วัน: 17 เมษายน 2026

เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี ชี้ผู้ต้องหาทำผิดลำพัง อาจต้องขึ้นศาลทหาร

ข่าวร้ายที่สะเทือนใจสังคมกำลังเป็นกระแส เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี ชี้ผู้ต้องหาทำผิดลำพัง อาจต้องขึ้นศาลทหาร หลังเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศต่อเยาวชนหญิงวัย 15 ปี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์สุดคึกคักที่ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชน แต่ยังจุดประเด็นเรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่ทหาร

เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี ชี้ผู้ต้องหาทำผิดลำพัง อาจต้องขึ้นศาลทหาร

จากข้อมูลล่าสุด พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการนครบาล 1 (ผบก.น.1) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทีมสหวิชาชีพได้นัดหมายสอบปากคำผู้เสียหายในวันนี้ (17 เม.ย. 69) เวลา 12.00 น. ตามขั้นตอนกฎหมายสำหรับคดีเยาวชนที่ละเอียดอ่อน โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณห้องน้ำสาธารณะ ถนนตานี ใกล้ถนนข้าวสาร เขตพระนคร ซึ่งยังไม่พบผู้ร่วมก่อเหตุเพิ่มเติม

ผู้เสียหายรายนี้ได้ร้องเรียนผ่านเพจ “สายไหมต้องรอด” ว่าถูกกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นทหารทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อคืนวันที่ 15 เม.ย. 69 ก่อนแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม ข้อหาเบื้องต้นอาจเข้าข่าย “ข่มขืนกระทำชำเรา” และความผิดเกี่ยวกับผู้เยาว์ แต่ต้องรอผลสอบสวนละเอียด

เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี: สถานะผู้ต้องหาและเขตอำนาจศาล

ผู้ต้องหาคือ พลทหารภาสิทธิ์ โกมะหิ สังกัดกองร้อยกองบังคับการ กองทัพภาคที่ 1 กองทัพบก หากพิสูจน์ได้ว่ากระทำผิดเพียงลำพัง ตำรวจชี้ว่าอาจต้องดำเนินคดีในศาลทหาร แต่ถ้ามีพลเรือนร่วม จะเข้าสู่ศาลอาญาธรรมดา หลังสอบผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่จะประสานหน่วยต้นสังกัดนำตัวผู้ต้องหามาแจ้งข้อหาภายใน 48 ชั่วโมง

ชุดสืบสวน สน.ชนะสงคราม ได้เข้าสอบถามกลุ่มผู้ต้องหาในค่ายทหารแล้ว โดยผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพ แต่ยืนยันว่าเพื่อนที่มาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีพลเรือนร่วม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ ต้องรอสอบทั้งสองฝ่ายและพยานเพิ่มเติม

ขั้นตอนการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีนี้

  • การสอบปากคำ: ดำเนินโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจเยาวชน
  • การเยียวยา: วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. นี้ ทนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ จะพาผู้เสียหายไปกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอรับการคุ้มครองพยานและเงินเยียวยาในฐานะผู้เสียหายคดีอาญา
  • การตรวจสอบพยาน: เน้นกล้องวงจรปิดและคำให้การ เพื่อยืนยันจำนวนผู้กระทำผิด

คดีประเภทนี้ในไทยมีบทลงโทษหนัก โดยเฉพาะกับผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276-278 เรื่องข่มขืนกระทำชำเรา โทษจำคุก 4-20 ปี และเพิ่มหากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี นอกจากนี้ กฎหมายทหารมีศาลเฉพาะที่เข้มงวด หากผู้ต้องหาเป็นทหารประจำการ

เทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารเป็นจุดรวมพลมหาศาลทุกปี แต่เหตุการณ์แบบนี้เตือนภัยถึงปัญหาการล่วงละเมิดที่มักเกิดในฝูงชน ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะที่เป็นจุดเสี่ยง

นอกจากนี้ คดี เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี ชี้ผู้ต้องหาทำผิดลำพัง อาจต้องขึ้นศาลทหาร ยังสะท้อนปัญหาการใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่ สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความยุติธรรม สาวกควรระวังตัว รู้จักแจ้งเหตุทันทีหากถูกคุกคาม และใช้แอปแจ้งเหตุด่วนของตำรวจ

สุดท้าย เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ปล่อยลูกหลานไปเที่ยวเทศกาลคนเดียว ควรเพิ่มการสื่อสารและติดตาม位置 เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเสริมมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเพศในงานสาธารณะ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกันหรือความเห็น แสดงความคิดเห็นด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยน และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม

ที่มา – เร่งสอบสาว 15 ถูกพลทหารย่ำยี ชี้ผู้ต้องหาทำผิดลำพัง อาจต้องขึ้นศาลทหาร

สส.เพื่อไทยเชียร์ยศชนันผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า

สส.เพื่อไทยเชียร์ยศชนันผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า สถานการณ์ปุ๋ยแพงกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทยเลยนะครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีจาก สส.นพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาเชียร์ รัฐมนตรียศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้มหาวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศเร่งผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า เพื่อแก้ปัญหายั่งยืน แถมยังมั่นใจว่ารัฐมนตรีสุริยะ จะเจรจาซื้อปุ๋ยจากรัสเซียได้ฉลุย ลดภาระเกษตรกรได้แน่นอน

สถานการณ์ปุ๋ยวิกฤตจากสงครามและช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 17 เมษายน 2567 (คงพิมพ์ผิดจาก 2569) ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือสินค้าติดขัด สินค้าพลังงานอย่างน้ำมันดิบ ก๊าซ LNG และที่สำคัญคือปุ๋ยทดแทนนำเข้าอย่างยูเรีย ถูกกระทบหนัก ปุ๋ยยูเรียคือหัวใจของการเกษตรไทย ทั้งนา พืชสวน ผลไม้ ถ้าขาดแคลน เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ ปัญหานี้อาจลากยาว 1 ปีหรือมากกว่านั้น สงครามทำให้ราคาพุ่ง พ่อค้าปุ๋ยในไทยฉวยโอกาส ขึ้นราคาจาก 800 บาทต่อกระสอบ เป็น 1,400 บาท ต้นทุนเพาะปลูกพุ่งปรี๊ด เกษตรกรเล็กๆ รับไม่ไหว

สุริยะเจรจารัสเซีย ทางออกระยะสั้นฉลุยแน่

โชคดีที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีเกษตรฯ เดินทางไปรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยจำนวนมากตรงๆ จากแหล่งผลิต ช่วยชดเชยขาดแคลน ลดราคาให้เกษตรกร นี่คือทางออกระยะสั้นที่ สส.นพพล มั่นใจสุดๆ เพราะรัสเซียเป็นผู้ผลิตปุ๋ยยูเรียรายใหญ่ การเจรจานี้จะดัดหลังพ่อค้าหน้าเลือดที่กักตุนและเก็งกำไรได้ดี เกษตรกรจะมีทางเลือกมากขึ้น ราคาเป็นธรรม ลดภาระต้นทุนได้จริง

ผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า มหาวิทยาลัยเกษตรคือคำตอบระยะยาว

แต่เพื่อแก้ปัญหาถาวร สส.นพพล เรียกร้องให้นายยศชนัน รัฐมนตรีอว. ออกนโยบายให้มหาวิทยาลัยเกษตรทั่วไทย เร่งวิจัยพัฒนาผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า ปุ๋ยที่เหมาะกับดินไทย อากาศร้อนชื้น ลดการพึ่งพานำเข้า 100% ถ้าทำได้ เกษตรกรไทยรอดแน่นอน พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่ทิ้งเกษตรกรเด็ดขาด

ทำไมมหาวิทยาลัยเกษตรต้องเร่งผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และเครือข่ายทั่วประเทศ เช่น มก.วิทยาเขตกำแพงแสน สกลนคร ขอนแก่น เชียงใหม่ มีนักวิจัยเก่งๆ เพียบ เคยพัฒนาปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์จากของเสียเกษตร เช่น ขี้ไก่ แกลบ กากน้ำตาล ถ้าขยายสเกลผลิตจำนวนมาก จะลดต้นทุนได้ครึ่งหนึ่ง แถมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำดินเสื่อมโทรม

  • ลดต้นทุน: ปุ๋ยนำเข้าราคาแพงจากค่า运 ค่าภาษี ผลิตในประเทศถูกกว่า
  • เหมาะกับไทย: ปรับสูตรให้เข้ากับดินแต่ละภาค เช่น ดินทรายอีสาน ดินเค็มใต้
  • สร้างรายได้: นักวิจัย-เกษตรกร ได้งาน เกิด startup ปุ๋ยไทย
  • ยั่งยืน: ลดคาร์บอนจากการขนส่ง ลดเสี่ยงสงครามโลก

นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาปุ๋ยเคลือบช้า ปล่อยสารอาหารทีละน้อย เพิ่มผลผลิต ลดการใช้ ลองนึกภาพเกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยไทย ราคาถูก คุณภาพดี ไม่ต้องลุ้นราคานำเข้าแบบนี้สิครับ สุดยอด!

ตัวอย่างความสำเร็จและอนาคต

ที่ผ่านมา มก.เคยทดลองปุ๋ยจากจุลินทรีย์ท้องถิ่น ผลผลิตนาขึ้น 20% ถ้าสนับสนุนงบประมาณ อว.เร่งเครื่อง รัฐบาลช่วยจับคู่เอกชน 1-2 ปี ปุ๋ยไทยพร้อมแข่งโลก นี่คือโอกาสทองของเกษตรไทยในยุค BCG Economy

ในมุมผม สิ่งนี้ไม่ใช่แค่แก้ปุ๋ยแพง แต่เป็นการปฏิวัติเกษตรกรรมไทยให้พึ่งพาตัวเองได้ พรรคเพื่อไทยคิดถูกที่ผลักดัน คุณเกษตรกรล่ะ คิดยังไง ลองแชร์ประสบการณ์ปุ๋ยแพงในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนเกษตรกรรับรู้ ช่วยกันกดดันรัฐให้เกิดจริงเร็วๆ เกษตรกรไทยต้องชนะ!

ที่มา – สส.เพื่อไทย เชียร์ “ยศชนัน” ชูมหาลัยเกษตรเร่งผลิตปุ๋ยทดแทนนำเข้า มั่นใจ “สุริยะ” เจรจาปุ๋ยฉลุย

โพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ชอบศุภจี-ยศชนัน

โพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ประชาชนยังไม่มีความหวังกับกลุ่มใด ชื่นชอบ “ศุภจี-ยศชนัน” แซง “อนุทิน” เป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยช่วงนี้ หลังจากสถาบันพระปกเกล้าออกผลสำรวจความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในโหมด “รอดูผลงาน” ไม่มอบความเชื่อมั่นล่วงหน้าแบบเต็มที่

โพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ประชาชนยังไม่มีความหวังกับกลุ่มใด ชื่นชอบ “ศุภจี-ยศชนัน” แซง “อนุทิน”

ผลสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 9-12 เมษายน 2569 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 คน กระจายตามภูมิภาค สะท้อนมุมมองของคนไทยต่อรัฐบาลชุดใหม่ได้อย่างชัดเจน ในคำถามแรกที่ว่า “รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็นความหวังมากที่สุด?” พบว่า

  • 50.8% มองว่ายังไม่มีกลุ่มใดเป็นความหวังอย่างชัดเจน (สูงสุด)
  • 37.2% ฝากหวังไว้กับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกที่มีประสบการณ์บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน
  • 6.8% คาดหวังจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานครั้งแรก
  • 3.2% ชอบกลุ่มที่มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาก่อน
  • 2.0% หวังจากกลุ่ม ส.ส. หลายสมัยที่รู้ปัญหาพื้นที่

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ประชาชนยังไม่มีความหวังกับกลุ่มใด ชื่นชอบ “ศุภจี-ยศชนัน” แซง “อนุทิน” โดยเฉพาะในภาคอีสาน (48.4%) และภาคใต้ (41.5%) ที่ยังไม่มีกลุ่มไหนโดดเด่น กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และภาคกลางก็คล้ายกัน ขณะที่ภาคตะวันออกให้ความหวังคนนอกมากสุดที่ 32.9%

รัฐมนตรีที่ชื่นชอบและคาดหวังผลงานมากที่สุด

เมื่อถามถึงรัฐมนตรีว่าการที่ชื่นชอบมากสุด พบว่า 24.2% ยังไม่มีใครที่ชอบหรือไม่รู้จัก แต่ชื่อที่นำคือ

  • 14.4% นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์)
  • 11.5% ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (รองนายกฯ และ รมว.อวุธศาสตร์)
  • 9.5% นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ)
  • 8.0% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกฯ และ รมว.มหาดไทย)

ส่วนรัฐมนตรีที่คาดหวังผลงานมากสุด 19.5% ไม่รู้จัก แต่ท็อป 5 คือ ศุภจี (13.5%) อนุทิน (11.5%) ยศชนัน (6.4%) เอกนัฏ (6.3%) และเอกนิติ (5.5%) แบ่งตามภูมิภาค กรุงเทพฯ อีสาน ใต้ ยังไม่รู้จักเยอะ แต่ภาคกลาง ตะวันออก เหนือ ชอบศุภจีมากสุด

กราฟผลโพล ครม.ชุดใหม่

ภาพรวมจากโพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ประชาชนยังไม่มีความหวังกับกลุ่มใด ชื่นชอบ “ศุภจี-ยศชนัน” แซง “อนุทิน” แสดงว่าประชาชนให้โอกาสทุกคนพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงหรือตำแหน่ง ศุภจีโดดเด่นทั้งชอบและคาดหวัง ด้วยภาพลักษณ์มืออาชีพ ส่วนอนุทินยังแข็งแกร่งในบางพื้นที่

การสำรวจนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ สะท้อนว่าคนไทยฉลาด รอเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา ที่จับต้องได้ เช่น ลดค่าครองชีพ เร่งเศรษฐกิจหลังโควิด สร้างงานคุณภาพ หากรัฐมนตรีตอบโจทย์ได้ ความหวังจะกลายเป็นความเชื่อมั่นแน่นอน

ในมุมมองผู้เขียน ผลโพลนี้เป็นสัญญาณดี เพราะเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม ไม่ยึดติดอดีต ครม.ต้องเร่งสื่อสารผลงานชัดเจน ใช้โซเชียลมีเดียใกล้ชิดประชาชน เพื่อเปลี่ยนคะแนน “รอดู” เป็น “ชื่นชอบ” คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตผลงานครม.ชุดใหม่กับเรา!

ที่มา – โพลชี้ ครม.ชุดใหม่ ประชาชนยังไม่มีความหวังกับกลุ่มใด ชื่นชอบ “ศุภจี-ยศชนัน” แซง “อนุทิน”

ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดรับอนุทิน

เกิดเหตุป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้ เมื่อคืนวันที่ 16 เมษายน 2569 ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ตื่นตัวอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงมีความเคราะห์รุนแรงซุกซ่อนอยู่

ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 22.30 น. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเครื่องจักรกลของบริษัท ตากใบการโยธา จำกัด ซึ่งจอดอยู่บริเวณไซต์งานริมแม่น้ำโก-ลก บ้านมือบา หมู่ 4 ตำบลปาเสมัส เจ้าหน้าที่รีบระดมกำลังเข้าตรวจสอบทันที

ที่จุดเกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้รถแบ็กโฮยี่ห้อแคสเตอร์พิรา ที่จอดอยู่ด้านซ้ายมือ และรถบดถนนล้อยางที่จอดอยู่ในเพิงพักด้านขวามือ เจ้าหน้าที่ประสานรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลปาเสมัสมาช่วยฉีดน้ำดับไฟ ใช้เวลากว่า 30 นาทีเพลิงจึงสงบลง

รายละเอียดการก่อเหตุป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ

จากการตรวจสอบ พบคราบน้ำมันเชื้อเพลิงลอยอยู่บนพื้นถนนและผิวน้ำที่ใช้ดับไฟ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานทั้งหมด คาดว่าคนร้ายไม่ทราบจำนวน แฝงตัวข้ามแม่น้ำโก-ลกจากฝั่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากในช่วงหน้าร้อนระดับน้ำลดเหลือเพียง 15 เมตร คนร้ายขู่คนงาน 2 คนที่เฝ้าไซต์ให้หลบหนี จากนั้นราดน้ำมันที่ล้อยางรถบดและใต้กลไกรถแบ็กโฮ ก่อนจุดไฟเผาและหลบหนีกลับทางเดิม

นายเสาวนันทน์ ดุกสุขแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท ตากใบการโยธา จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทกำลังก่อสร้างโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนปาเสมัส ระยะที่ 1 ความยาว 2,505 เมตร จากหลังสภ.มูโนะ ถึงตรงข้ามศูนย์ฮีโน่ แล้วเสร็จ 43% ไม่คาดคิดว่าจะสูญเสียเครื่องจักร 2 คัน มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

เหตุลอบเผายางรถยนต์ที่ตากใบ

นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอตากใบ เวลา 20.00 น. เดียวกัน คนร้ายแยกย้ายนำยางรถยนต์ไปเผา 2 จุด บริเวณถนนในหมู่บ้านชุมบก หมู่ 9 ตำบลเกาะสะท้อน ห่างกัน 500 เมตร ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไฟได้ทัน

  • เหตุที่สุไหงโก-ลก: เผาแบ็กโฮและรถบดถนน
  • เหตุที่ตากใบ: เผายางรถยนต์ 2 จุด
  • เวลาที่เกิด: 20.00-22.30 น. 16 เม.ย. 2569
  • ความเสียหาย: เครื่องจักรกว่า 6 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่จะสอบสวนคนงาน 2 คนเพิ่มเติม เพื่อขยายผลจับกุมผู้ก่อเหตุ

คาดสร้างสถานการณ์ต้อนรับนายกฯ อนุทินลงพื้นที่ใต้

หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสร้างสถานการณ์เชิงสัญลักษณ์ หลังทราบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะลงพื้นที่ประชุมที่ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก แต่เปลี่ยนไปประชุมที่ด่านพรมแดนบูเก๊ะตา อำเภอแว้งแทน

เหตุการณ์ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้ สะท้อนถึงความท้าทายด้านความมั่นคงในภาคใต้ที่ยังต้องเฝ้าระวัง แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงเคลื่อนไหว

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาพื้นที่ชายแดนต้องคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง ชาวบ้านและผู้ประกอบการต้องระมัดระวังมากขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้แจ้งเบาะแสทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ

CTA: ติดตามข่าวสารความมั่นคงภาคใต้เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้!

ที่มา – ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีนลอบขนมดราชินี 2,000 ตัว

เพื่อนๆ เคยได้ยินข่าวสุดช็อกเรื่อง เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ ไหมครับ? คดีนี้เกิดขึ้นในเคนยา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมดพันธุ์หายากของแอฟริกา สร้างความฮือฮาเพราะมดราชินีตัวเล็กๆ เหล่านี้มีมูลค่าสูงลิ่วถึงตัวละ 7,000 บาท! วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบ พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไมธุรกิจผิดกฎหมายนี้ถึงรุ่งเรืองขนาดนี้

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

ศาลในกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ตัดสินคดีนายจาง เค่อฉวิน ชายชาวจีนวัย 30 กว่าๆ ให้รับโทษจำคุก 1 ปี พร้อมปรับเงิน 1 ล้านชิลลิงเคนยา หรือราว 248,000 บาท ในข้อหาร้ายแรงคือลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินนานาชาติไนโรบี สังเกตเห็นกระเป๋าเดินทางของเขาดูผิดปกติ หลังตรวจสอบพบหลอดทดลองขนาดเล็กนับร้อยบรรจุ มดราชินี ไว้ถึง 2,238 ตัว โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ Messor cephalotes หรือมดเก็บเกี่ยวแอฟริกายักษ์ ที่นักสะสมทั่วโลกตามหากันตัวสั่น

มูลค่ามหาศาลของมดราชินีในตลาดมืด

ทำไมมดตัวจิ๋วเหล่านี้ถึงแพงขนาดนี้? เพราะมดราชินีคือ "ราชินี" แห่งรังมด มีหน้าที่วางไข่สร้างอาณาจักร นักสะสมมดทั่วโลก โดยเฉพาะในจีน สหรัฐฯ และยุโรป ชอบเลี้ยงในฟาร์มมดเพื่อดูการเติบโตของรัง ราคาขายปลีกพุ่งสูงถึง 220 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว หรือประมาณ 7,050 บาท! นายจางซื้อมาในราคาถูกจากนายชาร์ลส์ มวางกี ชาวเคนยา เพียง 10,000 ชิลลิง (ราว 2,500 บาท) ต่อ 100 ตัว กำไรชัดเจนมาก แต่ผิดกฎหมายเพราะมดเหล่านี้เป็นสัตว์พื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครอง

ผู้พิพากษาไอรีน กิโชบี เน้นย้ำในคำตัดสินว่านายจาง "ขาดความซื่อสัตย์และสำนึกผิด" ต้องลงโทษหนักเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นลอกเลียน การลักลอบค้าอย่างนี้ทำลายระบบนิเวศ เพราะมดราชินีเป็นหัวใจของรัง หากถูกเก็บเกลี้ยง รังมดจะล้มเหลว ส่งผลต่อพืชผลและดินในแอฟริกาตะวันออก

  • ของกลาง: มดราชินี 2,238 ตัว ในหลอดทดลอง
  • ราคาซื้อ: ถูกมาก เพียงตัวละ 25 บาท
  • ราคาขาย: สูงลิ่ว 7,000 บาทต่อตัว
  • ปลายทาง: ตลาดนักสะสมในจีนและยุโรป
  • ผู้สมรู้ร่วม: ชาวเคนยา 1 ราย กำลังถูกดำเนินคดี

คดีลอบขนมดไม่ใช่ครั้งแรกในเคนยา

น่าเศร้าที่ เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ ไม่ใช่คดีแรก ปีที่แล้วศาลเคยตัดสินจำคุกชาวเบลเยียม 2 คน ชาวเวียดนาม และชาวเคนยา รวมลักลอบขนมดเกือบ 5,000 ตัว! แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้กำลังบูมในแอฟริกาตะวันออก เพราะมดหายากมีดีมานด์สูง แต่ทางการเคนยากำลังเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้นายจางต้องติดคุก 1 ปี และถูกเนรเทศกลับจีนทันทีหลังพ้นโทษ ทนายของเขาวางแผนยื่นอุทธรณ์ภายใน 14 วัน

การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายแบบนี้ไม่เพียงทำลายธรรมชาติ แต่ยังเสี่ยงต่อการแพร่โรคและสูญพันธุ์ เราควรตระหนักและสนับสนุนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่ากำไรระยะสั้นไม่คุ้มกับโทษระยะยาว

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? การเลี้ยงมดราชินีเป็นงานอดิเรกสนุกจริง แต่ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดไลค์แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมกันนะครับ!

ที่มา – เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ รัฐร่วมมือประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่รักธรรมชาติทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลยนะครับ เรื่องคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันดับไฟป่าได้ทันท่วงที โดยมีคำขวัญสำคัญคือ “งดเผาทุกกรณี” เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่

คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นะครับ (หรือ 2569 ตามข่าว) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า รัฐบาลใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS พบจุดร้อนถึง 9 จุด ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 01.43 น.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการทันทีให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งกำลังพลเข้าดับไฟ แม้พื้นที่จะเป็นป่าลึก เข้าถึงยากมาก เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้า วางแผนอย่างรอบคอบ กว่าจะถึงจุดเกิดเหตุได้ก็เวลา 13.10 น. และคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จในเวลา 16.00 น. เท่านั้นเอง! พื้นที่เสียหายประมาณ 70 ไร่ เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ

เจ้าหน้าที่รวม 24 นาย จากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ และชุดสายตรวจ บูรณาการกำลังกันอย่างลงตัว แม้ภูมิประเทศจะเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่การสั่งการรวดเร็วทำให้ไฟไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ สุดยอดเลยครับ!

เทคโนโลยีดาวเทียม: หัวใจสำคัญในการคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ

ที่เจ๋งที่สุดคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ครับ ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยให้ “เห็นก่อน-ไปถึงเร็ว-ควบคุมได้ไว” แม้ในป่าทุรกันดาร ลดความเสี่ยงไฟลามวงกว้างได้เยอะมาก นี่คือยุคใหม่ของการดับไฟป่าในไทยเลย รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5

  • ตรวจจับจุดร้อนแบบเรียลไทม์จากดาวเทียม
  • สั่งการเจ้าหน้าที่ทันที ลดเวลาตอบสนอง
  • ลดพื้นที่เสียหายและควันพิษ
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐและชุมชน
  • เฝ้าระวัง 24 ชม. ป้องกันล่วงหน้า

สาเหตุไฟป่าและคำขอความร่วมมือจากรัฐบาล

จากการตรวจสอบเบื้องต้น สาเหตุเกิดจากการเข้าไปเก็บหาของป่าในพื้นที่ครับ ไม่ใช่จากการเผาโดยตรง แต่รัฐบาลกำชับให้เพิ่มการเฝ้าระวัง บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด และสร้างความเข้าใจให้ชาวบ้าน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนทุกคน “งดการเผาในทุกกรณี” ไม่ว่าจะเผาไร่ เผาหญ้า หรืออะไรก็ตาม เพราะไฟป่าทำลายระบบนิเวศ สร้างฝุ่นควัน ทำให้สุขภาพแย่

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ป่าเขียวขจีในอุทยานศรีลานนา ถ้าปล่อยให้ไฟไหม้หมด จะเหลือแต่ความเสียใจ ถ้าเราร่วมมือกัน รายงานจุดความร้อนผ่านแอปหรือสายด่วน ไฟป่าจะลดลงแน่นอน ในปีนี้ภาคเหนือเจอไฟป่าหนักมาก แต่ด้วยการทำงานแบบนี้ เราจะผ่านไปได้

ในฐานะคนไทยที่รักบ้านเกิด ผมเชื่อว่าการคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี รัฐบาลนำเทคโนโลยีมาช่วย ประชาชนช่วยเฝ้าระวัง สุดท้ายทุกคนได้ประโยชน์ ขอเชิญชวนทุกท่านงดเผาเด็ดขาด ร่วมเป็นอาสาสมัครดับไฟป่า หรือแชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนัก ร่วมกันรักษาป่าไทยให้ยั่งยืนนะครับ!

ที่มา – คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ รัฐบาลประชาชนร่วมมือ “งดเผาทุกกรณี”

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

กฟน. ประกาศดับไฟ 18 เม.ย. 2569 กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ

เช็กด่วนเลยเพื่อนๆ! การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 18 เมษายน 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ เพื่อทำการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบจ่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะดับไฟชั่วคราวในหลายพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำงานนะครับ ใครที่อาศัยหรือมีธุระในโซนเหล่านี้ เตรียมตัวให้พร้อมเลย อาจกระทบการใช้ไฟในช่วงเช้าถึงบ่าย

การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ได้ออกประกาศนี้ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนทราบและวางแผนล่วงหน้า งานที่ทำจะช่วยป้องกันปัญหาไฟดับยาวนานในอนาคตได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงหลังสงกรานต์ที่ทุกคนกลับมากรุงเทพฯ เยอะ ระบบไฟต้องพร้อมสุดๆ ไปเลย

การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 18 เมษายน 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ

นี่คือสรุปพื้นที่ทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ แบ่งตามจังหวัดให้ชัดเจน เช็กดูว่าบ้านคุณเข้าข่ายมั้ย

พื้นที่ดับไฟ 18 เมษายน 2569 ในกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพฯ มีหลายจุดเลย โดยเฉพาะย่านรามคำแหง สุขุมวิท อิสรภาพ และอื่นๆ

  • ถนนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 118 แยก 46-2 / งานเปลี่ยนสายไฟฟ้าแรงสูงชำรุด ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ริมถนนจักรพงษ์ บริเวณ ปากตรอกมะยม ถึง ภายใน ซ.ปากตรอกมะยม ตั้งแต่เวลา 08.00-13.00 น.
  • ถนนสุขุมวิท ซอยสุขุมวิท50 แยกสวัสดี 4 ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.
  • ริมถนนอิสรภาพ บริเวณ ปาก ซ.อิสรภาพ12 ถึง ใน ซ.อิสรภาพ12 ตั้งแต่เวลา 08.30-13.00 น.
  • ถนนเลียบเหนือ ซอยหน้า บริษัท คาร์มาร์ท ถ.เลียบเหนือ ตั้งแต่เวลา 08.30-10.30 น.
  • ริมถนนวัชรพล (ฝั่งซอยเลขคี่) บริเวณ ใกล้สะพานข้ามคลองท่าแร้ง ฝั่งตลาดมู มา รวย ถึง บริเวณร้านลาบชัยภูมิ 2 ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ริมถนนกาญจนาภิเษก บริเวณ ซอยกาญจนาภิเษก 12, ซอยโรงงานคอนกรีตฯ ข้างคลองภาษีเจริญ และบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.
  • ริมถนนบางขุนเทียน 14 บริเวณ หมู่บ้านพิศาล บางขุนเทียน 14 ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.
  • ถนนนวมินทร์ ซอยนวมินทร์ 42 แยก 25 และ แยก 27 และบริเวณข้างเคียง ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.

การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 18 เมษายน 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ: กรุงเทพฯ

ย่านเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นงานเปลี่ยนสายไฟชำรุดหรือบำรุง เพื่อให้ไฟฟ้าเสถียร

พื้นที่ดับไฟ 18 เมษายน 2569 ในสมุทรปราการ

  • ถนนวัดใหญ่ วัดคู่สร้าง – โค้งสน บริเวณหมู่บ้านธนารินทร์ 1 , หมู่บ้านธนารินทร์ ทาวน์โฮม , หมู่บ้านธนารินทร์ ทาวน์โฮม 6 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.
  • ถนนสุขุมวิท บริเวณการไฟฟ้าปากน้ำ และบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.

พื้นที่ดับไฟ 18 เมษายน 2569 ในนนทบุรี

  • ถนนไทรใหญ่-วัดต้นเชือก ตั้งแต่ บริเวณบ้านคลองตาทม-บ้านหนองเพรางาย ถึง บริเวณเลียบคลองสมนึก ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ริมถนนไทรใหญ่-วัดต้นเชือก บริเวณ ท่าข้าววุฒิเจริญและบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ถนนบางไผ่-หนองเพรางาย ตั้งแต่ ซอยโครงการหมู่บ้านเดอะแพลนท์ กาญจนา-บางใหญ่ ถึง ซอยสุดโครงการหมู่บ้านเดอะแพลนท์ กาญจนา-บางใหญ่ ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ถนนไทรใหญ่-วัดต้นเชือก ตั้งแต่ บริเวณซอยโรงเรียนบ้านหนองเพรางาย ถึง บริเวณสามแยกไฟแดงตลาดเทพอุดมพรและเลียบคลองสหกรณ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ถนนเทอดพระเกียรติ ซอยหน้าตลาดชาวสยาม (ตรงข้ามปั๊มน้ำมันบางจาก) และบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
  • ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย บริเวณคริสตจักรน้ำแห่งชีวิต ถึง หน้าบริเวณเซเว่นหน้า หมู่บ้านศิขรินทร์ (บางกรวย-ไทรน้อย9) ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น.

คำแนะนำเมื่อไฟดับจาก กฟน.

เพื่อให้วันนั้นราบรื่น ลองเตรียมตัวดังนี้ครับ: ชาร์จแบตโทรศัพท์ให้เต็ม, เตรียมไฟฉายหรือเทียน (แต่ระวังไฟไหม้), อาหารที่ไม่ต้องแช่เย็น, และแจ้งคนในบ้านให้ทราบ หากมีตู้เย็นสำคัญให้ถอดปลั๊กไว้ หรือใช้เครื่องปั่นไฟสำรองถ้ามี โดยเฉพาะร้านค้าในพื้นที่ อาจวางแผนหยุดชั่วคราวได้

การบำรุงรักษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า กฟน.ใส่ใจระบบไฟฟ้าของเราแค่ไหน ถ้าไม่ทำ อาจเกิดไฟดับกะทันหันใหญ่กว่าเดิมได้นะ หลังเสร็จ คงไฟสว่างไสวไม่สะดุดแน่นอน

เช็กพื้นที่ของคุณแล้วเตรียมพร้อมเลย! ถ้ามีอัพเดทใหม่จะมาบอกต่อ แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ในพื้นที่ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาด

ที่มา – การไฟฟ้านครหลวงประกาศดับไฟ 18 เมษายน 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ

สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี แต่ลดลงจากปีก่อน

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี แต่ลดลงจากปีก่อนface นับเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน กรมคุมประพฤติได้รายงานตัวเลขที่น่าสนใจนี้ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่มีคดีขับรถขณะเมาสุราและเสพยาเสพติดจำนวนมาก แต่โดยรวมลดลงจากปี 2568

สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี แต่ลดลงจากปีก่อน

ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่าช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2569 มีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติทั้งหมด 6,180 คดี โดยคดีเมาแล้วขับสูงสุดที่ 5,806 คดี คิดเป็น 93.95% ของยอดรวม คดีเสพยาเสพติดขณะขับขี่ 366 คดี ขณะที่คดีขับรถประมาทและขับซิ่งมีเพียงไม่กี่คดี เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 6,100 คดี ลดลง 294 คดี หรือ 4.82% แสดงถึงผลจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น

ในวันสุดท้ายอย่างวันที่ 16 เมษายน มีคดีใหม่ 948 คดี โดยเมาแล้วขับ 861 คดี (90.82%) เสพยา 85 คดี (8.96%) และอื่นๆ อีกเล็กน้อย สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี นี้ยังชี้ให้เห็นจังหวัดที่มีปัญหาสูงสุด เช่น เชียงใหม่ 757 คดี สมุทรปราการ 495 คดี และกรุงเทพฯ 351 คดี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเฉลิมฉลองคึกคัก

จังหวัดที่มีสถิติเมาแล้วขับสูงสุด

  • เชียงใหม่: 757 คดี
  • สมุทรปราการ: 495 คดี
  • กรุงเทพมหานคร: 351 คดี

หลังช่วงสงกรานต์ กรมคุมประพฤติยังเดินหน้าตรวจสอบประวัติผู้กระทำผิดอย่างละเอียด คัดกรองผู้เสี่ยงดื่มสุรา ส่งเข้าบำบัด และจัดกิจกรรมปรับพฤติกรรมต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบริการสังคมมากมาย เช่น ทำงานบริการประชาชน 2,574 ราย ณ 177 จุด รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย 1,643 ราย ปรับภูมิทัศน์ 855 ราย บริจาคโลหิต 147 ราย อบรมกฎจราจร 774 ราย และเฝ้าดูพฤติกรรมผ่านกล้อง 72 ราย

มาตรการ “ควบคุม คัดกรอง ฟื้นฟู” ของกรมนี้ช่วยเปลี่ยนผู้กระทำผิดให้กลับตัวเป็นคนดี สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้ยั่งยืน สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี แต่ลดลงจากปีก่อน เป็นสัญญาณบวกที่ทุกคนควรร่วมมือกันต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านขับขี่ปลอดภัย ห้ามดื่มสุราเด็ดขาด หากเจอเพื่อนเมาแล้วขับ ช่วยกันห้ามปรามและใช้บริการแท็กซี่หรือ Grab แทน เพื่อลดสถิติเหล่านี้ให้เป็นศูนย์ในปีหน้า!

ที่มา – สถิติเมาแล้วขับ ช่วงสงกรานต์ 7 วัน พุ่งสูง 5,806 คดี แต่ลดลงจากปีก่อน