วัน: 29 เมษายน 2026

“คริส” ล่าชื่อรับบำนาญ สส. พบ 1,918 คน จี้เปิดชื่อ

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ นำทีมแถลงความคืบหน้าเรื่องยกเลิกบำนาญ สส. ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ใช้เงินภาษีอุดหนุนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อปี

“คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ร่วมกับนายพีรพล กนกวลัย และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.พรรคเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการติดตามรายชื่อผู้รับเงินบำนาญ สส. หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศชัดว่าจะไม่รับสิทธิ์นี้ และสัญญาว่าจะเปิดเผยรายชื่อให้ประชาชนทราบ

นายคริส เปิดเผยว่าหลังยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรายชื่อ สภาฯ ตอบกลับมาว่ามีผู้รับเงินบำนาญถึง 1,918 คน โดยได้รับเงินขั้นต่ำเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท รวมมูลค่ากว่า 490 ล้านบาทต่อเดือน! ซึ่งเงินส่วนใหญ่มาจากภาษีประชาชน เพราะกองทุนขาดทุนหนัก รายได้จาก สว. 200 คน และ สส. 500 คน ที่สมทบเดือนละ 3,500 บาท ไม่เพียงพอ

พบผู้รับบำนาญ 1,918 คน เงินภาษีไหลออกมหาศาล

ตัวเลขนี้ช็อกสังคมจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้คาดเพียง 1,200 คน แต่กลับพบมากกว่านั้น 2 เท่า นายคริสตั้งคำถามว่า นักการเมืองที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน ทำไมออกจากตำแหน่งแล้วยังต้องรับสิทธิ์พิเศษนี้ โดยเฉพาะ สว.ชุดที่มาจาก คสช. จำนวน 250 คน ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งของประชาชน "คริส" ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และหยุดการใช้เงินภาษีแบบไม่เป็นธรรม

กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ใช้งบประมาณปีละ 400 ล้านบาท แต่ไม่รวม สว. หรือ สนช. บางส่วนที่อาจลอดมารับได้ ทำให้ภาระตกที่ประชาชนทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจผลักดันให้ยกเลิก และเปิดรายชื่อสู่สาธารณะ

เชิญชวนประชาชนลงชื่อเรียกร้อง

เพื่อรวบรวมพลังประชาชน นายคริส ชวนทุกคนเข้าเพจพรรคเศรษฐกิจเพื่อลงชื่อเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ หากไม่สำเร็จ จะฟ้องศาลปกครองใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร และหากได้ 10,000 รายชื่อ จะเสนอแก้กฎหมายในสภาฯ ทันที นายพีรพลเสริมว่า สื่อควรช่วยถามผู้รับบำนาญเหล่านี้ให้ออกมาแสดงตัว เพราะเป็นเงินของประชาชน

  • เงินบำนาญ สส. ขั้นต่ำ 21,300 บาท/เดือน
  • ผู้รับ 1,918 คน รวม 490 ล้านบาท/เดือน
  • กองทุนขาดทุน ต้องใช้เงินภาษีอุด
  • รวม สว. และ สนช. บางส่วน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ขาดความโปร่งใส นักการเมืองควรรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับผลประโยชน์หลังเกษียณด้วยเงินภาษี ประชาชนมีสิทธิ์รู้และตรวจสอบได้

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่เห็นด้วย ไปลงชื่อที่เพจพรรคเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ เพื่อกดดันให้รัฐสภาเปิดรายชื่อ และผลักดันยกเลิกบำนาญ สส. กันเถอะ! การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากประชาชน

ที่มา – “คริส” ล่าชื่อคนรับเงินบำนาญ สส. พบ 1,918 คนยังรับเงินอยู่ จี้สภาฯ เปิดชื่อให้ประชาชนรู้

จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

ข่าวร้อนแรงในโซเชียลมีเดียวันนี้ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือกรณี จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมถูกเผยแพร่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุดทำงาน สอท.2 ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการกับปัญหานี้

จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

วันที่ 29 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บังคับการ สอท.2 ได้เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่าหลังจากเมื่อวานนี้ได้ดำเนินการปิดเพจและบัญชีในแพลตฟอร์ม Facebook จำนวน 3 บัญชีของช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” ไปเรียบร้อยแล้ว ผ่านการประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ล่าสุดจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่ายังเหลืออีก 2 บัญชีบนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และเสนอให้ดีอีดำเนินการปิดทันที

ความคืบหน้าจ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเนื้อหาที่เผยแพร่ในช่องดังกล่าวถูกมองว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ยังได้ฝากเตือนประชาชน หากพบเห็นเนื้อหาลักษณะไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีผู้อื่น การหมิ่นประมาท หรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ขอให้ อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ และอย่าร่วมคอมเมนต์ แต่ให้ช่วยกันกดรีพอร์ตแทน เพื่อให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ดำเนินการตรวจสอบและลบเนื้อหาออกอย่างรวดเร็ว

  • ปิดบัญชี Facebook 3 บัญชีเรียบร้อย
  • จ่อปิด YouTube และ TikTok อีก 2 บัญชี
  • เจ้าของช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เดินทางกลับถึงไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา
  • อาจถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ หากพบหลักฐานชัดเจน
  • ประชุมชุดทำงาน สอท.2 เวลา 12.30 น. วันนี้ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ มีรายงานว่าเจ้าตัว “เบิร์ด วันว่างๆ” ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ สามารถออกหมายเรียกหรือขอศาลออกหมายจับได้ทันที เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับปัญหาโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การใช้อย่างรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่เจ้าของช่องเท่านั้น แต่ผู้ใช้ทุกคนก็มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่สะอาดและปลอดภัย หากทุกคนช่วยกันรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เราจะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวนี้ อย่าลืมช่วยกันแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางนะครับ และหากคุณพบช่องทางโซเชียลอื่นๆ ที่มีปัญหา ลองกดรีพอร์ตดูสิ มันง่ายและช่วยสังคมได้จริง!

ที่มา – จ่อปิดอีก 2 บัญชีโซเชียล ช่อง “เบิร์ด วันว่างๆ” เจ้าตัวถึงไทยแล้ว

กกต. พร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-พัทยา เป้า 75%

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และนายกเมืองพัทยา กำลังมาแรง! กกต. พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ วันนี้เรามาเจาะลึกความพร้อมของ กกต. กันเลย

กกต. พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75%

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว สำนักงาน กกต. กทม. และ กกต. ชลบุรี ได้เริ่มแผนงานเต็มสูบ ไม่หนักใจเลย เพราะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เรียบร้อย นำบทเรียนจากเลือกตั้ง สส. มาปรับใช้เป็นโมเดลใหม่ โดยเฉพาะการใช้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) มืออาชีพ จะอบรมเข้มข้น อาจมีใบรับรองไลเซนส์ด้วย เพื่อลดผิดพลาดและเพิ่มความน่าเชื่อถือ ยังมีมาตรการคุ้มครอง กปน. ให้ปลอดภัยสุดๆ

หน่วยเลือกตั้ง กทม. เพิ่มเป็น 6,632 หน่วย

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. เผยว่า มีหน่วยเลือกตั้ง 6,632 หน่วย แบ่ง 50 เขต เพิ่มจากเลือกตั้ง สส. 102 หน่วย กำลังสรรหา กปน. ท้องถิ่น ส่งรายชื่อให้ กกต. พิจารณาแต่งตั้ง ประชาสัมพันธ์แล้วว่าครบวาระ 21 พ.ค. นี้ ผู้ว่าฯ รักษาการได้ แต่ถ้าลาออกเพื่อเลือกพร้อมกัน กกต. เห็นชอบ 28 มิ.ย.

กระแสชัชชาติจะลาออก? ผอ.กกต.กทม. บอกได้ยินข่าว แต่ต้องยื่น มท. อย่างเป็นทางการ

  • เป้าคนมาใช้สิทธิ์: 75% สูงกว่าเลือกตั้ง สส. (70%) เพราะเป็นท้องถิ่น ประชาชนสนใจมาก
  • คุณสมบัติผู้สมัคร: ต้องมีชื่อทะเบียนบ้าน 1 ปี นับถึงวันสมัคร พรรคหลายพรรคพลาดตรงนี้ แต่ยื่นภาษี 3 ปี แค่สำแดง ไม่ใช่ต้องห้าม
  • กปน. มืออาชีพ: เริ่มจากประธาน 6,632 คน อบรม 1 พ.ค. กับปลัดกทม. หน่วยละ กปน. 9 คน + ตำรวจ 2 นาย รวม 70,000 คน

ไม่กังวลเรื่องรับสมัคร กปน. เพราะครู-อาจารย์พร้อม บางคนทำมานาน 20 ปี เข้าใจกระแสสังคม จะปรับปรุงจากข้อผิดพลาดเก่า

ส่วนชลบุรี มีดราม่าเลือกตั้ง สส. เขต 1 แต่เลขาฯ กกต. บอกให้เป็นธรรม เรื่องคดีเดินหน้าตามกฎหมาย ชลบุรีแข่งขันสูง แต่พร้อมจัดการ

นอกจากนี้ กกต. ยังซักซ้อมลักษณะต้องห้ามหาเสียงก่อน 180 วัน (21 พ.ย. 2568) ทำความเข้าใจผู้สนใจแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ดุเดือดเพราะพรรคหลายแห่งไม่ส่งคน เงื่อนไขทะเบียนบ้านเป็นตัวกรองใหญ่

สรุปแล้ว กกต. พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% ทุกอย่างลงตัว โมเดล กปน. ใหม่จะทำให้โปร่งใส มั่นใจได้ อย่าลืมตรวจสิทธิ์ตัวเองและชวนเพื่อนๆ ไปโหวตนะ! การเลือกตั้งท้องถิ่นส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเรามาก ไปใช้สิทธิ์สร้างอนาคตกรุงเทพฯ และพัทยาให้ดีขึ้น

ที่มา – กกต. พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75%

สาวอัฟกานิสถานกลับสู่การแข่งขัน FIFA อนุมัติ

สาวอัฟกานิสถานกลับสู่การแข่งขัน FIFA อนุมัติ

สาวอัฟกานิสถานกลับสู่การแข่งขัน จะกลายเป็น “สัญลักษณ์แห่งความยืดหยุ่น” หลังจาก FIFA อนุมัติให้พวกเธอกลับมาแข่งขันในระดับนานาชาติ อดีตกัปตันทีม Khalida Popal กล่าว

ทีมชาติอัฟกานิสถานหญิงไม่ได้ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 การกลับมาของตาลีบันในปี 2021 ทำให้เกิดข้อจำกัดสิทธิสตรี รวมถึงห้ามผู้หญิงเล่นกีฬา ส่งผลให้ผู้เล่นหลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ กฎระเบียบของ FIFA ไม่ยอมรับทีมใดๆ เว้นแต่จะได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลของประเทศนั้นๆ ซึ่งในกรณีนี้คือ Afghanistan Football Federation

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎที่ได้รับการอนุมัติในที่ประชุม FIFA Council ที่แวนคูเวอร์เมื่อวันอังคาร เปิดช่องให้ FIFA อนุมัติทีมชาติหรือตัวแทน “ในสถานการณ์พิเศษ” เพื่อไม่ให้ผู้เล่นถูกกีดกันจากการแข่งขันนานาชาติเนื่องจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

สาวอัฟกานิสถานกลับสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ

หมายความว่าผู้เล่นอัฟกานิสถานจะสามารถลงแข่งขันอย่างเป็นทางการและได้รับการยอมรับเต็มรูปแบบ “ทีมของเราถูกมองว่าเป็นทีมนักกิจกรรมเสมอ” Popal กล่าวกับ Reuters

“แต่โอกาสนี้ ด้วยการสนับสนุนที่ถูกต้องจาก FIFA จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะแสดงทักษะ พัฒนาเยาวชนในชุมชนพลัดถิ่น “เธอกล่าวต่อ “我知道มันยากเพราะสาวๆ ในอัฟกานิสถานจะลำบากที่จะเข้าร่วม แต่ถ้าเรายังเป็นกระบอกเสียง ส่งข้อความแห่งความหวัง และแสดงการสนับสนุนว่าพวกเธอไม่ได้ถูกลืม เราจะใช้แพลตฟอร์มนี้ต่อไป”

การตัดสินใจของ FIFA สร้างบนพื้นฐานของ Afghan Women United ทีมผู้ลี้ภัยที่ FIFA สนับสนุนในโครงการนำร่อง 1 ปีตั้งแต่พฤษภาคม 2025 หลังจากผู้เล่นพลัดถิ่นรณรงค์หลายปี

โอกาสในอนาคตและการเตรียมทีม

อัฟกานิสถานจะไม่เข้าแข่งขันคัดเลือกฟุตบอลโลกหญิง 2027 แต่สามารถลุ้นโอลิมปิก 2028 และคาดว่าจะกลับมาลงสนามในเดือนมิถุนายน

ประธาน FIFA Gianni Infantino กล่าวว่า “เราภูมิใจในเส้นทางสวยงามของ Afghan Women United และด้วยแนวทางนี้ เราจะช่วยให้พวกเธอและสหพันธ์สมาชิกอื่นๆ ที่อาจลงทะเบียนทีมไม่ได้ ก้าวไปข้างหน้า”

มีผู้เล่นฟุตบอลหญิงอัฟกานิสถานกว่า 80 คนในออสเตรเลีย ยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง รวมถึงผู้เล่น 25 คนที่เคยมีสัญญาก่อนตาลีบันยึดอำนาจ

FIFA จัดค่ายคัดเลือกในอังกฤษและออสเตรเลีย ก่อนค่ายฝึกใหญ่ในนิวซีแลนด์เดือนมิถุนายน Afghan United Women เล่น 3 นัดใน FIFA United Women’s Series ปี 2025 ชนะลิเบียนัดแรกในเดือนพฤศจิกายน

การกลับมาของสาวอัฟกานิสถานกลับสู่การแข่งขัน ไม่เพียงเป็นชัยชนะของกีฬา แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ท่ามกลางความยากลำบากทางการเมือง ทีมนี้พิสูจน์ว่าฟุตบอลสามารถเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟุตบอล และ ฟุตบอลหญิง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจทั่วโลก

  • ประวัติทีมอัฟกานิสถานหญิง: จากการก่อตั้งจนถึงวิกฤตตาลีบัน
  • บทบาทของ FIFA ในการปกป้องสิทธิผู้เล่นหญิง
  • ตัวอย่างทีมพลัดถิ่นอื่นๆ ในกีฬานานาชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในกีฬา และควรเป็นแบบอย่างให้องค์กรกีฬาอื่นๆ ติดตาม หากคุณชื่นชอบข่าวฟุตบอลหญิง ลองแชร์บทความนี้และติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจชะลอ

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวจากพิษสงครามตะวันออกกลาง เพื่อนๆ ล่ะรู้ไหมว่าการตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่ายังไงกับกระเป๋าเงินของเราบ้าง? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ให้ฟังแบบละเอียดยิบเลยนะ

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจไทยชะลอจากพิษสงคราม

คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กนง. มีมติ 6 ต่อ 0 เสียงแบบเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่าดอกเบี้ยระดับนี้เหมาะสมที่สุดในการประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง ต้นทุนธุรกิจพุ่ง และทุกอย่างดูสั่นคลอนไปหมด

ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยเคยมีแนวโน้มดี แต่ตอนนี้ต้องปรับประมาณการใหม่ คาดว่าปี 2569 ขยายตัวแค่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2.0% ปัจจัยกดดันหลักๆ คือค่าครองชีพแพง รายได้ประชาชนลด นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากค่าตั๋วเครื่องบินและน้ำมันแพง แม้สินค้าเทคโนโลยีส่งออกจะยังเวิร์กอยู่ แต่ก็ไม่พอชดเชย

มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% กับผลกระทบที่เราต้องรู้

ถ้ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม เศรษฐกิจปีนี้อาจดีขึ้น แต่ปีหน้าจะชะลอเมื่อมาตรการหมดอายุ มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% ครั้งนี้จึงเป็นการเล่นมันเซฟ รองรับความเสี่ยงสูงสุด

เงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว แต่จะดีขึ้นในอนาคต

สำหรับเงินเฟ้อ คาดปี 2569 อยู่ที่ 2.9% จาก -0.5% ในไตรมาสแรก ราคาพลังงานโลกพุ่งจากสงคราม อาจทะลุ 3% ชั่วคราว แต่ปี 2570 ลดเหลือ 1.5% เมื่อ supply-driven inflation คลี่คลาย เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569-2570 อยู่ที่ 1.6% และ 1.5% เพราะกำลังซื้ออ่อน ผู้ประกอบการปรับราคาไม่ได้เต็มที่

กนง. ยังจับตาช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าปิดนาน วิกฤตพลังงานจะยืดเยื้อ กระทบหนักกว่าเดิม

  • ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลค่าครองชีพ
  • การส่งออกชะลอจากต้นทุนสูง
  • นักท่องเที่ยวลด กระทบท่องเที่ยว
  • แต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังโต

ตลาดการเงินและสินเชื่อยังระมัดระวัง

เงินบาทอ่อนค่าจากนำเข้าพลังงานสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขึ้นตามโลก สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อทรงตัวต่ำ เพราะคัดกรองลูกหนี้เสี่ยงเข้มงวด ท่ามกลางสงครามที่ยังเดือด

มองภาพรวม มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% เป็นการตัดสินใจฉลาด ช่วยให้เศรษฐกิจไม่ทรุดหนักเกินไป แต่ประชาชนอย่างเราควรบริหารเงินดีๆ เก็บออม หลีกเลี่ยงหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าสงครามคลี่คลายเร็ว เศรษฐกิจเราจะฟื้นตัวได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ต้องอดทนหน่อยนะ ลองปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น ลดใช้รถส่วนตัว เปลี่ยนมากินอาหารบ้านๆ หรือหาช่องทางหารายได้เสริม

ติดตามข่าวเศรษฐกิจและเคล็ดลับการเงินเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ถ้าคิดว่ามีประโยชน์!

ที่มา – มติเอกฉันท์! กนง. สั่งคงดอกเบี้ย 1.00% รับมือเศรษฐกิจไทยชะลอจากพิษสงคราม

คึกคัก งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ ดึงศิลปินดัง

บรรยากาศสุดคึกคักใน งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ที่กำลังจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงนี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวและชาวบ้านนับพันคนมาร่วมสนุก โดยเฉพาะการแสดงของศิลปินชื่อดัง “บ่าววี” ที่ขึ้นเวทีสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักสุดๆ งานนี้ไม่ใช่แค่งานแสดง แต่ยังเป็นเวทีโปรโมทผลไม้คุณภาพอย่างมะม่วงปากท่อที่ขึ้นชื่อ

งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ: ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาด

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 (แก้ไขจากเนื้อหาเดิม) งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ เปิดตัวอย่างอบอุ่น โดยมีนายสามาตร เตี้ยเนตร นายอำเภอปากท่อ เป็นประธานจัดงาน มุ่งเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวท้องถิ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยแผงขายมะม่วงสดๆ หลากหลายสายพันธุ์ ของกินอร่อยๆ และสินค้าพื้นเมืองที่หาซื้อได้ที่นี่ที่เดียว

ไฮไลต์สำคัญคือคอนเสิร์ตของ “บ่าววี” ที่ทำให้เวทีเดือดพล่าน ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมงานนับพัน เสียงเพลงดังกระหึ่ม รอยยิ้มและการเต้นรำไปด้วยกัน สร้างความสุขให้ทุกคนที่มาร่วม ทางอำเภอยังเชิญศิลปินและวงดนตรีดังผลัดเปลี่ยนขึ้นแสดงทุกคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาไม่ขาดสาย

ประโยชน์จากงานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

งานนี้ช่วยกระจายรายได้สู่พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นอย่างชัดเจน ยอดขายมะม่วงพุ่งสูง เงินสะพัดนับล้านบาท นอกจากนี้ยังผลักดันมะม่วงปากท่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มะม่วงที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องหวาน หอม เนื้อแน่น สายพันธุ์เด่นอย่างอกรับช้าง น้ำดอกไม้ และแก้วมณี ล้วนคุณภาพส่งออกได้

  • โปรโมทผลไม้ท้องถิ่น: ชาวสวนมะม่วงได้โอกาสขายผลผลิตโดยตรง ลดช่องว่างกลาง
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยว: ช่วงวันหยุดยาว คาดผู้เข้าร่วมทะลุล้านคน
  • สร้างความสามัคคีชุมชน: ทุกคนร่วมมือจัดงาน สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
  • กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน: จากการท่องเที่ยวและค้าขายที่ต่อเนื่อง

ประชาชนที่มาร่วมต่างชื่นชมว่าจัดงานได้เรียบร้อย สะอาด สนุกสนาน งานจะจัดต่อเนื่องถึง 3 พฤษภาคม 2567 ใครที่กำลังหาที่เที่ยวใกล้กรุง อย่าลืม swing มาปากท่อนะ บรรยากาศชิลล์ๆ กินมะม่วงสดๆ ฟังเพลงเพราะๆ

นายอำเภอปากท่อย้ำว่า งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้และความสุขให้ชาวบ้านอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นสายผลไม้หรือชอบงานเทศกาล งานนี้ตอบโจทย์ทุกอย่าง

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว: มาถึงแล้วลองชิมมะม่วงทุเรียนทอดกรอบ สินค้าขึ้นชื่ออีกอย่าง หรือซื้อมะม่วงกลับบ้านในราคาพิเศษ อย่าลืมเช็คโปรโมชั่นจากร้านค้า และเตรียมตัวให้พร้อมกับการจราจรที่อาจคับคั่งในวันหยุด

สรุปแล้ว งานนี้ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นเครื่องมือพัฒนาท้องถิ่นที่แท้จริง หากพลาดครั้งนี้ รอปีหน้าอาจไม่ทัน! มาเลย รับรองติดใจ

เรียกร้องให้คุณ: แชร์ประสบการณ์การไปงานนี้ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือวางแผนทริปไปราชบุรีกันเถอะ!

ที่มา – คึกคัก “งานมะม่วงของดีอำเภอปากท่อ” ดึงศิลปินดังสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ ส.ส. จากพรรคประชาชนออกมาแสดงความกังวลต่อการทำงานของประธานสภาที่ดูเหมือนจะล่าช้าในการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน สร้างคำถามใหญ่ให้กับสาธารณชนว่าปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาไปนานเกินไปหรือไม่

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติเรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำและเยียวยาเกษตรกรจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขอหารือแทรกเพื่อทวงถามนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่ายังไม่นำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านหรือเมื่อใด

เหตุผลหลักที่นายปกรณ์วุฒิยกมาคือ รัฐมนตรีที่ประชุมครม. (ครม.) ได้เข้ารับตำแหน่งครบแล้ว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 วรรคสาม กำหนดให้ต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านโดยด่วน แต่ประธานสภากลับบอกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ารอเอกสารแจ้งหัวหน้าพรรคและตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งนายปกรณ์วุฒิชี้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเอกสาร เพียงตรวจสอบว่าพรรคประชาชนมี ส.ส. มากที่สุดในฝ่ายค้าน ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาหรือรองประธานสภา ก็เพียงพอแล้ว

การชี้แจงจากประธานสภาโสภณ ซารัมย์

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับของสภา ไม่มีการถ่วงเวลา หากทุกอย่างเรียบร้อยจะลงนามส่งชื่อแน่นอน เมื่อนายปกรณ์วุฒิซักถามต่อว่ามีอะไรขัดข้องหรือไม่ นายโสภณย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบ ไม่ถ่วงเวลา ก่อนตัดบทเข้าวาระถัดไป

ความสำคัญของการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ

ผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดชัดเจนว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นส.ส.มากที่สุดซึ่งไม่มีผู้ใดเป็นรัฐมนตรีหรือประธานสภา จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

  • ขั้นตอนการแต่งตั้ง: ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบคุณสมบัติหัวหน้าพรรค
  • ส่งชื่อเสนอให้ กกต. ภายในเวลาที่กำหนดหลังครม.เข้ารับตำแหน่ง
  • กกต. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • ผู้นำฝ่ายค้านสามารถตั้งโฆษกและรองผู้นำได้

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลักที่มี ส.ส.จำนวนมาก จึงสมควรได้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านเพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล การดองชื่ออาจส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบรัฐบาลในช่วงเริ่มต้น

บริบทการเมืองไทยปัจจุบัน

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาชนกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก การที่ประธานสภาล่าช้าอาจถูกมองว่าเป็นการเมืองเกมหรือปัญหาทางเทคนิค แต่ ส.ส.ปกรณ์วุฒิยืนยันว่าคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารเพิ่มเติม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างฝ่ายค้านกับประธานสภา ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ของรัฐสภา

ประชาชนจำนวนมากติดตามประเด็นนี้ เพราะผู้นำฝ่ายค้านคือด่านหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน หากล่าช้านาน อาจทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือญัตติอื่นๆ ขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของกระบวนการรัฐสภาไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ ส.ส.ปกรณ์วุฒิ เป็นการแสดงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สร้างแรงกดดันให้ประธานสภาดำเนินการเร็วขึ้น เพื่อให้ระบบถ่วงดุลทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การดองชื่อผู้นำฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติหรือมีนัยการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

“ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส.ไม่พอใจ

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญกับดราม่าภายใน เมื่อมี สส. รายหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อการจัดสรรโควต้าประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะกรณี “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ. ที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างใจเย็น

“ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

วันที่ 29 เมษายน 2567 นายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา ออกมาแสดงความไม่พอใจสัดส่วนโควต้าประธาน กมธ. จนถึงขั้นออกจากไลน์กลุ่ม ส.ส. โดยไชยชนกมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสถานการณ์ที่พรรคมี ส.ส. เพิ่มขึ้น "ตำแหน่งมันน้อยกว่าคน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย แต่เราต้องทำใจและไปต่อ" เขากล่าว

ไชยชนกยืนยันว่าพรรคพยายามบริหารจัดการให้ดีที่สุด โดยยังมีตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากที่รออยู่ ไม่ใช่แค่ประธาน กมธ. เท่านั้น สำหรับรอยร้าวในพรรค เขามองว่าแล้วแต่บุคลิกของแต่ละคน แต่โดยรวม ส.ส. ส่วนใหญ่เข้าใจการเติบโตของพรรค และพรรคก็เป็นธรรมกับทุกคน ไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่

สาเหตุที่ทำให้ ส.ส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

จากข้อมูลที่รั่วไหลออกมา มีรายชื่อ 14 คนที่คาดว่าจะได้โควต้าประธาน กมธ. ซึ่งใกล้เคียงกับที่พรรควางแผนไว้ แต่ยังไม่ใช่รายชื่อสุดท้าย ต้องรอเคาะในวันที่ 30 เมษายนนี้ ไชยชนกยอมรับว่างงที่รายชื่อหลุด แต่ย้ำว่ายังปรับเปลี่ยนได้ นายณัฏฐ์ชนน ไม่ใช่ขาดคุณสมบัติ แต่เป็นเพราะตำแหน่งจำกัดในพรรคที่ใหญ่ขึ้น

  • พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. เพิ่มมากขึ้น ทำให้การแข่งขันดุเดือด
  • โควต้าประธาน กมธ. มีจำนวนจำกัด ไม่พอให้ทุกคน
  • รายชื่อ 14 คนยังไม่ฟิกซ์ 100% มีโอกาสเปลี่ยนแปลง
  • ไชยชนกพร้อมคุยเคลียร์ใจแบบตัวต่อตัวในวันพรุ่งนี้

ไชยชนก ชี้ทางออก: ทำใจและมองตำแหน่งอื่น

เลขาธิการพรรคย้ำว่าไม่จำเป็นต้องส่งคนไปเคลียร์ เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคแบบนั้น ทุกคนคุยกันได้ปกติ ส่วนตัวเขาเพิ่งทราบเรื่องและจะคุยกับเจ้าตัวโดยตรง เขาเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเข้าใจ และหากใครยังไม่พอใจก็เป็นสิทธิ์ แต่พรรคจะพยายามเต็มที่

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่พรรคใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการกระจายตำแหน่งให้สมาชิก พรรคภูมิใจไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วในรัฐบาลกึ่งกลาง ต้องบริหารความสมดุลระหว่างความคาดหวังของ ส.ส. เก่า-ใหม่ และพันธมิตรcoalition เพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวใหญ่โต

นอกจากนี้ ไชยชนกยังชี้ว่ายังมีโอกาสอื่นๆ ในแวดวงการเมือง เช่น ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ส.ส. ทุกคนควรโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าตำแหน่งส่วนตัว

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การจัดการภายในพรรคแบบนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยในการรักษาความเป็นเอกภาพ หากไชยชนกสามารถเคลียร์ใจได้สำเร็จ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ. เป็นบทเรียนที่พรรคการเมืองไทยทุกพรรคควรเรียนรู้ เพื่อไปต่อด้วยความสามัคคี

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ

ที่มา – “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติด EM สูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมมีมติอนุมัติให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยไม่ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เนื่องจากคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี

การประชุมครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงฯ การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และยืดเยื้อกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อพิจารณารายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป

นายทักษิณ ชินวัตร เข้าข่ายคุณสมบัติอย่างสมบูรณ์ หลังจากถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 7 เดือน 20 วัน และใกล้ครบ 2 ใน 3 ของโทษจำคุก 1 ปีแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้พักโทษ คุมประพฤติอีก 4 เดือน โดยไม่ต้องติดกำไล EM เพราะอายุเกิน 70 ปี และมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามระเบียบ

เงื่อนไขการพักโทษสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย

ระบบพักการลงโทษในไทยมีเกณฑ์ชัดเจนสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย โดยเฉพาะอายุเกิน 70 ปี จะได้รับการพิจารณาพิเศษ เพื่อคำนึงถึงสุขภาพและความเหมาะสมในการคุมขัง “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายที่ยืดหยุ่น

  • ครบกำหนด 2 ใน 3 ของโทษ
  • มีประวัติการรับโทษดี
  • อายุเกิน 70 ปี หรือมีโรคประจำตัวรุนแรง
  • ไม่ต้องติด EM หากเป็นกลุ่มเสี่ยงสุขภาพ
  • เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด ตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

ขั้นตอนหลังมติที่ประชุม

มติที่ประชุมจะถูกส่งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เพื่อเตรียมปล่อยตัวนายทักษิณในวันที่ 11 พ.ค. 2569 เข้าสู่ระบบคุมประพฤติ ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมตลอดระยะเวลาที่เหลือ โดยไม่ต้องใช้กำไล EM เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ข่าวนี้สร้างกระแสในสังคมอย่างมาก เนื่องจากนายทักษิณเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง การพักโทษครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรม โดยเฉพาะผู้สูงอายุในเรือนจำ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระเรือนจำที่แออัดได้อีกด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่สมดุลระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟู หากนายทักษิณปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติได้ดี จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ต้องขังอื่นๆ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี