วัน: 17 เมษายน 2026

“หมอวรงค์” แฉโกงน้ำมันชาติ ดีเซลหาย 700 ล้านลิตร

ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่ทำให้ชาวเน็ตและประชาชนทั่วไปตื่นเต้นกันมาก เมื่อ “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์คลิปแฉความไม่โปร่งใสในวงการพลังงานของไทย ซึ่งเรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและกระเป๋าตังค์ของประชาชนโดยตรง

“หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร

จากคำแถลงของรัฐมนตรีหลายกระทรวง ยิ่งตอกย้ำว่ามีการทุจริตครั้งใหญ่ที่กำลังกัดกินงบประมาณและความเชื่อมั่นของรัฐบาล หมอวรงค์ได้สรุปประเด็นสำคัญ 8 ข้อที่ชี้ให้เห็นความผิดปกติร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตดีเซลขาดแคลน โรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งกลับผลิตและระบายสต็อกดีเซลออกมามากกว่าปกติถึง 700 ล้านลิตร ส่งไปยังคลังและปั๊มน้ำมัน แต่ประชาชนกลับต้องต่อคิวยาวเหยียดที่ปั๊มอิสระและปั๊มหลอด เพราะโควต้าน้ำมันถูกตัด น้ำมันมหาศาลนี้หายไปไหน? หมอวรงค์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการรั่วไหลหรือกักตุนเพื่อเก็งกำไรในช่วงราคาขึ้น

กองทุนน้ำมันติดลบหนัก และพิรุธใบกำกับภาษี

อีกประเด็นที่สะเทือนใจคือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท เดิมทีกองทุนนี้ตั้งใจอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชน แต่กลับถูกขบวนการทุจริตใช้ประโยชน์ ลักลอบขนน้ำมันที่รัฐช่วยจ่ายอุดหนุนไปขายในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อฟันส่วนต่างราคาที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังพบหลักฐาน ใบกำกับภาษีไม่ตรงกับยอดจ่ายจากโรงกลั่น และมีน้ำมัน “งอก” เพิ่มขึ้นแบบปริศนาที่ปลายทาง ซึ่งชี้ชัดถึงการโกงที่เป็นระบบ

หัวหน้าพรรคไทยภักดียังขุดคุ้ยข้อมูลเชิงลึก พบว่าแบรนด์น้ำมันยักษ์ใหญ่ 6 ราย กักตุนน้ำมันรวมกว่า 30 ล้านลิตร โดยเฉพาะที่คลังน้ำมันลำลูกกา จ.ปทุมธานี ก่อนจะปรับขึ้นราคาลิตรละ 6 บาทในวันเดียว ซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังกระทบต่อการขนส่ง สินค้าแพงขึ้น และค่าครองชีพพุ่งสูง

  • โรงกลั่นผลิตดีเซลเกินปกติ 700 ล้านลิตร แต่ปั๊มขาดแคลน
  • กองทุนน้ำมันติดลบ 60,000 ล้านบาท จากการอุดหนุนที่ถูกโกง
  • ลักลอบขายน้ำมันข้ามชายแดน ฟันกำไรส่วนต่าง
  • ใบกำกับภาษีไม่ตรงกัน หลักฐานชัดเจน
  • น้ำมัน “งอก” เพิ่มที่ปลายทางแบบลึกลับ
  • 6 แบรนด์ใหญ่กักตุน 30 ล้านลิตร ก่อนขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร
  • คลังลำลูกกาเป็นจุดหลักของการกักตุน
  • รัฐบาลยอมรับหลักฐาน แต่ยังไร้การดำเนินคดีจริงจัง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นปัญหาที่กระทบทุกคน โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องจ่ายแพงขึ้น หมอวรงค์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่องเพื่อลากตัวผู้กระทำผิดจริงๆ มาลงโทษ หากปล่อยไว้ ความมั่นคงพลังงานไทยจะยิ่งพังทลาย

ในมุมมองของผู้เขียน การทุจริตครั้งนี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลพลังงานที่ต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบโดยด่วน เพื่อคืนความยุติธรรมให้ประชาชนและฟื้นฟูความเชื่อมั่น

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร ? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน!

ที่มา – “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร

ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์: Gemmill vs Dalglish

ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์คืออะไร? สัปดาห์นี้ – Gemmill ปะทะ Dalglish

การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์ดำเนินต่อไป!

รูปแบบการแข่งขันแบบน็อคเอาท์นำไปสู่ฟุตบอลโลก โดยเริ่มจากรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะประกาศประตูอันดับหนึ่งก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มต้น

ตอนนี้เรามาถึงแมตช์น็อคเอาท์ 4 คู่แล้ว โดยประตูของ David Narey กับบราซิล, ฟรีคิกของ Leigh Griffiths กับอังกฤษ และลูกยิงสุดงามของ Kieran Tierney กับเดนมาร์ก ได้เข้าร่วมกับลูกจักรยานอากาศของ Scott McTominay จากเกมเดียวกัน

ครั้งนี้ ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์ จะเป็นการปะทะกันระหว่างลูกยิงในตำนานของ Archie Gemmill กับเนเธอร์แลนด์ในฟุตบอลโลก 1978 กับลูกยิงของ Kenny Dalglish กับเบลเยียมในปี 1982

คุณมีเวลาจนถึงวันจันทร์ในการโหวต และสามารถดูคลิปทุกประตูได้ด้านล่าง

ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์: รอบนี้ Gemmill vs Dalglish

การโหวต ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์ กำลังร้อนแรง! ลูกยิงเดี่ยวสุดเหลือเชื่อของ Archie Gemmill ที่ทำให้สกอตแลนด์นำ 3-1 ต่อเนเธอร์แลนด์ในเวิลด์คัพ 1978 เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุด หรือลูกยิงพลิกตัวของ Kenny Dalglish ที่เอาชนะเบลเยียมในปี 1982? คุณเลือกใคร?

ประตู 1: Denis Law vs England (1967)

วันที่สกอตแลนด์สร้างความช็อกให้โลก Denis Law ยิงประตูแรกพาสกอตแลนด์ชนะแชมป์โลกใหม่เอี่ยมอย่างอังกฤษ 3-2 ที่เวมบลีย์

ประตู 2: Joe Jordan vs Czechoslovakia (1973)

Joe Jordan โขกประตูชัยชื่อดัง ส่งสกอตแลนด์ไปฟุตบอลโลก 1974

ประตู 3: Kenny Dalglish vs Wales (1977)

ในแมตช์ที่เรียกว่า Battle of Britain Kenny Dalglish ยิงนาที 87 พาสกอตแลนด์เข้ารอบฟุตบอลโลก

ประตู 4: Archie Gemmill vs Netherlands (1978)

ลูกยิงเดี่ยวสุดมหัศจรรย์ของ Archie Gemmill พาสกอตแลนด์นำ 3-1 ในฟุตบอลโลก 1978

ประตู 5: David Narey vs Brazil (1982)

ฉลองกันวุ่นวายเมื่อ David Narey ยิงนำบราซิลด้วยลูกยิงหนักหน่วง

ประตู 6: Kenny Dalglish vs Belgium (1982)

การหมุนตัวและเทคนิคขั้นเทพของ Kenny Dalglish สร้างโมเมนต์ไอคอนิกอีกครั้งกับเบลเยียม

ประตู 7: Kenny Dalglish vs Spain (1984)

ลูกยิงซ้ายเข้าหน้าต่างมุมบน Kenny Dalglish เพิ่มประตูสุดน่าจดจำ

ประตู 8: Ally McCoist vs Switzerland (1996)

สวรรค์ของยูโร 96 เมื่อ Ally McCoist เสียบประตูชัยกับสวิตเซอร์แลนด์ที่วิลล่า พาร์ค

ประตู 9: James McFadden vs France (2007)

James McFadden ยิงไกล 30 หลา ช็อกฝรั่งเศสที่ปาร์ค เดอ แพร็งซ์ พาชัยชนะให้สกอตแลนด์

ประตู 10: Shaun Maloney vs Republic of Ireland (2014)

Shaun Maloney จบการเล่นมุมสวยๆ พาชัยชนะยูโร 2016 คัดเลือกที่เซลติก พาร์ค

ประตู 11: Leigh Griffiths ครั้งแรก vs England (2017)

Leigh Griffiths รับหน้าที่ยิงฟรีคิกสุดงามผ่าน Joe Hart ที่แฮมป์เดน

ประตู 12: Leigh Griffiths ครั้งสอง vs England (2017)

ไม่พอใจลูกเดียว Leigh Griffiths ยิงฟรีคิกอีกใบ พานำอังกฤษ

ประตู 13: John McGinn vs Israel (2021)

ลูกโค้งสวยงามของ John McGinn พาสกอตแลนด์ชนะอิสราเอลที่แฮมป์เดน

ประตู 14: Scott McTominay vs Denmark (2025)

จักรยานอากาศของ Scott McTominay สร้างความตื่นเต้นที่แฮมป์เดน ขณะลุ้นเข้ารอบเวิลด์คัพ

ประตู 15: Kieran Tierney vs Denmark (2025)

ฉลองกันสุดเหวี่ยง Kieran Tierney ยิงนำ พาสกอตแลนด์ใกล้เวิลด์คัพ

ประตู 16: Kenny McLean vs Denmark (2025)

นำ 3-2 และเดนมาร์กกดดัน Kenny McLean ยิงไกลจากกลางสนาม ล็อกตั๋วเวิลด์คัพ

ประตูไอคอนิกที่สุดของสกอตแลนด์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ของทีมทาร์ตันอาร์มี่ คุณคิดว่า Gemmill หรือ Dalglish จะเข้ารอบ? โหวตเลยตอนนี้และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์! อย่าพลาดการอัปเดตก่อนฟุตบอลโลกเริ่ม

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อันเป็นวันปีใหม่ไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และประเพณีอันงดงาม “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส. ได้กลายเป็นข่าวที่น่าสนใจของชาวโซเชียลและสื่อมวลชน โดยนายโสภณ ซารุมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำทีมผู้บริหารและข้าราชการร่วมพิธีทำบุญครั้งนี้ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยและอธิษฐานขอให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข

“โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

พิธีทำบุญสงกรานต์รัฐสภา จัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 เมษายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยใช้สถานที่ห้องโถงพิธีชั้น 11 ซึ่งปกติสงวนไว้สำหรับพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเท่านั้น ถือเป็นครั้งแรกที่นำมาใช้ในงานสงกรานต์ พิธีนี้มีนายโสภณ ซารุมย์ เป็นประธาน ร่วมด้วยน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมข้าราชการสำนักงานสภาฯ

พิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์และสรงน้ำพระ

ภายในงาน มีการนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป นำโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม มาประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์และพระปริตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่รัฐสภาและประชาชนชาวไทย นายโสภณได้นำทุกคนร่วมสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตามประเพณีวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา

หลังพิธี นายโสภณให้สัมภาษณ์สื่อว่า การจัดงาน “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือเป็นการสืบสานประเพณีไทยและเชื่อมโยงกับสมัยพุทธกาล ในอดีตเมืองไพศาลีประสบภัยพิบัติ พระพุทธเจ้าทรงเจริญพระปริตร จนบ้านเมืองสงบสุข การสวดพระปริตรครั้งนี้จึงหวังนำความร่มเย็นและสิริมงคลมาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติที่กำลังเผชิญ

ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดร้านอาหารชั้น 2 อย่างเป็นทางการในวันมงคลนี้ โดยร้านนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการ ส.ส. โดยเฉพาะ ส.ส. ต้องจ่ายเงินเองเต็มจำนวน ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้กระทบการประชุมสภา นายโสภณยืนยันว่าร้านนี้เตรียมพร้อมแล้ว เพิ่มเพียงขั้นตอนการชำระเงิน จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ ส.ส. รับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ

  • สถานที่: ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
  • ผู้ใช้บริการหลัก: ส.ส. และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบการชำระ: จ่ายเงินสดหรือโอนเงินทันที
  • จุดเด่น: ถือฤกษ์สงกรานต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

การเปิดร้านในวันสำคัญเช่นนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประธานรัฐสภาในการพัฒนาสวัสดิการบุคลากรอย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณบวกให้กับสังคมว่า หน่วยงานรัฐกำลังเริ่มเรื่องดีๆ เพื่อบ้านเมือง

คำอวยพรและกำลังใจให้คนไทย

นายโสภณยังอวยพรประชาชนไทยทุกคนในวันสงกรานต์ 2569 ให้ยึดหลักพระพุทธศาสนา ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และร่วมมือกันฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ในฐานะประธานรัฐสภา เขาปวารณาตนทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประโยชน์ของชาติ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้

งานบุญครั้งนี้ไม่เพียงสืบสานวัฒนธรรมไทย แต่ยังเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กรรัฐสภา สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนเห็นตัวอย่างการนำประเพณีมาประยุกต์กับการทำงานสมัยใหม่ การทำบุญใหญ่เช่นนี้ช่วยเสริมพลังบวกให้ประเทศไทยก้าวผ่านอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ด้วยใจศรัทธา และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีประสบการณ์ทำบุญสงกรานต์ในที่ทำงาน แชร์ให้เราฟังในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “โสภณ” ทำบุญสงกรานต์รัฐสภา ถือฤกษ์มงคลเปิดร้านอาหารสำหรับ สส.

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะในเมียนมาที่กำลังเผชิญความไม่สงบมาอย่างยาวนาน พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพิ่งประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาลปีใหม่ “ทิงยาน” ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวเมียนมา การตัดสินใจนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของผู้ต้องขังทั้งหมดให้กลายเป็นจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปล่อยตัวนักโทษกว่า 4,300 ราย และชาวต่างชาติ 179 รายด้วย

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

การประกาศ “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทหารเมียนมาได้กลับมาใช้โทษประหารอีกครั้งตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตมากกว่า 130 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญ แม้จะไม่ใช่การยกเลิกโทษประหารทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของบทลงโทษได้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดโทษ 1 ใน 6 สำหรับผู้ต้องขังที่มีโทษจำคุกต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความแออัดในเรือนจำ ญาติผู้ต้องขังจำนวนมากต่างมารอหน้าคุกอินเส่งในย่างกุ้ง ด้วยความหวังว่าจะได้เจอคนในครอบครัว โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังกว่า 30,000 ราย ตามข้อมูลจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP)

บริบทการเมืองเบื้องหลังการอภัยโทษ

การเคลื่อนไหวของ “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เกิดขึ้นหลังจากเขารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยรัฐสภาที่กองทัพแต่งตั้ง นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์ “ฟอกขาว” ภาพลักษณ์รัฐบาลทหารให้ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพกับกลุ่มกบฏชาติพันธุ์และฝ่ายประชาธิปไตย

  • รื้อฟื้นโทษประหารหลังรัฐประหาร 2564
  • ผู้ถูกตัดสินประหารกว่า 130 ราย ส่วนใหญ่คดีการเมือง
  • ปล่อยตัวนักโทษ 4,300 ราย + ชาวต่างชาติ 179 ราย
  • ลดโทษ 1/6 สำหรับโทษต่ำกว่า 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ในอภัยโทษครั้งก่อนๆ นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวจริงเพียง 14% เท่านั้น อองซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขัง 27 ปี โดยถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การเลือกตั้งมกราคมที่ผ่านมา พรรค NLD ถูกยุบ ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

เมียนมากำลังเผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ชี้ว่ามาตรการนี้เป็นเพียงภาพลักษณ์ ไม่แก้ปัญหาต้นตอ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังดำเนินต่อไป โดยมีกลุ่มต่อต้านกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การอภัยโทษครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สถานการณ์สงครามกลางเมืองทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ด้วยการสูญเสียชีวิตและการอพยพย้ายถิ่น

สุดท้ายแล้ว “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แต่เมียนมายังต้องการการเจรจาสันติภาพที่แท้จริงและการเลือกตั้งที่โปร่งใส หากคุณสนใจข่าวเมียนมา ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

ที่มา – “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

วิวัฒนาการของกวาร์ดิโอลาและอาร์เตตา

วิวัฒนาการของกวาร์ดิโอลาและอาร์เตตา

อดีตเพื่อนร่วมงาน อาจารย์และศิษย์ คู่แข่งแชมป์

ความสัมพันธ์ระหว่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา และมิเกล อาร์เตตา ได้เปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติตลอดหลายปีที่ผ่านมา และวิวัฒนาการไปพร้อมกับสไตล์การเป็นผู้จัดการทีมของทั้งคู่

ทั้งคู่จะปะทะกันที่เอติฮัด สเตเดี้ยมในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก หากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของกวาร์ดิโอลาชนะ จะลดช่องว่างกับอาร์เซนอลของอาร์เตตาเหลือเพียง 3 คะแนน โดยซิตี้มีแมตช์ในมือ

ความสัมพันธ์ของสองสเปนคนนี้เริ่มต้นในปี 1997 เมื่ออาร์เตตาเข้าร่วมอะคาเดมีบาร์เซโลนา และได้พบกับไอดอลของตัวเอง กัปตันทีมบาร์ซ่าอย่างกวาร์ดิโอลา แม้จะเป็นเพื่อนร่วมทีมกันสั้นๆ แต่ก็ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ยั่งยืน

การสื่อสารระหว่างผู้จัดการทีมทั้งสองเงียบลงอย่างมาก เมื่ออาร์เตตาลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยของกวาร์ดิโอลาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในปี 2019 เพื่อไปรับตำแหน่งกุนซืออาร์เซนอล

ในขณะที่ผู้ช่วยคนอื่นๆ ของกวาร์ดิโอลายังคงติดต่อกันใกล้ชิด แต่อาร์เตตาเลือกถอยห่าง ซึ่งสร้างความเงียบงัน แม้กวาร์ดิโอลาจะชื่นชอบผู้ที่ให้และรับอย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่แสดงออกชัดเจน ความสัมพันธ์ก็อาจแตกหักโดยไม่มีการขัดแย้งชัดๆ อาร์เตตาเป็นคนที่เดินหน้าต่อไปโดยไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ในอดีต

ในที่สุด การติดต่อก็ฟื้นฟูขึ้นในปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดคลายลง ไม่มีใครยอมบอกว่าใครโทรก่อน แต่ตอนนี้ทั้งคู่พูดคุยกันอีกครั้ง พวกเขากำลังแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเดียวกัน แต่ก็ยังเคารพมิตรภาพ และเข้าใจความเหงาของการเป็นกุนซือระดับท็อป

วิวัฒนาการของกวาร์ดิโอลาและอาร์เตตา

เคยมีช่วงเวลาที่ฟุตบอลสเปนในคืนวันอาทิตย์กลายเป็นพิธีกรรมสำหรับโค้ชทั่วยุโรป เมื่อบาร์เซโลนาของกวาร์ดิโอลาลงสนาม ทุกคนใช้ 90 นาทีเพื่อพยายามเข้าใจสิ่งที่เห็น

แอนดี้ แมนแกน สเก๊าตทีมชาติอังกฤษที่เกิดที่ลิเวอร์พูล จำได้ว่าเป็นการศึกษา “ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร แต่ทุกสัปดาห์เขาจะหาช่องโหว่เพื่อโจมตี และผู้เล่นก็เล่นด้วยความสุข มันเป็นช่วงเรียนรู้สำคัญสำหรับโค้ชหลายคนโดยบังเอิญ”

กวาร์ดิโอลาสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จ แต่เขายังสร้างวิธีการชนะแบบใหม่

เป๊ป เซกูรา อดีตผู้อำนวยการฟุตบอลบาร์เซโลนาและหัวหน้าอะคาเดมีลิเวอร์พูล กล่าวว่า “ก่อนหน้ากวาร์ดิโอลา ทีมส่วนใหญ่จัดระบบรับก่อนแล้วค่อยดูเกม แต่กวาร์ดิโอลาบอกว่า ‘ไม่ เราจะคิดจากวิธีโจมตี'”

ฟุตบอลเปลี่ยนไปเน้นครองบอล ตำแหน่ง และความเหนือกว่าในจำนวนคนที่มีบอล นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอาร์เตตา “ทีมต่างๆ เริ่มถามว่าต้องสวนกลับยังไง ด้วยการแย่งบอลและเปลี่ยนเกมเร็ว” เซกูราบอก

เกมวิวัฒนาการตอบโต้กวาร์ดิโอลา การเปลี่ยนเกมเร็วขึ้น ความต้องการร่างกายเพิ่ม ผู้เล่นต้องคิดมากขึ้น โดยเฉพาะอาร์เตตาที่เติบโตในโลกนี้

คู่หูเต้นรำที่น่าเกรงขาม

คนใกล้ชิดในช่วงนั้นบอกว่าช่วงที่อาร์เตตาอยู่กับกวาร์ดิโอลาที่ซิตี้ ไม่ใช่แค่ฝึกงาน แต่เป็น ‘คู่หูเต้นรำที่น่าเกรงขาม’ ที่จมดิ่งในวิธีการของกุนซือ

กวาร์ดิโอลาชื่นชอบไอเดียของเขา โดยเฉพาะการยกระดับการซ้อมด้านความเข้มข้น ความดุเดือด และรายละเอียดการแข่งขัน อาร์เตตาที่เคยเล่นให้เอฟเวอร์ตันและอาร์เซนอล ทำให้กวาร์ดิโอลาเข้าใจจังหวะพรีเมียร์ลีก การตัดสิน ความผันผวนของแฟนบอล และความต้องการร่างกาย

แต่เขาไม่ใช่พวกหัวรั้นกับไอเดียกวาร์ดิโอลา ขณะเป็นผู้ช่วย เขาเห็นด้วยแต่พัฒนาคิดเอง กวาร์ดิโอลานวัตกรรม อาร์เตตาคิดว่าฟุตบอลจะปรับตัวยังไง

เซกูราบอก “ต่างจากเป๊ปที่เรียนการเปลี่ยนเกมในเยอรมนี อาร์เตตาเกิดมาแบบนั้น เขาเล่นในอังกฤษ รู้ดี”

ทีมกวาร์ดิโอลาครองสองเฟส: จัดการโจมตีและเปลี่ยนรับเป็นรับ ควบคุมด้วยบอลและแย้งทันที

ทีมอาร์เซนอลยุคแรกของอาร์เตตาเน้นคุมบอล แต่พัฒนาต่อ อดีตผู้ช่วยเซลต้า บีโก ดาบิด มาร์ติเนซ บอก “เขารู้ว่าอาร์เซนอลต้องครองทุกอย่างเพื่อลุ้นแชมป์”

โรเบิร์ต โมเรโน่ อดีตกุนซือสเปน บอกว่าอาร์เตตาสร้างยูนิทที่ดีที่สุดในยุโรป แมนแกนเสริม “สิ่งน่าทึ่งของมิเกลคือเขาเข้าใจทิศทางเกมเร็ว: ต่อสู้ลูกกลางอากาศ มุม และโยนไกล”

แต่กระบวนการนี้มีราคา ทีมที่พึ่งกลไกฝึกซ้อมต้องแม่นยำ ถ้าพลาดระบบจะสะดุด ต่างจากกวาร์ดิโอลาที่ผสมสติปัญญากับโครงสร้าง ผู้เล่นแก้ปัญหาได้เอง ทีมอาร์เซนอลบางครั้งดูแข็งทื่อ

การชนะไม่พออีกต่อไป

ขณะที่อาร์เซนอลเรียนรู้แข่งขันระดับสูง กวาร์ดิโอลายังพัฒนาต่อ ความตึงเครียดระหว่างปรับตัวและยึดหลักคืออาชีพของชายวัย 55

“เขาเพิ่มแนวคิดใหม่ โดยเฉพาะเปลี่ยนรับ” เซกูราบอก “อาร์เตตาเลือกผู้เล่นร่างกายดีกว่า เป๊ปชอบเทคนิค”

แต่ยังมีจุดร่วม “ทั้งคู่หาชิ้นส่วนปรับเปลี่ยนโจมตี ซิตี้มีฮาลันด์ อาร์เตตามียอกอเรส”

สิ่งกำหนดโค้ชชั้นนำคือรับมือความยาก อาร์เตตากำลังอยู่ในจุดนั้น เขาสร้างทีมแข่งขันได้ แต่ก้าวสุดท้ายคือชนะต่อเนื่อง

เมื่อผลลัพธ์ไม่มา เสี่ยงเปลี่ยนตามแรงกดดัน แต่อาร์เตตาไม่ทิ้งหลัก เขาเพิ่มแรงกดให้ผู้เล่นในกรอบเดิม

ในกีฬาชั้นนำ การแพ้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ กวาร์ดิโอลาผ่านวงจรนี้หลายครั้ง กลับมาด้วยหลักเดิมแต่ขยาย

ฌอน ไดช์ อดีตกุนซือเบิร์นลีย์ เอฟเวอร์ตัน และน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ บอก “ในยามยาก เป๊ปไม่ตื่นตระหนก เขาปรับแต่ยึดหลัก”

“นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงฟุตบอลคือการชนะไม่พอ ต้องดูว่าชนะยังไง” ไดช์เสริม กวาร์ดิโอลาเปลี่ยนมาตรฐาน ดังนั้นอาร์เซนอลถูกตัดสินทั้งผลงานและภาพลักษณ์

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ อาร์เซนอล

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เวลา 16:30 BST

ฟังถ่ายทอดสดทาง BBC Radio 5 Live และ BBC Sounds ติดตามไลฟ์สกอร์ทางแอปและเว็บ BBC Sport

วิวัฒนาการของกวาร์ดิโอลาและอาร์เตตาแสดงให้เห็นว่าฟุตบอลไม่หยุดนิ่ง ผู้จัดการที่ยิ่งใหญ่ต้องปรับตัวแต่ยึดหลัก คุณคิดว่านัดนี้ใครจะได้เปรียบ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดต!

ที่มา – วิวัฒนาการของกวาร์ดิโอลาและอาร์เตตาในฐานะผู้จัดการทีมและเพื่อน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำชัดว่าไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มาช่วยทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ที่จังหวัดยะลา

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

การเดินทางครั้งนี้ นายกฯ ควงคู่กับนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางถึงศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา เวลา 10.10 น. เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่ เช่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยนโยบายนี้แถลงต่อสภาฯ ไปแล้ว และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งจะนำสันติสุขยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

นายกรัฐมนตรีประชุม ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

หลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” คืออะไร

นายกฯ อธิบายหลักการอย่างละเอียด ดังนี้

  • เข้าใจ: ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง ปัญหาพื้นที่ วิถีชีวิตประชาชน เพื่อให้รู้จริง
  • เข้าถึง: ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา สร้างความไว้วางใจ
  • พัฒนา: แก้ปัญหา พัฒนายั่งยืน สอดคล้องบริบทชุมชน สร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี

หากได้ความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเร็วแน่นอน นายกฯ ยังอัพเดทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วจากปัจจัยโลก ขอให้ข้าราชการทันสมัย ทันเหตุการณ์

ภาพประชุมนายกฯ กับผู้บริหาร ศอ.บต.

นอกจากนี้ นายกฯ สนับสนุนศอ.บต.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง ยืนยันทุ่มเทสร้างสันติสุข ไม่มีนายกฯ ระดับไหนลงมาประชุมแบบนี้มาก่อน

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างวันนอร์และเกรียงไกรมาช่วย ไม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ต่อไป มาทำงานจริง ไม่จ้องจับผิดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ มองไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” นายกฯ กล่าว

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานาน แต่ด้วยนโยบายนี้ จะยกระดับเศรษฐกิจ รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับชาวไทยมุสลิมและพุทธทุกคน นายกฯ ยังชี้ให้เห็นอคติที่ไม่ควรเหมารวมประชาชนกับความไม่สงบ ต้องแก้ต้นเหตุด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสู่สันติภาพ

นายกฯ พูดคุยกับประชาชนชายแดนใต้

การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่เหมารวม โดยศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรม หากรัฐแสดงความจริงใจ สถานการณ์จะดีขึ้น

ในมุมมองของผม นโยบาย นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา นี้เป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือ จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภาคใต้ได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุไม่แพ้ราคาน้ำมัน! ล่าสุด “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. กลายเป็นประเด็นฮอตที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแซ่บหยด ด้วยหัวข้อ “สแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ ‘อภิสิทธิ์’ เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง” ตรงดิ่งวิจารณ์นางรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด

เชาว์ยอมรับว่าเสียดายที่รัชดาเคยเป็นเลือดใหม่ของ ปชป. แต่พอพ้นพรรคแล้ว กลับกล้าสวนอภิสิทธิ์แบบ “กระดูกคนละเบอร์” ด้วยข้อมูลผิดเพี้ยน เขาชี้ว่าคนเข้าใจผิดจริงๆ คือรัชดาเอง ถ้ารัชดาเข้าใจสิ่งที่อภิสิทธิ์สื่อ จะต้องชี้แจงแผนแก้วิกฤตชัดเจน ไม่ใช่แค่โต้เถียงไปวันๆ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแพง วิกฤตพลังงาน หรือเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เห็นชัดถึงความแตกต่างในมุมมองการเมือง เชาว์ไม่ยอมให้อภิสิทธิ์ถูกบิดเบือนง่ายๆ โดยเฉพาะการตอบโต้เรื่องโครงการคนละครึ่งและการโอนงบประมาณ รัชดาอ้างว่าต้องรอครม.พิจารณางบปี 2570 ก่อน ซึ่งเชาว์ซัดว่าเป็นตรรกะวิบัติชัดๆ เพราะในยามวิกฤต สามารถรีดงบปีปัจจุบันมาใช้ได้ทันที ไม่ใช่รอถึง 1 ต.ค. 2569 แบบนั้นประชาชนตายกันหมดพอดี!

ชุดคำถามจี้ใจดำรัฐบาล

เชาว์ยังตั้งคำถามเด็ดๆ จี้จุดอ่อนของรัฐบาลแบบไม่ยั้ง เพื่อให้เห็นภาพปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบีบคั้นประชาชน โดยเฉพาะ:

  • ทำไมไม่แก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ต้นเหตุ ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งกระฉูด?
  • ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้ทันที?
  • ทำไมใช้กองทุนน้ำมันอย่างเดียว ไม่แตะภาษีสรรพสามิตหรือกำไรโรงกลั่น?
  • ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้ รมต.อื่น แล้วปล่อยประชาชนลำบาก?
  • ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำ ตัดสินใจนโยบายสำคัญ?
  • กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์แยกกัน จะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
  • ทำไมไม่สื่อสารแผนแก้วิกฤตซ้อนวิกฤตให้ชัด โดยเฉพาะเงินเฟ้อต้นทุน?
  • ทำไมยังยึด “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห ในสภาวะนี้?

คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันทะลุเพดาน อาหารแพงขึ้นทุกวัน เชาว์ชี้ว่าถ้ารัฐบาลตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรออกมาโต้แบบไม่ประสีประสา

วิเคราะห์ตรรกะวิบัติของรัชดา

ส่วนที่แซ่บสุดคือการซัดรัชดาว่า “ตรรกะผิดเพี้ยน” หรือตั้งใจเบี่ยงประเด็น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่อ้างขั้นตอนราชการ แต่เชาว์ย้ำว่าอภิสิทธิ์รู้ดีกว่า เพราะเคยผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังผิดหวังที่รัชดาบิดเบือนว่าอภิสิทธิ์ไม่ชอบคนละครึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้ไม่ตรงจุดในวิกฤตปัจจุบัน ประชาชนต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว

เชาว์ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนเจ็บๆ ว่า หลังจากพ้น ปชป. รัชดาลืม “หลักการและความแม่นยำ” ไปหรือเปล่า? ได้เป็นโฆษกรัฐบาลเพราะพรรคสีน้ำเงิน แต่รากเหง้าคือมาตรฐาน ปชป. ที่สร้างตัวตนให้เธอ นี่คือการเมืองแบบเก่าที่น่าผิดหวังจริงๆ

ประเด็น “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. ไม่ใช่แค่ดราม่าพรรคเก่า แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย: รัฐบาลรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้จริงหรือ? น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากยังโต้เถียงกันแบบนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

คุณคิดเห็นอย่างไรกับชุดคำถามของเชาว์? รัฐบาลมีแผนแก้ปัญหาชัดเจนจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านมุมมองที่ตรงไปตรงมา ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

รวบตัว “D4vd” นักร้อง TikTok คดีฆ่าเด็ก 14

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี สร้างความช็อกให้แฟนเพลงทั่วโลก หลังตำรวจลอสแองเจลิสบุกจับกุมเดวิด แอนโธนี เบิร์ก หรือ D4vd วัย 21 ปี เจ้าของเพลงฮิต Romantic Homicide ที่โด่งดังบน TikTok พบหลักฐานชิ้นส่วนศพเด็กสาวชื่อเซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ ซุกในรถเทสลาของเขา

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันการจับกุม D4vd ในข้อหาฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปีที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2024 ปัจจุบันเขาถูกควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตประกัน คดีนี้เริ่มจากกลิ่นเหม็นเน่าโชยจากรถเทสลาที่จอดในอู่ลากรถย่านฮอลลีวูด เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศีรษะและลำตัวในถุงเก็บศพ ซ่อนในกระโปรงหน้ารถ ซึ่งจดทะเบียนชื่อ D4vd ในเท็กซัส

หลักฐานสำคัญในคดีรวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok

นิติเวชยืนยันศพเน่าเปื่อยรุนแรง เสียชีวิตนานหลายสัปดาห์ สิ่งที่น่าตกใจคือรอยสัก “Shhh…” บนนิ้วชี้ของผู้ตาย คล้ายกับของ D4vd เป๊ะ ศาลเปิดเผยว่าคณะลูกขุนใหญ่สอบสวนมาตั้งแต่ธันวาคม เรียกครอบครัวจากเท็กซัสให้การ และระบุ D4vd เป็นเป้าหมายหลัก

ก่อนหน้านี้ ตำรวจบุกค้นคฤหาสน์ฮอลลีวูดฮิลส์ของเขา ห่างจากจุดพบรถไม่กี่ช่วงถนน ตัวแทนยืนยันว่า D4vd ให้ความร่วมมือ แต่หลังพบศพ เขายกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกทันที และเงียบในโซเชียล

  • ผลกระทบต่ออาชีพ: Hollister และ Crocs ยุติแคมเปญโฆษณา
  • ผลงานเพลง: Kali Uchis ถอดเพลง “Crashing” ที่ feat. กันออกจากทุกแพลตฟอร์ม
  • กำหนดการ: พบอัยการเขต 20 เมษายน เพื่อฟ้องร้อง

D4vd เริ่มดังจาก TikTok ด้วยเพลง Romantic Homicide ที่มียอดวิวพันล้าน เพลงนี้กลายเป็นไวรัล ทำให้เขาเซ็นสัญญากับ Interscope Records และขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ แต่คดีนี้พลิกชีวิตดาวรุ่งคนนี้ชั่วข้ามคืน แฟนๆ หลายคนยังไม่อยากเชื่อ ขณะที่สังคมตั้งคำถามถึงด้านมืดของคนดังในวงการบันเทิง

คดีฆาตกรรมนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับศิลปินดัง บันเทิงฮอลลีวูดเคยมีกรณีคล้ายๆ กัน ทำให้เกิดกระแส #MeToo ในวงการเพลงอีกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคาดว่าหลักฐานรอยสักและรถยนต์จะเป็นจุดตัดสินสำคัญ คดีนี้กำลังรอการพิจารณาในศาล ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือน

นอกจากนี้ การสืบสวนยังขยายไปยังเพื่อนฝูงและสถานที่เกิดเหตุ สร้างความตื่นตระหนกในย่านฮอลลีวูด ครอบครัวผู้ตายเรียกร้องความยุติธรรม ขณะที่แฟน D4vd แบ่งฝ่ายบางส่วนปกป้อง บางส่วนประณาม

ในมุมมองของผู้เขียน คดีรวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี เป็นเครื่องเตือนใจว่าความดังไม่ได้การันตีตัวตนที่สมบูรณ์แบบ ควรติดตามพัฒนาการคดีอย่างใกล้ชิด และอย่าลืมปกป้องเด็กๆ ในสังคม หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข่าว!

ที่มา – รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569 ตลาดสี่มุมเมือง

วันนี้เรามาอัปเดต ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569 จากตลาดสี่มุมเมืองกันเลยครับ ช่วงนี้ราคาผักหลายชนิดพุ่งสูง โดยเฉพาะรากผักชีที่ทะลุ 140 บาทต่อกิโลกรัม ต้นหอมเริ่มต้น 120 บาท และใบกะเพราแตะ 80 บาท สาเหตุหลักมาจากปัญหาฝนตกหนักทำให้ผลผลิตลดลง รวมถึงต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย หากคุณกำลังวางแผนช้อปปิ้งผักสด มาดูรายละเอียดกันเลย จะได้ไม่ตกใจตอนเจอป้ายราคา

ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569

ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569 ในตลาดสี่มุมเมือง โดยส่วนใหญ่เป็นราคาขายส่ง ซึ่งราคาขายปลีกอาจสูงกว่านี้อีก 10-20% ขึ้นอยู่กับพื้นที่และร้านค้า

ราคาผักชี ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569

  • รากผักชี 100-140 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีไทย 90-100 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีฝรั่ง 80-120 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีญี่ปุ่น 80 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีลาว 70-80 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีจีน 70 บาท/กิโลกรัม

ผักชีทุกประเภทราคาสูง โดยเฉพาะรากผักชีที่ใช้ทำน้ำพริกและแกงต่างๆ แนะนำให้ซื้อแบบเหมาเพื่อประหยัด

ราคาต้นหอม วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ต้นหอม 120-130 บาท/กิโลกรัม
  • ต้นหอมญี่ปุ่น 50 บาท/กิโลกรัม

ราคามะนาว วันที่ 17 เมษายน 2569

  • มะนาวเลมอน 85-90 บาท/กิโลกรัม
  • มะนาว 2.6 – 9.1 บาท/ลูก (ตามขนาด)

ราคากะเพรา วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ใบกะเพรา 60-80 บาท/กิโลกรัม

ใบกะเพราที่เราคุ้นเคยสำหรับทำผัดกะเพรา ราคาขึ้นเพราะผลผลิตน้อยจากอากาศแปรปรวน

ราคาผักคะน้า วันที่ 17 เมษายน 2569

  • คะน้าฮ่องกง 70 บาท/กิโลกรัม
  • ต้นคะน้า 10-24 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • คะน้าต้นอ้วน/คะน้าเห็ดหอม 8-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ยอดคะน้า 6-30 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาบร็อคโคลี่ วันที่ 17 เมษายน 2569

  • บร็อคโคลี่ 45-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • บร็อคโคลี่จีน 35-40 บาท/กิโลกรัม

ราคาผักบุ้ง วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ผักบุ้งนา 35-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ผักบุ้งจีน 24-28 บาท/กิโลกรัม
  • ผักบุ้งไทย 6-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคากะหล่ำปลี วันที่ 17 เมษายน 2569

  • กะหล่ำปลีม่วง 28-35 บาท/กิโลกรัม
  • กะหล่ำปลีขาว 13-15 บาท/กิโลกรัม
  • กะหล่ำปลีหัวใจ 6-7 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • กะหล่ำปลีเขียว 3-15 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาผักกาด วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ผักกาดแก้ว 40 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดสร้อย 35-40 บาท/กำ (ตามขนาด)
  • ผักกาดหอม 30-70 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ผักกาดขาว 20-24 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดเขียวปลี/ผักโสภณ 12-14 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดหางหงส์ 12 บาท/กิโลกรัม

ราคาผักกวางตุ้ง วันที่ 17 เมษายน 2569

  • กวางตุ้งจีน 80 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งไต้หวัน 28-30 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งใบ 16-18 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งดอก 10-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาพริก วันที่ 17 เมษายน 2569

  • พริกหวาน (เหลือง/แดง/เขียว) 90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกขี้หนูสวนม้ง (เชียงใหม่) 60-90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกกะเหรี่ยง 60-90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกจินดาแดง 24-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกหยวก 12-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคามะเขือ วันที่ 17 เมษายน 2569

  • มะเขือพวง (เด็ดขั้ว) 120 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือพวง 90-100 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศเนื้อ 55 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศราชินี 35-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือเทศเชอรี่ 35-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือม่วง 35-40 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศสีดา 16-24 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือยาว 10-32 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือเปราะ 8-25 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาถั่วฝักยาว วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ถั่วฝักยาว เนื้อ 20-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ถั่วฝักยาวเกษตร 20-70 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาผักตำลึง วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ยอดตำลึง 15-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาแตงกวา วันที่ 17 เมษายน 2569

  • แตงกวาญี่ปุ่นจีน 50-60 บาท/กิโลกรัม
  • แตงกวาญี่ปุ่น 50-60 บาท/กิโลกรัม
  • แตงกวา 25-45 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคากระเทียม วันที่ 17 เมษายน 2569

  • ต้นกระเทียม 60-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

จาก ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569 เห็นได้ชัดว่าราคาสูงขึ้นทั่วแผ่น แนะนำให้เลือกซื้อผักที่ราคายังนิ่งอย่างกะหล่ำปลีหรือผักบุ้งไทย เพื่อประหยัดงบประมาณ ติดตามอัปเดตราคาผักทุกวันได้ที่นี่ และคอมเมนต์บอกเราว่าผักชนิดไหนแพงสุดในตลาดใกล้บ้านคุณนะครับ!

ที่มา – ราคาผักวันนี้ 17 เมษายน 2569 จากตลาดสี่มุมเมือง ต้นหอม-รากผักชีทะลุหลักร้อย กะเพราแตะ 80 บาท/กิโล