วัน: 28 เมษายน 2026

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก เป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการน้ำมันโลก เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่ม OPEC สมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก สถานการณ์นี้อาจจุดชนวนให้ชาติสมาชิกอื่นๆ เจริญรอยตาม จนนำไปสู่การล่มสลายของกลุ่มได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

การตัดสินใจของ UAE ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนรุนแรงต่อ OPEC ซึ่งอาจทำให้กลุ่มแตกหักหากไม่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มเริ่มคลายตัว โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคและปัญหาโควตาการผลิต

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เผยว่า ปีที่ผ่านมา OPEC มียอดขายน้ำมันรวมกว่า 4.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย UAE สนับสนุนรายได้ถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 17% ของทั้งกลุ่ม การสูญเสียผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 นี้ จะกระทบหนักต่อความสามารถในการควบคุมราคาน้ำมันโลก

สาเหตุหลักที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC

UAE อัดอั้นมานานกับนโยบายโควตาที่จำกัดกำลังการผลิต ในขณะที่ต้องการเพิ่มการสูบน้ำมันเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น นโยบายของ OPEC ที่ยึดตามมติของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ UAE ไม่อาจดำเนินพลังงานตามเป้าหมายของตัวเองได้อีกต่อไป

  • ปัญหาโควตา: UAE ต้องการผลิตน้ำมันเพิ่ม แต่ถูกจำกัดโดยกลุ่ม
  • ความขัดแย้งภูมิภาค: สงครามและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานจากอิหร่าน สมาชิกกลุ่มเดียวกัน
  • ศักยภาพการผลิต: UAE สามารถเพิ่มผลิตได้ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1% ของความต้องการโลก

โรบิน มิลส์ CEO ของ Qamar Energy ในดูไบ กล่าวกับ CNN ว่า “หากจะลาออก ก็ตอนนี้แหละ” และคาดว่าคาซัคสถานอาจตามไปด้วย เดวิด ออกซ์ลีย์ จาก Capital Economics เสริมว่า “สายสัมพันธ์ของ OPEC กำลังคลายตัว”

ผลกระทบระยะสั้นและยาวหาก UAE ถอนตัว OPEC

ระยะสั้น: ไม่กระทบมากเพราะความต้องการน้ำมันลดลง ราคากระชาก และคลังเก็บเต็มจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ แต่ระยะยาว ราคาน้ำมันอาจต่ำลงเพราะขาดการควบคุม แต่จะผันผวนสูงขึ้นไร้การประสานงาน

ปรากฏการณ์โดมิโนอาจเกิดขึ้น หากประเทศอื่นเห็น UAE เพิ่มผลิตได้ตามต้องการ ก็อาจถอนตัวตาม ส่งผลให้ OPEC สูญเสียอำนาจในการกำหนดราคา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า OPEC ต้องปฏิรูประบบโควตาและเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรักษาสมาชิก

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ OPEC+ (รวมรัสเซีย) แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ที่อาจเผชิญราคาผันผวนมากขึ้น

นอกจากนี้ UAE กำลังกระจายพลังงานไปยังโครงการหมุนเวียน แต่ยังคงน้ำมันเป็นหลัก การถอนตัวช่วยให้ยืดหยุ่นมากขึ้นในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ผู้ผลิตน้ำมัน shale oil รายใหญ่

สรุปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดพลังงานโลก OPEC ต้องเร่งหาทางออกก่อนสายเกินแก้

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา “การจ่ายบำนาญชราภาพ”

หลายคนที่เป็นผู้ประกันตนกับประกันสังคม คงเคยสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นร้อนอย่างประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา “การจ่ายบำนาญชราภาพ” ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ 3307/2567 ล่าสุด สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดความสับสน วันนี้เราจะมาอธิบายแบบละเอียด เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนรู้สิทธิของตัวเองแบบไม่พลาด

ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา “การจ่ายบำนาญชราภาพ”

กรณีนี้เกิดจากผู้ประกันตนคนหนึ่งที่สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในขณะที่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพแล้ว คืออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และส่งเงินสมทบครบ 182 เดือน แต่ยังไม่เคยยื่นขอรับสิทธิ ต่อมาอีก 2 เดือน ก็สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และนำส่งเงินสมทบอีก 60 เดือน จากนั้นจึงลาออกและยื่นขอรับบำนาญชราภาพ

ปกติแล้ว สปส. จะคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งในกรณีนี้ใช้ฐานค่าจ้างจากมาตรา 39 เพราะผู้ประกันตนยังไม่เคยขอรับเงินจากมาตรา 33 มาก่อน แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า มีข้อเท็จจริงที่ผู้ประกันตนเคยไปติดต่อขอรับบำนาญแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้สมัครมาตรา 39 ก่อน เพื่อเพิ่มอัตราบำนาญ จึงยังไม่ได้ยื่นขออย่างเป็นทางการ

รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567

ศาลฎีกาสั่งให้สปส. จ่ายบำนาญย้อนหลัง 2 เดือน ตั้งแต่ลาออกจากมาตรา 33 จนถึงสมัครมาตรา 39 และหยุดจ่ายชั่วคราว เมื่อกลับมาสมัคร 39 แล้ว เมื่อลาออกจาก 39 ให้คำนวณบำนาญใหม่ โดยใช้วิธีเดิม แต่เพิ่มอัตรา 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่ส่งสมทบตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2550

สำคัญคือ คำพิพากษานี้ไม่ได้เปลี่ยนหลักการคำนวณบำนาญชราภาพของสปส. แต่เป็นการตัดสินจากข้อเท็จจริงเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะปัญหาการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประกันตน หากข้อเท็จจริงต่างกัน ผลก็จะต่างออกไป ไม่สามารถนำมาเป็นแนวทางทั่วไปได้

แนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมหลังคำพิพากษา

สปส. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกแห่งให้สื่อสารสิทธิให้ชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบจากการสมัครมาตรา 39 หลังจากมีสิทธิรับบำนาญแล้ว ผู้ประกันตนต้องรับทราบข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นต่างกัน เช่น อยากเพิ่มระยะเวลาส่งสมทบเพื่ออัตราบำนาญสูงขึ้น

สำหรับกรณีที่สมัครมาตรา 39 หลังลาออกและอายุยังไม่ครบ 55 ปี เมื่อยื่นขอรับบำนาญ สปส. จะใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายตามกฎหมายปกติ

  • เงื่อนไขรับบำนาญชราภาพมาตรา 33: อายุ 55 ปี+ ส่งสมทบ 180 เดือนขึ้นไป คำนวณ 20% + 1.5% ต่อ 12 เดือนเกิน
  • มาตรา 39: ส่งสมทบเอง ฐานเงิน 300-750 บาท/เดือน อัตราเริ่มต้น 20% ของฐานส่ง
  • ข้อดีสมัคร 39: รักษาสิทธิต่อเนื่อง เพิ่มระยะส่งเพื่ออัตราบำนาญสูง
  • ข้อควรระวัง: หากมีสิทธิอยู่แล้ว อาจเสียโอกาสรับทันที และฐานเงินต่ำกว่าจริง

นอกจากนี้ ผู้ประกันตนควรรู้ว่าบำนาญชราภาพเป็นสิทธิสำคัญสำหรับวัยเกษียณ ช่วยให้มีรายได้มั่นคงตลอดชีวิต หากส่งสมทบยาวนาน อัตราจะสูงถึง 50-60% ของค่าจ้างเฉลี่ยได้เลย การวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ จึงสำคัญมาก

คำแนะนำสำหรับผู้ประกันตน

ก่อนตัดสินใจสมัครมาตรา 39 หรือ 40 ควรศึกษาข้อมูลให้ดี เปรียบเทียบกับมาตรา 33 หากใกล้เกษียณแล้ว อาจดีกว่าที่จะขอรับเลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบกรณีนี้ สปส. มีเว็บไซต์และแอปตรวจสอบสิทธิสะดวกมาก

สรุปแล้ว ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา “การจ่ายบำนาญชราภาพ” เพื่อย้ำว่ากฎยังเหมือนเดิม แต่เน้นการสื่อสารที่ดี หากคุณกำลังวางแผนเกษียณ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิประกันสังคมของคุณวันนี้ เพื่อให้ได้บำนาญเต็มที่และมั่นใจในอนาคต

ข้อคิดเห็น: คำพิพากษานี้เป็นบทเรียนสำคัญให้สปส. และเจ้าหน้าที่ปรับปรุงการให้ข้อมูลให้โปร่งใสยิ่งขึ้น ผู้ประกันตนอย่างเราก็ต้องถามให้ชัด รับทราบผลกระทบทุกด้านก่อนตัดสินใจ หากมีข้อสงสัย แนะนำติดต่อสปส. สาขาใกล้บ้านหรือโทร 1506 ทันที เพื่อสิทธิของคุณเอง!

ที่มา – ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา “การจ่ายบำนาญชราภาพ”

รถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน

อุบัติเหตุรถบรรทุกที่สร้างความสะเทือนใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน พลิกตะแคงข้าง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 7 ราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 28 เมษายน 2569 บนถนนพหลโยธิน ก่อนถึงด่านตรวจกิ่วทัพยั้ง จังหวัดเชียงราย ทำให้ทุกคนตื่นตัวกับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ถนนลื่นและมองเห็นยาก

รถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน พลิกตะแคงข้าง เจ็บ 7 ราย

รายละเอียดของเหตุการณ์ เมื่อเวลา 16.15 น. พ.ต.ต.สมคิด คำเอื้อ ผู้บังคับบัญชาการสถานีตำรวจแม่จัน ได้รับแจ้งเหตุรถบรรทุก 6 ล้อของแขวงการทางหมวดแม่สาย ทะเบียน 510402 กรุงเทพมหานคร สีเหลืองอีซูซุ เสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน ก่อนเข้าด่านตรวจกิ่วทัพยั้ง หมู่ 5 ตำบลแม่จัน จังหวัดเชียงราย รถพลิกตะแคงไปทางซ้าย เทกระจาดกระจัดกระจาย สร้างความโกลาหลทันที

บนรถมีเจ้าหน้าที่แขวงการทางนั่งท้ายรถมากกว่า 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเดินทางกลับจากงานรดน้ำดำหัวที่แขวงการทางเมืองเชียงราย โชคดีที่คนขับชื่อนายสราวุฒิ ใจกาศ อายุ 49 ปี ชาวตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้โดยสารท้ายรถบาดเจ็บ 7 รายทันที ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแม่จันเพื่อรับการรักษา

รายชื่อผู้บาดเจ็บจากรถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน

  • นายสรายุทธ เป็งดล อายุ 43 ปี ชาวตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
  • นายสาโรจน์ ไชยชมภู อายุ 41 ปี ชาวตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
  • นายวราวุฒิ จรูญโกมนมรตรี อายุ 23 ปี ชาวตำบลแม่ฟ้าหลวง
  • นายนพรัตน์ ทองอำไพ อายุ 33 ปี ชาวตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
  • นายจำนูญ วิเศษเจริญธรรม อายุ 47 ปี ชาวตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง
  • นายจรัญ ยอดสุใจ อายุ 49 ปี ชาวตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
  • นางอาเหวย เชอหมื่อ อายุ 57 ปี ชาวตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง

จากการสอบสวนเบื้องต้น คนขับให้การว่า กำลังขับรถกลับที่ทำงานบ้านถ้ำ หมู่ 12 ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย ขณะนั้นฝนตกหนักพอดี เมื่อใกล้เข้าด่านตรวจจึงเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็ว แต่รถเกิดเสียการควบคุม สไลด์ไปชนเกาะกลางถนนและพลิกคว่ำ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงในการขับขี่ช่วงฝนตก โดยเฉพาะรถบรรทุกที่บรรทุบคนจำนวนมากทางท้าย ซึ่งตามกฎหมายห้ามนั่งท้ายรถบรรทุกเพราะไม่ปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุจะอันตรายมาก แนะนำให้ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง เช่น ยางรถที่ต้องมีดอกยางลึกเพียงพอเพื่อยึดเกาะถนนเปียก ชะลอความเร็วลง 20-30% และหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน ควรใช้การลดเกียร์แทน

นอกจากนี้ ในพื้นที่เชียงรายซึ่งมีทางลาดชันและโค้งเยอะ โดยเฉพาะถนนพหลโยธินเส้นทางสำคัญสู่ชายแดน การซ่อมแซมถนนของแขวงการทางเป็นสิ่งสำคัญ แต่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องดูแลความปลอดภัยในการเดินทางด้วย เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้เสียชีวิตถือเป็นโชคดี แต่หากมีการรัดเข็มขันเรื่องการขนส่งบุคลากร อาจป้องกันได้

จากสถิติกรมทางหลวง อุบัติเหตุจากถนนลื่นในฤดูฝนเพิ่มขึ้น 30% ทุกปี ดังนั้นควรติดตั้งไฟส่องสว่าง รองเท้าน้ำมันกันลื่น และสวมหมวกกันน็อกสำหรับผู้โดยสารท้าย สร้างวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัยเพื่อลดเหตุการณ์แบบรถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน ในอนาคต

หวังว่าผู้บาดเจ็บทุกท่านจะหายดีเร็ววัน หากคุณมีประสบการณ์ขับรถฝนตกหรืออุบัติเหตุคล้ายๆ นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และป้องกันกันนะครับ ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง!

ที่มา – รถหกล้อ “แขวงการทางหมวดแม่สาย” เสียหลักชนเกาะกลางถนน พลิกตะแคงข้าง เจ็บ 7 ราย

แมนฯ ซิตี้ หงุดหงิดตารางแข่งถี่

แมนฯ ซิตี้ กำลังเผชิญกับความหงุดหงิดอย่างมาก จากตารางแข่งที่ถี่เกินไป ต้องลงสนาม 4 นัดใน 11 วัน เดือนหน้า หลังจากมีการเลื่อนสองนัดสำคัญในศึกแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก

ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าจะเปิดบ้านรับคริสตัล พาเลซ วันพุธที่ 13 พ.ค. และบุกไปเยือนบอร์นมัธ 6 วันต่อมา โดยมีนัดชิงเอฟเอ คัพกับเชลซี คั่นกลางในวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.

นัดกับพาเลซถูกเลื่อนจากเดิม 22 มี.ค. เพราะแมนฯ ซิตี้ เข้าชิงคาราบาว คัพกับอาร์เซนอล ส่วนนัดบอร์นมัธเลื่อนเพราะชนกับเอฟเอ คัพ

แมนฯ ซิตี้, พาเลซ และบอร์นมัธ ได้เจรจากับพรีเมียร์ลีกเรื่องวันแข่ง จนตกลงกันได้แล้ว

อาร์เซนอล จ่าตาราง ก็เจอตารางถี่ 3 นัดใน 7 วัน เริ่มจากเลกแรกเซมิฯ ชปล. ที่แอตฯ มาดริด พุธนี้ เจฟูลแฮม เสาร์ แล้วเลกสองกับแอตฯ มาดริด อังคารหน้า

โปรแกรมเหลือของแมนฯ ซิตี้

  • 4 พ.ค.: เอฟเวอร์ตัน (เยือน)

  • 9 พ.ค.: เบรนท์ฟอร์ด (เจ้าบ้าน)

  • 13 พ.ค.: คริสตัล พาเลซ (เจ้าบ้าน)

  • 16 พ.ค.: ชิงเอฟเอ คัพ vs เชลซี

  • 19 พ.ค.: บอร์นมัธ (เยือน)

  • 24 พ.ค.: แอสตัน วิลล่า (เจ้าบ้าน)

แมนฯ ซิตี้ หงุดหงิดตารางแข่งถี่ พรีเมียร์ลีกไม่ยอมรับทางเลือก

ความหงุดหงิดของแมนฯ ซิตี้ มาจากเวลาที่นานเกินไปในการยืนยันนัดพาเลซ และรู้สึกว่าหลักการเลื่อนแข่งให้เร็วที่สุดไม่ได้รับการปฏิบัติตาม

พรีเมียร์ลีกรู้เรื่องเลื่อนตั้งแต่ 4 ก.พ. ที่ซิตี้ชนะนิวคาสเซิ่ล เข้าชิงคาราบาว คัพ แต่ใช้เวลาเกือบ 3 เดือนกว่าจะตัดสินใจ

แมนฯ ซิตี้ เสนอทางเลือก 3 แบบสำหรับนัดพาเลซ ในสัปดาห์ 20, 27 เม.ย. และ 4 พ.ค. แต่ถูกปฏิเสธเพราะบ็อร์นลี่ย์ยึดช่องแรก และพาเลซติดยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก

เหตุผลที่พรีเมียร์ลีกปฏิเสธทางเลือกของแมนฯ ซิตี้

ยูฟ่าไม่อยากให้แข่งชนกับยูโรป้า ลีกไฟนอล 20 พ.ค. จึงเลื่อนบอร์นมัธเป็น 19 พ.ค. แต่แมนฯ ซิตี้ ชี้ว่าอาร์เซนอลเคยเล่นนัดลีกกับวูล์ฟส์ 18 ก.พ. ชนชปล. 4 นัดได้

ซิตี้เสนอเล่นบอร์นมัธ 12 พ.ค. พาเลซ 19 พ.ค. เพื่อพักก่อนชิงเอฟเอ คัพ และเล่นนัดสุดท้ายที่บ้าน แต่พรีเมียร์ลีกไม่เห็นด้วย

ซิตี้อยากเล่นพาเลซ 19 พ.ค. (อังคาร) แต่ไม่คิดถึงนัดพาเลซกับเบรนท์ฟอร์ด 17 พ.ค. ซึ่งต้องเล่นหลังเอฟเอ คัพ ไม่มีทางให้เล่น 48 ชม.ต่อมา

แหล่งข่าวบอก พรีเมียร์ลีกยึดหลักว่าทีมรองชิงเอฟเอ คัพต้องเล่นมิดวีคก่อน แต่บอร์นมัธกลับเลื่อนหลัง ทำให้ซิตี้เจอ 3 นัดใน 7 วัน เดินทางไกล ในช่วงไล่ทริปเปิลแชมป์

แมนฯ ซิตี้ หงุดหงิดตารางแข่งถี่แบบนี้ จะกระทบฟอร์มทีมอย่างไร โดยเฉพาะการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกและถ้วยอื่นๆ? นักเตะอย่างเออร์ลิง ฮาลันด์ และเควิน เดอ บรอยน์ จะรับมือไหวหรือไม่? การตัดสินใจของพรีเมียร์ลีกดูเหมือนไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับอาร์เซนอล ทำให้แฟนบอลซิตี้ไม่พอใจหนัก

ติดตามโปรแกรมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและข่าวแมนฯ ซิตี้ ล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกการอัปเดต!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดน้ำมันโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

ตามรายงานจากสำนักข่าว WAM ของรัฐบาล UAE เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ประกาศอย่างเป็นทางการว่าประเทศจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ OPEC และ OPEC+ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แถลงการณ์ระบุชัดเจนว่าการตัดสินใจนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาภาคพลังงานภายในประเทศและเร่งรัดการลงทุนผลิตน้ำมัน

เหตุผลหลักที่ทำให้ UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง คือความขัดแย้งกับนโยบายของกลุ่มที่จำกัดโควตาการผลิตน้ำมัน UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น แต่ถูกกีดกันมานานหลายปี นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังเป็นตัวเร่งให้ UAE ต้องการควบคุมนโยบายพลังงานของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม

สาเหตุหลักของการถอนตัว

  • ข้อจำกัดโควตา: UAE พยายามผลักดันเพิ่มโควตาแต่ไม่สำเร็จ
  • วิสัยทัศน์เศรษฐกิจ: มุ่งลงทุนผลิตน้ำมันและพลังงานทดแทน
  • สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: สงครามและความเสี่ยงเส้นทางขนส่ง

ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน UAE โพสต์ผ่าน X ว่า “การตัดสินใจนี้สะท้อนวิวัฒนาการนโยบายที่สอดคล้องกับตลาดระยะยาว เรายังมุ่งมั่นต่อความมั่นคงพลังงาน โดยจัดหาแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือ รับผิดชอบ และคาร์บอนต่ำ สนับสนุนเสถียรภาพตลาดโลก”

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก

UAE เป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด คิดเป็น 3-4% ของการผลิตน้ำมันโลก การถอนตัวจะสั่นคลอน OPEC ที่ควบคุม 36% ของการผลิตและ 80% ของสำรองน้ำมันโลก อาจนำไปสู่การเพิ่มอุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาตกต่ำในระยะสั้น แต่ยาวนานอาจสร้างความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะหากประเทศอื่นตาม

OPEC ก่อตั้งปี 2503 โดยสมาชิกเริ่มต้นคือซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก เวเนซุเอลา และคูเวต UAE เข้าร่วมปี 2510 กลุ่ม OPEC+ ยังรวมรัสเซียเพื่อควบคุมราคา แต่ปัจจุบัน UAE เลือกทางเดินอิสระเพื่อตอบสนองความต้องการเศรษฐกิจที่เติบโต

อนาคตพลังงานของ UAE

หลังถอนตัว UAE วางแผนลงทุนในโครงการขยายแท่นเจาะน้ำมันใหม่ เพิ่มกำลังผลิตจาก 4 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 5 ล้านบาร์เรลภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังผลักดันพลังงานสะอาด เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อกระจายความเสี่ยงและตอบโจทย์ Net Zero

การตัดสินใจนี้อาจจุดกระแสให้สมาชิกอื่นทบทวนบทบาทใน OPEC โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการขยายการผลิต นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมัน Brent อาจผันผวน 5-10% ในสัปดาห์หน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ UAE แสดงถึงการปรับตัวที่ชาญฉลาดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ประเทศผู้ผลิตน้ำมันต้องเลือกระหว่างการยึดติดกับกลุ่มเก่าหรือก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคต หากคุณสนใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สามารถติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้

ที่มา – UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน แจงดราม่า ขาดทุน 10 ล้าน

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียกันดีกว่า นั่นคือเรื่อง พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน ที่กลายเป็นดราม่าหนักมาก พิมรี่พาย หรือ แม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง ได้ไลฟ์ขายทุเรียนไทยในราคาพิเศษ ลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูก ร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 67 เวลา 19.00 น. แต่กลับมีกระแสวิจารณ์จากเกษตรกรและชาวสวนทุเรียน ว่าทำลายกลไกราคาตลาดหรือเปล่า?

พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน ดราม่าอะไรเกิดขึ้น

หลังจากประกาศขายแบบนี้ ชาวเน็ตให้ความสนใจมหาศาล แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากชาวสวนว่า ราคาถูกเกินไป อาจทำให้ทุเรียนเสียราคา ล่าสุด พิมรี่พายไลฟ์สดผ่านแฟนเพจ พิมรี่พายขายทุกอย่าง เวลา 19.56 น. ร้องเพลง “ทุเรียนไทย เพื่อคนไทย” กันลั่น! เพียง 25 นาที ยอดวิวทะลุล้าน 6 แสนคน แถมขอโทษที่มาสายด้วยนะคะ

พิมรี่พายน้ำตาคลอ แจงดราม่าทุเรียนล้นตลาด

พิมรี่พายชี้แจงแบบใจจริง ปีนี้ทุเรียนออกเยอะขึ้น 30% แต่คนจับจ่ายน้อย เธออยากให้ทุกคนเห็นค่าทุเรียน ผลไม้ทองคำของไทย ขอบคุณทุกคนที่ช่วยระดมไอเดีย กระแสนี้ทำให้สปอตไลท์ส่องไปที่ปัญหาทุเรียนล้นตลาด ถ้าทุกคนช่วยซื้อ ไทยเราจะได้รายได้มหาศาลเลยค่ะ

ส่วนปัญหาที่เจอ เธอซื้อทุเรียนที่จันทบุรีแบบเหมาทั้งสวน ตัดทุกขนาด แต่ควบคุมไซส์ไม่ได้ ต้องรับหมด สุดท้าย ขาดทุนไปกว่า 10 ล้านบาท เลยนะคะ! แต่พิมรี่พายบอก อยากกินก็ซื้อกับเธอได้ หรือซื้อกับแม่ค้าปากซอยก็ได้ ขอแค่เงินไปถึงเกษตรกรไทย ไม่ให้ถูกกดราคา นี่คือเป้าหมายหลักเลย

พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน

น้ำตาคลอเบ้าเลยค่ะ พิมรี่พายยอมรับว่า บางสวนไม่ยอมขายเพราะข่าวลือว่าจะทำให้ทุเรียนเสียราคา บางสวนใจดีลดราคาให้ บางสวนก็ขึ้นราคา แต่ยืนยันทุเรียนทั้งหมดจากสวนไทยแท้ๆ นะคะ

สินค้าทุเรียนเด็ดในไลฟ์

  • ทุเรียนหมอนทองจัมโบ้ 6-8 กิโลกรัม เพียง 480 บาท
  • ทุเรียนมูซานคิง 3-3.5 กิโลกรัม ราคา 999 บาท
พิมรี่พาย ขายทุเรียน

นอกจากนี้ยังขายปุ๋ยให้ชาวสวนด้วย ช่วยเหลือทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เรียกได้ว่า win-win เลยค่ะ

ทำไมพิมรี่พายถึงกล้าเสี่ยงขาดทุนขายทุเรียนราคาถูก

ในมุมมองของเรา พิมรี่พายทำเพื่อช่วยเกษตรกรไทยจริงๆ ปีนี้ทุเรียนล้นตลาดจริง ราคาตก ชาวสวนเดือดร้อน การไลฟ์ พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน ทำให้คนหันมาสนใจทุเรียนไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ประเทศ แม้จะขาดทุนเอง แต่ก็เป็นการลงทุนเพื่อสังคมที่ดีนะคะ ถ้าทุกคนช่วยกันซื้อผลไม้ไทย เกษตรกรจะมีกำลังใจปลูกต่อไป

ปัญหาดราม่าแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อมีคนกล้าทำอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้าย พิมรี่พายพิสูจน์ด้วยการกระทำ ขายจริง ส่งจริง และยอมขาดทุนเพื่อชาวสวน ใครที่อยากกินทุเรียนอร่อยๆ ในราคาดี ลองไปช้อปกันดูได้เลยค่ะ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่อง พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียน ครั้งนี้? สนับสนุนไหม หรือกังวลเรื่องราคาตลาด? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะคะ แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ที่รักทุเรียนด้วย สนับสนุนผลไม้ไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “พิมรี่พาย” ไลฟ์สดขายทุเรียน น้ำตาคลอแจงดราม่า รับเจอปัญหา-ขาดทุนกว่า 10 ล้าน

แม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น ทำให้แม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ แม่หนุ่มน้อยวัยเพียง 4 ขวบ จอดรถไว้ริมทางพร้อมบอกว่าจะพาไปเที่ยว แต่เมื่อกลับมาอีกทีกลับพบร่างไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่ในรถยนต์ เรื่องราวนี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกและเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองทุกคนระมัดระวังมากขึ้น

แม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับแจ้งเหตุมีเด็กเสียชีวิตภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนในชุมชน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น รองผู้บังคับการสอบสวน ร.ต.อ.สิงหา หงษ์อ่อน รีบรุดไปที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.ท.เมธี ศรีวันนา รองผู้กำกับการปราบปราม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และหน่วยกู้ภัยสว่างขอนแก่นสามัคีอุทิศ

ที่เกิดเหตุ พบ น.ส.เอ วัย 34 ปี กำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก ข้างๆ รถเก๋งโตโยต้า โคโลน่า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียนกรุงเทพฯ โดยภายในรถนั้นมีร่างของ ดญ.วัย 4 ขวบ นอนเสียชีวิตอยู่ แม่เล่าว่า ตนขับรถมาจอดตรงนั้น แล้วบอกลูกสาวว่าจะพาไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้ไปทันที จึงเดินไปพักที่บ้านอีกหลัง คิดว่าลูกคงไปอยู่กับยาย แต่พอกลับมาเจอแบบนี้ จึงรีบปั๊มหัวใจและโทรเรียกกู้ภัย แต่ไม่ทันการเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยความจริง

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง พบว่าน้องเด็กวัย 4 ขวบ เดินเข้าไปในรถเอง โดยเปิดประตูหลังฝั่งคนขับแล้วปิดประตูลง นั่งอยู่ในรถนานหลายชั่วโมงโดยไม่มีใครรู้ตัว อากาศร้อนอบอ้าวในรถทำให้ขาดออกซิเจนและเสียชีวิตในที่สุด พ.ต.อ.ยศวัจน์ ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่มีเจตนา แต่เจ้าหน้าที่จะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนส่งศพให้ญาติประกอบพิธีทางศาสนา

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเสียชีวิตในรถยนต์

กรณีแม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ นี้ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน รถยนต์ที่จอดตากแดดอุณหภูมิภายในสามารถสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียสภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้เด็กเล็กที่ทนความร้อนได้น้อย ขาดน้ำและออกซิเจนได้ง่าย อาการเริ่มจากง่วงซึม ตามด้วยหมดสติ และเสียชีวิตหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที

สถิติจากองค์กรด้านความปลอดภัยเด็กระบุว่า ทุกปีมีเด็กเสียชีวิตในรถยนต์นับร้อยรายทั่วโลก ส่วนใหญ่เกิดจากการลืมเด็กไว้ในรถ หรือเด็กเข้าไปเล่นเองโดยผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว ปัจจัยเสี่ยงคือ กระจกมืดที่บังไม่เห็นเด็กจากภายนอก และระบบล็อคประตูที่ป้องกันไม่ได้

วิธีป้องกันอันตรายจากรถร้อนสำหรับเด็ก

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบแม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ ซ้ำรอย นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติ:

  • ตรวจสอบเบาะหลังทุกครั้ง ก่อนล็อครถและเดินจากไป ใช้กฎ “Back Seat Check” เสมอ
  • ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับเด็กในรถ หรือสติกเกอร์เตือนที่กระจกหลัง
  • สอนเด็กไม่ให้เข้าไปในรถคนเดียว และล็อคประตูรถให้มั่นคง
  • จอดรถในที่ร่มหรือชั้นจอดรถที่มีอากาศถ่ายเทดี หากจำเป็นต้องทิ้งเด็กไว้ชั่วคราว เปิดช่องหน้าต่างเล็กน้อยแต่ปลอดภัย
  • ใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนบนมือถือ เพื่อเตือนตัวเองหากลืมเด็ก

นอกจากนี้ ควรติดตั้งเครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องตรวจคาร์บอนไดออกไซด์ในรถ หากมีงบประมาณ การฝึกอบรม CPR พื้นฐานสำหรับเด็กเล็กก็ช่วยชีวิตได้ในยามฉุกเฉิน

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมนี้

เหตุการณ์แม่ใจสลาย ลูกสาว 4 ขวบดับในรถ สอนให้เรารู้ว่า ความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่แก้ไขไม่ได้ ผู้ปกครองยุคนี้ต้องตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน เช่น แคมเปญ “อย่าทิ้งเด็กไว้ในรถ” และบังคับติดตั้งเทคโนโลยีป้องกันในรถยนต์ใหม่ๆ

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากรณีนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน หันมาใส่ใจความปลอดภัยของลูกหลานมากยิ่งขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือเคล็ดลับป้องกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – แม่ใจสลาย จอดรถไว้บอก “ลูกสาว 4 ขวบ” จะพาไปเที่ยว มาพบอีกทีดับสลดอยู่ในรถ

แมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วง 4 นัด 11 วัน

แมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วงหลังปรับโปรแกรมแข่ง

แมนฯ ซิตี้ กำลังเผชิญปัญหาแมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วงอย่างหนัก หลังพรีเมียร์ลีกยืนยันวันแข่งใหม่สำหรับสองนัดสำคัญในศึกชิงแชมป์ลีก ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าจะต้องลงสนามถึง 4 นัดในเวลาเพียง 11 วันเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน

นัดแรกคือการ迎รับ คริสตัล พาเลซ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยมในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม จากนั้นหกวันต่อมาเดินทางไปเยือน บอร์นมัธ และมีเอฟเอ คัพ ไฟนอลกับ เชลซี คั่นกลางในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม การปรับโปรแกรมนี้เกิดจากนัดกับพาเลซที่เลื่อนจาก 22 มีนาคมเพราะทีมเมืองผู้ดีไปเล่นคาราบาว คัพ ไฟนัลกับอาร์เซนอล ส่วนนัดบอร์นมัธเลื่อนเพราะชนกับเอฟเอ คัพ

ทั้งสามสโมสรได้หารือกับพรีเมียร์ลีกจนได้ข้อสรุปที่เหมาะสมแล้ว แต่สำหรับแมนฯ ซิตี้ นี่คือบททดสอบสุดหินเพราะต้องรักษาฟอร์มลุ้นแชมป์ทั้งลีกและคัพ

แมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วง: โปรแกรมที่เหลือ

โปรแกรมการแข่งขันที่เหลือของแมนฯ ซิตี้ มีดังนี้:

  • 4 พ.ค.: เอฟเวอร์ตัน (เยือน)
  • 9 พ.ค.: เบรนท์ฟอร์ด (เยือน)
  • 13 พ.ค.: คริสตัล พาเลซ (主場)
  • 16 พ.ค.: เอฟเอ คัพ ไฟนอล vs เชลซี
  • 19 พ.ค.: บอร์นมัธ (เยือน)
  • 24 พ.ค.: แอสตัน วิลล่า (主場)

ผลกระทบจากการที่แมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วง

การที่แมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วงแบบนี้จะส่งผลต่อสมรรถนะของทีมอย่างไร? นักเตะหลักอย่างเออร์ลิง ฮาลันด์, เควิน เดอ บรอยน์ และโรดรี้ ต้องหมุนเวียนใช้งานอย่างชาญฉลาด กวาร์ดิโอล่าที่มีประสบการณ์การคุมทีมในช่วงคับขันน่าจะจัดการได้ แต่แฟนๆ ต้องเตรียมใจกับความเหนื่อยล้าที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด

ในฤดูกาลนี้ แมนฯ ซิตี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการคว้าแชมป์ทุกรายการมาหลายสมัย แต่คิวดังกล่าวอาจเป็นจุดเปลี่ยน หากทีมรักษาชัยชนะทั้งสี่นัดได้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บของนักเตะสำรองที่อาจถูกใช้งานหนัก หรือกลยุทธ์การพักนักเตะก่อนนัดสำคัญ การแข่งขันพรีเมียร์ลีกปีนี้ดุเดือด โดยมีอาร์เซนอลและลิเวอร์พูลไล่ล่า紧 นี่คือโอกาสทองสำหรับคู่แข่งหากซิตี้สะดุด

แฟนบอลแมนฯ ซิตี้ทั่วโลกต่างจับตาดูว่าทีมรักจะรับมือแมนฯ ซิตี้ เจอคิวแข่งถ่วงได้อย่างไร ลองคิดดูสิ ถ้าพวกเขาผ่านไปได้ แชมป์พรีเมียร์ลีกน่าจะอยู่ในกำมือแล้ว

ติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและการวิเคราะห์โปรแกรมแข่งแบบเรียลไทม์ได้ที่บล็อกของเรา คุณคิดว่าแมนฯ ซิตี้จะฝ่าฟันคิวหนักนี้ได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“พาณิชย์” จัดนิทรรศการแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจากกระทรวงพาณิชย์ที่น่าตื่นเต้นมาก! แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี กำลังจะเปิดตัวในนิทรรศการสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับรางวัล WIPO Award for Creative Excellence ปี 2025 จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) งานนี้ไม่ใช่แค่งานเปิดแสตมป์ธรรมดา แต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านการสร้างสรรค์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนเลยนะครับ

แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

แสตมป์ชุดนี้ชื่อ “นารีรัตนา” ออกแบบอย่างงดงาม มีพระฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดไทย เคียงคู่กับภาพรางวัล WIPO และตราพระนามาภิไธย “ส.ร.” บนพื้นลาย “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ซึ่งเป็นผลงานพระราชนิพนธ์ของพระองค์เอง แสตมป์ชุดแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี จะเป็นสัญลักษณ์ที่บันทึกพระกรณียกิจสำคัญ สื่อสารศิลปวัฒนธรรมไทยไปทั่วโลกผ่านระบบไปรษณีย์ ใครที่ชื่นชอบการสะสมแสตมป์หรือรักในวัฒนธรรมไทย ห้ามพลาดเลย!

นิทรรศการจัดที่ไหน เมื่อไหร่

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับไปรษณีย์ไทย จัดนิทรรศการเปิดตัวแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี วันที่ 28-30 เมษายน 2569 ที่ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “The Journey of Royal Creative Excellence” ภายในงานมีอะไรน่าสนใจบ้าง ลอง来看กันครับ

  • นิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยและหัตถศิลป์
  • เสวนา “พระอัจฉริยภาพอันเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา” โดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, ผู้อำนวยการ SACICT
  • จำหน่ายแสตมป์ชุดพิเศษและของที่ระลึก
  • ร่วมยลโฉมผลงานจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI และชุมชนทอผ้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวว่า งานนี้เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ในการสืบสานผ้าไทยให้ร่วมสมัย สู่แฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสังคม พระองค์ทรงศึกษาลวดลายจากทุกภาคของไทย นำมาออกแบบใหม่ ส่งเสริมชุมชนสร้างรายได้กว่า 8 แสนครัวเรือน มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท!

พระอัจฉริยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา

น่าภาคภูมิใจมากที่ผลงานของพระองค์ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาถึง 541 รายการ ลิขสิทธิ์ 227, เครื่องหมายการค้า 58, สิทธิบัตรออกแบบ 256 รายการ กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดลายผ้าพระราชทาน 18 ลาย เช่น ผ้าลายดอกรักราชกัลยา, ผ้าลายสิริวชิราภรณ์, ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ นี่คือแบบอย่างในการจัดการ IP จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ยั่งยืน

เพื่อนๆ ลองนึกภาพสิ แสตมป์แผ่นเล็กๆ แต่บรรจุเรื่องราวยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงต่อยอดพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พันปีหลวง ฟื้นฟูภูมิปัญญาไทยให้ดังไกลระดับโลก WIPO ยกย่องพระปรีชาสามารถนี้ เป็นเกียรติยศของชาติไทยจริงๆ

ในฐานะคนไทย เราควรภาคภูมิใจและเรียนรู้จากพระองค์ เรื่องการสร้างสรรค์ที่ยึดมรดกวัฒนธรรม หากคุณเป็นนักสะสมหรือสนใจ IP แนะนำให้ไปงานนี้ จะได้แรงบันดาลใจเพียบ อย่าลืมเช็คข้อมูลเพิ่มจากไปรษณีย์ไทยและกรมทรัพย์สินทางปัญญานะครับ

สรุปแล้ว นิทรรศการนี้ไม่เพียงเฉลิมพระเกียรติ แต่ยังจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาปกป้องและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ไปร่วมงานกันเถอะ จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์!

ที่มา – “พาณิชย์” จัดนิทรรศการเปิดตัวแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ รับรางวัล WIPO Award 2025