วัน: 19 เมษายน 2026

อาร์เตต้าจะจัดทัพอาร์เซนอลรับมือแมนฯ ซิตี้อย่างไร

อาร์เตต้าจะจัดทัพอาร์เซนอลรับมือแมนฯ ซิตี้อย่างไร

มิเกล อาร์เตต้า กำลังไล่ล่าความฝันพรีเมียร์ลีก โดยมีเมนเทอร์เก่าอย่างเปป กวาร์ดิโอลา ค่อยๆ ไล่ตามมา

อาร์เซนอล นำหัวตารางอยู่ 6 แต้ม ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจ แต่โมเมนตัมกำลังไหลไปทางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ทุกการตัดสินใจของบอสปืนใหญ่ยิ่งสำคัญมากขึ้น

ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบน็อกเอาต์กับสปอร์ติ้ง “ไม่กลัว ไฟลุกโชน” คือคำปลุกใจของอาร์เตต้าให้ลูกทีมและแฟนๆ และตอนนี้ชาวสเปนคนนี้เรียกร้องไฟลุกโชนจากทุกคนในสโมสร บางคนอาจหวังให้เขาใช้แทคติกแปลกใหม่ทั้งในและนอกสนามในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

นวัตกรรมเล็กๆ น้อยๆ อาจตัดสินแชมป์ได้ มาดูกันว่าอาร์เซนอลเล่นอย่างไรในเกมล่าสุด และหมายความอย่างไรต่อการลุ้นแชมป์

อาร์เตต้าจะจัดทัพอาร์เซนอลรับมือแมนฯ ซิตี้อย่างไร

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ vs อาร์เซนอล

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เวลา 16:30 BST

ฟังถ่ายทอดสดผ่าน BBC Radio 5 Live และ BBC Sounds ติดตามไลฟ์สกอร์บนแอปและเว็บ BBC Sport

ในเกมล่าสุด อาร์เซนอลสะดุดจากมาตรฐานสูง โดยแพ้แมนฯ ซิตี้ และบอร์นมัธ ในพรีเมียร์ลีก รวมถึงเซาแธมป์ตันจากแชมเปียนชิพในเอฟเอ คัพ

ในนัดชิงคาราบาว คัพ เปป กวาร์ดิโอลา ทำให้การสร้างเกมของอาร์เซนอลอึดอัด ซิตี้ใช้ระบบ 4-2-4 โดยเออร์ลิง ฮาลันด์ และเรียน เชอร์คี บล็อกกลางสนาม แอนโตนี่ เซเมนโย และเจเรมี โดกู กดดันเซ็นเตอร์แบ็กอาร์เซนอล บังเส้นทางไปฟูลแบ็ก

อาร์เซนอลลำบากเพราะระบบ 4-2-4 ของซิตี้ ทำให้เซ็นเตอร์แบ็กอาร์เซนอลถือบอลได้ แต่เข้าถึงมิดฟิลด์คู่กลางยาก และลังเลส่งให้ฟูลแบ็ก สุดท้ายต้องเตะยาว ซึ่งซิตี้มีแบ็กโฟร์และมิดฟิลด์รอเก็บ

ปัญหาจากการกดดันของบอร์นมัธ

บอร์นมัธกดดันดุเดือด มิดฟิลด์ซ้ายเจมส์ ทาเวอร์เนียร์ เข้ามาช่วยมิดฟิลด์กลาง โดยเฉพาะไค ฮาแวร์ทซ์ที่หลุดลงมาเป็นสามตัวกลางกับมาร์ติน ซูบิเมนดี้ และเดแคลน ไรซ์

ทาเวอร์เนียร์ทิ้งเบน ไวท์ทางขวา แต่เอแวนนิลสันโค้งรันบังเส้นทางขวา ทำให้เข้าถึงฟูลแบ็กยาก

ทั้งซิตี้และบอร์นมัธบังคับให้อาร์เซนอลเล่นทางซ้าย กาเบรียลถูกท้าทายในการคุมเกมจากลึก ซึ่งวิลเลียม ซาลิบาเก่งกว่า

เมื่อถูกบังคับทางซ้าย บอร์นมัธล็อคแมนต่อแมน อาร์เซนอลบอกกาเบรียลเตะยาวหาวิกเตอร์ โยเคเรส

ตั้งแต่ต้นปี อาร์เซนอลโจมตีช่องว่างจากการกดแมนต่อแมน ด้วยโญนี่ มาดูเอเก้, โยเคเรส, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และฮาแวร์ทซ์

แต่กับบอร์นมัธ โยเคเรสแพ้ดวลกับกองหลังพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้อาร์เซนอลครองบอลไม่ได้

จุดแข็งของโยเคเรสคือรันช่องและพาบอลบุก

กับสปอร์ติ้ง ฮาแวร์ทซ์ลงมาเป็นกองหน้า ทำให้บอลติดมากขึ้น อีเซ่เล่นหลังคู่กัน ส่งบอลยาวโดนฮาแวร์ทซ์แล้วเด้งไปหาอีเซ่

การเน้นกลางสนามกับสปอร์ติ้งน่าฟังดูดี เหมาะกับอีเซ่และทีม

ถ้าอาร์เซนอลจะพัฒนาการบุก อาร์เตต้าอาจใช้คู่นี้บ่อยขึ้น

อาร์เซนอลยังพยายามบุกสั้นทางขวาเพื่อหลบกดดัน

มีตัวอย่างบุกดีแต่พลาดเพราะตัวบุคคล เช่นกับซิตี้ ดาวิด รายาเข้ามาช่วยบุก ทำให้เลื่อนบอลไปฝั่งตรงข้ามชนะจำนวนคน

ฮาแวร์ทซ์หลุดลงมา เบอร์นาร์โด้ ซิลว่ารับผิดชอบ ทำให้ไวท์ว่าง ไวท์และฮาแวร์ทซ์รวมกันหลุดกดดัน

ลิเวอร์พูลก็ใช้สามตัวแรกบรรทัด โดยเคอร์ติส โจนส์ลงมาช่วยแนวรับ เออร์ลิง เบอร์นาร์โด้ ซิลว่ารับผิดชอบ ทำให้ไวท์ว่าง ไวท์และฮาแวร์ทซ์รวมกันหลุดกดดัน

อีกวิธีคือมิดฟิลด์กลางหลุดลงมารับบอลจากเซ็นเตอร์แบ็ก ทำให้คู่แมนมาร์คสับสน

กับบอร์นมัธ ฮาแวร์ทซ์ดึงทาเวอร์เนียร์ ไวท์ว่าง รายาส่งให้ไรซ์ที่หลุดว่าง กวาดบอลให้ไวท์ แต่过hit

แพทเทิร์นนี้ใช้ได้หลายครั้ง ควรยึดต่อ

รับมือภัยจากนีโค โอ’ไรลลี่

แนวรับอาร์เซนอลต้องระวังนีโค โอ’ไรลลี่ ดาวรุ่งวัย 21 ที่ช่วยซิตี้ฟื้นตัว ยิงอาร์เซนอล 2 และเชลซี 1 ลูก

ตำแหน่งแปลก ทำให้เข้าถึงยาก อาร์เซนอลให้ซาก้าและซูบิเมนดี้รับ แต่เสียประตู เชลซีให้แอนเดรย์ ซานโตสตาม แต่แพ้ดวล

อาร์เซนอลมีคำตอบบางส่วน แต่ขาดความสม่ำเสมอเพราะパスพลาด การขาดบูคาโย่ ซาก้าทำให้บุกสุดท้ายอ่อน

ผู้เล่นระมัดระวังมากขึ้น อาจเพราะความกดดันแชมป์

อาร์เตต้าปลุกใจเรื่องจิตใจสำคัญกับซิตี้ที่มาแรง

ปรับแทคติกทีละนัดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปืนใหญ่อาจใกล้แชมป์ประวัติศาสตร์

  • พรีเมียร์ลีก
  • อาร์เซนอล
  • ฟุตบอล

อาร์เตต้าจะจัดทัพอาร์เซนอลรับมือแมนฯ ซิตี้อย่างไร นี่คือกุญแจสำคัญ ถ้าใช้แทคติกหลุดกดดันและรับมือโอ’ไรลลี่ได้ดี มีลุ้นคว้าแชมป์ คุณคิดอาร์เตต้าจะทำอย่างไร? คอมเมนต์บอกเราสิ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ภาวุธ” เตือน China Shock 2.0 ภัย SMEs ไทย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในวงการธุรกิจไทยกันหน่อยนะครับ นั่นคือคำเตือนสุดสะเทือนใจจาก สส.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัยใหญ่หลวง ว่าเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญหน้ากับ China Shock 2.0 แบบมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) ถูกระบายมาอาเซียนรวมไทยเต็มสูบ ราคาถูกกว่าสินค้าไทยเกือบครึ่ง แถมส่งไวสุดๆ จนตอนนี้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งทะยาน 2 ล้านล้านบาท โรงงานไทยปิดตัวเป็นแถว งานคราฟต์สไตล์ “Very Thai” กำลังจะตายเรียบ!

มันเหมือนปล่อย “ปลาหมอคางดำ” เข้าทำลายระบบนิเวศการออกแบบไทยเลยครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดู โรงงาน SME ที่เคยคึกคักวันนี้เงียบเหงา ลูกน้องตกงานเพียบ สส.ภาวุธบอกชัดว่าถ้าไม่รีบอุดจุดบอด อุตสาหกรรมไทยอาจล้มละลายยับเยิน ทางรอดคือต้องสู้ด้วย “สมองและรสนิยม” ไม่ใช่แข่งราคาด้วย “เหล็กและไม้” ต้องสร้าง Un-copyable DNA เลิกขายแค่สินค้า แต่ขาย “Solution & Curation” ที่จีนก๊อปไม่ได้ เช่น ความเข้าใจบริบทบ้านไทยแท้ๆ

China Shock 2.0 กำลังบี้เอสเอ็มอีไทยหนักแค่ไหน

China Shock 2.0 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มันคือคลื่นลูกใหม่ของสินค้าจีนราคาถูกที่ถาโถมเข้ามา หลังจากจีนผลิตเกินกำลัง ตอนนี้ไทยติดอันดับ Top 3 อาเซียนที่เปราะบางที่สุด รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ไทยตอบโต้ช้ากว่าคู่แข่ง โครงสร้างภาษีและศุลกากรมีช่องโหว่ใหญ่ เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าน้อยๆ ทำให้สินค้าจีนไหลทะลักถึงระดับรากหญ้าได้ง่าย ส่งผลขาดดุลปี 2568 พุ่ง 2 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์!

ตัวอย่างผลกระทบ China Shock 2.0 ในไทย

  • โรงงาน SME ปิดตัวเป็นล้าน
  • งานคราฟต์ไทยสูญหาย อย่างเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งทอ
  • ขาดดุลการค้ากระโดดหลักล้านล้าน

สส.ภาวุธยกตัวอย่างชัดๆ ว่าต้องทำ Hybrid Model (70/30) ใช้ซัพพลายเชนจีนถูกๆ 70% ผสม “ลายเซ็นคราฟต์ไทย” 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่น แถมใช้ Genuine Soft Power อย่างไทยดีไซน์ที่คนยอมจ่ายเพราะรักในเอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่ช้างหรือลายเทพพนม

บทเรียนจากประเทศอื่นสู้ China Shock 2.0 สำเร็จ

ไม่ต้องกลัวครับ มีแบบอย่างดีๆ ให้ไทยเลียนแบบ สส.ภาวุธยก 3 โมเดลเจ๋งๆ

1. เม็กซิโกใช้นโยบายยาแรง: สร้างกำแพงภาษี อุดช่องโหว่ จนเกิดกระแส Nearshoring บริษัทจีนและต่างชาติตั้งโรงงานในเม็กซิโกเพื่อเลี่ยงภาษีส่งสหรัฐฯ โรงงานท้องถิ่นกลับมาทำงาน จ้างงานพุ่ง!

2. อินโดนีเซียเก็บภาษีป้องกันทุ่มตลาด: ใช้ Safeguard Duties สูง 100-200% ในสิ่งทอเซรามิก ป้องกัน SME ตายยกรัง แถมยกเลิก De minimis สำหรับแอปอย่าง Shein Temu ที่นำเข้าสินค้าราคาถูก ร้านค้าท้องถิ่นรอดตาย!

3. ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรมแบบอิตาลี: ไม่สู้ราคา แต่ใช้ “Made in Italy 2026 Vision” ผสมเทคโนโลยี 3D Prototyping AI ช่วยช่างฝีมือ ลดต้นทุนแต่คงความประณีต สร้างเรื่องเล่า Cultural Storytelling ทำให้ของอิตาลีขายแพงได้เพราะเป็น “ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ” จีนก๊อปไม่ได้ สร้างกำแพงทางความรู้สึก!

4. ดึงซัพพลายเชนกลับบ้านแบบอินเดีย: โครงการ Make in India + PLI (Production Linked Incentive) ให้เงินอุดหนุนภาษีบริษัทผลิตในประเทศ ปี 2568 ดึง iPhone ผลิต 25-30% ส่งออกทั่วโลก เปลี่ยนจากนำเข้าเป็นผู้ผลิตชั้นนำ

ไทยช้ากว่าเพื่อน ต้องรีบ!

ไทยตอบโต้ช้าเพราะกฎหมายอ่อน สินค้าจีนทะลักง่าย ต้องรีบปฏิรูป!

สุดท้ายนี้ คำเตือนจากสส.ภาวุธคือสัญญาณเตือนภัยที่เราต้องฟังนะครับ ไทยมีศักยภาพ Soft Power สูง ถ้ารีบยกระดับดีไซน์ ใช้เทคโนโลยีผสมคราฟต์ สร้าง Hybrid Model และตั้งกำแพงภาษีที่เหมาะสม เราจะผ่าน China Shock 2.0 ไปได้แน่นอน คุณคิดว่าอะไรคือทางรอดที่ดีที่สุดสำหรับ SME ไทย? ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันคิดทางออก!

ที่มา – “ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย

“พริษฐ์” ชี้ต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่การทุจริตยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง “พริษฐ์” หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยชี้ว่าจำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ซึ่งเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่อาจทำให้กลไกตรวจสอบล้มเหลว

แก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ : ทำไมถึงจำเป็น

วันที่ 19 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ให้เห็นปัญหาการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถามหนัก หลังมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในกรณีซุกหุ้นนอมินีและแจ้งทรัพย์สินเท็จ ซึ่งเคยนำไปสู่การตัดสินพ้นสภาไปแล้ว หาก ป.ป.ช. ไม่โปร่งใส ประเทศจะแก้คอร์รัปชันไม่ได้

นายปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรค ได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นแล้ว และรอคำชี้แจงจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ที่จะเผยแพร่เร็วๆ นี้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หากประชาชนพบว่าป.ป.ช. ทำผิด กลไกตรวจสอบคืออะไร?

ช่องโหว่ใหญ่ในมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

กฎหมายปัจจุบันเปิดให้ประชาชน 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ ซึ่งดีกว่าองคค์กรอื่น แต่มีปัญหาใหญ่คือ ต้องส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภากลั่นกรองก่อน โดยประธานสภาฯ มีดุลพินิจตัดสินว่าจะส่งต่อศาลหรือปัดตก

  • ประธานสภาฯ มักมาจากฝ่ายรัฐบาล ทำให้เสี่ยงถูกกดดัน
  • หากรัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ข้อร้องเรียนจากประชาชนจะถูกตีตกง่ายๆ
  • ไม่ว่าประชาชนจะร้องกี่ล้าน ก็ไปไม่ถึงศาล
  • บทบัญญัตินี้เปิดช่องให้ปกปิดทุจริตได้

ลองนึกภาพ หาก ป.ป.ช. ละเว้นตรวจสอบนักการเมืองรัฐบาล ประธานสภาฯ ก็แค่ใช้อำนาจปัดทุกเคส ทำให้กลไกนี้ไร้ประสิทธิภาพ การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จึงเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง

พรรคประชาชนลงมือแล้ว ยื่นร่างกฎหมายเข้าสภา

พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้ไขมาตรา 236 แล้ว เพื่อตัดอำนาจดุลพินิจของประธานรัฐสภาให้เรื่องไปตรงถึงศาลฎีกา โดยหวัง ส.ส.ทุกพรรคร่วมผลักดัน ตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงว่าจะแก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

ปัญหาคอร์รัปชันในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะคดีหุ้นนอมินีหรือการแจ้งทรัพย์สินเท็จ สะท้อนระบบที่อ่อนแอ หากไม่แก้โครงสร้างใหญ่แบบนี้ ประชาชนจะหมดหวัง การตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จะช่วยเสริมความเป็นอิสระให้ ป.ป.ช. และเพิ่มพลังให้ภาคประชาชนในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการเมืองแบบเก่าที่นักการเมืองใช้อำนาจปกป้องตัวเอง ทำให้การตรวจสอบโปร่งใสและเที่ยงธรรมมากขึ้น ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องนี้ การผลักดันร่างกฎหมายนี้คือก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

สุดท้าย การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯไม่ใช่แค่แก้ช่องโหว่ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากส.ส.ทุกคนมองเห็นประโยชน์ส่วนรวม เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริง คุณคิดว่ากลไกนี้ควรแก้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายกว้างขึ้น

ที่มา – “พริษฐ์” ชี้ จำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ ป้องกันรัฐบาล-ป.ป.ช. ฮั้วกัน

สุดเศร้า เปิดรายชื่อผู้เสียชีวิต กระบะแหกโค้งห้วยเย็น จ.น่าน

สุดเศร้าจริงๆ กับอุบัติเหตุสลดที่เกิดขึ้นบนถนนสายปัว-ดอยภูคา จังหวัดน่าน ซึ่งทุกคนต่างพูดถึงในชื่อ กระบะแหกโค้งห้วยเย็น เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวจังหวัดน่านและคนทั่วประเทศ

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อรถกระบะบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมาก เสียหลักแหกโค้งบริเวณห้วยเย็น อำเภอปัว จังหวัดน่าน ผู้ขับขี่รายงานว่าเบรกขัดข้อง ส่งผลให้รถพุ่งชนราวกันตก และตกลงข้างทางในจุดที่เป็นทางลงเขาลาดชันและคับแคบ

กระบะแหกโค้งห้วยเย็น

รายละเอียดของเหตุการณ์ กระบะแหกโค้งห้วยเย็น เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันดังกล่าว รถกระบะคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารทั้งหมด 22 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องจากหมู่บ้านจูน หมู่ 4 ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว พวกเขาเดินทางไปหาปลาในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ และกำลังเดินทางกลับบ้านพอดี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง รถเกิดเสียหลักเพราะเบรกไม่ทำงาน สุดท้ายชนราวเหล็กกันตก (Guardrail) จนพลิกคว่ำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมกู้ภัยรีบเข้าช่วยเหลือทันที แต่โชคร้ายมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 5 ราย เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล 3 ราย และเสียชีวิตขณะรักษาตัว 1 ราย รวมทั้งสิ้น 9 ศพ ส่วนผู้บาดเจ็บมี 5 ราย โชคดีที่ผู้ขับขี่ นายอิฉเลศ ยอดออน อายุ 47 ปี รอดชีวิตมาได้ แต่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

รายชื่อผู้เสียชีวิตจากกระบะแหกโค้งห้วยเย็น

  • น.ส.ศรี พนะสัน อายุ 56 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ)
  • นางซ้อน พะนะสันต์ อายุ 56 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ)
  • นางเฉลียว พนะสัน อายุ 56 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ)
  • น.ส.นันทิชา พนะสัน อายุ 15 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ)
  • ด.ช.วรวัช พนะสัน อายุ 11 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ)
  • ด.ญ.วรัญญา พนะสันต์ อายุ 10 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตระหว่างนำส่ง)
  • ด.ช.ณภัทร ไชยะ อายุ 8 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตระหว่างนำส่ง)
  • นายหลอด พนะสัน อายุ 56 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตระหว่างนำส่ง)
  • นายคมคาย พนะสัน อายุ 53 ปี (นั่งกระบะท้าย เสียชีวิตระหว่างรักษา)

น่าเศร้าที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่นั่งท้ายกระบะ และมีเด็กเล็กหลายคนรวมอยู่ด้วย ชาวบ้านในพื้นที่ต่างร่วมแสดงความเสียใจ และช่วยกันจัดงานศพให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

สาเหตุเบื้องต้นของ กระบะแหกโค้งห้วยเย็น อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ แต่จากคำให้การ ผู้ขับระบุว่าเบรกใช้งานไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้งานหนักหรือขาดการบำรุงรักษา นอกจากนี้ การบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนและนั่งท้ายกระบะในถนนทางภูเขาลาดชัน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ถนนสายปัว-ดอยภูคา เป็นเส้นทางท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดน่าน มีจุดชมวิวสวยงาม แต่ก็เป็นถนนที่คดเคี้ยวและชัน ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือตอนเย็นที่ทัศนวิสัยไม่ดี

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นถึงปัญหาการใช้รถกระบะบรรทุกคนจำนวนมาก ซึ่งผิดกฎจราจรและอันตราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท สถิติอุบัติเหตุในจังหวัดน่านพบว่ามีแนวโน้มสูงในถนนสายรองแบบนี้ เนื่องจากรถเก่าและขาดการตรวจสภาพ

ในฐานะที่เราเห็นเหตุการณ์เศร้าแบบนี้ ขอให้ทุกท่านตรวจเช็กรถก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะเบรกและยางรถ และหลีกเลี่ยงการนั่งท้ายกระบะ หากจำเป็นควรใช้รถตู้หรือรถสองแถวแทน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจาก กระบะแหกโค้งห้วยเย็น และขอให้เป็นอุทาหรณ์ในการขับขี่ปลอดภัย หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนใจผู้อื่นด้วยนะครับ

ที่มา – สุดเศร้า เปิดรายชื่อผู้เสียชีวิต อุบัติเหตุสลด “กระบะแหกโค้งห้วยเย็น” จ.น่าน

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู

คุณเคยได้ยินคดีฉ้อโกงประกันภัยที่แปลกประหลาดที่สุดหรือไม่? วันนี้เราจะพาคุณไปดูเรื่อง แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่โตในปี 2024 คดีนี้ถูกเรียกว่า “Operation Bear Claw” หรือปฏิบัติการกรงเล็บหมี สุดยอดไอเดียอาชญากรรมที่พลิกผันเพราะผู้เชี่ยวชาญตาแหลม!

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อกลุ่มผู้ต้องหาจากลอสแอนเจลิส ประกอบด้วยชาย 2 คนและหญิง 1 คน วางแผนสุดแหวกโดยยื่นเคลมประกันรถยนต์หรู โรลส์-รอยซ์ 1 คัน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ 2 คัน รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 142,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.8 ล้านบาท พวกเขาอ้างว่ารถถูกหมีป่าบุกข่วนขณะจอดในเทือกเขาซานเบอร์นาร์ดิโน

หลักฐานที่ส่งไปคือวิดีโอวงจรปิด แสดงภาพ “หมี” กำลังตะกุยเบาะรถและแผงประตูอย่างดุเดือด แต่บริษัทประกันไม่ใช่หมู! ส่งคลิปให้เจ้าหน้าที่และนักชีววิทยาจากกรมสัตว์ป่าแคลิฟอร์เนียตรวจสอบ ผลคือ “นี่ไม่ใช่หมีแท้ แต่เป็นคนสวมชุดหมีชัดๆ ท่าทางเดินเหมือนคนเกินไป และรอยข่วนไม่เป็นธรรมชาติ”

วิธีการที่พวกเขาวางแผน “แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู”

ไอเดียนี้ฉวยโอกาสจากปัญหาหมีป่าที่บุกบ้านเรือนในแคลิฟอร์เนียบ่อยๆ เช่น เปิดตู้เย็น กินอาหารในถังขยะ หรือแม้กระทั่งแช่น้ำในสระว่ายน้ำ! กลุ่มนี้เลยคิดว่าปลอมหมีบุกข่วนรถหรูที่จอดในเขตเสี่ยง จะได้เคลมเงินง่ายๆ

  • สวมชุดหมีสีน้ำตาลเต็มตัว
  • ใช้อุปกรณ์เล็บเหล็กปลอมสร้างรอยข่วนลึก
  • ถ่ายวิดีโอวงจรปิดปลอมเพื่อส่งบริษัทประกัน
  • ยื่นเคลมหลายบริษัทรวมกว่า 4.8 ล้านบาท

หลักฐานเด็ดที่ทำให้แผนพังทลาย

หลังสงสัย เจ้าหน้าที่บุกค้นบ้านผู้ต้องหา พบชุดหมีและเล็บเหล็กตกเป็นของกลางชัดเจน สุดท้ายทั้ง 3 รายสารภาพหมดเปลือก ศาลแคลิฟอร์เนียสั่งโทษทันที:

  • จำคุกแบบ weekend jail (กักตัววันหยุดสุดสัปดาห์)
  • ภาคทัณฑ์ยาวๆ
  • จ่ายค่าชดเชยคืนกว่า 50,000 ดอลลาร์ (1.6 ล้านบาท)

ผู้ต้องหารายที่ 4 ยังรอฟังคำพิพากษาเดือนกันยายนนี้ คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการฉ้อโกงประกันภัยในสหรัฐฯ เข้มงวดแค่ไหน โดยสำนักงานประกันภัยแคลิฟอร์เนียประกาศชัยชนะครั้งใหญ่

ในแคลิฟอร์เนีย หมีดำเป็นปัญหาจริงๆ โดยเฉพาะแถวทะเลสาบทาโฮหรือชานเมืองลอสแอนเจลิส มีข่าวหมีบุกบ้านบ่อย แต่การเอามาใช้หลอกประกันแบบนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่แหวกแนวสุดๆ

บทเรียนจากคดี แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน คือ อย่าคิดโกงง่ายๆ เทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญตามจับได้หมด ในไทยเราก็มีคดีฉ้อโกงประกันรถบ่อยๆ เช่น ว่าจ้างคนตีรถเคลม ลองคิดดูถ้ามีคนใส่ชุดช้างบุกข่วนรถ คงฮาไม่หาย!

คุณเห็นด้วยไหมว่าคดีแบบนี้สมควรโดนหนัก? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในสังคมเรา!

ที่มา – แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายน่านน้ำไทย

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย เป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยหลายคนโล่งใจ เพราะรัฐบาลไม่ยอมให้ขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้รุกล้ำน่านน้ำของเราแบบฟรีๆ อีกต่อไป ในบทความนี้ เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการสุดเข้มข้นนี้กันแบบละเอียดยิบ พร้อมเล่าถึงผลงานที่โดดเด่นและแนวทางป้องกันในอนาคต

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นผู้อำนวยการศรชล. ด้วยนั้น มีคำสั่งชัดเจนให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เดินหน้าปราบปรามเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนน้ำมันเถื่อน สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย หรืออาหารทะเลที่ไม่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ตั้งแต่ชายฝั่งอ่าวไทย ไปจนถึงทะเลอันดามัน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลย้ำหลักการ “ไม่ปล่อยผ่าน ไม่เกรงใจ ไม่ละเว้น” เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการนี้เป็นเชิงรุก 100% โดยมีการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบติดตาม AIS และการลาดตระเวนต่อเนื่อง

ผลงานเด่นจากปฏิบัติการศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2569 ศรชล. สร้างผลงานน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะการสกัดจับเรือผิดกฎหมายหลายเที่ยว ลอง来看รายละเอียดของกลางที่ยึดได้กัน:

  • น้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง
  • ช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน
  • สินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมายจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางทะเลถึง 20 เที่ยว มีปริมาณสูญหายรวม 57 ล้านลิตร! สาเหตุหลักมาจากการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) การถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลแบบ Ship to Ship (STS) และการเดินเรือล่าช้าแบบผิดปกติ ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบแล้ว โดยจะลงพื้นที่คลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานีและเรียกบริษัทเกี่ยวข้องมาสอบสวน

ทำไมการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายถึงอันตราย?

การลักลอบเหล่านี้ไม่ใช่แค่เสียภาษี แต่กระทบหนักต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันเถื่อนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดผันผวน สินค้าผิดกฎหมายแข่งขันไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และยังเสี่ยงต่อความมั่นคงเพราะอาจเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงต้องคุมเข้มแบบนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ศรชล. ยังขยายผลไปถึงเครือข่ายใหญ่ โดยใช้ข้อมูลข่าวกรองและความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกขั้นตอนโปร่งใส เป็นธรรมตามที่นายกฯ กำชับ

ในมุมมองของผม การดำเนินการ ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทะเลไทยสะอาดขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น หากเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปฏิบัติการนี้จะยิ่งสำเร็จ ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีน้ำมันเถื่อน ราคาน้ำมันอาจถูกลงด้วยนะ!

เรียกร้องให้คุณร่วมมือ: ถ้าพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกันปกป้องน่านน้ำไทยของเรานะครับ

ที่มา – ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569 ตลาดสี่มุมเมือง

สวัสดีค่ะชาวทำครัวทุกท่าน! วันนี้เรามีอัปเดต ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569 จากตลาดสี่มุมเมืองมาให้แล้วนะคะ โดยเฉพาะมะนาวลูกใหญ่ที่พุ่งทะยานไปลูกละ 10 บาทเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนชอบคั้นน้ำใส่ในอาหารรสชาติเปรี้ยวสดชื่น ส่วนพริกไทยอ่อนราคาลดลงจากกิโลละ 400 บาท เหลือ 250-260 บาท ถือเป็นข่าวดีสำหรับเมนูผัดกะเพราใบเหลือง! ผักยอดนิยมอื่นๆ อย่างผักชี ต้นหอม คะน้า ยังคงราคาคงที่ ไม่ผันผวนมากนัก ช่วยให้การวางแผนช้อปปิ้งง่ายขึ้นค่ะ ราคาเหล่านี้เป็นราคาขายส่ง ถ้าซื้อปลีกอาจแพงกว่านิดหน่อยตามพื้นที่นะคะ

ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569

มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ เราจัดกลุ่มผักแต่ละประเภทให้ชัดเจน พร้อมราคาล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ช่วยให้คุณเช็คได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาเดินตลาดเอง

ราคาผักชี วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ผักชีฝรั่ง 120-140 บาท/กิโลกรัม
  • รากผักชี 79-120 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีญี่ปุ่น 80 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีจีน 70 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีลาว 40-80 บาท/กิโลกรัม
  • ผักชีไทย 30-90 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ผักชีล้อม 8-10 บาท/กิโลกรัม

ผักชีเป็นเครื่องปรุงหลักในอาหารไทย ถ้าจะประหยัด ลองเลือกผักชีไทยหรือลาวที่ราคาถูกกว่า แต่รสชาติยังหอมฉุยเหมือนเดิมค่ะ

ราคาต้นหอม วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ต้นหอม 70-120 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ต้นหอมญี่ปุ่น 50 บาท/กิโลกรัม

ราคามะนาว วันที่ 19 เมษายน 2569

  • มะนาวเลมอน 85-90 บาท/กิโลกรัม
  • มะนาว 2.6 – 10 บาท/ลูก (ตามขนาด)

มะนาวแพงขนาดนี้ แนะนำให้ใช้ในเมนูที่จำเป็นจริงๆ หรือหันไปใช้มะนาวเลมอนแทนได้นะคะ

ราคากะเพรา วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ใบกะเพรา 25-60 บาท/กิโลกรัม

ราคาพริก วันที่ 19 เมษายน 2569

  • พริกไทยอ่อน 250-260 บาท/กิโลกรัม
  • พริกสวนหอม 170-240 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกหวาน (เหลือง/แดง/เขียว) 90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกขี้หนูสวนม้ง (เชียงใหม่) 60-90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกกะเหรี่ยง 55-90 บาท/กิโลกรัม
  • พริกจินดาแดง 24-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกชี้ฟ้าเหลือง 20-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกชี้ฟ้าแดง 20-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกหยวก 12-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกชี้ฟ้าเขียว 8-16 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • พริกหนุ่ม 6-55 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

พริกมีหลาย种 ลองเลือกตามเมนู เช่น พริกหนุ่มถูกสุดเหมาะผัดกะเพรา!

ราคาผักคะน้า วันที่ 19 เมษายน 2569

  • คะน้าฮ่องกง 70 บาท/กิโลกรัม
  • ยอดคะน้า 24-28 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ต้นคะน้า 20-30 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • คะน้าต้นอ้วน/คะน้าเห็ดหอม 8-18 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาบร็อคโคลี่ วันที่ 19 เมษายน 2569

  • บร็อคโคลี่ 45-50 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • บร็อคโคลี่จีน 35-40 บาท/กิโลกรัม

ราคาผักบุ้ง วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ผักบุ้งนา 35-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ผักบุ้งจีน 20-28 บาท/กิโลกรัม
  • ผักบุ้งไทย 14-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคากะหล่ำปลี วันที่ 19 เมษายน 2569

  • กะหล่ำปลีม่วง 28-35 บาท/กิโลกรัม
  • กะหล่ำปลีขาว 10-13 บาท/กิโลกรัม
  • กะหล่ำปลีหัวใจ 6-7 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • กะหล่ำปลีเขียว 3-7 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาผักกาด วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ผักกาดหอม 45-60 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดแก้ว 40 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดสร้อย 35-40 บาท/กำ (ตามขนาด)
  • ผักกาดขาว 12-24 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดหางหงส์ 12 บาท/กิโลกรัม
  • ผักกาดเขียวปลี/ผักโสภณ 10-16 บาท/กิโลกรัม

ราคาผักกวางตุ้ง วันที่ 19 เมษายน 2569

  • กวางตุ้งจีน 80 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งไต้หวัน 28-30 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งใบ 12-18 บาท/กิโลกรัม
  • กวางตุ้งดอก 10-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคามะเขือ วันที่ 19 เมษายน 2569

  • มะเขือพวง (เด็ดขั้ว) 150 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือพวง 90-100 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศเนื้อ 55 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศราชินี 25-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือเทศเชอรี่ 25-40 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือม่วง 20-44 บาท/กิโลกรัม
  • มะเขือเทศสีดา 16-28 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือยาว 10-32 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • มะเขือเปราะ 8-26 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาถั่วฝักยาว วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ถั่วฝักยาว เนื้อ 20-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)
  • ถั่วฝักยาวเกษตร 20-70 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาผักตำลึง วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ยอดตำลึง 15-20 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคาแตงกวา วันที่ 19 เมษายน 2569

  • แตงกวาญี่ปุ่นจีน 50-60 บาท/กิโลกรัม
  • แตงกวาญี่ปุ่น 50-60 บาท/กิโลกรัม
  • แตงกวา 25-42 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

ราคากระเทียม วันที่ 19 เมษายน 2569

  • ต้นกระเทียม 60-80 บาท/กิโลกรัม (ตามขนาด)

โดยรวมแล้ว ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569 ค่อนข้างนิ่ง ส่วนใหญ่คงที่ ยกเว้นมะนาวที่แพงขึ้นจากปัญหาฤดูแล้ง และพริกไทยอ่อนที่ถูกลงเพราะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว Insight จากเราคือ ควรซื้อผักตามฤดูกาลเพื่อได้ราคาดีและสดใหม่ ลองวางแผนเมนูจากผักราคาถูกอย่างกะหล่ำปลีหรือผักบุ้งไทย รับรองอร่อยและประหยัด!

ติดตามอัปเดต ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569 และทุกวันได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์ให้เพื่อนๆ ทำอาหารประหยัดเงินกันนะคะ 😊

ที่มา – ราคาผักวันนี้ 19 เมษายน 2569 จากตลาดสี่มุมเมือง มะนาวแตะลูกละ 10 บาท ผักยอดนิยมอื่นๆ ราคาคงที่

20 เม.ย. อนุทินยกทีมรมต.เชียงใหม่ แก้ไฟป่า PM2.5

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้อย่างยิ่ง โดยในวันที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า หลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบภาคเหนือตอนบน

ภารกิจครั้งนี้มุ่งเน้นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน มอบนโยบายเชิงรุก และกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีที่ร่วมลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่

  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ทำให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

มาตรการหลักที่คาดว่าจะยกระดับในการติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นอกจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีมาตรการสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการ ได้แก่

  • มาตรการเกษตรในพื้นที่สูง: ส่งเสริมการเกษตรที่ไม่ต้องเผาไหม้เพื่อลดแหล่งกำเนิดไฟป่า
  • การควบคุมนำเข้าสินค้าเกษตรจากเพื่อนบ้าน: ห้ามหรือลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการเผาไหม้
  • มาตรการด้านสุขภาพ: จัดสรรอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 และยาแก้แพ้ให้ประชาชน
  • การสนับสนุนควบคุมไฟป่า: เพิ่มกำลังพล เทคโนโลยีโดรน และงบประมาณสำหรับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่านายกรัฐมนตรีห่วงใยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างยิ่ง จึงรวบรวมทีมใหญ่เพื่อประเมินและยกระดับมาตรการให้ครอบคลุมภัยพิบัติทั้งระบบ

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ: สาเหตุ ผลกระทบ และทางแก้

ฝุ่น PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กที่เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากไฟป่า การเผาในที่โล่งทางการเกษตร และมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ในฤดูแล้งทุกปี จังหวัดเชียงใหม่มักมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุและเด็กเสี่ยงสูง นอกจากนี้ยังกระทบการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของภาคเหนือ

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ แต่ปัญหายังไม่หมดสิ้น การลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 จึงเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 อย่างจริงจัง หากมาตรการใหม่ๆ ได้รับการขับเคลื่อนเต็มที่ คาดว่าจะลดผลกระทบได้มากในฤดูแล้งปีนี้และปีต่อๆ ไป หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สนับสนุนรัฐบาลโดยแบ่งปันข้อมูลนี้เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน

ที่มา – 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น

เหตุการณ์สุดช็อกในย่านสถานบันเทิงชื่อดังของพัทยา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ ร.ต.ต. เมาสุราแล้วเกิดออกรถไฟถลำ ยิงปืนใส่บุคคลอื่นจนเสียชีวิต ล่าสุด แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การไล่ออกจากราชการได้ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น

จากกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ได้ออกมาแถลงความคืบหน้า โดยยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ ศรีคัทธะนาม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดโจ้” อายุ 54 ปี ซึ่งสังกัด รองหัวหน้าหน่วยสืบสวน สภ.เมืองพัทยา จริง โดยได้แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น ในข้อหาหลักคือ “ฆ่าผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังมีข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เช่น การยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลังแจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่น จะมีขั้นตอนอย่างไร

หลังจากแจ้งข้อหาแล้ว ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำทันที โดยทาง สภ.เมืองพัทยาเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งโทษสูงสุดคือการไล่ออกจากราชการ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง

สาเหตุเบื้องต้นของเหตุการณ์นี้ เกิดจากการที่ผู้ต้องหาเมาสุราในวงเหล้าที่สถานบันเทิงย่านพัทยา จากนั้นเกิดปากเสียงกับเพื่อนในวง (สวมเสื้อสีขาว) จนถึงขั้นชักปืนออกมา ยิงมั่วไปมา ผู้เสียชีวิตคือเจ้าของร้านกัญชาที่เห็นเหตุการณ์ พยายามเข้าไปไหว้และห้ามปราม รวมถึงพยายามแย่งปืน ก่อนถูกยิง 2 นัดเสียชีวิตคาที่

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) พบหลักฐานชัดเจน โดยผู้ต้องหามีท่าทีก้าวร้าว ผู้เสียชีวิต (ที่ถอดเสื้อ) เดินเข้าไปยกมือไหว้เพื่อขอร้องให้หยุด แต่ผู้ก่อเหตุไม่ฟังและลั่นไกยิงจนผู้เสียหายล้มลง จากนั้นเหตุการณ์นี้ถูกนำไปสู่การสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาความจริงทั้งหมด

  • ข้อกล่าวหาหลัก: ฆ่าผู้อื่น
  • ข้อหาเพิ่มเติม: ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ข้อหาอื่น: พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • วินัย: สอบสวนร้ายแรง อาจไล่ออก

ประวัติของ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ เพิ่งจบอบรมนายร้อยรุ่น 53 เมื่อปีที่แล้ว ก่อนมาประจำการที่ สภ.เมืองพัทยาในตำแหน่งรอง สว.สืบสวน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวผู้ตายเท่านั้น แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับล้านคนต่อปี

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่เมาสุราแล้วก่อเหตุรุนแรง โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่เป็นหน้าที่ ซึ่งควรใช้ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ทำร้าย ตำรวจทุกนายต้องผ่านการฝึกอบรมและมีวินัยสูง แต่เมื่อเมาแล้วสติหลุด ทุกอย่างก็พังทลายได้ในพริบตา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจแอลกอฮอล์ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ หรือการควบคุมอาวุธปืนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ พื้นที่พัทยายังเป็นแหล่งสถานบันเทิงมากมาย รวมถึงร้านกัญชาที่ถูกกฎหมาย ทำให้มีผู้คนหลากหลายมารวมตัวกัน การดื่มสุราและปะทะคารมจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่การใช้อาวุธปืนเกินกว่าเหตุแบบนี้ ไม่อาจยอมรับได้

เหตุการณ์แจ้งข้อหา ร.ต.ต. เมาปืนดุ ฆ่าผู้อื่นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการใช้อาวุธต้องมีสติและวินัย หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ หากเห็นด้วยกับมุมมองนี้ อย่าลืมแชร์บทความและแสดงความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อให้สังคมตระหนักมากขึ้น ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์เด่นอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – แจ้งข้อหา “ร.ต.ต.” เมาปืนดุ “ฆ่าผู้อื่น” เตรียมตั้งคณะกรรมการเอาผิดวินัยร้ายแรง