วัน: 16 เมษายน 2026

“โอ๊ค” เผย “ทักษิณ” สุขภาพแข็งแรงดี นับวันรอพ้นเรือนจำ

ในวงการการเมืองไทย ล่าสุดมีข่าวดีมาจากครอบครัวชินวัตร เมื่อ “โอ๊ค” เผย “ทักษิณ” สุขภาพแข็งแรงดี นับวันรอพ้นเรือนจำ ทำให้แฟนๆ และผู้ติดตามต่างโล่งใจไปตามๆ กัน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ เพราะทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

“โอ๊ค” เผย “ทักษิณ” สุขภาพแข็งแรงดี นับวันรอพ้นเรือนจำ

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอ๊ค” พร้อมด้วยภรรยา น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวร่วมด้วย หลังจากใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 45 นาที โอ๊คได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า วันนี้มา สวัสดีปีใหม่ และได้พูดคุยกับพ่อเรื่องหลานๆ โดยเฉพาะ สุขภาพของทักษิณแข็งแรงดีมาก และกำลังนับวันรอวันที่จะได้พ้นจากเรือนจำ

รายละเอียดการเยี่ยมครั้งนี้

โอ๊คเล่าว่า การสนทนาครั้งนี้เน้นไปที่หลานๆ เป็นหลัก พ่อคิดถึงหลานทุกคนเท่าๆ กัน และฝากให้ทุกคนรักษาสุขภาพรอวันกลับออกมา ขณะที่โอ๊คเองก็ขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะขึ้นรถเดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ภาพเหตุการณ์นี้ถูกถ่ายภาพไว้และเผยแพร่ ทำให้เห็นบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวชินวัตรท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด

พื้นหลังของทักษิณ ชินวัตร ในเรือนจำ

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากศาลตัดสินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีประเด็นทางกฎหมายมากมาย แต่ครอบครัวชินวัตรไม่เคยทิ้งกัน โดยเฉพาะลูกชายอย่างโอ๊คที่คอยมาเยี่ยมและอัปเดตสถานการณ์ให้สาธารณชนทราบ ล่าสุด “โอ๊ค” เผย “ทักษิณ” สุขภาพแข็งแรงดี นับวันรอพ้นเรือนจำ ยิ่งตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของอดีตนายกฯ คนนี้

  • สุขภาพทักษิณแข็งแรง ไม่มีปัญหาใดๆ
  • ครอบครัวมาเยี่ยมสม่ำเสมอ สร้างกำลังใจ
  • พูดคุยเรื่องหลานๆ แสดงถึงความเป็นพ่อที่รักครอบครัว
  • นับวันรอวันพ้นโทษ ใกล้เข้ามาแล้ว
  • ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นข่าวครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน ที่ทักษิณยังคงมีบทบาทสำคัญ แม้จะอยู่ในเรือนจำ ผู้สนับสนุนจำนวนมากต่างคาดหวังวันที่จะได้เห็นทักษิณกลับมาอย่างแข็งแรง ข่าวนี้ช่วยคลายความกังวลให้กับคนที่ชื่นชอบทักษิณ และเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายจากเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นโอ๊คยิ้มแย้ม ขณะให้สัมภาษณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดของเขา การเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ดูเป็นการสวัสดีปีใหม่ที่อบอุ่นยิ่งขึ้น

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ครอบครัวชินวัตรมักจะอัปเดตสถานการณ์ของทักษิณผ่านสื่อ เพื่อให้ประชาชนทราบและคลายข้อกังวล สิ่งนี้แสดงถึงความโปร่งใสและความสามัคคีในครอบครัว หากคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ไม่ควรพลาดการอัปเดตครั้งต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวดีเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญอุปสรรค ว่าความเข้มแข็งและกำลังใจจากครอบครัวสำคัญเพียงใด คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “โอ๊ค” เผย “ทักษิณ” สุขภาพแข็งแรงดี นับวันรอพ้นเรือนจำ

วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่แชมป์

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มาพร้อมกับความสนุกสนาน แต่ก็ยังมีเรื่องน่าเศร้าอย่างคดีเมาแล้วขับที่พุ่งสูงขึ้น ล่าสุด วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์ ตามข้อมูลจากกรมคุมประพฤติ ทำให้หลายคนตื่นตัวกับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน

วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง

วันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการคุมเข้มช่วงสงกรานต์ กรมคุมประพฤติรายงานว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติทั้งหมด 1,271 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับถึง 1,219 คดี คิดเป็น 95.9% รองลงมาเป็นคดีขับเสพ 51 คดี (4.0%) และขับซิ่ง 1 คดี (0.1%) สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการดื่มสุราแล้วขับรถยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้เจ้าหน้าที่จะรณรงค์อย่างหนัก

เมื่อดูยอดสะสมตลอด 6 วัน (10-15 เม.ย.) พบคดีรวม 5,232 คดี แบ่งเป็นเมาแล้วขับ 4,945 คดี (94.51%) ขับเสพ 281 คดี (5.37%) ขับประมาท 4 คดี (0.08%) และขับซิ่ง 2 คดี (0.04%) ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

เชียงใหม่ครองแชมป์คดีเมาแล้วขับอันดับ 1

จังหวัดที่มีคดีเมาแล้วขับสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 680 คดี สมุทรปราการ 433 คดี และนนทบุรี 335 คดี เหตุผลที่เชียงใหม่นำอาจมาจากการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่คึกคัก ผู้คนเล่นน้ำสาดสนุกสนาน แต่ลืมระวังเรื่องเหล้า เบียร์ จนนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง

  • เชียงใหม่: 680 คดี – สถานที่ท่องเที่ยวดังอย่างถนนคนเดิน สวนดอกไม้
  • สมุทรปราการ: 433 คดี – ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางกลับมาก
  • นนทบุรี: 335 คดี – เขตปริมณฑลที่มีรถหนาแน่น

นอกจากนี้ กรมคุมประพฤติยังรณรงค์สโลแกน “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” โดยบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ตั้งด่านชุมชน จุดบริการประชาชน เพื่อตรวจจับและตักเตือนทันที

มาตรการป้องกันและแก้ไขฟื้นฟู

กรมยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น คัดกรองผู้กระทำผิดที่มีปัญหาการดื่มสุรา ส่งต่อบำบัดรักษา จัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังสงกรานต์ นอกจากนี้ ยังให้ผู้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคม 158 รายที่ 9 จุด และอบรมกฎหมายจราจรกับโทษแอลกอฮอล์ 42 ราย เพื่อสร้างจิตสำนึก

การเมาแล้วขับไม่เพียงทำร้ายตัวเอง แต่ยังครอบครัวและสังคม ลองคิดดู ถ้าคุณขับรถเมาแล้วเกิดอุบัติเหตุ ผลกระทบจะยาวนานแค่ไหน? จากสถิติ วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์ ชัดเจนว่าต้องช่วยกันลดพฤติกรรมเสี่ยง

เคล็ดลับขับขี่ปลอดภัยช่วงเทศกาล: 1) ไม่ดื่มแล้วขับ หากดื่มให้ใช้แท็กซี่หรือ Grab 2) พักผ่อนให้พอ 3) ตรวจรถก่อนเดินทาง 4) สวมหมวกกันน็อกและรัดเข็มขัด ลองนำไปใช้เพื่อลดสถิติคดีเหล่านี้

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านขับขี่ปลอดภัย อย่าให้เมาแล้วขับมาทำลายความสุขสงกรานต์ มาแชร์ประสบการณ์ขับรถปลอดภัยของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – วันที่ 6 คุมเข้มช่วง “สงกรานต์” คดีเมาแล้วขับพุ่ง เชียงใหม่ครองแชมป์

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะในออสเตรเลียที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท วีวา เอนเนอร์ยี ในเมืองจีลอง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเบนซินสำคัญของประเทศ

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

เมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ 15 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงพร้อมเสียงระเบิดดังสนั่นที่โรงกลั่นน้ำมันวีวา เอนเนอร์ยี ในย่านคอริโอ เมืองจีลอง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครเมลเบิร์น โรงกลั่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในสองโรงกลั่นที่เหลืออยู่ในออสเตรเลีย โดยรับผิดชอบผลิตเชื้อเพลิงกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐวิกตอเรีย และคิดเป็น 10% ของความต้องการเชื้อเพลิงทั้งประเทศ ทำให้เหตุการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์วิกฤตเชื้อเพลิงที่เกิดจากผลกระทบสงครามในอิหร่าน

สาเหตุและลักษณะของเหตุเพลิงไหม้

หน่วยกู้ภัยไฟไหม้วิกตอเรียรายงานว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่โรงงานโมแกส ซึ่งเป็นส่วนผลิตน้ำมันเบนซินสูตรค่าออกเทนสูง มีการรั่วไหลรุนแรงของไฮโดรคาร์บอนเหลวและก๊าซเชื้อเพลิง หัวหน้าหน่วยดับเพลิงชี้ว่า สาเหตุน่าจะมาจากอุปกรณ์ขัดข้อง เช่น วาล์วทำงานผิดปกติหรือการรั่วไหล ทำให้ไม่สามารถเข้าไปปิดวาล์วได้เนื่องจากความร้อนสูง โชคดีที่ไม่มีพนักงานบาดเจ็บ และไม่พบหลักฐานการวางเพลิง

ผลกระทบต่อการผลิตและตลาดเชื้อเพลิง

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลียครั้งนี้กระทบการผลิตเบนซินโดยตรง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงทันที นายสก็อตต์ ไวแอตต์ ซีอีโอของวีวา เอนเนอร์ยียืนยันว่าบริษัทไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่การหยุดชะงักนี้ยังคงทำให้ราคาเชื้อเพลิงผันผวน นายคริส โบเวน รัฐมนตรีพลังงาน ยอมรับว่าการผลิตเบนซินจะได้รับผลกระทบระยะหนึ่ง แม้น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานยังผลิตได้ในระดับลดลงเพื่อความปลอดภัย

  • ลดกำลังการผลิตเบนซิน 10% ของประเทศ
  • ราคาน้ำมันในตลาดสปอตพุ่งสูง
  • กระทบรัฐวิกตอเรียหนักสุด เนื่องจากโรงกลั่นผลิตเชื้อเพลิงกว่าครึ่งของรัฐ
  • ซ้ำเติมวิกฤตจากสงครามอิหร่านที่ทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัว

มาตรการรับมือจากรัฐบาลและบริษัท

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี เตือนถึงภาวะอุปทานน้ำมันที่ยืดเยื้อ รัฐบาลทำข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายใหญ่如 Ampol และ Viva Energy เพื่อควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้พุ่งสูงเกินไป นอกจากนี้ หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำรอบพื้นที่แล้ว พบไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย และยกเลิกคำเตือนให้ประชาชนหลบภัยแล้ว

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบออสเตรเลีย แต่ยังสะท้อนปัญหาพลังงานโลก โดยเฉพาะเมื่อสงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาเบนซินในออสเตรเลียอาจเพิ่มอีก 20-30 เซนต์ต่อลิตรในสัปดาห์หน้า

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลียครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการกลั่นน้ำมันในประเทศน้อยลง เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันในไทยด้วย หากคุณเป็นเจ้าของรถหรือธุรกิจขนส่ง แนะนำให้สำรองเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้าและติดตามข่าวสารพลังงานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อวางแผนการเงินให้ดี

CTA: สมัครรับข่าวสารอัปเดตวิกฤตพลังงานโลกฟรีทางอีเมลของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

“สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรี ช่องแคบฮอร์มุซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการทูตที่น่าสนใจของไทยกันบ้างนะครับ เรื่อง “สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรี ช่องแคบฮอร์มุซนี่เอง เป็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการรักษาผลประโยชน์ของเรือสินค้าไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ตึงเครียด มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

“สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรี ช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 16 เมษายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศไทยเปิดเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบปะหารือกับ เจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และ พลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ณ กรุงมัสกัต ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ในการสนทนาครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม โดยนายสีหศักดิ์ได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อโอมานและกองทัพเรือโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คนจากเรือมยุรี นารี ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังขอให้โอมานสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกให้เรือสินค้าไทยเดินผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงช่วยเหลือในการกู้เรือมยุรี นารีที่ประสบปัญหาด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางสำคัญที่ไทยต้องเฝ้าระวัง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ยุทธศาสตร์ที่สุดในโลก เพราะเป็นจุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลกผ่านที่นี่ทุกวัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและชาติอื่นๆ ทำให้เส้นทางนี้เสี่ยงภัยสูง เรือไทยที่พึ่งพาเส้นทางนี้ในการขนส่งสินค้ามีจำนวนมาก การที่ “สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรี ช่องแคบฮอร์มุซ จึงเป็นสัญญาณดีว่าความสัมพันธ์ไทย-โอมานกำลังแน่นแฟ้นขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยังได้พูดคุยถึงการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือและความปลอดภัยของเส้นทางการค้า ไทยชื่นชมบทบาทของโอมานที่ยืนหยัดเป็นกลาง สร้างสรรค์ในการคลี่คลายความขัดแย้ง และพร้อมสนับสนุนโอมานให้เป็นตัวกลางลดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้

ขยายความร่วมมือไทย-โอมานด้านกลาโหมและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

นอกจากประเด็นเรือแล้ว ทั้งไทยและโอมานยังยืนยันความพร้อมในการร่วมมือรอบด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อยอดจากสัญญาที่กระทรวงกลาโหมโอมานเซ็นกับบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ของไทยในปี 2567 เพื่อจัดหาเรือให้กองทัพเรือโอมาน นี่คือความสำเร็จรูปธรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้กันครับ:

  • ขอบคุณช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คน จากเรือมยุรี นารี ให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
  • ขอสนับสนุนอำนวยความสะดวก เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และช่วยกู้เรือ
  • แลกเปลี่ยนสถานการณ์ตะวันออกกลาง ชื่นชมโอมานที่เป็นกลาง
  • ส่งเสริมความร่วมมือกลาโหม ต่อยอดสัญญาเรือกับบริษัทไทย

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทูตไทยกำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ซับซ้อนแบบนี้ โอมานซึ่งมีจุดยืนเป็นกลางและมีอิทธิพลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นพันธมิตรที่ไทยควรลงทุนความสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าทางทะเลที่ไทยพึ่งพามาก

ในมุมมองของผม การที่ “สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรี ช่องแคบฮอร์มุซ แบบนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการเรือไทย สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ไทยต้องเร่งเสริมพันธมิตรแบบนี้ให้มากขึ้น คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับข่าวนี้? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวการทูตไทยแบบอัปเดต!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ขอบคุณโอมานช่วยลูกเรือมยุรีฯ วอนอำนวยความสะดวกเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ทำเนียบขาวสหรัฐเพิ่งประกาศชื่อทางการของ ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ อย่างเป็นทางการแล้ว! โครงการสุดอลังการนี้ที่เคยถูกสื่อล้อว่า “Arc de Trump” ตอนนี้มีชื่อใหม่ว่า “United States Triumphal Arch” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาในปี 2026 นับเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ยักษ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันในสมัยที่สอง เรียกได้ว่าสะท้อนความทะเยอทะยานแบบอเมริกันสุดๆ

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 เมษายน ว่า ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ จะเป็นอนุสรณ์สถานระดับโลก โดยทรัมป์และกระทรวงมหาดไทยจะเสนอแผนก่อสร้างอย่างเป็นทางการ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจชาติ แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ United States Triumphal Arch

โครงสร้างของ ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ มีความสูงถึง 76.2 เมตร พร้อมรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองขนาดยักษ์ด้านบน ทำให้ความสูงรวมแซงหน้าซุ้มประตูชัยในปารีส (Arc de Triomphe ที่สูง 50 เมตร) ไปแบบไม่เห็นฝุ่น หากสร้างเสร็จ จะกลายเป็นซุ้มประตูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทิ้งห่าง Monument to the Revolution ในเม็กซิโกและ Arch of Triumph ในลิเบีย

ขนาดและดีไซน์สุดอลังการของซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

นอกจากขนาดที่มหึมา ซุ้มประตูนี้ยังเน้นสีทองหรูหรา สไตล์ที่ทรัมป์ชื่นชอบ ซึ่งอาจบดบังวิวอนุสรณ์สถานลินคอล์นได้เลยทีเดียว แผนการนี้เริ่มรั่วไหลตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว เมื่อนักข่าวเห็นโมเดลขนาดย่อบนโต๊ะในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ของทรัมป์

โปรเจกต์สถาปัตยกรรมอื่นๆ ในยุคทรัมป์

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์สถาปัตยกรรมของทรัมป์เท่านั้น ลองดูโปรเจกต์อื่นๆ ที่เขาผลักดัน:

  • ห้องบอลรูมขนาดยักษ์ในทำเนียบขาว สำหรับจัดงานเลี้ยงสุดหรู
  • ปรับปรุงศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center for the Performing Arts) ให้ทันสมัย
  • โครงการอนุสรณ์สถานอื่นๆ ที่เน้นความยิ่งใหญ่แบบคลาสสิก

ทรัมป์เคยบอกว่าตัวเองเป็น “สถาปนิกโดยกำเนิด” และโปรเจกต์เหล่านี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์นั้น

ดราม่าและงบประมาณของซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

ฝ่ายต่อต้านมองว่า ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ คือสัญลักษณ์ความทะเยอทะยานส่วนตัวมากเกินไป โดยเฉพาะขนาดที่ใหญ่จนอาจบังอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์อื่นๆ ส่วนงบประมาณเริ่มต้น 2 ล้านดอลลาร์ จากกองทุนเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ (National Endowment for the Humanities) และอาจพุ่งถึง 13 ล้านดอลลาร์เมื่อรวมเงินบริจาคจากเอกชน เงินภาษีประชาชนบางส่วนจะถูกใช้ด้วย

อย่างไรก็ตาม โฆษกเลวิตต์ย้ำว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง สะท้อนความยิ่งใหญ่ของอเมริกาที่ก่อตั้งเมื่อ 250 ปีก่อนในปี 1776

โครงการนี้ไม่เพียงฉลองประวัติศาสตร์ แต่ยังจุดประกายความรักชาติในยุคที่สหรัฐกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย คุณคิดว่าซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของวอชิงตันดีไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์หากชอบข่าวนี้!

ที่มา – ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

นายกฯ เข้าใจผู้เสียหายสแกมเมอร์ ปปง. จ่อรับคำร้องคุ้มครองสิทธิ

นายกฯ เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ ปปง. จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิ เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อของเหล่าสแกมเมอร์ข้ามชาติที่โกงเงินไปมหาศาล ล่าสุด โฆษกรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าใจดีถึงความทุกข์ร้อนของผู้เสียหาย และกำลังเร่งให้เกิดความเป็นธรรม โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เตรียมเปิดรับคำร้องเพื่อคืนทรัพย์สินที่ยึดได้ให้กับผู้เสียหาย

นายกฯ เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ ปปง. จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิ

จากกรณีที่ ปปง. สามารถบุกยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในคดีดังอย่างนางสาวแตงไทย กรณี MR.LEAK YIM หรือนายยิม เลียก นางวิรินยา MR.SMITH BEN หรือนายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา กับพวก รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท นายกฯ อนุทิน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะทราบดีว่าผู้เสียหายจำนวนมากกำลังรอคอยการเยียวยา แทนที่จะปล่อยให้ทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของรัฐทั้งหมด รัฐบาลจึงสั่งการให้เร่งดำเนินการคืนสิทธิให้ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์อย่างสแกมเมอร์แพร่กระจาย ผู้เสียหายหลายรายสูญเงินเก็บชีวิตไปกับมิจฉาชีพที่ซ่อนตัวข้ามชาติ การที่ ปปง. จ่อเปิดรับคำร้องนี้ จะช่วยคลายกังวลและคืนความหวังให้กับทุกคน

ขั้นตอนยื่นคำร้องคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์กับ ปปง.

ปปง. กำลังจัดทำประกาศอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเร็วๆ นี้ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศ โดยมีช่องทางที่สะดวกหลายรูปแบบ

  • ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน ปปง. หรือสถานีตำรวจทั่วประเทศ
  • ยื่นทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ปปง.
  • ส่งทางไปรษณีย์

หลักฐานที่ต้องเตรียมให้ครบถ้วน ได้แก่

  • สลิปการโอนเงินหรือรายการเดินบัญชี
  • หลักฐานการแจ้งความ
  • เอกสารอื่นๆ ที่พิสูจน์ความเสียหาย เช่น ข้อความแชทหรือสัญญา

แนะนำให้ติดตามข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากเว็บไซต์สำนักงาน ปปง. เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญนี้

ทำไมคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติถึงน่ากังวล และรัฐบาลช่วยได้อย่างไร

สแกมเมอร์ข้ามชาติมักใช้เทคนิคหลอกลวงที่ซับซ้อน เช่น แอปลงทุนปลอม เว็บพนันออนไลน์ หรือการโทรหลอกให้โอนเงิน ปัญหาคือเงินไหลไปต่างประเทศยากต่อการติดตาม แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและต่างชาติ ปปง. สามารถยึดทรัพย์ได้จำนวนมาก การคืนทรัพย์นี้ไม่เพียงช่วยผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการตัดกำลังอาชญากรในอนาคต

นายกฯ อนุทิน ยังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดกระบวนการ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น แคมเปญรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเรื่องการหลีกเลี่ยงสแกม

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยโดนสแกม อย่าท้อแท้ รีบเตรียมเอกสารและติดตามประกาศจาก ปปง. วันนี้ เพราะโอกาสคืนเงินของคุณกำลังมาถึง! หากมีประสบการณ์ส่วนตัว สามารถแชร์ในคอมเมนต์เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้อื่นได้นะครับ

ที่มา – นายกฯ เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ ปปง. จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิ

24 เม.ย. เริ่มกฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา

สวัสดีครับเพื่อนๆ แรงงานและเจ้าของธุรกิจทุกท่าน! มีข่าวดีมาบอกสำหรับพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) และคนที่ทำงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินเลยนะครับ ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2567 เป็นต้นไป จะมี กฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา มีผลบังคับใช้ทันที สิ้นสุดยุคที่ต้องทำงานเกิน 8 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมแล้ว รัฐบาลตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้น สร้างความเป็นธรรมในที่ทำงาน

กฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา คืออะไรกันแน่?

เดิมทีตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 งานเฝ้าดูแลทรัพย์สินหรือสถานที่ถือเป็นงานปกติ ไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา (OT) แม้จะทำงานยาวนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน รปภ. หลายคนเลยต้องทนทำงาน 12 ชม. หรือกะยาวๆ โดยได้เงินเท่ากับวันปกติ ส่งผลให้เหนื่อยล้า คุณภาพชีวิตแย่ลง แต่ตอนนี้ กฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา หรือชื่อเต็ม “กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2567” ยกเลิกข้อยกเว้นเก่า ทำให้รปภ. ได้รับ OT เต็มๆ เหมือนลูกจ้างทั่วไป

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ว่ากฎนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเฝ้าทรัพย์สินต่อเนื่องยาวนาน

เริ่มใช้กฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา เมื่อไหร่?

ชัดเจนเลยครับ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 2567 นายจ้างต้องปฏิบัติตามทันที ไม่มีข้อยกเว้น หากละเมิดอาจโดนร้องเรียนได้

อัตราค่าล่วงเวลาใหม่สำหรับรปภ.

กฎหมายกำหนดชัดเจนว่านายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่ม ดังนี้

  • ทำงานเกิน 8 ชม. ในวันทำงานปกติ: ไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง
  • ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด: ไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเป็นรปภ. ได้ค่าจ้างรายวัน 400 บาท (50 บาท/ชั่วโมง) ทำงาน OT 2 ชม. ในวันปกติ = 50 x 1.25 x 2 = 125 บาทเพิ่ม! ถ้าวันหยุด OT = 50 x 2.5 x 2 = 250 บาท ช่วยเพิ่มรายได้ชัดเจนเลยครับ

นอกจากนี้ ถ้ามีการตกลงทำงานกะเกิน 8 ชม./วัน แต่รวมสัปดาห์ไม่เกิน 48 ชม. ชั่วโมงที่เกิน 8 ชม./วัน ยังต้องจ่าย OT ตามอัตราดังกล่าวด้วย เพื่อความเป็นธรรมจริงๆ

ใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา

  • พนักงาน รปภ. ในห้าง คอนโด โรงงาน โรงพยาบาล
  • เจ้าหน้าที่เฝ้าทรัพย์สิน รปภ. รปค. หรือดูแลสถานที่
  • แรงงานไทยทั้งระบบ ที่จะมีมาตรฐานดีขึ้น

สำหรับนายจ้าง ต้องปรับระบบเงินเดือนและ payroll ให้รองรับ OT ใหม่ อาจเพิ่มต้นทุน แต่ช่วยลด turnover ลดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ในระยะยาว

กฎหมายใหม่ รปภ ค่าล่วงเวลา นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการปกป้องสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะอาชีพที่มักถูกละเลย นอกจากช่วยเรื่องเงินแล้ว ยังส่งเสริมให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ลดความเสี่ยงสุขภาพจากการทำงานหนักต่อเนื่อง

หากคุณเป็นรปภ. ที่กำลังทำงานเกิน 8 ชม. อย่าลืมทวงสิทธิตัวเองนะครับ! และนายจ้างรีบอัพเดทระบบก่อน 24 เม.ย. เลย ในฐานะคนเขียน คิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีมาก สร้างสังคมแรงงานไทยที่ยุติธรรมยิ่งขึ้น ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือคำถามเกี่ยวกับ OT รปภ. แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้ช่วยกันแลกเปลี่ยนข้อมูล!

ที่มา – 24 เม.ย. นี้ เริ่มใช้กฎหมายใหม่ “รปภ.” ทำงานเกิน 8 ชม. ได้ค่าล่วงเวลา ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินทาช้างสีชมพู ช้างตาย 3 เดือน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนแรงจากต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักมากเลยนะ นั่นคือ อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา เรื่องนี้จุดประเด็นเรื่องศิลปะกับสวัสดิภาพสัตว์ได้แบบสุดๆ มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

ย้อนกลับไปช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ช่างภาพสาวชาวรัสเซียชื่อ จูเลีย บูรูเลวา ได้เดินทางไปอินเดียเพื่อทำโปรเจกต์ศิลปะธีมสีชมพูในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน เธอเอาช้างชื่อจันชาลมาทาสีชมพูทั้งตัวเลยนะ มีนางแบบที่ทาสีชมพูเหมือนกันนั่งบนหลังช้าง ถ่ายรูปออกมาสวยปังมาก แต่พอภาพและคลิปหลุดออกมา โลกโซเชียลอินเดียเดือดเลย!

ทุกคนตั้งคำถามหนักๆ ว่าการเอาช้างทาสีแบบนี้ มันโอเคจริงเหรอ? โดยเฉพาะเมื่อช้างจันชาลตัวนี้ตายไปในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ แค่ 3 เดือนหลังถ่ายทำเท่านั้นเอง กระแสวิจารณ์ถาโถมเข้ามาแบบไม่หยุด พวกนักอนุรักษ์สัตว์ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมศิลปะทันที

สีที่ใช้คืออะไร? คำชี้แจงจากทีมงาน

ทีมงานของจูเลียชี้แจงว่าสีที่ใช้คือ “กุลาล” ผงสีธรรมชาติที่คนอินเดียนิยมใช้ในเทศกาลโฮลี สีนี้ล้างออกง่าย ถูกล้างออกภายในไม่กี่นาทีหลังถ่ายทำเสร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วยนะ บอกว่าถึงจะเป็นสีธรรมชาติ แต่บางตัวมีสารเคมีผสม สามารถระคายเคืองผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจของช้างได้ โดยเฉพาะช้างที่อายุมากแบบจันชาลซึ่งอายุ 67 ปีแล้ว

สาเหตุการตายของช้างจันชาล

ล่าสุด ดร.อาร์วินด์ มาธุร์ จากทีมแพทย์ชันสูตรศพ ยืนยันว่าช้างตายจากภาวะหัวใจและระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของช้างวัยชรา ไม่เกี่ยวข้องกับการทาสีกุลาล แต่หลายคนก็ยังสงสัย เพราะ timing มันใกล้เคียงกันมากเกินไป เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึงมาตรฐานการใช้สัตว์ในอุตสาหกรรมศิลปะและท่องเที่ยวของอินเดีย

  • การทาสีช้างทั้งตัวอาจทำให้สัตว์เครียด
  • ผงสีเข้าตา จมูก หายใจลำบาก
  • เจ้าของช้างขาดการดูแลสุขภาพสัตว์อย่างเหมาะสม
  • ขาดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ที่เข้มงวดในงานศิลปะ

กลุ่มนักอนุรักษ์อย่าง PETA อินเดีย นำโดยรูปลี กังกูลี นักแสดงสาวชื่อดัง ส่งจดหมายถึงนายกัณฐนาถ โมดี ขอให้ห้ามใช้ช้างในท่องเที่ยว การแสดง และงานศิลปะที่อาจทารุณกรรม พวกเขายังเรียกร้องให้ตรวจสอบเจ้าของช้าง ช่างภาพ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

มุมมองกว้างขึ้น: ศิลปะกับสิทธิสัตว์

เรื่องนี้ไม่ใช่เคสแรกนะเพื่อนๆ ในอินเดียมีช้างถูกใช้ในงานเทศกาล ท่องเที่ยวเยอะมาก หลายตัวเจ็บป่วยเรื้อรังเพราะถูกขัง ถูกบังคับทำงาน ศิลปะสมัยใหม่ชอบใช้สัตว์เพื่อสร้าง impact แต่เราต้องถามตัวเองว่า มันคุ้มกับความทุกข์ของสัตว์ไหม? หลายประเทศอย่างยุโรปเริ่มห้ามใช้สัตว์จริงในโฆษณา ศิลปะแล้ว ไทยเราก็ควรมีกฎเข้มกว่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าศิลปินควรหันมาใช้เทคโนโลยีอย่าง CGI หรือสัตว์จำลองแทน จะได้ทั้งสวยและไม่ทำร้ายใคร เรื่องอินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมานี้เป็นบทเรียนสำคัญเลยนะ

คุณล่ะคิดยังไง? สนับสนุนศิลปะแบบนี้หรือเปล่า? หรือว่าควรหยุดใช้สัตว์จริงๆ มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์กันหน่อย สนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ด้วยการแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะ!

ที่มา – อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 หลายจุดกรุงเทพฯ

การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 หลายจุดพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ ใครที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือสมุทรปราการ ต้องเช็กให้ดีเลย เพราะวันนั้นจะมีไฟดับชั่วคราวหลายพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 หลายจุดพื้นที่กรุงเทพฯ

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวในวันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่หลายคนอาจจะกำลังพักผ่อนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้าน การดับไฟครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การพัฒนาและบำรุงรักษาระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าในอนาคตเสถียรกว่าเดิม ลดปัญหาการลัดวงจรหรือไฟช็อตได้ดีขึ้น

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักๆ อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและบางส่วนของสมุทรปราการ ซึ่งเป็นย่านที่พลุกพล่าน มีทั้งบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และสถานที่สำคัญ หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรวางแผนล่วงหน้า เช่น ชาร์จแบตโทรศัพท์ เตรียมไฟฉาย หรือเครื่องปั่นไฟสำรอง เพื่อป้องกันความเดือดร้อน

รายชื่อพื้นที่ดับไฟวันที่ 17 เมษายน 2569

มาดูรายละเอียดพื้นที่ที่ การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 หลายจุดพื้นที่กรุงเทพฯ กันแบบละเอียดเลยครับ:

  • ถนนบรมราชชนนี ซอยบรมราชชนนี 43-47 และริมถนน ตั้งแต่เวลา 08.30-13.00 น. พื้นที่นี้เป็นย่านชุมชนและร้านค้า อาจกระทบการซื้อขายช่วงเช้า
  • ถนนแฮปปี้เพลส ซอยร้านขายต้นไม้ ตั้งแต่เวลา 09.00-13.00 น. เหมาะสำหรับคนรักต้นไม้ที่อาจต้องเลื่อนการช้อปปิ้ง
  • ริมถนนบางนา-ตราด บริเวณปากซอยบางนา-ตราด 12 ตั้งแต่เวลา 09.00-13.00 น. ย่านนี้ใกล้ห้างสรรพสินค้า ระวังรถติดเพิ่มจากสัญญาณไฟ
  • ถนนพัฒนาการ 38 ซอยหมู่บ้านเดอะแพลน์ PS55 ตั้งแต่เวลา 09.00-10.00 น. ดับไฟแค่ 1 ชม. แต่หมู่บ้านอาจต้องเตรียมตัว
  • ถนนเชื่อมสัมพันธ์ บริเวณปากซอยเชื่อมสัมพันธ์ 15 ถึงกลางซอย ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ดึกนานที่สุด ต้องวางแผนทั้งวัน
  • ริมถนนเจริญกรุง บริเวณหน้าโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่กรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 09.00-13.00 น. อาจกระทบนักเรียนและบุคลากรโรงเรียน

คำแนะนำเมื่อการไฟฟ้านครหลวงดับไฟ

เพื่อลดความเดือดร้อนจาก การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 ลองทำตามนี้ครับ: 1) เตรียมอุปกรณ์สำรอง เช่น Power Bank, เทียนไฟฉาย (แต่ระวังไฟไหม้) 2) หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงนั้น 3) เก็บอาหารในตู้เย็นให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เสีย 4) แจ้งคนในบ้านให้ทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก 5) ติดตามประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์ กฟน. หรือแอปพลิเคชัน เพราะเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้

การบำรุงรักษาครั้งนี้จะช่วยยกระดับระบบไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ให้ทันสมัยขึ้น ลดการ blackout ในอนาคตได้เยอะเลยครับ แม้จะลำบากชั่วคราว แต่เพื่อประโยชน์ระยะยาว หากคุณมีเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญอย่างตู้เย็นหรือเครื่องช่วยหายใจ ควรติดต่อ กฟน. ล่วงหน้าเพื่อขอคำแนะนำพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น ส่งเสริมให้เราลดการใช้ไฟฟ้าเกินจำเป็น ลองใช้โอกาสนี้พักผ่อนแบบไม่พึ่ง gadget ดูบ้าง สนุกดีนะ! สุดท้าย อย่าลืมเช็กแผนที่พื้นที่ให้ชัวร์ เพื่อไม่ให้พลาด

CTA: แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ รู้ด้วยนะครับ จะได้เตรียมตัวทัน! การดับไฟครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ กฟน. ในการดูแลระบบให้ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 17 เมษายน 2569 หลายจุดพื้นที่กรุงเทพฯ