี้ ฮาลันด์เป็นดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกด้วย 22 ประตูจาก 29 นัด ส่วนปีที่แล้ว เขายิง 16 ประตูในรอบคัดเลือกยูโร 2026 ช่วยให้นอร์เวย์เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998

เหตุผลเบื้องหลังการบริจาคของฮาลันด์

การกระทำนี้แสดงให้เห็นด้านมนุษย์ของฮาลันด์ที่ไม่ใช่แค่เครื่องจักรยิงประตู แต่ยังเป็นคนรักประวัติศาสตร์และบ้านเกิด หนังสือไวกิ้งเล่มนี้ไม่เพียงเชื่อมโยงกับรากเหง้าของเขา แต่ยังเป็นสมบัติของชาติที่ราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยขายในนอร์เวย์

เมืองไบรน์อยู่ในเขตเทศบาลไทม์ (Time) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแยเรน ดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ไวกิ้ง ฮาลันด์หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะจุดประกายให้เยาวชนในท้องถิ่น

  • มูลค่าหนังสือ: 1.3 ล้านโครนา (≈100,000 ปอนด์)
  • ปีพิมพ์: 1594
  • ผู้เขียนดั้งเดิม: Snorri Sturluson
  • สถานที่บริจาค: ห้องสมุดไบรน์

นอกจากนี้ ฮาลันด์ยังเป็นตัวอย่างของนักเตะที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่ลืมรากเหง้า การบริจาคครั้งนี้ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดีขึ้นในสายตาแฟนบอลทั่วโลก

สำหรับแฟนฟุตบอลไทยที่ชื่นชอบฮาลันด์ ไม่ควรพลาดติดตามผลงานของเขาในพรีเมียร์ลีกและทีมชาตินอร์เวย์ ซึ่งมีโอกาสลุ้นฟุตบอลโลก 2026 คุณคิดอย่างไรกับการกระทำนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

“กรมธุรกิจพลังงาน” จับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี สร้างความฮือฮาในแวดวงพลังงาน เมื่อกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บุกจับคอกน้ำมันเถื่อน 3 แห่งในจังหวัดสระบุรี พบการกักตุนน้ำมันดีเซลและเบนซินจำนวนมาก รวมกว่า 31,299 ลิตร ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง กรมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาด

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี: แดชบอร์ดติดตามปริมาณน้ำมันดิบ

ก่อนหน้าการจับกุมดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ชี้แจงเกี่ยวกับแดชบอร์ดระบบติดตามปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในประเทศไทย ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และโรงกลั่นต้องรายงานข้อมูลทุกวัน ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม พบว่าน้ำมันดิบนำเข้าจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

  • ตะวันออกกลาง 53%
  • ตะวันออกไกล 11%
  • ผลิตในประเทศ 9%
  • สหรัฐอเมริกาและอเมริกาตะวันออก รวม 27%

น้ำมันดิบเหล่านี้เข้าสู่โรงกลั่น สามารถกลั่นเป็นดีเซลพื้นฐาน (B0) ได้ 65.12 ล้านลิตร โดยยังไม่ได้ผสมไบโอดีเซล ปัจจุบันสต็อกดีเซลพื้นฐานทั่วประเทศอยู่ที่ 868 ล้านลิตร และเบนซินพื้นฐาน 408 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของตลาด

การกระจายน้ำมันดีเซลจากถังเก็บ

น้ำมันดีเซลพื้นฐานจากถังเก็บแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ส่วนที่ 1: จำหน่ายให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว ประมาณ 3.024 ล้านลิตร
  • ส่วนที่ 2: ขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 สำหรับอุตสาหกรรม เช่น ไฟฟ้าและก่อสร้าง 2.04 ล้านลิตร
  • ส่วนที่ 3: ผลิตไบโอดีเซล B7 และ B100 รวม 90.7 ล้านลิตร สต็อกรวม 43 ล้านลิตร

จากนั้นน้ำมันพร้อมจำหน่ายถูกส่งไปยังสถานีบริการน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรม และราชการ โดยใช้รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ส่งไปคลังภูมิภาคและจ๊อบเบอร์ 7.28 ล้านลิตร ผู้ค้ามาตรา 7 ส่งสถานีบริการ 78.964 ล้านลิตร แสดงให้เห็นว่าการกระจายน้ำมันมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาขาดแคลน

รายละเอียดการจับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี เกิดขึ้นหลังได้รับเบาะแส โดยร่วมกับดีเอสไอ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 บุกตรวจคอกน้ำมันเถื่อนในตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หมู่ 7, 10 และ 11 พบดังนี้

ปริมาณน้ำมันในแต่ละคอก

  • คอกที่ 1: น้ำมันดีเซล 7,840 ลิตร
  • คอกที่ 2: น้ำมันดีเซล 3,859 ลิตร + 600 ลิตร
  • คอกที่ 3: น้ำมันดีเซล 8,000 ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 7,000 ลิตร, E20 2,000 ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 2,000 ลิตร

รวมทั้งหมด 31,299 ลิตร ซึ่งเป็นการกักตุนและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดกฎหมายพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน จะดำเนินการตรวจสอบและฟ้องร้องผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

ความสำคัญของการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน

การกักตุนน้ำมันเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาด ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน การที่กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี แสดงถึงความเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการรักษาความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน สต็อกน้ำมันที่มีมากพอช่วยยืนยันว่าไม่มีวิกฤตขาดแคลน แต่ต้องปราบปรามผู้ไม่หวังดี

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การใช้แดชบอร์ดดิจิทัลช่วยเพิ่ม transparency ทำให้ติดตาม supply chain ได้แบบเรียลไทม์ ลดช่องโหว่การทุจริต หากประชาชนพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น คอกน้ำมันเถื่อนหรือราคาผิดปกติ ควรแจ้งเบาะแสทันทีที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อช่วยกันรักษาเสถียรภาพ

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารพลังงานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และประหยัดน้ำมันด้วยการใช้วิธีขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสต็อกน้ำมันหรือกฎหมายพลังงาน สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงานได้เลย

ที่มา – “กรมธุรกิจพลังงาน” เผย ร่วมมือดีเอสไอ จับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก กักตุนดีเซล – เบนซิน

จอห์น ทอชชัค วินิจฉัยสมองเสื่อม

จอห์น ทอชชัค ตำนานลิเวอร์พูลและทีมชาติเวลส์ วินิจฉัยเป็นสมองเสื่อมแล้ว ลูกชายคาเมรอนยืนยัน

จอห์น ทอชชัค วัย 77 ปี ผู้ยิง 13 ประตูจาก 40 นัดให้ทีมชาติเวลส์ และเคยคุมทีมชาติทั้งปี 1994 และ 2004-2010 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นจอห์น ทอชชัค สมองเสื่อม ลูกชายคาเมรอน ทอชชัค อดีตโค้ชเยาวชนสวอนซี และผู้ช่วยโค้ชลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันคุมทีมในไทย เผยว่าพ่อมีทั้งวันดีวันร้าย

“มันเป็นโรคที่น่ากลัวมาก” คาเมรอนให้สัมภาษณ์ เดลี่เมล์ เขาบอกว่าปัญหาอยู่ที่ความจำระยะสั้น พูดคุยบ่ายโมง เย็นอาจลืม แต่ถ้าถามถึงสมัยลิเวอร์พูล เรอัล โซเซียดาด หรือเรอัล มาดริด ความทรงจำยังชัดเจนเหลือเกิน

วันก่อนพ่อยังเล่าแมตช์เรอัล มาดริด vs เอซี มิลานของอาร์ริโก้ ซาคคี้ ว่าปรับมิดฟิลด์ยังไงรับมือมาร์โก ฟาน บาสเตน “เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน” คาเมรอนกล่าว

จอห์น ทอชชัค สมองเสื่อม

ก่อนหน้านี้ จอห์น ทอชชัค เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบาร์เซโลนา 2 สัปดาห์ ใส่เครื่องช่วยหายใจจากโควิดและปอดบวม เขาเคยบอกว่า “นึกย้อนน่ากลัวจริงๆ” แต่ถึงจะเป็นจอห์น ทอชชัค สมองเสื่อม คาเมรอนยังได้คำแนะนำโค้ชชั้นยอดจากพ่อเสมอ โดยเฉพาะการมองเกมล่วงหน้า 2-3 ก้าว

เส้นทางลูกหนังของจอห์น ทอชชัค สมองเสื่อม

ทอชชัคเริ่มจากคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ก่อนย้ายลิเวอร์พูลปี 1970 จับคู่เควิน คีแกน ยิงกระจาย คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย ยูฟ่าคัพ 2 UEFA Cup เอฟเอ คัพ 1 ชปล. 1 ชาริตี้ ชิลด์ 1 ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 ใน 8 ปีที่หงส์แดง

ปี 1978 ไปสวอนซี ซิตี้ เป็นผู้เล่น-ผู้จัดการ พาเขย่งจากดิวิชั่น 4 สู่ดิวิชั่น 1 ต่อเนื่อง 3 ปี คว้าเวลส์ คัพ 3 สมัย เขาคุมทีมชนะถ้วยใน 5 จาก 8 ประเทศ รวมเรอัล มาดริด 2 สมัย ล่าสุด Tractor ในอาเซอร์ไบจานปี 2018

สมัย 2 คุมเวลส์ พัฒนานักเตะอย่างแกเร็ธ เบล อารอน แรมซีย์ โจ อัลเลน

  • คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้
  • ลิเวอร์พูล
  • ฟุตบอลเวลส์
  • ทีมชาติเวลส์
  • กีฬาเวลส์
  • เรอัล มาดริด
  • สวอนซี ซิตี้
  • เรอัล โซเซียดาด
  • ฟุตบอล

เรื่องราวจอห์น ทอชชัค สมองเสื่อม ชวนให้คิดถึงความเปราะบางของมนุษย์ แม้ตำนานจะจากไป แต่ความทรงจำและแรงบันดาลใจยังคงอยู่ คุณคิดยังไงกับเส้นทางของเขา? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลโลกกับเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“คริส” ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุน บีบ 6 โรงกลั่นคายน้ำมัน

ช่วงนี้ราคาน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ประชาชนอย่างเราต้องแบกภาระหนักแค่ไหนกันครับ? ล่าสุด คริส ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุน ที่ทำให้ราคาน้ำมันในไทยสูงลิ่ว โดยเฉพาะ คริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาเปิดโปงและเสนอทางออกชัดเจนในสภาผู้แทนราษฎร มาฟังกันว่ามีอะไรบ้าง

คริส ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 18.30 น. นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้อภิปรายในสภาฯ อย่างดุเดือด โดยชี้เป้าว่าไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันจนราคาแพงคือใคร? คำตอบง่ายๆ คือ 6 โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย! หากรัฐบาลเปิดทางนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โรงกลั่นเหล่านี้จะต้องแข่งขันและปล่อยน้ำมันออกมาขายทันที

คริส ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุนอย่างไร

คริส ระบุชัดว่าการตามหาไอ้โม่งไม่ยาก แค่จับตาที่ 6 โรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในไทย ถ้านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เรียกโรงกลั่นมาคุยแล้วไม่ยอมลดราคา ก็ให้เปิดใบอนุญาตนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศทันที จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงแบบเห็นผลชัดเจนถึง 7 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ คริส ยังเสนอให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งเคยทำมาแล้วในปี 2565 สมัย พล.อ. ประยุทธ์ แม้น้ำมันดิบแพงถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่รัฐบาลยังกล้าลดภาษี 3 บาทต่อลิตรได้ ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบถูกลงกว่านั้น รัฐเสียรายได้แค่ 2.4 แสนล้านบาท แต่ประชาชนได้ประโยชน์มหาศาล

ทางออก 3 ประการลดราคาน้ำมัน

คริส มีข้อเสนอเด็ดๆ ที่ทำได้ทันที ดังนี้

  • เปิดนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อบีบให้โรงกลั่นไทยแข่งขัน ลดราคาลง 7 บาททันที
  • ลดหรือยกเลิกภาษีสรรพสามิตดีเซล คล้ายปี 2565 ช่วยลดภาระประชาชน
  • ยกเลิกแวตน้ำมันทุกประเภท รัฐอาจเสียรายได้รวม 3 แสนล้านบาท แต่แลกกับการคืนน้ำมันให้ประชาชน

หากทำ 3 เรื่องนี้สำเร็จ รัฐต้องสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประชาชน ราคาน้ำมันจะกลับมาถูกลง ช่วยลดค่าครองชีพ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนน นักธุรกิจโลจิสติกส์ และโรงงานอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมันดีเซล

สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงในไทยตอนนี้ เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันดิบโลก สงครามยูเครน-รัสเซีย และปัญหาภายในประเทศอย่างการกักตุน แต่การที่ คริส ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุน ทำให้เห็นชัดว่ารากเหง้าอยู่ที่การผูกขาดของโรงกลั่น 6 แห่ง ถ้ารัฐบาลไม่แก้ไข ประชาชนจะเดือดร้อนต่อไป

เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ราคาจึงถูกกว่าไทยมาก หากไทยเปิดนำเข้าแบบเสรี โรงกลั่นไทยจะต้องปรับตัว ลดราคาแข่งขันกับตลาดโลก สุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีขนาดนี้ รัฐต้องหาแหล่งรายได้ทดแทน เช่น ปรับโครงสร้างภาษีให้โปร่งใส หรือเร่งเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูง แต่ที่สำคัญคือต้องกล้าตัดสินใจเพื่อประชาชน

มุมมองของผม การเสนอของคริสเป็นทางออกที่ตรงจุดและทำได้จริง รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ควรนำไปพิจารณาเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอนแบบนี้

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? เห็นด้วยหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลดีๆ นะครับ!

ที่มา – “คริส” ชี้เป้าไอ้โม่งกักตุน แนะนายกฯ เปิดทางนำเข้าจากต่างประเทศ บีบ 6 โรงกลั่นคายน้ำมัน

โอกาสทอง รับสมัครคนทำงานสิงคโปร์ เงินดี-สวัสดิการครบ สมัครถึง 15 เม.ย.นี้

กำลังมองหา โอกาสทอง รับสมัครคนทำงานสิงคโปร์ เงินดี-สวัสดิการครบ สมัครถึง 15 เม.ย.นี้ อยู่หรือเปล่า? นี่คือโอกาส黃金ที่กรมการจัดหางานจัดให้คนไทยไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย เงินเดือนสูง สวัสดิการดีเยี่ยม ไม่ต้องเสียค่าจัดส่ง วันนี้เราจะพาคุณไปดูรายละเอียดทั้งหมดแบบครบถ้วน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสนี้

โอกาสทอง รับสมัครคนทำงานสิงคโปร์ เงินดี-สวัสดิการครบ สมัครถึง 15 เม.ย.นี้

กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานไปทำงานที่สิงคโปร์กับบริษัท KoK Tong Earthworks & Engineering Pte Ltd จำนวน 180 อัตรา ใน 4 ตำแหน่งหลัก ได้แก่ ผู้ควบคุมงาน พนักงานขับรถขุดเจาะ ช่างซ่อมรถยนต์ และช่างซ่อมเครื่องจักร เงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 884-1,500 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 21,702-36,825 บาท) ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ สัญญา 1 ปี ทำงาน 8 ชม./วัน OT 1.5 เท่า เสาร์-อาทิตย์ 2 เท่า ที่พักฟรี ค่าเครื่องบินจ่ายตอนสิ้นสุดสัญญา ประกันตามกฎหมาย ฝึกอบรมฟรีอีกด้วย

สิงคโปร์คือจุดหมายยอดนิยมสำหรับแรงงานไทย เพราะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยแลกเปลี่ยนดี ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบาย การทำงานที่นี่ไม่เพียงได้เงินดี แต่ยังสะสมประสบการณ์ระดับสากล กลับมาไทยก็มีโอกาสก้าวหน้างานได้ง่ายขึ้น

คุณสมบัติผู้สมัครแต่ละตำแหน่ง

  • ผู้ควบคุมงาน (20 อัตรา): ชาย อายุไม่เกิน 40 ปี จบ ม.ต้น ประสบการณ์ 5 ปี ขึ้นไป มีทักษะ領導 วางแผน สื่อสาร แก้ปัญหาเก่ง
  • พนักงานขับรถขุดเจาะ (100 อัตรา): ชาย อายุไม่เกิน 40 ปี จบ ป.6 ประสบการณ์ขับขุดเจาะ 3 ปี ขึ้นไป
  • ช่างซ่อมรถยนต์ (30 อัตรา): ชาย อายุไม่เกิน 45 ปี จบ ม.ต้น ประสบการณ์ 6 ปี ขึ้นไป ทักษะกลไก ซ่อมเครื่องยนต์ วินิจฉัยปัญหาได้ดี
  • ช่างซ่อมเครื่องจักร (30 อัตรา): ชาย อายุไม่เกิน 45 ปี จบ ม.ต้น ประสบการณ์ 6 ปี ขึ้นไป เชี่ยวชาญซ่อมบำรุงเครื่องจักรหนัก

ทั้งหมดต้องมีประสบการณ์ตรงตามตำแหน่ง สุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติอาชญากรรม

วิธีสมัครและค่าใช้จ่าย

สมัครง่ายมาก! เข้าเว็บ toea.doe.go.th ตั้งแต่ตอนนี้ถึง 15 เมษายน 2569 ตลอด 24 ชม. ไม่เว้นวันหยุด ไม่มีค่าธรรมเนียมสมัคร ผู้ได้รับเลือกจ่ายแค่ค่าจำเป็นประมาณ 8,650 บาท เช่น ค่าถ่ายรูป หนังสือเดินทาง สุขภาพ ตรวจประวัติ ค่าเครื่องบิน สมาชิกกองทุน

ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ doe.go.th/overseas หรือเฟซบุ๊ก แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง ติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด โทร 0 2245 1034 หรือสายด่วน 1506 กด 2

นี่คือ โอกาสทอง รับสมัครคนทำงานสิงคโปร์ เงินดี-สวัสดิการครบ สมัครถึง 15 เม.ย.นี้ ที่แท้จริงสำหรับคนไทยที่มีทักษะ หากคุณตรงคุณสมบัติ รีบเตรียมเอกสารสมัครวันนี้เลย! อย่ารอช้าเพราะโควต้า 180 อัต้ามีจำนวนจำกัด ทำงานต่างประเทศแบบปลอดภัย ได้เงินเก็บก้อนใหญ่ เปลี่ยนชีวิตคุณได้จริง

เคล็ดลับจากเรา: อัปเดตเรซูเม่ให้ชัดเจน แสดงประสบการณ์จริง ฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐานจะช่วยได้เยอะ สิงคโปร์เน้นวินัยและทักษะสูง สมัครแล้วเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อผ่านการคัดเลือก

รีบสมัครเลยก่อนหมดเขต 15 เม.ย. นี้ แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น!

ที่มา – โอกาสทอง รับสมัครคนทำงานสิงคโปร์ เงินดี-สวัสดิการครบ สมัครถึง 15 เม.ย.นี้

บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร วอนตรึงดีเซล

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่กำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์! บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งสูงถึง 33 บาทต่อลิตรแล้วก็ตาม บริษัทนครชัย 21 และนครชัยทัวร์ โดยนายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ได้ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาตั๋ว พร้อมวอนขอให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาดีเซล เพื่อให้ผู้ประกอบการอย่างพวกเขายังไปต่อได้แบบยั่งยืน

บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้โดยสารจะเยอะขึ้น บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร เพื่อรักษาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ก็ยอมรับว่าต้นทุนพุ่งสูงมาก หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ คงยากที่จะรักษาการให้บริการได้เต็มที่

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 25 มีนาคม 2569 ยอดจองตั๋วล่วงหน้าสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อยู่ที่ประมาณ 4,000 ที่นั่ง ถือว่าปกติ ไม่ได้พุ่งสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับเทศกาลอื่นๆ แม้จะมีกระแสว่าน้ำมันแพงอาจทำให้คนหันมาใช้รถทัวร์มากขึ้น แต่ปัจจัยลบอย่างความกังวลเรื่องการหาน้ำมันและโควตาก็มีส่วน ทำให้ยอดจองยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร แต่เตรียมเสริมรถยังไง?

เพื่อรองรับผู้โดยสาร บริษัทมีแผนเสริมเที่ยวรถเพิ่ม 25-30% จากปกติ โดยประสานรถนำเที่ยวมาช่วย หากไม่มีปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง นี่คือมาตรฐานของผู้ประกอบการรถโดยสารทั่วไป บางแห่งอาจเพิ่มถึง 40% เลยทีเดียว ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะมีที่นั่งพอสำหรับกลับบ้านสงกรานต์

  • เสริมเที่ยวรถเพิ่ม 25-30%
  • ประสานรถนำเที่ยวว่างมาช่วย
  • รองรับผู้โดยสารได้เต็มประสิทธิภาพ
  • บริการสะดวกสบายเหมือนเดิม

วิกฤตต้นทุนน้ำมันดีเซล กระทบผู้ประกอบการอย่างไร

ราคาดีเซลหน้าปั๊ม 33 บาทเศษต่อลิตร ส่งผลตรงๆ ต่อรถทัวร์ที่ใช้น้ำมันวันละ 10,000 ลิตร เดือนละ 3 แสนลิตร ในช่วงเทศกาลยังพอประคองได้เพราะผู้โดยสารเยอะ แต่หลังเทศกาล ถ้า “โหลดแฟคเตอร์” หรืออัตราการบรรทุกลดลง จะขาดทุนหนักทันที ผู้ประกอบการจึงต้องลดเที่ยววิ่งเพื่อเพิ่มผู้โดยสารต่อคัน แม้จะเจ็บปวดแต่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด

นอกจากน้ำมัน ยังมีค่าอะไหล่ น้ำดื่ม ขนม ที่ปรับขึ้นในเดือนเมษายน 2569 บริษัทต้องปรับบริหารภายใน เช่น ประหยัดพลังงาน จัดการบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทมีรถ 130 คัน พนักงาน 400 คน เดิน 5 สายหลัก: นครราชสีมา-กรุงเทพ, เชียงใหม่, เชียงราย, นครสวรรค์, มุกดาหาร

วอนรัฐตรึงราคาดีเซล ความเหลื่อมล้ำที่ไม่แฟร์

ปัญหาใหญ่คือราคาน้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมขนส่งที่ซื้อผ่านจ็อบเบอร์ แพงกว่าแบบหน้าปั๊มเกือบ 10 บาทต่อลิตร แม้กองทุนน้ำมันจะตรึงราคาปลีก แต่ผู้ประกอบการแบกต้นทุนสูง รัฐควรช่วยเหลือให้เท่าเทียม เพื่อไม่ให้บริการรถสาธารณะหดหาย

สรุปแล้ว บริษัทรถทัวร์โคราช ไม่ขึ้นค่าโดยสาร เป็นข่าวดีที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่รัฐต้องช่วยด้วย หากคุณกำลังมองหาวิธีเดินทางประหยัดและปลอดภัยช่วงสงกรานต์ ลองจองตั๋วกับนครชัยทัวร์เลยครับ! รับรองคุ้มค่าและสบายแน่นอน

คำแนะนำ: จองล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน เพื่อที่นั่งดีๆ และหลีกเลี่ยงความแออัด

ที่มา – บริษัทรถทัวร์โคราช ยืนยันไม่ขึ้นค่าโดยสาร วอนรัฐตรึงราคาดีเซลเพื่อให้ได้ไปต่อ