วัน: 17 เมษายน 2026

รฟท. สรุปยอด 7 วันสงกรานต์ 2569 ทะลุ 6.28 แสนคน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สรุปยอดผู้โดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ได้อย่างน่าประทับใจ โดย รฟท. สรุปยอด 7 วันสงกรานต์ 2569 ทะลุ 6.28 แสนคน แล้วไม่มีใครตกค้างเลยสักคน! นี่คือตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริการประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว เส้นทางยอดนิยมอย่างสายใต้ครองแชมป์ผู้โดยสารมากที่สุด แถมยังเตรียมพร้อมรับมือขากลับกรุงเทพฯ อย่างเข้มข้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

รฟท. สรุปยอด 7 วันสงกรานต์ 2569 ทะลุ 6.28 แสนคน

นายเมธาพัฒน์ สุนทรวราภาส ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ รฟท. เปิดเผยว่าช่วง 10-16 เมษายน 2569 การให้บริการรถไฟเป็นไปอย่างราบรื่น รองรับผู้โดยสารทั้งขาไปและขากลับได้ครบถ้วน ไม่มีปัญหาคอขวดหรืออุบัติเหตุร้ายแรง รฟท. เพิ่มศักยภาพเต็มสูบตามนโยบายกระทรวงคมนาคม โดยจัดตู้โดยสารเต็มขบวนประจำและเพิ่มขบวนพิเศษ 22 เที่ยว ครอบคลุมสายหลักทั้งเหนือ อีสาน และใต้ ทำให้ประชาชนเดินทางสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

ตัวเลขผู้โดยสารรวมทั้ง 7 วันทะลุ 628,514 คน แบ่งเป็นขบวนประจำ 623,775 คน และขบวนเสริม 4,739 คน สถิตินี้สูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย สะท้อนว่าประชาชนไว้วางใจบริการรถไฟมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันแพงและการจราจรติดขัดบนท้องถนน

รฟท. สรุปยอดผู้โดยสารแยกตามเส้นทาง สายใต้แชมป์

เมื่อเจาะลึกสถิติตามเส้นทาง พบว่าเส้นทางยอดฮิตเรียงลำดับดังนี้

  • สายใต้: 222,672 คน (ไปหาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี พังงา)
  • สายตะวันออกเฉียงเหนือ: 164,587 คน (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี)
  • สายเหนือ: 116,216 คน (เชียงใหม่ ลำปาง แพร่)
  • สายตะวันออก: 68,760 คน (แก่งคอย ภาคตะวันออก)
  • สายมหาชัย: 46,982 คน
  • สายแม่กลอง: 9,297 คน

สายใต้ครองอันดับหนึ่งเพราะเป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ที่ภาคใต้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่กลับบ้านและนักท่องเที่ยว สถิติเหล่านี้ช่วยให้รฟท. วางแผนปรับปรุงบริการได้ดีขึ้นในอนาคต เช่น เพิ่มตู้รถสำหรับเส้นทางยอดนิยม

รฟท. เตรียมพร้อมขากลับกรุงเทพฯ ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

หลังสงกรานต์ รฟท. ไม่หยุดนิ่ง ได้เตรียมกำลังพลและระบบบริหารจัดการเพื่อรองรับผู้โดยสารขากลับ โดยเฉพาะกลุ่มที่หยุดยาวต่อเนื่องไปถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตารางเวลาแบบเรียลไทม์ ควบคุมความสะอาด และบังคับใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการพิเศษที่สถานีหลักๆ เช่น กรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวก

ความสำเร็จครั้งนี้มาจากความร่วมมือของผู้โดยสารทุกคนที่ปฏิบัติตามกฎ เช่น จองตั๋วล่วงหน้าและมาถึงสถานีตรงเวลา รฟท. ขอบคุณทุกท่านและสัญญาว่าจะยกระดับบริการต่อไป เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับจองตั๋วและติดตามสถานะขบวนรถ

ในมุมมองของเรา รฟท. สรุปยอด 7 วันสงกรานต์ 2569 ทะลุ 6.28 แสนคน เป็นหลักฐานว่ารถไฟยังคงเป็นยานพาหนะหลักสำหรับการเดินทางระยะไกลในไทย เพราะประหยัด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากเทียบกับรถโดยสารหรือเครื่องบิน รถไฟช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดได้มาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาล

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสครั้งนี้ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลหน้าด้วยการจองตั๋วล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ รฟท. ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นเพื่อไม่พลาดสิทธิพิเศษ!

ที่มา – รฟท. สรุปยอด 7 วันเดินทางสงกรานต์ 2569 ทะลุ 6.2 แสนคน ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

ทลายโรงงานผงชูรสปลอม ผลิต 1,500 ซอง ส่งตลาดดัง

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการอาหารและยา เมื่อเจ้าหน้าที่ ทลายโรงงาน “ผงชูรส-ผงปรุงรสปลอม” ผลิตวันละ 1,500 ซอง ส่งขายตามตลาดดัง กลางกรุงเทพฯ ลอบผลิตสินค้าปลอมมูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท ส่งขายข้ามจังหวัดผ่านขนส่งเอกชน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากปฏิบัติการ Take Down ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ใช้เวลาแกะรอยนานกว่า 3 เดือน จนนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายใหญ่

ทลายโรงงาน “ผงชูรส-ผงปรุงรสปลอม” ผลิตวันละ 1,500 ซอง ส่งขายตามตลาดดัง

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจากการจับกุมผู้ค้ารายย่อยในจังหวัดชัยภูมิ เจ้าหน้าที่จึงขยายผลติดตามเส้นทางการกระจายสินค้า จนพบแหล่งผลิตซุกซ่อนอยู่ในซอยสะแกงาม 50 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ที่นี่คือโรงงานลับที่เลียนแบบยี่ห้อดัง ใช้วัตถุดิบไม่ได้มาตรฐานและสถานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ผลิตผงชูรสและผงปรุงรสปลอมจำนวนมาก

ขั้นตอนการจับกุมที่ตื่นเต้น

วันที่ 25 มีนาคม เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์จนพบรถกระบะตู้ทึบต้องสงสัยขับออกจากซอยดังกล่าว ติดตามไปถึงปั๊มน้ำมันในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตรวจค้นรถของนายอุทิศ พบผงชูรสและผงปรุงรสปลอมเต็มคันรถ จับกุมได้ทันที จากนั้นบุกเข้าค้นบ้านพักในซอยสะแกงาม 50 พบนายเกรียงไกรพร้อมพนักงาน 3 คนกำลังผลิตสินค้าปลอม

ผู้ต้องหาสารภาพว่า ลักลอบผลิตมานานกว่า 2 ปี รับออเดอร์จากลูกค้า ผลิตวันละประมาณ 1,500 ซอง บรรจุซองแล้วนัดรับริมทางหรือส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชนเพื่อเลี่ยงด่านตรวจ สินค้าปลอมเหล่านี้กระจายไปขายในตลาดบางแคและเขตหนองแขม ซึ่งเป็นตลาดดังที่มีผู้บริโภคหนาแน่น

ของกลางที่ยึดได้จำนวนมหาศาล

  • ผงชูรสปลอม 4,804 ซอง
  • ผงปรุงรสปลอม 1,532 ซอง
  • วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตกว่า 24,918 ชิ้น

มูลค่ารวมเกือบ 2 ล้านบาท ผู้ต้องหา 7 รายถูกแจ้งข้อหาหนัก เช่น ปลอมและมีไว้ขายสินค้าปลอม, ใช้เครื่องหมายการค้าหลอกลวง, ผลิตอาหารฉลากไม่ถูกต้อง และผลิตอาหารปลอม ส่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ดำเนินคดี

นอกจากนี้ อย. ยังเตือนประชาชนให้ระวังสินค้าปลอม โดยเฉพาะเครื่องปรุงรสที่อาจปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ หรือปัญหาไตระยะยาว ผงชูรสปลอมมักใช้วัตถุดิบราคาถูก ไม่ผ่านการตรวจสอบ

อันตรายจากผงชูรสและผงปรุงรสปลอม

สินค้าปลอมเหล่านี้ไม่เพียงหลอกลวงผู้บริโภค แต่ยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคจากสถานที่ผลิตที่สกปรก เราเคยเห็นเคสคล้ายๆ กันหลายครั้ง เช่น นมปลอม ยาปลอม ที่ทำให้เกิดโรคระบาด การทลายโรงงาน “ผงชูรส-ผงปรุงรสปลอม” ผลิตวันละ 1,500 ซอง ส่งขายตามตลาดดังครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตรวจสอบให้ดี

วิธีตรวจสอบสินค้าปลอมง่ายๆ:

  • ดูฉลากให้ครบ เลขสารบบอาหาร อย.
  • ตรวจสอบวันผลิต-หมดอายุ
  • ซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ
  • หลีกเลี่ยงราคาถูกผิดปกติ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายอาชญากรรมอาหารยังคงแพร่หลาย แม้เจ้าหน้าที่จะปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้บริโภค เราควรตื่นตัวมากขึ้น คุณล่ะเคยเจอสินค้าปลอมบ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – ทลายโรงงาน “ผงชูรส-ผงปรุงรสปลอม” ผลิตวันละ 1,500 ซอง ส่งขายตามตลาดดัง

“ศรีโกสา” เสือโคร่งดงพญาเย็น-เขาใหญ่ สิ้นใจแล้ว

ข่าวเศร้าสะเทือนใจคนรักธรรมชาติ เมื่อ “ศรีโกสา” เสือโคร่งตัวสำคัญของฐานข้อมูลประชากร “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” สิ้นใจแล้ว ตามวัฏจักรของธรรมชาติ ทีมวิจัยจากสถานีวิจัยดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับแจ้งสัญญาณจากปลอกคอ GPS และพบโครงกระดูกของเสือโคร่งตัวผู้ตัวนี้ ซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญในฐานข้อมูลประชากรเสือโคร่งของพื้นที่ป่าทั่วใหญ่ผืนนี้

“ศรีโกสา” เสือโคร่งตัวสำคัญของฐานข้อมูลประชากร “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” สิ้นใจแล้ว

วันที่ 17 เมษายน 2567 เพจเฟซบุ๊กของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์แจ้งข่าวการจากไปของศรีโกสา หรือ TLT-119M เสือโคร่งตัวผู้ที่ทุกคนจับตามอง ศรีโกสาไม่ใช่แค่เสือตัวธรรมดา แต่เป็นเสือที่ทีมนักวิจัยติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาพฤติกรรม นิเวศวิทยา และช่วยประเมินจำนวนประชากรเสือโคร่งในระบบนิเวศดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นป่าที่เชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติต่างๆ เช่น ทับลาน ปางสีดา และเขาใหญ่

ประวัติของ “ศรีโกสา” ตั้งแต่พบครั้งแรก

ศรีโกสา ปรากฏตัวครั้งแรกในกล้องดักถ่ายภาพของทีมวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พบทั้งในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและปางสีดา ต่อมาในเดือนเมษายน 2566 ทีมได้ติดปลอกคอ GPS ดาวเทียมให้เขา เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวและการใช้พื้นที่อย่างละเอียด นั่นคือตอนที่เขาได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ศรีโกสา” ซึ่งมาจากรหัส TLT-119M โดย TLT ย่อมาจาก Thap Lan Tiger หรือเสือทับลาน

จากข้อมูลปลอกคอ ศรีโกสาแสดงให้เห็นถึงชีวิตของเสือโคร่งหนุ่มที่แข็งแกร่ง เขามีอาณาเขตหากินกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสองอุทยานฯ โดยมีเสือเมียในความดูแลถึง 2 ตัว และที่พิเศษคือ เขาได้สืบสานพันธุ์โดยให้กำเนิดลูกเสือถึง 3 ตัว กับ “แม่ทับลาน” (TLT-106F) กล้องดักถ่ายภาพจับภาพแม่ลูกได้ชัดเจน ขณะที่แม่ทับลานพาลูกๆ เดินอย่างสง่างามในป่า

สัญญาณเตือนภัยจากบาดแผลที่ขา

เข้าสู่ปี 2567 สัญญาณกังวลเริ่มปรากฏ เมื่อกล้องดักถ่ายภาพในเดือนมกราคม จับภาพศรีโกสาได้ขณะที่มีอาการบวมที่ข้อศอกขาซ้าย เขาเดินกะโผลกกะเผลก ลงน้ำหนักด้วยขาเพียง 3 ขา สำหรับเสือโคร่งนักล่าที่ต้องอาศัยร่างกายที่สมบูรณ์แบบ บาดแผลนี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้การล่าสัตว์และการต่อสู้เพื่อปกป้องอาณาเขตยากลำบากยิ่งขึ้น นักวิจัยคาดว่านี่อาจเกิดจากการต่อสู้กับเสือตัวอื่น หรืออุบัติเหตุในป่า

  • อาณาเขตหากิน: ครอบคลุมอุทยานทับลานและปางสีดา
  • คู่ครอง: เสือเมีย 2 ตัว
  • ลูกหลาน: ลูกเสือ 3 ตัวกับ TLT-106F
  • บาดแผล: ข้อศอกขาซ้ายบวม เดิน 3 ขา

บทสุดท้าย: พบโครงกระดูกในป่าลึก

ในเดือนเมษายน ทีมวิจัยรีบรุดไปยังจุดพิกัดสุดท้ายที่ปลอกคอส่งสัญญาณ พบโครงกระดูกของศรีโกสาที่สวมปลอกคอยังอยู่ การสำรวจพื้นที่รอบๆ ไม่พบร่องรอยการลักลอบล่า หรือภัยจากมนุษย์ แต่พบเกล็ดและกลิ่นของลิ่นกระจายอยู่ นักวิจัยจึงสรุปว่าลิ่นน่าจะเป็นเหยื่อมื้อสุดท้าย ก่อนที่ร่างกายที่อ่อนแอจากบาดแผลจะยอมจำนนต่อธรรมชาติ

การจากไปของ “ศรีโกสา” เสือโคร่งตัวสำคัญของฐานข้อมูลประชากร “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” สิ้นใจแล้ว สะท้อนถึงความโหดร้ายของชีวิตในป่า ที่มีการแข่งขันดุเดือดเพื่อพื้นที่และอาหาร แต่ศรีโกสาได้ทำหน้าที่ของพ่อเสือได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาทิ้งลูกหลานไว้ให้ป่า 3 ตัว ซึ่งตอนนี้กำลังเติบโตและจะสืบทอดอาณาเขตของพ่อ วัฏจักรแห่งชีวิตในป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของโครงการติดตามเสือโคร่งด้วยเทคโนโลยี GPS ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจประชากรเสือในไทยได้ดีขึ้น ปัจจุบัน ประชากรเสือโคร่งในไทยเหลือน้อยมาก การสูญเสียแต่ละตัวจึงมีคุณค่ามหาศาล นอกจากนี้ ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญที่เชื่อมโยงป่าตะวันออกของไทย ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อคิดเห็น: การจากไปของศรีโกสาแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมีสมดุลของตัวเอง แต่ภัยคุกคามจากมนุษย์อย่างการบุกรุกป่าและการล่าแบบผิดกฎหมายยังคงเป็นปัญหาใหญ่ หากเราต้องการเห็นเสือโคร่งลูกของศรีโกสาเติบโตแข็งแรง ทุกคนต้องช่วยกันปกป้องผืนป่าเหล่านี้

CTA: ชวนเพื่อนๆ มาแชร์ข่าวนี้ และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ของกรมอุทยานฯ กันเถอะ! ถ้ามีโอกาส ลองไปเยี่ยวนกเขาใหญ่เพื่อสัมผัสธรรมชาติที่ศรีโกสาเคยปกป้อง

ที่มา – “ศรีโกสา” เสือโคร่งตัวสำคัญของฐานข้อมูลประชากร “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” สิ้นใจแล้ว

20 เม.ย.นี้ ปิดเบี่ยงจราจร ถนนพระราม 2 เพื่อยกชิ้นส่วนคานสร้างทางด่วน M82

กรมทางหลวง (ทล.) แจ้งข่าวสำคัญสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนบน ถนนพระราม 2 ว่า 20 เม.ย.นี้ จะมีการปิดเบี่ยงจราจรชั่วคราวช่องทางหลักทั้งขาเข้าและขาออก ช่วง กม.26–30+500 เพื่อดำเนินการยกชิ้นส่วนคานโครงสร้างทางด่วน M82 ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว (ตอน 4 และตอน 7) หากคุณต้องสัญจรผ่านเส้นทางนี้ ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดยาว!

20 เม.ย.นี้ ปิดเบี่ยงจราจร ถนนพระราม 2 เพื่อยกชิ้นส่วนคานสร้างทางด่วน M82

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า หลังเทศกาลสงกรานต์สิ้นสุดลง กรมทางหลวงจะเร่งรัดงานก่อสร้างทางด่วน M82 โดยเริ่มปิดเบี่ยงจราจรช่องทางหลักตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2567 (ค.ศ. 2024) เป็นต้นไป ช่วงเวลากลางวัน (05.00–20.00 น.) ผู้ใช้ทางหลักยังสัญจรได้ฝั่งละ 2 ช่องจราจร แต่ช่วงกลางคืนจะปิดทางหลักทั้งหมดตามมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ใช้ทางสามารถ改ใช้ทางขนาน (Frontage Road) ฝั่งละ 2 ช่องจราจรได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เป้าหมายหลักคือเร่งยกติดตั้งชิ้นส่วนโครงสร้างทางยกระดับให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อคืนผิวจราจรช่องทางหลักให้ประชาชนใช้งานปกติ ลดผลกระทบระยะยาวจากโครงการนี้

รายละเอียดการปิดเบี่ยงจราจร 20 เม.ย.นี้ บนถนนพระราม 2

  • ช่วงที่ปิด: กม.26 และ กม.30+500
  • เวลากลางวัน (05.00–20.00 น.): ทางหลักเปิดฝั่งละ 2 ช่อง
  • เวลากลางคืน: ปิดทางหลัก ใช้ทางขนานแทน
  • ระยะเวลา: จนกว่าจะเสร็จงานในพ.ค. 2567

กรมทางหลวงขอแนะนำให้ประชาชนศึกษาข้อมูลล่วงหน้า เผื่อเวลาเดินทางเพิ่ม 10-30 นาที หรือเลือกเส้นทางเลี่ยง เช่น ถนนเพชรเกษม บางนา-ตราด หรือใช้ทางด่วนอื่นๆ หากเป็นไปได้

เคล็ดลับหลีกเลี่ยงรถติดจากปิดเบี่ยงจราจร ถนนพระราม 2

เพื่อช่วยให้คุณเดินทางสะดวกขึ้น ลองใช้เคล็ดลับเหล่านี้:

  • เช็คสภาพจราจร real-time ผ่านแอป Google Maps หรือ Waze
  • ออกเดินทางนอกช่วง peak hour (07.00-09.00 น. และ 17.00-19.00 น.)
  • ใช้เส้นทางเลี่ยง: จากบางนาไปเพชรเกษมแทนพระราม 2
  • ติดตามประกาศจากกรมทางหลวง สายด่วน 1586 ตลอด 24 ชม.

โครงการทางด่วน M82 จะช่วยแก้ปัญหารถติดบนถนนพระราม 2 ในอนาคต ทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสมุทรสาคร นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ สะดวกยิ่งขึ้น คาดเปิดใช้งานเต็มรูปแบบปี 2568

การปิดเบี่ยงจราจรครั้งนี้แม้สร้างความไม่สะดวกชั่วคราว แต่เป็นเพื่อประโยชน์ระยะยาวของประชาชน แนะนำให้วางแผนดีๆ และอดทนหน่อยนะครับ สุดท้าย หากมีคำถามเพิ่มเติม โทรสายด่วนกรมทางหลวง 1586 ได้เลย!

ติดตามข่าวจราจรและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – 20 เม.ย.นี้ ปิดเบี่ยงจราจร ถนนพระราม 2 เพื่อยกชิ้นส่วนคานสร้างทางด่วน M82

รุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ 226 ปี

สวัสดีครับชาวเชียงใหม่และคนรักต้นไม้ทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นเต้นใจสั่นมาฝากกัน นั่นคือกรณีรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ อายุกว่า 226 ปี หลังจากกิ่งใหญ่หักโค่นลงมาในวันพญาวันที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวหลายคนเกิดความกังวล โดยเฉพาะเมื่อมันตรงกับวันสำคัญทางปฏิทินล้านนา

รุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ หลังกิ่งหักวันพญาวัน

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 เมษายน 2569 กิ่งขนาดใหญ่ของต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หักโค่นลงมาทับเสาไฟฟ้าแรงสูง ทำให้เกิดความเสียหาย เทศบาลนครเชียงใหม่รีบระดมกำลังเข้าจัดการขนย้ายกิ่งไม้ทันที ล่าสุดวันที่ 17 เมษายน รุกขกรผู้เชี่ยวชาญได้ลงมือรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ โดยการตัดแต่งแผลและตรวจสอบลำต้น พบว่า里面มีโพรงขนาดใหญ่จากการผุกร่อนของน้ำฝนที่ซึมเข้าไปสะสมมานานหลายสิบปี กิ่งที่หักมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 50 เซนติเมตร น้ำหนักมากเกินกว่าลำต้นที่อ่อนแอจะรับไหว

ทีมรุกขกรกำลังตกแต่งแผลให้เรียบร้อยและอุดโพรงเพื่อป้องกันน้ำฝนเข้าไปเพิ่ม โดยเฉพาะช่วงใกล้ฤดูฝนนี้ หลังจากนี้ วัดเจดีย์หลวง เทศบาลนครเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญจะร่วมกันวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เช่น ตัดแต่งกิ่งเสี่ยง และปกป้องสิ่งปลูกสร้างสำคัญรอบๆ อย่างหอพระอินทร์ ท้าวเวสสุวรรณ วิหาร และเสาอินทขิลที่เป็นเสาหลักเมืองเชียงใหม่

สาเหตุหลักที่ทำให้กิ่งต้นยางนาหัก

  • อายุมาก: ต้นไม้มีอายุกว่า 226 ปี โพรงภายในลำต้นเกิดจากการผุพังตามธรรมชาติ
  • น้ำฝนซึม: น้ำฝนสะสมทำให้เนื้อไม้กร่อนและอ่อนแอ
  • น้ำหนักกิ่ง: กิ่งใหญ่รับน้ำหนักไม่ได้ ส่งผลให้หักโค่น

นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ คาดว่าการเคลียร์พื้นที่จะเสร็จสิ้นในวันเดียวกัน

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่

ต้นยางนาต้นนี้เป็นหนึ่งใน 3 ต้นที่พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงปลูกเมื่อ พ.ศ. 2339 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ใจกลางเมือง คู่กับเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายอาณาเขตและที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเมืองตามความเชื่อล้านนา ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียว จึงยิ่งทรงคุณค่า ใครมาเชียงใหม่ต้องแวะมาชม!

วันพญาวันกับความกังวลลางร้าย

ที่น่าตกใจคือเหตุการณ์เกิดในวันพญาวัน หรือวันแรกของจุลศักราช 1388 ทำให้ชาวบ้านหลายคนมองว่าเป็นลางไม่ดี เพราะต้นไม้หมายเมืองเชื่อว่ามีรุกขเทวดาและพญายักษ์สิงสถิต นายวัลลภ นามวงศ์พรหม ผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ แนะนำว่า ในทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องปกติของต้นไม้เก่าแก่ แต่เพื่อความสบายใจ ควรทำพิธีขอขมาลาโทษรุกขเทวดา ซึ่งเป็นประเพณีล้านนาที่ดีงาม ไม่เสียหายอะไร

การรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ซ่อมแผล แต่เป็นการผสานวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรม สะท้อนถึงความรักและเคารพมรดกของเชียงใหม่ ในฐานะคนล้านนา ผมเชื่อว่าการดูแลต้นไม้โบราณต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? เป็นลางร้ายหรือแค่ธรรมชาติ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่จากเรา!

ที่มา – รุกขกรรักษา “ต้นไม้หมายเมือง” อายุกว่า 226 ปี เชียงใหม่ หลังกิ่งหักวันพญาวัน

Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta ดุเดือด

Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta ในรายการ Wayne Rooney Show

ในรายการ The Wayne Rooney Show ล่าสุด ดาวดังจาก UFC อย่าง Paddy Pimblett ไม่ยั้งปาก โวยใส่ Arsenal และ Mikel Arteta แบบดุเดือดสุดๆ! Pimblett ที่เป็นแฟนตัวยงของ Liverpool ไม่มีเกรงใจทีมปืนใหญ่เลยสักนิด เขาเปิดใจระบายความในใจเกี่ยวกับแฟนบอล Arsenal และผู้จัดการทีม Arteta ที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจมานาน

Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมของแฟนบอล Arsenal ที่เขาเห็นว่ามีปัญหา รวมถึงสไตล์การคุมทีมของ Arteta ที่ Pimblett มองว่าไม่เหมาะสม นักสู้ UFC วัย 29 ปีคนนี้พูดแบบตรงไปตรงมาในรายการที่นำโดย Wayne Rooney อดีตดาวยิงแมนยู ซึ่งทำให้แฟนๆ ฟุตบอลและ UFC ตื่นเต้นไปตามๆ กัน

ที่มาของการโวย Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นแฟน Liverpool ของ Pimblett ที่ทำให้เขาเกลียด Arsenal มาตั้งแต่เด็ก การเผชิญหน้ากับ Wayne Rooney ในรายการนี้ยิ่งทำให้เขาได้ระบายอารมณ์เต็มที่ Pimblett วิจารณ์ Arteta ว่าพยายามเลียนแบบ Pep Guardiola แต่ทำไม่สำเร็จ ส่งผลให้ Arsenal ชวดแชมป์พรีเมียร์ลีกไปแบบน่าเสียดาย นอกจากนี้ เขายังพูดถึง Merseyside Derby และ UFC ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้สึกของเขาได้อย่างลงตัว

  • ประเด็นหลักที่ Pimblett โวย: แฟน Arsenal ที่ชอบโจมตี Liverpool
  • สไตล์การเล่นของ Arteta ที่น่าเบื่อและขาดประสิทธิภาพ
  • การเปรียบเทียบกับทีมอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก
  • ความหวังของ Pimblett ต่อ Liverpool ในฤดูกาลหน้า

รายการนี้มีให้ดูฟรีบน BBC iPlayer และฟังได้ที่ BBC Sounds แฟนๆ ไม่ควรพลาด เพราะ Pimblett พูดแบบไม่กั๊กจริงๆ

ทำไม Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta ถึงดังระเบิด

การที่นักกีฬา UFC อย่าง Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta ทำให้เกิดกระแสในโซเชียลมีเดียทันที แฟน Arsenal บางส่วนโต้เถียง ขณะที่แฟน Liverpool ชอบใจกันใหญ่ นี่คือตัวอย่างของครอสโอเวอร์ระหว่างฟุตบอลและ MMA ที่น่าติดตาม Pimblett ไม่ใช่แค่นักสู้ แต่ยังเป็นคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลที่เจ๋งมาก เขาเคยพูดถึงการต่อสู้ในกรงและเปรียบกับสนามฟุตบอล ทำให้การสัมภาษณ์นี้สนุกยิ่งขึ้น

ในมุมมองของเรา การโวยของ Pimblett สะท้อนถึง passion ของแฟนบอลตัวจริง Arteta เองก็เคยถูกวิจารณ์หนักจากหลายฝ่าย แต่ Arsenal กำลังอยู่ในฟอร์มดีในฤดูกาลนี้ Pimblett อาจจะดูเกลียดชัง แต่จริงๆ แล้วมันคือการแสดงความรักต่อ Liverpool ของเขาเอง

ผลกระทบต่อ UFC และฟุตบอล

  • เพิ่มยอดผู้ชมรายการ Wayne Rooney Show
  • กระตุ้นการถกเถียงระหว่างแฟน Arsenal vs Liverpool
  • Pimblett ได้ภาพลักษณ์นักสู้ที่กล้าแสดงออก

หากคุณเป็นแฟน UFC หรือพรีเมียร์ลีก อย่าลืมติดตามการอัปเดตข่าว Paddy Pimblett โวย Arsenal และ Arteta แบบเต็มๆ มันคือคลิปที่ต้องดูเพื่อความบันเทิงล้วนๆ!

สุดท้ายนี้ คิดว่า Arteta จะตอบโต้ยังไง? แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ แฟนบอลได้อ่านกันครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้านจากน้องเบญ

เรื่องราวของไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญกำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย น้องเบญ เด็กสาววัย 15 ปี ผู้เป็นที่รักของหลายๆ คนจากภาพเดินเก็บขวดพลาสติกหลังเลิกเรียนเพื่อช่วยครอบครัว กลายเป็นไวรัลจนได้รับเงินบริจาครวมกว่า 3.1 ล้านบาท แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็เกิดดราม่าขึ้น จนครอบครัวตัดสินใจแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนการศึกษา และบริจาคส่วนที่เหลือให้มูลนิธิเพื่อสังคม

ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปพบครอบครัวน้องเบญที่ห้องเช่าในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อรับเงินบริจาคจำนวน 1.8 ล้านบาท แต่สุดท้ายต้องชะลอการรับเงินออกไป ด้วยเหตุผลหลักคือความกังวลเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้เงินไม่ตรงตามเจตนาของผู้บริจาค ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งใจให้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องเบญโดยตรง

ไทด์ เอกพัน ระบุว่า ต้องขอเวลาอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้บริจาคที่สนใจสามารถแสดงเจตจำนงได้ หากยินยอมให้เงินถูกนำไปใช้ในงานกุศลต่อ หรือต้องการขอคืนโดยแสดงสลิปโอนเงิน มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและโปร่งใสของมูลนิธิในการจัดการเงินบริจาค

พื้นหลังเรื่องราวของน้องเบญ

น้องเบญ หรือน.ส.เบญญาภา นักเรียนชั้น ม.3 อาศัยอยู่กับพ่อที่ป่วยติดเตียงมานาน 16 ปี และแม่ที่รับจ้างทั่วไป ภาพของเธอในชุดนักเรียนกำลังเก็บขวดจากถังขยะริมถนนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู จนมีผู้ใจบุญโอนเงินช่วยเหลืออย่างล้นหลาม เริ่มต้นจาก 1.1 ล้านบาท และพุ่งถึง 3,110,932 บาทภายในไม่กี่วัน แม้ครอบครัวจะประกาศปิดรับบริจาคแล้วก็ตาม

ไทด์ เอกพัน พบน้องเบญ

กระแสดราม่าและการตัดสินใจของครอบครัว

หลังจากไวรัล เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก ทั้งเรื่องรับความช่วยเหลือซ้ำซ้อน นำของบริจาคไปขาย หรือข้อมูลสถานะครอบครัวไม่ตรงตามที่เล่า น้องเบญเครียดหนักจนสุขภาพแย่และร้องไห้ไม่หยุด ครอบครัวจึงตัดสินใจเก็บเงิน 1.3 ล้านบาทไว้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องและดูแลพ่อแม่ ส่วน 1.8 ล้านบาทจะบริจาคให้มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงเรียนต่างๆ

นายธนเดช พ่อของน้องเบญ วัย 59 ปี ยอมรับว่ากังวลไม่แพ้กัน กลัวเกิดปัญหาซ้ำรอยเคสเก่าๆ แต่ยืนยันเจตนาดีที่จะช่วยสังคม โดยย้ำว่าข้อหานำของบริจาคไปขายไม่เป็นความจริง

ประเด็นกฎหมายที่ไทด์ เอกพันกังวล

หัวใจของปัญหาคือ “วัตถุประสงค์ของผู้บริจาค” หากเงินถูกตั้งใจให้น้องเบญเพื่อการศึกษา การนำไปบริจาคต่ออาจเข้าข่ายใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายกุศล สามารถลงโทษได้ นี่คือเหตุผลที่ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ

  • ขอเวลาผู้บริจาค 1 เดือนตัดสินใจ
  • ยินยอมให้ใช้ต่อ หรือขอคืนเงิน
  • ป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
  • รักษาความน่าเชื่อถือของมูลนิธิ
ครอบครัวน้องเบญกับไทด์ เอกพัน

เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าการบริจาคต้องระบุเจตนาชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด มูลนิธิอย่างร่วมกตัญญูแสดงความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคมและผู้บริจาค ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานโปร่งใส คุณล่ะคิดอย่างไรกับกรณีไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันเถอะ!

ที่มา – “ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

ควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

Coventry City ทีมนำหัวตารางแชมเปียนชิพ มีลุ้นเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก หากคว้าคะแนนเดียวจากเกมเยือน Blackburn Rovers ในวันศุกร์นี้ Coventry เคยลงแข่งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกๆ 9 ฤดูกาล แต่หลังจากรีแบรนด์ในปี 1992 พวกเขายังไม่เคยเลื่อนชั้นกลับมาอีกเลย

นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเริ่มต้น มีถึง 41 ทีม ที่เคยเลื่อนชั้นขึ้นมา คุณสามารถตั้งชื่อได้ทั้งหมดหรือไม่? มาทดสอบความรู้ฟุตบอลของคุณด้วย ควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก กันเลย!

ควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

ควิซนี้ท้าทายแฟนบอลตัวยงให้ระลึกถึงทุกทีมที่เคยก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ ตั้งแต่ฤดูกาล 1992/93 จนถึงปัจจุบัน บางทีมอย่าง Norwich City, Leicester City หรือ Manchester City (ก่อนจะยิ่งใหญ่) เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว การเลื่อนชั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านเพลย์ออฟสุดดุเดือดหรือแย่งจ่าหัวตาราง

ตัวอย่างทีมที่เลื่อนชั้นในฤดูกาลแรก: Norwich City, Ipswich Town, Nottingham Forest จากนั้นฤดูกาลต่อมา Swindon Town, Leicester City, Charlton Athletic และอื่นๆ อีกมากมาย บางทีมเลื่อนชั้นหลายครั้ง เช่น West Bromwich Albion หรือ Norwich ที่ขึ้นลงบ่อย

ความท้าทายในควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

สิ่งที่ทำให้ ควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าตื่นเต้นคือต้องจำทีมเล็กๆ ทีมเก่าๆ ที่หายไป เช่น Swindon Town หรือ Barnsley นอกจากนี้ยังมีทีมที่เลื่อนชั้นแล้วอยู่ยาวอย่าง Burnley, Sheffield United คุณจะได้กี่คะแนน? ลองทำดูแล้วมาร่วมสนทนากัน

ประวัติศาสตร์การเลื่อนชั้นสะท้อนถึงความเข้มข้นของฟุตบอลอังกฤษ ทีมจากแชมเปียนชิพต้องต่อสู้เพื่อโอกาสลงเล่นกับยักษ์ใหญ่อย่าง Man United หรือ Liverpool หลายทีมล้มเหลวหลังเลื่อนชั้น แต่บางทีมอย่าง Huddersfield Town สร้างเซอร์ไพรส์ได้

ทีมเลื่อนชั้นยอดนิยม

  • Norwich City – เลื่อนชั้น 5 ครั้ง
  • West Brom – 5 ครั้งเช่นกัน
  • Leicester City – แชมป์พรีเมียร์หลังเลื่อนชั้น
  • Sunderland, Coventry (รอการยืนยัน)
  • Watford, Luton Town ล่าสุดๆ

นอกจาก 41 ทีมหลัก ยังมีทีมที่เลื่อนผ่านเพลย์ออฟสุดมันส์ เช่น Crystal Palace ปี 2004 หรือ Derby County การทำควิซนี้ช่วยย้อนความทรงจำฤดูกาลเก่าๆ ได้ดีเยี่ยม

หากคุณชื่นชอบฟุตบอลอังกฤษ ควิซ: ตั้งชื่อทุกทีมที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก คือโอกาสทดสอบตัวเอง ลองนึกภาพ Coventry กลับมาอีกครั้งหลัง 20 กว่าปี มันจะเป็นเรื่องน่าจดจำ!

อย่าพลาดควิซฟุตบอลอื่นๆ ที่ Football Quizzes และ Sports Quizzes สมัครแจ้งเตือนเพื่อรับควิซใหม่ๆ โดยตรง ลองทำแล้วแชร์คะแนนในคอมเมนต์ด้านล่าง คุณจะตั้งชื่อได้กี่ทีม? บอกเราถ้าคุณทำได้ครบ 41!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

การประปาฯ แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 18 เมษายน 2569

สวัสดีครับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล! วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่เจ้าของบ้าน คอนโด หรือธุรกิจต้องรู้ การประปาฯ แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 18 เมษายน 2569 แล้วนะครับ การประปานครหลวง (กปน.) ได้ประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ทุกคนเตรียมตัว โดยจะมีช่วงน้ำประปาไม่ไหลหรือไหลอ่อนในคืนวันที่ 17 เมษายน ถึงเช้าวันที่ 18 เมษายน 2569 หลักๆ มาจากการบำรุงรักษาท่อประปา ตัดต่อท่อ ปรับปรุงแรงดัน หยุดปรับปรุงสถานีสูบจ่าย และโรงงานผลิตน้ำ เพื่อให้ระบบน้ำของเรามีคุณภาพดีขึ้นในระยะยาวครับ

หากคุณกำลังหาข้อมูล การประปาฯ แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 18 เมษายน 2569 เช็กเลยว่าบ้านหรือที่ทำงานของคุณอยู่ในข่ายหรือไม่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ เราจะสรุปให้ชัดเจน พร้อมคำแนะนำการรับมือด้วย

การประปาฯ แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 18 เมษายน 2569 เช็กเลยกระทบที่ไหนบ้าง

กปน. แจ้งรายละเอียดดังนี้ โดยส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบมากนัก แต่มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง

1. หยุดสูบจ่ายน้ำสถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี

เพื่อให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บำรุงรักษาอุปกรณ์

  • เวลา: 22:00 น. วันที่ 17 เม.ย. – 05:00 น. วันที่ 18 เม.ย. 2569
  • หยุดโรงสูบน้ำ/โรงงานผลิตน้ำ
  • ขนาดท่อ: –
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ไม่มีผลกระทบ เพราะระบบสำรองทำงานได้ปกติ

จุดนี้ดีใจแทนชาวมีนบุรีครับ เพราะกปน. จัดการได้ไม่ให้กระทบผู้ใช้บริการ

2. ดับไฟฟ้าที่จ่ายให้สถานีสูบจ่ายลาดพร้าว

เนื่องจาก กฟน. บำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • เวลา: 23:00 น. วันที่ 17 เม.ย. – 04:00 น. วันที่ 18 เม.ย. 2569
  • ตรวจสอบซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • ขนาดท่อ: –
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากสามารถ Bypass ระบบได้

อีกจุดที่กปน. เตรียมพร้อมดี ทำให้พื้นที่ลาดพร้าวไม่เดือดร้อน

3. จุดท่อแตกรั่วที่ปากซอยพิทักษธรรม ถนนปู่เจ้าสมิงพราย (สมุทรปราการ)

นี่คือจุดเดียวที่กระทบจริง!

  • เวลา: 10:00 น. – 15:00 น. วันที่ 18 เม.ย. 2569
  • สาเหตุ: ท่อแตกรั่ว ขนาดท่อ 300 มม. PVC
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ปากซอยพิทักษธรรม ถนนปู่เจ้าสมิงพราย, ซอยพิทักษธรรม, ซอยเอราวัณสิ่งทอ, ซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11, ร่มประดู่ – น้ำประปาจะไม่ไหลในช่วงดังกล่าว

ชาวสมุทรปราการแถวนี้เตรียมตัวเลยครับ โดยเฉพาะบ้านเรือน อาคารพาณิชย์ ร้านอาหาร หรือโรงงานที่ใช้น้ำเยอะ

ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจาก เว็บไซต์การประปานครหลวง ซึ่งอัปเดตแบบเรียลไทม์ แนะนำให้เข้าเช็กบ่อยๆ เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

คำแนะนำเมื่อน้ำประปาไม่ไหลหรือไหลอ่อน

เพื่อไม่ให้ชีวิตประจำวันสะดุด:

  • สำรองน้ำไว้ล่วงหน้า: ใช้ถังหรือแกลลอนเก็บน้ำสะอาดสำหรับดื่ม ทำอาหาร ล้างหน้า
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมาก: ปิดก๊อกน้ำให้สนิท งดซักผ้า ชำระล้างใหญ่
  • ซื้อน้ำดื่มสำเร็จรูป: หากจำเป็น เพื่อความปลอดภัย
  • แจ้งกปน. หากมีปัญหา: โทรสายด่วน 1125 หรือแอป MWA Online
  • ติดตามข่าวสาร: เช็กเว็บหรือเพจ กปน. เพื่ออัปเดตเวลาเสร็จ

การบำรุงรักษาแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเพื่อป้องกันท่อพังใหญ่ ทำให้ปัญหาน้ำเน่าเสียหรือแรงดันต่ำในอนาคต กปน. ทำงานหนักเพื่อให้เรามีน้ำประปาสะอาดไหล 24 ชม. ครับ ในมุมมองผม การแจ้งล่วงหน้าแบบนี้ช่วยให้เราวางแผนได้ดี ไม่慌ร้อน

หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือสงสัย เชิญเข้า GIS การประปา ใส่ที่อยู่บ้านเช็กแผนที่ได้เลย สะดวกมาก!

CTA: รีบเช็กพื้นที่บ้านคุณวันนี้ และเตรียมน้ำสำรองไว้ใช้ในวันที่ 18 เมษายน 2569 ครับ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนบ้านด้วยนะ จะได้ช่วยกันรับมือ!

ที่มา – การประปาฯ แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 18 เมษายน 2569 เช็กเลยกระทบที่ไหนบ้าง