วัน: 16 เมษายน 2026

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลกอีกครั้ง ทางการยูเครนเปิดเผยว่ารัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย และบาดเจ็บอีกมากมาย เกิดขึ้นทันทีหลังช่วงหยุดยิง 32 ชั่วโมงเนื่องในวันอีสเตอร์ของคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

การโจมตีครั้งนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะในเมืองท่าหลักอย่างโอเดซา นายเซอร์เก ลีซัค หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารเมืองโอเดซารายงานผ่านเทเลแกรมว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 7 ราย ขณะที่ในกรุงเคียฟ นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมถึงเด็กชายวัย 12 ปีด้วย แรงระเบิดกลางดึกทำให้อาคารที่พักอาศัยและรถยนต์เพลิงไหม้ หน้าต่างกระจกแตกกระจาย โดยเฉพาะเขตโปดิลสกี เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเด็กๆ ออกจากซากอพาร์ตเมนต์ 18 ชั้นที่โดรนพุ่งชนตรง นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในภูมิภาคดนีโปรเปโตรวสค์

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ: การป้องกันของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนแสดงศักยภาพได้ดี โดยใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ "ศัตรูเปิดโจมตีสองระลอก ใช้ขีปนาวุธภาคพื้นดิน ขีปนาวุธจากอากาศ และโดรน" แถลงการณ์ระบุ แสดงให้เห็นว่ายูเครนมีระบบป้องกันอากาศที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญการโจมตีหนักหน่วง

ทางฝั่งรัสเซีย นายเวเนียมิน คอนดราเยฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคราสโนดาร์ รายงานเด็กเสียชีวิต 2 ราย (อายุ 5 และ 14 ปี) จากโดรนยูเครนโจมตีเมืองตูอัปเซ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง สงครามที่ก้าวสู่ปีที่ 5 นี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ แม้มีการเจรจาสันติภาพโดยสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่หยุดชะงักเพราะทรัมป์หันไปโฟกัสตะวันออกกลาง

ผลกระทบและสถานการณ์โดยรวม

ยูเครนยืนยันต้องการหยุดยิงถาวรก่อนเจรจา แต่รัสเซียยืนกรานต้องมีข้อตกลงสันติภาพก่อน ทำให้ยูเครนตำหนิรัสเซียขาดความจริงใจ การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่ารัสเซียไม่สนใจหยุดยิงชั่วคราว สร้างความกังวลให้ประชาชนยูเครนที่ต้องหลบภัยในที่หลบภัยใต้ดินทุกคืน

  • ผู้เสียชีวิตหลัก: โอเดซา 7 ราย, เคียฟ 4 ราย, ดนีโปร 3 ราย
  • ยูเครนยิงตก: ขีปนาวุธ 31 ลูก, โดรน 636 ลำ
  • เกิดหลังหยุดยิงอีสเตอร์ 32 ชม.
  • รัสเซียเสียหายจากโดรนยูเครนเช่นกัน

สงครามยืดเยื้อนี้ไม่เพียงทำลายโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเจรจาสันติภาพจำเป็นเร่งด่วน เพื่อยุติวงจรความรุนแรง

ในมุมมองของเรา สงครามนี้กำลังกลายเป็นหายนะมนุษยธรรมที่ยั่งยืน หากไม่มีการแทรกแซงจากนานาชาติอย่างจริงจัง อนาคตของยูเครนและรัสเซียจะยิ่งมืดมน ชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารล่าสุดและแสดงความคิดเห็นด้านล่าง: คุณคิดว่าสันติภาพจะมาถึงเมื่อไหร่?

ที่มา – รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการพลังงานไทยมาอัปเดตกันครับ เมื่อ “ปานเทพ” หรือนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำทีมเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) สภาผู้บริโภค และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก บุกยื่นข้อเสนอสำคัญต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนมานาน

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพลังงาน โดยปานเทพชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่หลวงว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะตกลง แต่ราคาในไทยยังแพงหูฉี่ เพราะกำไรค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14.40 บาทต่อลิตร และค่าการตลาดที่บานปลาย ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก เงินในกระเป๋าเล็กลงทุกวัน ข้อเสนอ 8 ข้อนี้จึงมาเพื่อรื้อโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

8 ข้อเสนอสำคัญที่ปานเทพยื่นให้เอกนัฏ

มาดูกันครับว่าข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมวงการพลังงานไทยได้จริง

  • ข้อ 1: สั่งหยุดกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทมาพยุงกองทุนน้ำมันทันที แต่ให้ใช้อำนาจกฎหมายเรียกคืนกำไรเกินควรจากโรงกลั่นน้ำมันแทน เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นหนี้เพิ่ม
  • ข้อ 2: ปลดล็อกโซลาร์เซลล์หน้าบ้าน (Net Metering) อนุญาตให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเองและขายคืนรัฐแบบหักลบหน่วย ลดค่าไฟฟ้าบิลล้านล้าน
  • ข้อ 3: ลดกำไรค่าการกลั่นน้ำมันให้สมเหตุสมผล ไม่เกิน 10 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันจริง
  • ข้อ 4: ปรับลดค่าการตลาดที่สูงเกินจริง ไม่ให้ปั๊มน้ำมันเอาเปรียบผู้บริโภค
  • ข้อ 5: เปลี่ยนกลไกอ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ จาก 100% เป็นผสมโรงกลั่นในไทย เพื่อให้ราคาถูกลง
  • ข้อ 6: เพิ่มธรรมาภิบาลในกองทุนน้ำมัน ป้องกันการบริหารที่ขาดโปร่งใสและสร้างหนี้สิน
  • ข้อ 7: ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม แสงอาทิตย์ ให้เป็นทางเลือกหลัก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • ข้อ 8: ตั้งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมตรวจสอบราคาน้ำมันและค่าไฟทุกเดือน

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดียลอยๆ แต่มาจากข้อมูลจริงที่สะสมจากความเดือดร้อนของประชาชนมานับปี โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่กลายเป็นกองทุนหนี้สิน สะสมภาระกว่าแสนล้าน

เอกนัฏ รับลูกเต็มที่ ยืนเคียงข้างประชาชน 100%

ที่น่าตื่นเต้นคือ รัฐมนตรีเอกนัฏไม่ปฏิเสธ แต่รับลูกทันที! บอกว่าหลายเรื่องตรงใจมาก โดยเฉพาะการไม่เห็นด้วยกับกลไกกองทุนน้ำมันปัจจุบันที่ขาดธรรมาภิบาล เขาเตรียมเสนอ 5 นโยบายหลักเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที เช่น ดัน “Solar Rooftop” หรือโซลาร์หลังคาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกบ้านผลิตไฟได้เอง ลดการผูกขาดจากทุนใหญ่

สำหรับการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น เขาบอกว่า 2 บาทยังไม่พอ ต้องเลิกอ้างราคาสิงคโปร์แบบไทยไม่มีโรงกลั่นซะที ส่วนเรื่องกู้ 1.5 แสนล้าน ตอนนี้กองทุนเริ่มดีขึ้น จะบริหารให้ไม่ต้องกู้เพิ่ม เก็บไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายเท่านั้น เรื่องปิดปั๊มน้ำมันยามดึกก็ยันว่าเป็นแผนสำรอง ไม่จำเป็นตอนนี้ น้ำมันสำรองยังพอ

ปัญหาโครงสร้างพลังงานไทยไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมานาน กองทุนน้ำมันก่อตั้งปี 2555 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา แต่กลายเป็นเครื่องมือพึ่งพากู้เงินไม่รู้จบ สร้างหนี้สาธารณะพุ่งสูง ผู้บริโภคอย่างเราจ่ายแพงขึ้นทุกปี สถิติปี 2568 ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 10% น้ำมันดีเซลเกือบ 40 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากหนัก

การผลักดันพลังงานสะอาดอย่าง Solar Rooftop จะช่วยลดนำเข้า ลดโลกร้อน และประหยัดเงินประชาชนปีละหมื่นล้าน หากรัฐปลดล็อก Net Metering จริง ทุกบ้านติดแผงโซลาร์ได้ง่ายขึ้น ค่าไฟเหลือแค่ครึ่งเดียว

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีเอกนัฏพร้อมสู้กลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ เพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านครม. ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้แน่นอน

คุณคิดยังไงกับข้อเสนอนี้? อยากเห็น Solar Rooftop ที่บ้านไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ แล้วอย่าลืมแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น!

ที่มา – “ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

นิวคาสเซิล ทุ่ม 124 ล้านปอนด์ ยังไร้กองหน้าตัวจริง

ผู้ทำประตูชัยสวมเสื้อหมายเลข 9 สุดไอคอนิกของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด รับเสียงเชียร์จากแฟนบอลหลังจบเกม

แต่โยอาเน่ วิซซ่า ไม่ได้ถูกตะโกนชื่อที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค

นั่นคือฌ็อง-ฟิลิปป์ มาเตต้า กองหน้าของคริสตัล พาเลซ ที่แลกเสื้อกับอดีตเพื่อนร่วมทีมชาโตรูซ์ หลังจากยิงคนเดียวสองลูกช่วงท้ายเกม ช่วยทีมพลิกชนะ 2-1

นี่คือเรื่องราวของการเปลี่ยนตัวที่แตกต่างสุดขั้วในสุดสัปดาห์ที่แล้ว

มาเตต้าเปลี่ยนเกมได้ทันทีที่ลงสนาม แต่ วิซซ่า แม้ลงมาแทนหลังประตูที่สองของเพื่อนเก่าในช่วงทดเจ็บ ก็ไม่แตะบอลสักลูก

นิค วอลเทมาเด้ เพื่อนร่วมทีมใหม่ที่ย้ายมาด้วยค่าตัวรวม 124 ล้านปอนด์ ได้เวลามากกว่าเล็กน้อย ลงเล่นแทนในนาที 84

กุนซือเอ็ดดี้ ฮาว ยืนยันว่าไม่ได้เลือกทีมจากค่าตัว แต่มาจากฟอร์มในซ้อม

คำพูดของเขาบ่งบอกชัด เมื่ออธิบายว่าทำไมวิลเลี่ยม โอซูล่า ได้สตาร์ทเซอร์ไพรส์

“เขามีคุณสมบัติทางกายภาพ ความมุ่งมั่น และพัฒนาขึ้นทุกสัปดาห์” ฮาวกล่าว

นิวคาสเซิล ทุ่ม 124 ล้านปอนด์ ยังไร้กองหน้าตัวจริง

การเรียกตัวโอซูล่ากลับคือตอนจบล่าสุดในการตามหากองหน้าถาวรของ นิวคาสเซิล – 7 เดือนหลังอเล็กซานเดอร์ อิซัค ย้ายไปลิเวอร์พูลแบบเจ็บปวด

ทีมจะลำบากหาตัวแทนแบบทดแทนอิซัคที่ย้ายด้วยค่าตัวสถิติอังกฤษ 125 ล้านปอนด์ ถือเป็นภารกิจ “เป็นไปไม่ได้” ภายในสโมสร

แต่ฮาวนำกองหน้าสองคนมาแบ่งเบาภาระ หลังคัลลัม วิลสัน ก็ย้ายออก

วอลเทมาเด้เคยตกเป็นข่าวบาเยิร์น มิวนิค และนิวคาสเซิลเคยล้มเหลวกับเปโดร, เอคิติเก้, เซสโก้

แต่ดีล 69 ล้านปอนด์นี้ดูมีเหตุผล เมื่อวอลเทมาเด้ยิง 5 ลูกใน 6 นัดแรก

อัตราการเปลี่ยนโอกาสยิงเป็นประตูของเขายังสูงสุด (23%) ในพรีเมียร์ลีกสำหรับคนยิง 30 ลูกขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ไร้กัปตันบรูโน่ กิมาไรส์ที่เจ็บ วอลเทมาเด้ที่เน้นเทคนิคถูกโยกมาเล่นกลางมากขึ้น

สต๊าฟฟ์เคยหงุดหงิดที่ไม่มีเวลาพัฒนาเกมรุกของเขา

ช่วงนี้ตารางเบาลง พวกเขาจะมีโอกาส แต่ระบบของฮาวต้องการกองหน้าที่พุ่งทะยาน นำการ pressing

วอลเทมาเด้ต้องปรับตัวจากสตุ๊ตการ์ท แต่ทีมก็ต้องเล่นให้เขาด้วย

ปัญหาของวิซซ่า และซัมเมอร์ที่วุ่นวาย

นิวคาสเซิล ทุ่ม 124 ล้านปอนด์ ยังไร้กองหน้าตัวจริง ในฤดูกาลนี้

วิซซ่าที่พิสูจน์ตัวในพรีเมียร์ลีก ควรช่วยแบ่งเบา แต่เตรียมตัวไม่ดี

ไม่มีปรีซีซั่นเต็มตัวหลังดึงดันย้ายจากเบรนท์ฟอร์ด และเจ็บเข่ากับทีมชาติคองโกทันทีที่ย้ายมา

ยิง 2 ใน 2 นัดแรก แต่หลังจากนั้นยิงแค่นลูกเดียว

แอนโธนี่ กอร์ดอน ได้เล่นกลางนานกว่าก่อนโอซูล่า

การซื้อขายยุคฮาวดี แต่ดีล 55 ล้านปอนด์นี้ยังไม่คุ้ม

รวม net spend กว่า 100 ล้านปอนด์ ซัมเมอร์วุ่นวาย พลาดเป้าหลายตัว ไม่มีผู้อำนวยการกีฬาและ CEO ซื้อตัวตอนฤดูกาลเริ่มแล้ว

ฮาวมีส่วน แต่แค่มาลิค เทียว เริ่มตัวกับพาเลซ จาก 5 คนใหม่

แรมซี่และเอลันก้าจะลุ้นตัวจริงบุกบอร์นมัธ แต่ฮาวไม่เปลี่ยนตัวเชิงรุก แม้เลอร์มาโหม่งชนคาน

กลาสเนอร์ของพาเลซเปลี่ยนเกมได้

‘ต้องทำงานกับนักเตะที่มี’

การรับมือเกมแบบนี้เป็นปัญหาซ้ำๆ ของนิวคาสเซิลในฤดูกาลบู๊ต

มักถอยแล้วเสียประตูท้าย หรือไม่ปิดเกมได้

ยิงครึ่งแรกมากเป็นที่ 2 รองแค่แมนซิตี้ (24 ลูก) แต่เสียแต้มจากนำมากสุด (25 แต้ม)

ไม่แปลกที่มิทเชลล์บอก “รู้ว่าจะมีโอกาส”

แพ้ล่าสุด ร่วงที่ 14 ฮาวโดนกดดัน

“บางทีตัวนักเตะเปลี่ยนเกมได้ แต่เราภูมิใจในทีมที่มี” เขากล่าว

นิวคาสเซิล ทุ่ม 124 ล้านปอนด์ ยังไร้กองหน้าตัวจริง แต่ด้วยตารางที่เบาลง ฮาวต้องปรับระบบให้เหมาะกับวอลเทมาเด้และวิซซ่า ถ้าอยากกลับมาลุ้นท็อป 6 จริงๆ ลองติดตามการเปลี่ยนแปลงในนัดต่อไปสิ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย พลัฏฐ์จี้รัฐเพิ่มผลิตภาพ

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองจาก “พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาเตือนรัฐบาลให้เลิกใช้นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่าย แล้วหันมาโฟกัสที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพในระยะยาว

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย: สาเหตุจากอะไร?

ปัจจุบัน ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าค่าครองชีพแพงขึ้นแบบเห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อาหาร หรือบริการต่างๆ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันและสินค้านำเข้าพุ่งสูง ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย อีกครั้ง ที่ผ่านมา รัฐบาลมักโยนภาระให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดการผ่านนโยบายการเงิน เช่น ลดดอกเบี้ยหรือควบคุมเงินในระบบ แต่พลัฏฐ์ชี้ว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน

นโยบายแบบ “Demand driven” ที่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น เช่น มอบเงินช่วยเหลือหรือลดภาษี อาจทำให้เงินเฟ้อแฝงตัว เพราะ供給 (Supply) ไม่ทัน需求 (Demand) ผลที่ตามมาคือ ราคาสินค้าสูงขึ้น แม้จะมีมาตรการ补贴 แต่กลับทำให้ต้นทุนในประเทศแพง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย นักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเริ่มบ่นว่า “ไทยแพงไป ไม่อยากมาแล้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

พลัฏฐ์ชี้ทางออกจากวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย

พลัฏฐ์เสนอให้รัฐปรับไปใช้นโยบาย “Supply side” โดยเน้นเพิ่ม “ผลิตภาพ (Productivity)” ในทุกภาคส่วน ทั้งการผลิต บริการ และเกษตรกรรม แทนการพึ่งพาการเงินอย่างเดียว วิธีนี้จะช่วยให้สินค้าถูกลง กำลังซื้อประชาชนเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างจากจีน: เพิ่มผลิตภาพ ลดราคาสินค้า

มาดูกรณีศึกษาจากจีนกันครับ ที่ผ่านมา ค่าแรงในจีนพุ่งสูง พนักงานจบใหม่ได้เงินเดือนเริ่มต้น 6,000-8,000 หยวน (ราว 30,000-40,000 บาท) สูงกว่าไทยที่ยังติดอยู่ 15,000-20,000 บาทมานาน แต่ที่น่าทึ่งคือ แม้ค่าแรงขึ้น ราคาสินค้าอาหารและบริการกลับถูกลงหรือนิ่ง! เพราะจีนโฟกัสผลิตภาพสูง

  • ขนส่ง: ค่าแท็กซี่ในจีนถูกกว่าไทยมาก รถ EV ราคาถูกลง แข่งขันสูง เรียกรถได้ใน 3 นาที
  • เกษตร: ใช้เทคโนโลยีลดแรงงาน เพิ่มผลผลิต เช่น เลี้ยงหมูแบบ “คอนโด” นำจากไทยมาพัฒนา ควบคุมโรคได้ดี ลดต้นทุน
  • อุตสาหกรรม: สร้างโครงสร้างพื้นฐานดี มี Economies of scale และ scope ทำให้ผลิตถูก กำไรสูง ควบคุม需求เก็งกำไรอย่างอสังหาฯ

ผลคือ เศรษฐกิจจีนขยายตัวแข็งแกร่ง กำลังซื้อประชาชนพุ่ง แม้เงินเฟ้อต่ำ

ไทยควรทำตามจีนอย่างไร?

สำหรับไทย พลัฏฐ์แนะนำให้หน่วยงานเศรษฐกิจและ BOI เร่งยกระดับผลิตภาพ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ยังล้าหลัง ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น ระบบชลประทานอัจฉริยะ หรือโรงงานอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควบคุมราคาพลังงานและลดการผูกขาด เพื่อให้ราคาสินค้าถูกลงจริง

สรุปแล้ว วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย จะไม่ใช่ฝันร้าย ถ้ารัฐฟังคำเตือนจากพลัฏฐ์ หันมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งระบบ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? รัฐบาลควรเริ่มจากภาคไหนก่อน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย “พลัฏฐ์” จี้รัฐเลิกอัดเม็ดเงินกระตุ้นจับจ่าย หันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ทุกคนจับตาในขณะนี้คือ 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นสำนวนคดีไปยังศาลฎีกาแล้ว ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. ยังเตรียมแจงเหตุผลในการยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซึ่งสร้างความฮือฮาเพราะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร มาอ่านรายละเอียดกัน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ว่า ศาลฎีกาได้ประสานงานนัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดีของ 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดหมู่ความผิดต่อพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 24 เมษายนนี้ โดย ป.ป.ช. ได้ยื่นสำนวนเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

คดีนี้เกิดจาก ป.ป.ช. พิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวของ ส.ส. 44 คน อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎหมาย ส.ส. ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาสูญเสียสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา นี่เป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขกฎหมายม.112 ที่เป็นหัวใจของการอภิปรายในสภา

ป.ป.ช. จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นผ่านนอมินีในบริษัท หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยมตินี้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง

เลขาฯ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะแถลงเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น เมื่อถามถึงโอกาสที่ศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ เขาชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญ โดย ป.ป.ช. ถือว่าปิดคดีแล้ว แต่สิทธิผู้เสียหายยังสามารถร้องเรียนต่อไปได้

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
  • ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายทุจริต
  • กกต. ต้องตรวจคุณสมบัติหากสมัครเลือกตั้ง
  • ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์หรือร้องต่อหน่วยงานอื่น

คดีสแกนม่านตา DSI ส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังรับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังไม่มีการระบุตัวบุคคลชัดเจน ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อหาคนรับผิดชอบ และยังไม่มีมติรับคดี แม้จะมีการพาดพิงบุคคลทางการเมืองบ้าง แต่ต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม

โครงการสแกนม่านตาเคยถูกวิจารณ์หนักเรื่องความโปร่งใสและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริต หาก ป.ป.ช. พบหลักฐาน ก็อาจขยายวงไปยังผู้เกี่ยวข้อง

กรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล และประเด็นอื่นๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ ป.ป.ช. ในการกำกับดูแลนักการเมือง การตัดสินจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่กำลังเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ และสถานะของศักดิ์สยามที่อาจกลับมาเล่นการเมืองได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเหล่านี้เป็นเครื่องทดสอบความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็จะเป็นชัยชนะของสิทธิเสรีภาพในการเสนอกฎหมาย แต่หากผิด ก็อาจปิดประตูการแก้ไขม.112 ไปอีกนาน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา!

ที่มา – 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล – ป.ป.ช.จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ มอบนโยบายสื่อสารเข้าใจง่าย

วันนี้เรามีข่าวดีจากแวดวงการเมืองที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ฯ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น ในวันที่ 16 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษก และนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ว่าที่รองโฆษก ได้เปิดเผยหลังไหว้ขอพรนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในวันสงกรานต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายสำคัญให้ทีมโฆษก โดยเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วนทุกด้าน และรอบด้าน รวมถึงต้องฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเสมอ ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบายฝ่ายเดียว แต่ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาลยุคใหม่ ที่นำความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง สื่อสารความจริงจากรัฐบาลสู่ประชาชน และย้อนกลับมาปรับปรุงนโยบาย

การปรับปรุงเพจไทยคู่ฟ้าให้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก

ทีมโฆษกรัฐบาลตั้งเป้าให้เพจ ไทยคู่ฟ้า เป็นเพจหลักในการชี้แจงนโยบายรัฐบาลอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย โดยได้ปรับภาษาให้อ่านง่าย ลดความเป็นทางการ เพิ่มกราฟิกสวยงาม และโพสต์เนื้อหาให้รวดเร็วตามสถานการณ์ ปิดยุคสื่อสารแบบเก่าๆ ที่ยึดติดมานานหลายสิบปี ให้เข้ากับสังคมดิจิทัลยุคโซเชียลมีเดียที่มีข้อมูลหลากหลาย ในยุคที่ข่าวลือและเฟคนิวส์ล้นโลก เพจไทยคู่ฟ้าจะเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนไว้วางใจได้สำหรับข่าวจริงจากรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ตอบโต้ทางการเมือง แต่ทีมโฆษกยืนยันว่าจะชี้แจงบนพื้นฐานความจริงและข้อมูลถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาล สื่อ และประชาชน ธีมการทำงานคือ ‘ตรงไปตรงมา ครบถ้วน’ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจง่ายที่สุด

จุดแข็งของทีมโฆษกรัฐบาลแต่ละคน

ทีมโฆษกชุดนี้มีจุดเด่นที่หลากหลาย ทำให้ครอบคลุมการสื่อสารทั้งในและต่างประเทศ

  • นางสาวรัชดา ธนาดิเรก: พี่ใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน คอยนำทีมและประสานงาน
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา: เชี่ยวชาญภาษาจีน ช่วยสื่อสารนโยบายไปยังชุมชนจีนและต่างชาติ
  • นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์: คนรุ่นใหม่ คล่องภาษาอังกฤษ สื่อสารเรื่องต่างประเทศได้ดี โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้น กลาง ยาวในวิกฤต

นอกจากนี้ ทีมยังไม่กลัวการถูกโจมตีด้วย IO หรือข้อมูลเท็จ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่คาดหวังยอดไลค์หรือคำชม แต่เน้นข้อมูลจริง นางสาวลลิดายังย้ำว่าจะนำประสบการณ์เก่ามาปรับใช้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ส่วนนางสาวพลอยทะเลจะเน้นสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ผ่านช่องทางส่วนตัวและไทยคู่ฟ้า เพื่อต่อสู้เฟคนิวส์ด้วยข้อเท็จจริง

การสื่อสารแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนเข้าใจนโยบายรัฐบาลมากขึ้น แต่ยังเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในรัฐบาล ท่ามกลางโลกออนที่มีข้อมูลปลอมมากมาย หากรัฐบาลทำได้จริง คงช่วยลดความเข้าใจผิดได้เยอะเลยทีเดียว

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายสื่อสารใหม่นี้? ลองติดตามเพจไทยคู่ฟ้า แล้วมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์กันนะ จะได้ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะหลังจากเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยจัดสรรเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.19 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มการสำรองน้ำมันดิบ

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมทางไกลระหว่างผู้นำญี่ปุ่นกับกลุ่มอาเซียนและประเทศพันธมิตร เช่น ไทย ออสเตรเลีย อินเดีย และเกาหลีใต้ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ระบุว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งกับเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จะกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยตรง โดยเฉพาะการผลิตสินค้าที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง

รายละเอียดเงินช่วยเหลือและการนำไปใช้

เงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ จะอยู่ในรูปแบบเงินกู้ต่ำดอกเบี้ยผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เพื่อให้ประเทศเอเชียสามารถจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงขยายคลังน้ำมันสำรอง มูลค่านี้เทียบเท่าน้ำมันดิบ 1.2 พันล้านบาร์เรล ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าทั้งปีของอาเซียน ญี่ปุ่นกังวลว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีคลังสำรองจำกัด อาจขาดเงินชำระค่าน้ำมันที่ราคาพุ่งสูง ส่งผลให้การผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์หยุดชะงัก

  • รูปแบบ: เงินกู้สำหรับซื้อน้ำมันและขยายคลังสำรอง
  • ผู้รับ: อาเซียนและพันธมิตร เช่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม
  • ไม่กระทบญี่ปุ่น: ไม่ใช่การแจกน้ำมันจากคลังสำรองญี่ปุ่น

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดล้อม ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เอเชียซึ่งพึ่งพาเส้นทางนี้มากที่สุด จึงได้รับผลกระทบหนัก ผู้นำจาก 15 ประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย บังกลาเทศ บรูไน กัมพูชา ติมอร์-เลสเต อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา และเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ

ผลกระทบต่อประเทศไทยและโอกาสที่ได้รับ

สำหรับประเทศไทย ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง นี้ จะช่วยเสริมคลังน้ำมันสำรองของไทยที่ยังจำกัด ป้องกันการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่อาจกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์และการส่งออก ไทยซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญของญี่ปุ่น จะได้รับประโยชน์โดยตรงในการรักษาห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนราคาน้ำมันโลก

ญี่ปุ่นเองมีคลังสำรองน้ำมันสูงถึง 240 วัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล เพื่อรับมือการพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง 95% มาตรการนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงร่วมกัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงานภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และส่งเสริมการกระจายแหล่งนำเข้า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและเตรียมแผนสำรองพลังงานเพื่อรับมือวิกฤตต่อไป หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารพลังงานโลกกับเราได้

ที่มา – ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลของตัวเอง โดยระบุว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะมีการพูดคุยกันโดยตรงในวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญในอดีต ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตสงครามที่รุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “พยายามสร้างพื้นที่หยุดพักเล็กน้อยระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ผู้นำทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมานานแล้ว ประมาณ 34 ปี การสนทนาจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เยี่ยมไปเลย!” แม้จะไม่ได้ระบุชื่อผู้นำหรือรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่การหยุดยิงและคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

背景ของความขัดแย้งและการเจรจาล่าสุด

ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนทวีขึ้นหลังจากอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเพิ่งประชุมหารือเรื่องหยุดยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่นางคาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า “เรามีความรู้สึกที่ดีต่อโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลง” การเจรจาดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง

พลเอกอัสซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานเพื่อลดช่องว่างระหว่างคู่ขัดแย้ง แม้การเจรจาครั้งก่อนยังไม่สรุป แต่ครั้งนี้มีความหวังสูง โดยมุ่งหาข้อยุติในเลบานอนและอาจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

สถานการณ์ภาคสนามที่ยังวิกฤต

แม้ข่าวดีด้านการทูต แต่การปะทะยังรุนแรง โดยเฉพาะในเมืองบินต์จเบลทางตอนใต้เลบานอน นักรบเฮซบอลลาห์สู้กับกองกำลังอิสราเอลด้วยเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่าเครื่องบินเจ็ตอิสราเอลทิ้งระเบิดที่เมืองเทบนีน ส่งผลให้โรงพยาบาลเสียหายหนัก อิสราเอลยังสร้าง “เขตกันชน” ทางภาคพื้นดิน สงครามนี้คร่าชีวิตกว่า 2,000 ราย และทำให้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน

  • ผู้เสียชีวิต: กว่า 2,000 ราย
  • ประชาชนพลัดถิ่น: มากกว่า 1 ล้านคน
  • เป้าหมายอิสราเอล: สร้างเขตกันชนชายแดน
  • การสนับสนุนเฮซบอลลาห์: จากอิหร่าน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

ความหวังเรื่องหยุดยิงส่งผลบวกต่อตลาด ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ 15 เม.ย. เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสงครามที่เริ่ม 28 ก.พ. อาจสิ้นสุด ราคาน้ำมันดิบทรงตัวจากความหวังคลี่คลายในอ่าวเปอร์เซีย หากการหารือสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าเมดเดิลอีสต์ ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือโอกาสทองในการสร้างสันติภาพยั่งยืน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี