วัน: 5 พฤษภาคม 2026

เตรียมร่มได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ 5 พ.ค.

สวัสดีครับชาวกรุงเทพและปริมณฑล! วันนี้ เตรียมร่มได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ 5 พ.ค. ออกมาเตือนแล้วว่า ฝนกำลังจะกระหน่ำหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเลิกงานหลัง 16.30 น. ถ้าคุณกำลังจะกลับบ้านหรือกำลังอยู่ในเมืองหลวง ก็เตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนให้พร้อมเลยนะครับ ไม่งั้นอาจจะเปียกปอนแบบไม่ทันตั้งตัว!

เตรียมร่มได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ 5 พ.ค. พื้นที่ไหนบ้าง?

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (5 พ.ค. 2569) พบกลุ่มฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง และฝนหนักบางแห่งกำลังปกคลุมหลายเขตในกรุงเทพมหานคร เช่น เขตคลองเตย วัฒนา ยานนาวา สาทร ปทุมวัน และตลิ่งชัน รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างสมุทรสาคร นครปฐม และชลบุรี กลุ่มฝนนี้เคลื่อนตัวจากทิศตะวันตก กำลังมุ่งหน้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ

หลังจากนั้น ในช่วง 16.30-17.00 น. คาดว่าฝนจะปกคลุมหนักขึ้นในบริเวณกรุงเทพมหานคร เขตสาทร คลองสาน พระนคร บางคอแหลม ธนบุรี บางกอกน้อย ภาษีเจริญ บางแค และตลิ่งชัน รวมถึงสมุทรสาคร นครปฐม ชลบุรี อีกครั้ง ระยะเวลาปกคลุมคาดว่านานกว่า 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว ถ้าคุณทำงานในย่าน CBD อย่างสาทรหรือสีลม ก็ระวังให้ดีนะครับ

รายชื่อเขตกรุงเทพฯ ที่คาดฝนตกหนัก

  • คลองเตย วัฒนา ยานนาวา
  • สาทร ปทุมวัน สัมพันธวงศ์
  • บางรัก ตลิ่งชัน ภาษีเจริญ บางแค
  • คลองสาน พระนคร บางคอแหลม
  • ธนบุรี บางกอกน้อย

นอกจากนี้ จังหวัดปริมณฑลอย่างสมุทรสาคร นครปฐม และชลบุรี ก็อยู่ในข่ายเสี่ยงฝนตกเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่เดินทางข้ามจังหวัดตอนเย็น อาจเจอฝนกะทันหันได้ครับ

สาเหตุฝนตกหนักช่วงนี้

เข้าสู่ฤดูฝนแล้วครับ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังเริ่ม活跃 ทำให้เกิดกลุ่มฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกรุงเทพและภาคกลาง กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่าอุณหภูมิสูงสุดวันนี้ประมาณ 33-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสูง ร่วมกับลมพัด ทำให้ฝนมาแบบไม่ทันตั้งตัว เตรียมร่มได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ 5 พ.ค. จึงเป็นคำเตือนที่ทันเวลาสุดๆ

คำแนะนำเมื่อฝนตกหลังเลิกงาน

เพื่อความปลอดภัย เราแนะนำดังนี้:

  • พกร่มหรือเสื้อกันฝน: เลือกแบบกันลมแรงได้ดี
  • เช็คจราจร: ฝนตกมักติดหนึบ ใช้แอปอย่าง Google Maps หรือกรมทางหลวง
  • ขับขี่ระวัง: ลดความเร็ว เปิดไฟหน้า หลีกเลี่ยงน้ำท่วมขัง
  • เดินทางสาธารณะ: รถไฟฟ้า BTS MRT อาจแออัด 規劃ล่วงหน้า
  • เตรียมยา: เผื่อหวัดจากฝนพรำ

ช่วงนี้天气แปรปรวนมาก โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นฤดูฝน อย่าประมาทนะครับ ถ้าฝนตกหนักอาจกระทบการเดินทางและน้ำท่วมขังในบางจุด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย อย่าลืมเช็คพยากรณ์อากาศล่าสุดจากเว็บกรมอุตุนิยมวิทยาหรือแอป TMD ทุกวัน เพื่อวางแผนชีวิตให้ดีขึ้น ถ้ามีประสบการณ์ฝนตกเลิกงานมาแชร์กันในคอมเมนต์ด้วยนะครับ! 😊

ที่มา – เตรียมร่มได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ 5 พ.ค. ฝนตกหลายพื้นที่ หลังเลิกงาน

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊งแจ้งเกิดทิพย์ บ้านผี

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากกรมการปกครองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการใหญ่ “เปิดจักรวาลกุมารจีน” ที่สืบสวนขบวนการออกสูติบัตรปลอมมานานหลายปี เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทะเบียนราษฎรธรรมดา แต่โยงไปถึงความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

จากข้อมูลล่าสุดที่นายวิฑูรย์ ศิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 พบผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์มากกว่า 50 ราย และอาจสูงถึง 66 รายเลยทีเดียว โดยมีบ้านผีหรือที่อยู่ปลอมถึง 4 หลังในพื้นที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว 13 รายต่อตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปรามไซเบอร์ ขณะนี้กำลังขยายผลร่วมกับเทศบาลตำบลโพธิ์กลางและทีมส่วนกลาง

ที่น่าตกใจคือ มีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอดีตปลัดอำเภอคนหนึ่งที่เคยย้ายงานถึง 4 อำเภอในนครราชสีมา ได้แก่

  • อำเภอห้วยแถลง
  • อำเภอเมืองนครราชสีมา
  • อำเภอสีคิ้ว
  • อำเภอประทาย

ระหว่างที่ทำงานในอำเภอเหล่านี้ ก็มีการแจ้งเกิดทิพย์และแก้ไขทะเบียนราษฎรปลอมหลายรายการ ทำให้ตอนนี้ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว แม้บางคนจะปฏิเสธ แต่หลักฐานแน่นหนา นอกจากนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังสกัดคนร้ายที่พยายามหลบหนีผ่านสนามบินสุวรรณภูมิได้ทัน

คืบหน้าเพิกถอนทะเบียนแจ้งเกิดทิพย์

ในพื้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรี เผยว่าตรวจสอบย้อนหลัง 5-6 ปี พบบุคคลต้องสงสัย 51 ราย เพิกถอนไปแล้ว 50 ราย เหลือ 1 รายที่กำลังตรวจกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี เริ่มจาก 5 รายแรก เพิ่มเป็น 27 ราย แล้วล่าสุด 50 ราย ผู้ถูกเพิกถอนมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 15 วัน ถ้าพิสูจน์ตัวตนได้ก็คืนสิทธิ แต่ถ้าไม่ จะสิ้นสภาพทางกฎหมายทันที เพื่อป้องกันการใช้เอกสารปลอมทำธุรกรรม

ปฏิบัติการนี้บูรณาการ 6 หน่วยงานหลัก เช่น ตม. ดีเอสไอ และสั่งเข้มทุกสำนักทะเบียน 878 อำเภอและท้องถิ่น โดยเฉพาะสมรสไทย-ต่างชาติ และสูติบัตรเด็กต่างชาติ รองอธิบดีย้ำ ถ้าปฏิบัติสุจริตคุ้มครองเต็มที่ แต่ผิดเจตนาดำเนินคดีเด็ดขาด นโยบายกระทรวงมหาดไทยชัดเจน รื้อระบบทะเบียนทั้งหมดเพื่อความเชื่อมั่นประชาชน เร็วๆ นี้คาดจับกุมเพิ่มในนครราชสีมา

นอกจากนี้ พื้นที่ใกล้เคียงอย่างเทศบาลหนองไผ่ล้อม พบปัญหาเดียวกัน 18 ราย กำลังดำเนินการ โดยเชื่อมโยงกลุ่มเดียวกันตั้งแต่ทำบัตรประชาชน ส่วนอำเภออื่นๆ เป็นระดับอำเภอ ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่น

เรื่องจ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคนนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาแฝงตัวมานาน อาจโยงเครือข่ายใหญ่เพื่อให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย ใช้ประโยชน์ด้านอาชญากรรม การปราบปรามครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือระบบทะเบียนได้มาก คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเพื่อป้องกัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตต่อไป!

ที่มา – จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรอง IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงาน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญในแวดวงการเมืองและสิทธิมนุษยชนกันครับ มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องแรงงานข้ามชาติให้ปลอดภัยจากช่องโหว่ของการเอารัดเอาเปรียบและค้ามนุษย์ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาความคืบหน้าของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 หรือที่เรียกว่า International Migration Review Forum (IMRF) และร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทย เพื่อให้คณะผู้แทนไทยไปร่วมรับรองในงานที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2567 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มติ มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน นี้ยึดหลักการจากข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (GCM) ซึ่งไทยเคยรับรองไปแล้วตั้งแต่ปี 2561

IMRF และ GCM คืออะไร?

IMRF คือเวทีระดับโลกที่เกิดจากการประชุมสุดยอดเรื่องผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (New York Declaration for Refugees and Migrants) ในปี 2559 ซึ่งนำไปสู่ GCM ที่เป็นกรอบแนวทางไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่ช่วยให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันจัดการปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับไทยที่เป็นจุดหมายของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา การมีส่วนร่วมนี้จึงสำคัญยิ่ง

สาระสำคัญของปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2

ร่างปฏิญญามีประเด็นหลักที่ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้การโยกย้ายถิ่นฐานไม่เป็นช่องว่างของอาชญากรรม ดังนี้

  • การเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้โยกย้าย โดยเฉพาะสตรีและเด็ก
  • การส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย
  • การคุ้มครองแรงงานจากการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดหางานเกินควร
  • การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารชายแดนอย่างมีจริยธรรม
  • การต่อต้านค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบ

ส่วนคำมั่นโดยสมัครใจของไทย มุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกต่อต้านค้ามนุษย์ข้ามชาติ โดยวางผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน มาร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

ความสำคัญต่อประเทศไทย

ไทยมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 4-5 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ แต่ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ค้าประเวณี และค้ามนุษย์ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน จึงช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก สมดุลระหว่างมนุษยธรรม ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ร่างนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาผูกพันตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ไทยเข้าร่วมได้อย่างยืดหยุ่น

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างระบบ MOU กับประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนากฎหมายภายใน เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สุดท้าย รัฐบาลย้ำชัดว่าการโยกย้ายถิ่นฐานต้องไม่ใช่ช่องว่างของการเอารัดเอาเปรียบ แต่ต้องเป็นระบบที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์

ในมุมมองของผม การเข้าร่วม IMRF ครั้งนี้ไม่เพียงคุ้มครองแรงงานต่างด้าว แต่ยังช่วยปกป้องคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศด้วย สะท้อนบทบาทไทยในฐานะผู้นำอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชน หากคุณเป็นนายจ้างหรือสนใจเรื่องนี้ ลองตรวจสอบสิทธิแรงงานในที่ทำงานของคุณ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นธรรม แชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลายมากขึ้นครับ!

ที่มา – มติ ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF ครั้งที่ 2 คุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน

ครม.รับทราบรายงานหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติครบหมวด 5

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อ ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรรู้ เพราะมันสัมพันธ์กับสิทธิของเราตรงๆ เลยนะ

ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5

วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 แต่คงพิมพ์ผิด น่าจะ 2567) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานจากผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) ที่ชี้ว่าหน่วยงานรัฐหลายแห่งยังไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ

ครม. จึงสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหัวหลัก ร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวและกีฬา เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พาณิชย์ มหาดไทย สาธารณสุข อุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ ตำรวจ สภาองค์กรผู้บริโภค ไปพิจารณาข้อเสนอแนะ แล้วสรุปผลส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน เพื่อนำเข้าครม. ต่อไป นี่คือก้าวแรกที่สำคัญมาก!

ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคในไทยปัจจุบัน

ย้อนกลับไป พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้วางรากฐานไว้ดีแล้ว ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัย ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นธรรมในสัญญา และชดเชยเสียหาย แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาหลายมิติ เช่น โครงสร้างบริหารไม่คล่องตัว กฎหมายไม่ครอบคลุม ทรัพยากรและฐานข้อมูลขาดแคลน ทำให้ผู้บริโภคอย่างเรายังเดือดร้อนบ่อยๆ เช่น ซื้อของออนไลน์แล้วโดนโกง หรือสินค้าปลอมที่อันตราย

ข้อเสนอแนะสำคัญจากผู้ตรวจการแผ่นดิน

เพื่อแก้ปัญหา ผผ. เสนอแนวทางบูรณาการ 8 ข้อหลัก ดังนี้:

  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งระดับชาติและภูมิภาค ให้ขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
  • พัฒนาสคบ. เป็น One Stop Service บริการครบวงจรในที่เดียว สะดวกสุดๆ
  • จัดวาระแห่งชาติและจังหวัด พร้อมแผนงานและคู่มือมาตรฐาน
  • ระบบฐานข้อมูลและแจ้งเตือนภัย (Rapid Alert System) เพื่อเตือนภัยทันที
  • ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ให้เราช่วยกันเฝ้าระวัง
  • มาตรการคุ้มครองเยียวยาบังคับ ไม่ใช่แค่แนะนำ
  • หน่วยงานกลางเชื่อมข้อมูลร้องเรียน ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูล
  • สร้าง Smart Consumer ให้ผู้บริโภครู้เท่าทันกลโกง

ข้อเสนอเหล่านี้ถ้าทำได้จริง จะเปลี่ยนระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้แข็งแกร่งขึ้นเยอะเลยครับ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ปัญหาเยอะแยะ ทั้งสินค้าปลอม ข่าวลวง บริการไม่เป็นธรรม

จากมุมมองผม นี่คือสัญญาณดีที่รัฐเริ่มจริงจังกับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเร่งรัดหน่อย เพราะผู้บริโภคเดือดร้อนมานาน ถ้าสคบ. และหน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการเร็ว ภายใน 30 วันตามกำหนด เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนแน่นอน

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? ถ้ามีปัญหาเรื่องผู้บริโภค ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ หรือแจ้ง สคบ. กันเถอะ สิทธิเราต้องปกป้องเองด้วยนะ! ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5

ประตูในตำนานสกอตแลนด์: McFadden vs Tierney

ประตูในตำนานที่สุดของสกอตแลนด์คือประตูไหน? ครั้งนี้ McFadden ปะทะ Tierney

การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประตูในตำนานที่สุดของสกอตแลนด์เข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว!

รูปแบบการแข่งขันแบบแพ้คัดออก กำลังนำไปสู่การประกาศผู้ชนะก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มต้น ในรอบรองชนะเลิศแรก ลูกครอสโอเวอร์เฮดคิกสุดอสูรของสกอตต์ แม็คโทมินาย เอาชนะลูกฟรีคิกที่สองของลี กริฟฟิธส์เหนือทีมอังกฤษอย่างขาดลอย ด้วยคะแนนโหวต 89% จากแฟนๆ

ตอนนี้ ฮีโร่ทัพทาร์ตัน อาร์มี่ เจมส์ แม็คแฟดเดน กับประตูไกลสุดโด่งดังใส่ฝรั่งเศส จะปะทะกับลูกยิงกระสุนปืนใหญ่ของเคเลียน เทียร์นีย์ ที่ช่วยให้สกอตแลนด์ใกล้เคียงกับการเข้ารอบฟุตบอลโลกในเดือนพฤศจิกายน

คุณมีเวลาจนถึงวันพฤหัสบดีในการโหวต และสามารถดูคลิปทุกประตูได้ด้านล่าง

ประตูในตำนานที่สุดของสกอตแลนด์: McFadden vs Tierney

การโหวตครั้งนี้กำลังร้อนระอุ! ประตูไกล 30 หลาของเจมส์ แม็คแฟดเดน ในนัดที่สกอตแลนด์ช็อกโลกโดยเอาชนะฝรั่งเศส 1-0 ที่ปาร์ค เดส์ แพรงส์ ปี 2007 หรือลูกยิงสุดโหดของเคเลียน เทียร์นีย์ ที่จุดไฟแห่งความหวังในการเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 ใส่เดนมาร์ก? คุณเลือกใคร?

ทำไมประตูเหล่านี้ถึงเป็นไอคอนิก

ประตูในตำนานที่สุดของสกอตแลนด์ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์และความหมายทางประวัติศาสตร์ มาดูประวัติศาสตร์กัน

ประตู 1: Denis Law vs England (1967)

วันที่สกอตแลนด์ช็อกโลก เดนิส ลอว์ ยิงประตูแรก ช่วยให้สกอตแลนด์ชนะแชมป์โลกใหม่เอี่ยมอย่างอังกฤษ 3-2 ที่เวมบลีย์

ประตู 2: Joe Jordan vs Czechoslovakia (1973)

โจ จอร์แดน โหม่งประตูชัย ส่งสกอตแลนด์สู่ฟุตบอลโลก 1974

ประตู 3: Kenny Dalglish vs Wales (1977)

ในนัดที่เรียกว่า Battle of Britain เคนนี่ ดัลกลิช ยิงนาทีที่ 87 ผนึกการเข้ารอบฟุตบอลโลก

ประตู 4: Archie Gemmill vs Netherlands (1978)

ประตูเดี่ยวสุดมหัศจรรย์ของอาร์ชี เจ็มมิลล์ นำสกอตแลนด์ขึ้น 3-1 ในฟุตบอลโลก 1978

ประตู 5: David Narey vs Brazil (1982)

ฉากแห่งความคลั่งไคล้ เดวิด นาเรย์ ยิงนำบราซิลด้วยลูกกระสุนปืนใหญ่

ประตู 6: Kenny Dalglish vs Belgium (1982)

การหมุนตัวและเทคนิคขั้นเทพของเคนนี่ ดัลกลิช สร้างโมเมนต์ไอคอนิกอีกครั้ง

ประตู 7: Kenny Dalglish vs Spain (1984)

ลูกยิงซ้ายตุงมุม上 งานชิ้นเอกอีกประตูของดัลกลิช

ประตู 8: Ally McCoist vs Switzerland (1996)

สวรรค์ยูโร 96 อัลลี่ แม็คคอยสต์ ผนึกชัยเหนือสวิตเซอร์แลนด์ที่วิลล่า พาร์ค

ประตู 9: James McFadden vs France (2007)

เจมส์ แม็คแฟดเดน ช็อกฝรั่งเศสด้วยลูกยิงไกล 30 หลา ผนึกชัยชนะประวัติศาสตร์

ประตู 10: Shaun Maloney vs Republic of Ireland (2014)

ชอน มาโลนีย์ จบการต่อบอลจากลูกเตะมุม ผนึกชัยยูโร 2016 ที่เซลติก พาร์ค

ประตู 11: Leigh Griffiths 1st vs England (2017)

ลี กริฟฟิธส์ ส่งฟรีคิกสุดงามผ่านโจ ฮาร์ทของอังกฤษที่แฮมป์เดน

ประตู 12: Leigh Griffiths 2nd vs England (2017)

ไม่พอใจแค่ลูกเดียว กริฟฟิธส์ ยิงฟรีคิกที่สองนำสกอตแลนด์แซงอังกฤษ

ประตู 13: John McGinn vs Israel (2021)

ลูกโค้งงามของจอห์น แม็คกินน์ ช่วยสกอตแลนด์เอาชนะอิสราเอล

ประตู 14: Scott McTominay vs Denmark (2025)

เฮดคิกโอเวอร์สุดอสูรของแม็คโทมินาย กับการเข้ารอบฟุตบอลโลก

ประตู 15: Kieran Tierney vs Denmark (2025)

ฉลองสุดบ้าคลั่ง ลูกยิงของเทียร์นีย์ นำสกอตแลนด์สู่ความฝันฟุตบอลโลก

ประตู 16: Kenny McLean vs Denmark (2025)

นำ 3-2 เดนมาร์กบุก เจนนี่ แม็คเลน ยิงจากกลางสนามผนึกตั๋วฟุตบอลโลก

ประตูเหล่านี้คือมรดกของฟุตบอลสกอตแลนด์ ที่เต็มไปด้วย passion และ drama แต่รอบนี้ ประตูในตำนานที่สุดของสกอตแลนด์ ต้องเป็น McFadden หรือ Tierney? โหวตเลยเพื่อตัดสิน!

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คุณคิดว่าประตูไหนสมควรเป็นที่หนึ่ง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และโหวตตอนนี้เพื่อสนับสนุนทัพทาร์ตัน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ทีมไทยแลนด์เตรียมแจงสหรัฐฯสู้ USTRปมแรงงานบังคับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับการค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มาอัปเดตกันเลย ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นโดนรีดภาษีนำเข้าสูงลิ่ว ซึ่งอาจกระทบผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีหลายราย กรมการค้าต่างประเทศกำลังเร่งมือเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา

ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ

ตามข่าวล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่าทีมไทยแลนด์จะบินตรงไปสหรัฐฯ วันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้ เพื่อชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ในกรณีไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ สหรัฐฯ กล่าวหาไทย 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา 2) นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้!

ประเด็นชี้แจงหลักๆ ที่ทีมไทยจะสู้

ก่อนอื่น ไทยได้ส่งคำแก้ต่างไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 แล้ว แต่คราวนี้จะไปพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อย้ำข้อเท็จจริง ทีมที่ไปประกอบด้วยหน่วยงานเด่นๆ เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร กรมการค้าสหรัฐอเมริกา สำนักงานบีโอไอ และกระทรวงแรงงาน ครบเครื่องเลยครับ

  • กำลังการผลิตส่วนเกิน: ไทยยืนยันว่าไม่มี overcapacity ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตสหรัฐฯ เองด้วยซ้ำ ถ้าตัดไทยออก สหรัฐฯ ก็เดือดร้อนนะ
  • ปมแรงงานบังคับ: นี่แหละที่กังวลสุด เพราะ USTR อาจเลือกปฏิบัติและเข้มงวดมาก แต่ไทยยืนยันไม่เคยนำเข้าสินค้าจากประเทศใช้แรงงานบังคับ แถมในไทยเองก็มีมาตรฐานแรงงานสากลตาม ILO และสอดคล้องกฎสหรัฐฯ แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานกำลังร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence เพื่อตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน ตลอด supply chain สามารถ trace back ได้ยันต้นทาง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าโลกเลยทีเดียว

ผลกระทบหากสู้ไม่สำเร็จ หวั่นภาษีพุ่ง!

ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินไต่สวนเสร็จก่อนภาษีมาตรา 122 หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยสูงเกิน 19% ที่เคยเก็บมาก่อน โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมนั้น เอสเอ็มอีไทยรับไม่ไหวแน่ๆ สำหรับปมแรงงาน ยังไม่ระบุสินค้าไทยชัด แต่คาดว่าน่าจะเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าเกษตรที่อาจเกี่ยวข้องทางอ้อม

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะเจรจาขอยกเว้นภาษีเป็นรายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ส่งออกไทยต่อไป

背景มาตรา 301 และ USTR คืออะไร?

สำหรับมือใหม่ มาตรา 301 เป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถขึ้นภาษีนำเข้าได้เลย USTR คือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ โดยครั้งนี้สหรัฐฯ เร่งรัดเพราะอยากใช้ภาษีใหม่แทนมาตรา 122 ที่กำลังหมดอายุ ไทยต้องสู้ให้ดี เพราะตลาดสหรัฐฯ สำคัญมาก รองจากจีนเลย

ไทยเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้แก้กฎหมายแรงงานต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล สร้างความมั่นใจว่าการผลิตไทยสะอาด ไร้ forced labor จริงๆ

ในมุมผมคิดว่าไทยมีโอกาสสู้ชนะนะ เพราะ supply chain ไทยเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้น ถ้าตัดกันทั้งสองฝ่ายเสียหาย แต่ก็ต้องเร่ง reform ต่อไปให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สร้างจุดแข็งระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก: ติดตามผลการเจรจาครั้งนี้ใกล้ชิด ปรับ supply chain ให้ trace ได้ชัดเจน และ share บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการรู้ เพื่อเตรียมรับมือไปด้วยกัน! คุณคิดว่าอย่างไร คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นถูกรีดภาษีนำเข้า

ครม.รับลูก กสม.ทบทวนแลนด์บริดจ์ฟังชาวบ้าน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิทธิชุมชน เมื่อ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” โดยย้ำว่าต้องฟังเสียงชาวบ้านเพื่อตัดสินอนาคตโครงการนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เผยรายละเอียดหลังการประชุมว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน ลดการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่กสม. ชี้ว่าต้องไม่ละเลยสิทธิชุมชน ข้อเสนอหลักคือให้ ฟังเสียงคนในพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ โดยสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ระนองและชุมพร เพื่อเช็กความต้องการจริง ก่อนลุยต่อ

ครม. จึงกำชับ สศช. นำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เดิมมาพิจารณาร่วมกับความเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่ยัดเยียดจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ สศช. ให้สรุปผลภายใน 30 วัน ส่งกลับสำนักเลขาธิการครม. เพื่อนำเสนอที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์: ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • สิทธิชุมชนเป็นหลัก: กสม. ย้ำสิทธิกำหนดเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ต้องไม่ละเมิดวิถีชีวิต
  • ลงพื้นที่จริง: สศช. ต้องรับฟังทุกกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่
  • กรอบเวลา 30 วัน: เร่งรัดสรุปผล ไม่ให้โครงการล่าช้าแต่ต้องยั่งยืน
  • หน่วยงานร่วม: คมนาคมนำ ทส. มท. สศช. ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการขนส่งสินค้าเกินแสนล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน และการประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก การที่ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ จึงเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าพร้อมพัฒนาแบบมีส่วนร่วม หากทำสำเร็จ แลนด์บริดจ์จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ต้องแก้痛点ของชาวบ้านให้ได้ เช่น การชดเชยที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกระจายผลประโยชน์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทบทวนครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการล้มเหลวจากคดีความหรือการประท้วง หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง โครงการจะเดินหน้าด้วยความราบรื่น

สุดท้าย การพัฒนาต้องควบคู่สิทธิมนุษยชน รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรับฟัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” ย้ำต้องฟังเสียงชาวบ้านตัดสินอนาคต

โฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้

โฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้

ฟิล โฟเดน โฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นสัญญา 4 ปีที่จะผูกมัดดาวเตะวัย 25 ปี ไว้กับเอติฮัด สเตเดี้ยมจนถึงปี 2030 พร้อมออปชั่นขยายเพิ่มอีก 1 ปี

สัญญาเดิมของโฟเดนกำลังจะหมดอายุในซัมเมอร์หน้า แต่การต่อสัญญาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจากทั้งนักเตะและสโมสรในการทำงานร่วมกันต่อไป แม้ว่ากองกลางรายนี้จะฟอร์มตกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และไม่สามารถทำประตูได้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม

ในนัดล่าสุด โฟเดนลงมาเป็นตัวสำรองในเกมสุดมันส์ที่แมนฯ ซิตี้บุกเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 ซึ่งทำให้ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าตามหลังจ่าฝูงอาร์เซนอล อยู่ 5 คะแนน แต่ยังมีเกมในมือ

โฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้: ความสำคัญต่อทีม

การที่โฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลซิตี้ซ้อน เพราะโฟเดนคือเด็กปั้นของอะคาเดมี่ที่เติบโตมาพร้อมสโมสร เขาได้เดบิวต์ชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปีภายใต้การนำของกวาร์ดิโอล่า และลงเล่นไปแล้ว 365 นัด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย และเอฟเอ คัพ 2 สมัย

แม้ช่วงหลังโฟเดนจะเจอปัญหาฟอร์มไม่คงที่ แต่ศักยภาพของเขายังคงเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในฐานะปีกขวาที่สามารถเลี้ยงบอลและยิงไกลได้ดี การต่อสัญญานี้จะช่วยให้แมนฯ ซิตี้รักษานักเตะหลักไว้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดซื้อขายที่ดุเดือด

โฟเดนกับทีมชาติอังกฤษและฟุตบอลโลก

โฟเดนยังมีความหวังที่จะติดทีมชาติอังกฤษของโธมัส ทูเคิ่ล สำหรับฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้ แม้บอสใหญ่ทูเคิ่ลจะเคยระบุว่าที่นั่งในทีม 24 คนของโฟเดนไม่การันตี แม้เขาจะเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ได้ลงตัวจริงทั้งสองนัดในแคมป์สุดท้ายก่อนทัวร์นาเมนต์

นอกจากนี้ แฟนบอลยังจับตาดูว่าโฟเดนจะกลับมาท็อปฟอร์มได้หรือไม่ เพื่อช่วยแมนฯ ซิตี้ไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 7 และรายการอื่นๆ

ประวัติและสถิติของฟิล โฟเดน

  • เกิด: 28 พฤษภาคม 2000 (อายุ 25 ปี)
  • ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก / ปีกขวา
  • นัดที่ลงเล่น: 365 นัด
  • ประตู: กว่า 90 ประตู
  • แชมป์: พรีเมียร์ลีก 6, UCL 1, FA Cup 2, ลีกคัพ 5

โฟเดนคือสัญลักษณ์ของแมนฯ ซิตี้ยุคใหม่ การที่เขาเลือกอยู่ต่อแสดงถึงความภักดีต่อสโมสรที่เลี้ยงดูมา

ในฤดูกาลนี้ แมนฯ ซิตี้ยังคงเป็นทีมลุ้นแชมป์ตัวจริง โดยมีเควิน เดอ บรอยน์, เออร์ลิง ฮาลันด์ และโรดรี้ คอยสนับสนุน โฟเดนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบของกวาร์ดิโอล่าเพื่อกลับมาท็อปฟอร์ม

ข่าวโฟเดนตกลงสัญญาใหม่กับแมนฯ ซิตี้ นี้ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้ทีม โดยเฉพาะในช่วงที่อาร์เซนอลนำอยู่ การมีเกมในมือทำให้ซิตี้ยังมีลุ้นแชมป์

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของโฟเดนคือตัวอย่างที่ดีสำหรับนักเตะเยาวชนที่อยากประสบความสำเร็จระยะยาว คุณคิดว่าโฟเดนจะช่วยพาซิตี้คว้าแชมป์เพิ่มได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รัฐบาลย้ำยกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS คุ้มครองชาติ

รัฐบาลย้ำชัด การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจา แต่เป็นการยกระดับเครื่องมือสู่กรอบสากล UNCLOS เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติอนุมัติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 44 ที่ลงนามเมื่อ พ.ศ. 2544 โดยจะปรับแนวทางการดำเนินการไปใช้กลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นหลัก เพื่อให้การเจรจามีความชัดเจนและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

เหตุผลหลักของการยกเลิก MOU 44

ตลอดระยะเวลาเกือบ 23 ปีที่ผ่านมา MOU 44 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างร่วมมือกัน แต่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างที่คาดหวัง ปัญหาหลักคือขาดกรอบที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ รัฐบาลจึงตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เพื่อเปิดทางสู่แนวทางใหม่ที่ทันสมัยและยึดโยงกับกฎหมายสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดย UNCLOS จะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของไทยในพื้นที่ไหล่ทวีป ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ และประมงที่สำคัญ

ประโยชน์ที่ได้จากการยกเลิก MOU 44 สู่ UNCLOS

  • กรอบชัดเจนและเป็นสากล: UNCLOS เป็นอนุสัญญาที่กว่า 160 ประเทศให้การรับรอง รวมทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้การเจรจามีน้ำหนักทางกฎหมาย
  • ขั้นตอนแก้ไขข้อพิพาทที่ครบถ้วน: กำหนดให้ใช้การเจรจาเป็นหลัก หากล้มเหลวสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการได้
  • ปกป้องผลประโยชน์ชาติ: ช่วยกำหนดเขตไหล่ทวีปอย่างเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของกัมพูชา
  • เกิดผลเป็นรูปธรรม: ไม่ใช่แค่เอกสารทวิภาคี แต่มีกลไกติดตามผลและบังคับใช้

รัฐบาลได้แจ้งกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะตามด้วยการแจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญชวนใช้ UNCLOS ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังเตรียมตั้งคณะกรรมการเทคนิคและกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานใหม่ให้เป็นระบบ

UNCLOS กับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เกิดขึ้นในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1994 เป็นกฎหมายทางทะเลที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เขตทะเลอันราบรื่น เขตไหล่ทวีป ไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเล สำหรับไทย พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานและอาหาร

ในอดีต MOU 44 ช่วยลดความตึงเครียด แต่ไม่สามารถตกลงแบ่งเขตได้ สาเหตุมาจากการตีความที่ต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นไหล่ทวีป การหันมาใช้ UNCLOS จะช่วยให้มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เช่น การวัดจากเส้นฐาน และการเจรจาโดยอ้างอิงคณะกรรมาธิการไหล่ทวีป (CLCS) ของสหประชาชาติ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา การยกเลิก MOU 44 จึงไม่ใช่การปิดประตู แต่เป็นการเปิดหน้าต่างสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติอย่างมุ่งมั่น โดยใช้เครื่องมือสากลที่ทรงพลัง หากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนผ่านนี้? มันจะช่วยแก้ปัญหาทะเลไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ กดติดตามช่องทางของเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองและต่างประเทศแบบเรียลไทม์!

ที่มา – รัฐบาลย้ำ ยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่ยุติเจรจา ใช้กลไก UNCLOS ยกระดับคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ