วัน: 9 พฤษภาคม 2026

เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่

เซาแธมป์ตันกำลังตกเป็นข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ หลังถูก EFL กล่าวหาว่าสอดแนมการซ้อมของมิดเดิลสโบรห์ ก่อนนัดรองชิงชนะเลิศเพลย์ออฟรอบแรก Martin Keown และ Shay Given สองอดีตนักเตะชื่อดังได้ออกมาวิเคราะห์ว่า เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่ จากเหตุการณ์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสเลื่อนชั้นของทีม

เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่ จากคดีสอดแนมคู่แข่ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนการแข่งขันเพลย์ออฟ Championship ซึ่งเซาแธมป์ตันต้องเผชิญหน้ากับมิดเดิลสโบรห์ เจ้าหน้าที่ของเซาแธมป์ตันถูกจับได้ว่าพยายามแอบถ่ายวิดีโอการฝึกซ้อมของมิดเดิลสโบรห์ สิ่งนี้ถือเป็นการละเมิดกฎของ EFL อย่างชัดเจน และทำให้ทีม Saints ถูกเรียกสอบสวนทันที

Martin Keown ซึ่งเคยเป็นปราการหลังอาร์เซนอล กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องน่าผิดหวังมาก การสอดแนมแบบนี้ไม่ใช่วิธีของฟุตบอลที่ถูกต้อง และ เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่ เช่น การปรับเงินหรือหักแต้ม ซึ่งจะกระทบโอกาสเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก” Shay Given ผู้รักษาประตูชื่อดังก็เห็นด้วย โดยบอกว่า “EFL จะลงโทษหนักเพื่อเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่แค่ปรับ แต่เสี่ยงโดนแบนผู้เล่นหรือแบนสนามด้วย”

ผลกระทบที่เซาแธมป์ตันอาจเจอ

จากประวัติศาสตร์การลงโทษของ EFL คดีสอดแนมอาจนำไปสู่:

  • ปรับเงินจำนวนสูง อาจถึงหลักล้านปอนด์
  • หักแต้มในเพลย์ออฟ ซึ่งจะทำให้ทีมเสียเปรียบอย่างมาก
  • แบนโค้ชหรือสต๊าฟฟ์ที่เกี่ยวข้อง
  • ผลกระทบด้านชื่อเสียง ส่งผลต่อการดึงดูดสปอนเซอร์และนักเตะใหม่

เซาแธมป์ตันที่เพิ่งรอดจากการตกชั้นฤดูกาลก่อน กำลังมุ่งสู่การเลื่อนชั้น แต่เหตุการณ์นี้ เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่ จริงๆ หาก EFL ตัดสินลงโทษก่อนนัดแข่ง โอกาสเข้ารอบชิงเพลย์ออฟจะยิ่งยาก

นอกจากนี้ แฟนบอลเซาแธมป์ตันเองก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ บนโซเชียลมีเดียมีแฮชแท็ก #SaintsSpyGate เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความเสียหายด้านภาพลักษณ์ที่ทีมต้องเผชิญ

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ทีมอย่างเลสเตอร์เคยโดนลงโทษคล้ายๆ กันในปี 2004 จากคดีคล้ายนี้ ทำให้เสียแต้มและพลาดเลื่อนชั้น ดังนั้นเซาแธมป์ตันต้องเตรียมรับมือให้ดี

การแข่งขันเพลย์ออฟ Championship เป็นสนามรบที่ดุเดือด ทีมที่เหลืออย่างนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์และค็อกซ์บูรน์ ก็จับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด หากเซาแธมป์ตันโดนลงโทษ อาจเปิดทางให้คู่แข่งได้เปรียบ

สุดท้ายแล้ว ผู้จัดการทีมเซาแธมป์ตันอย่าง Russell Martin ต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจง โดยยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่แฟนๆ หวังว่าคดีนี้จะไม่กลายเป็นจุดจบของฤดูกาล ในมุมมองของผม เซาแธมป์ตันอาจเจอผลกระทบใหญ่ แต่หากจัดการดี ทีมจะเข้มแข็งขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่าง!

ติดตามข่าวฟุตบอล Championship และพรีเมียร์ลีกเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ประกาศอากาศแปรปรวน ฉบับที่ 9 เตือน กทม. และหลายจังหวัด

สวัสดีครับชาวไทยทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่เพิ่งออก ประกาศอากาศแปรปรวน ฉบับที่ 9 มาเตือนประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลายภาครวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่จะเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง ใครที่กำลังวางแผนออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าประมาทนะครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

ประกาศนี้มีผลกระทบจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 หลังจากอากาศร้อนอบอ้าวมานาน ในที่สุดมวลอากาศเย็นจากจีนก็แผ่ลงมาปกคลุม ทำให้อากาศเย็นลง แต่แลกมาด้วยฝนและลมแรง ลมใต้และตะวันออกเฉียงใต้ยังพัดความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามา ส่วนภาคใต้ก็เจอลมตะวันออกแรงขึ้น ส่งผลให้ฝนตกหนักมากในบางพื้นที่

ประกาศอากาศแปรปรวน ฉบับที่ 9: จังหวัดที่ต้องเตรียมรับมือ

กรมอุตุฯ แจ้งให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมแรง หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือป้ายโฆษณาไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกษตรกรควรรีบเสริมโครงสร้างไม้ผล ป้องกันผลผลิตและสัตว์เลี้ยง และดูแลสุขภาพให้ดีในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567: พื้นที่เสี่ยงสูงและปานกลาง

มีความเสี่ยงสูง:

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่, ตาก, กำแพงเพชร
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สุพรรณบุรี

มีความเสี่ยงปานกลาง:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, นครราชสีมา
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง
  • ภาคใต้: ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, สตูล

วันที่ 10 พฤษภาคม 2567: พื้นที่เสี่ยงสูงและปานกลาง

มีความเสี่ยงสูง:

  • ภาคใต้: สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา, นราธิวาส

มีความเสี่ยงปานกลาง:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พะเยา, น่าน, ตาก, กำแพงเพชร, อุตรดิตถ์
  • ภาคใต้: ชุมพร, พัทลุง, ปัตตานี, ยะลา

นอกจากนี้ ประกาศอากาศแปรปรวน ฉบับที่ 9 ยังแนะนำให้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา www.tmd.go.th หรือโทร 1182 ตลอด 24 ชม.

เคล็ดลับรับมืออากาศแปรปรวนให้ปลอดภัย

1. ตรวจสภาพอากาศล่วงหน้า: ใช้แอปกรมอุตุฯ หรือเว็บไซต์เพื่อเช็คพยากรณ์ประจำวัน
2. เตรียมอุปกรณ์: ร่มกันฝน รองเท้าน้ำยาง เสื้อกันฝน และไฟฉายเผื่อน้ำท่วม
3. ขับขี่ปลอดภัย: ลดความเร็ว หลีกเลี่ยงทางน้ำขัง และเปิดไฟหน้าเสมอ
4. เกษตรกร: เก็บเกี่ยวผลผลิตล่วงหน้า ตรวจสอบท่อน้ำไหล และย้ายสัตว์เลี้ยงไปที่สูง
5. สุขภาพ: ดื่มน้ำมากๆ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี ป้องกันหวัดจากอากาศเย็นฉับพลัน

อากาศแปรปรวนแบบนี้เป็นสัญญาณของฤดูฝนที่กำลังมาเยือน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการเกษตร แต่ก็ต้องระวังภัยพิบัติด้วย สิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อมและติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อช่วยกันเตรียมรับมือ ประกาศอากาศแปรปรวน ฉบับที่ 9 ให้ปลอดภัยที่สุด ติดตามอัปเดตพยากรณ์อากาศจากเราต่อไปนะครับ!

ที่มา – ประกาศ “อากาศแปรปรวน” ฉบับที่ 9 เตือนหลายจังหวัด รวม กทม. เตรียมรับมือฝนตก

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์หยุดยิง ไม่คุยเปิดด่าน

หลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่ฟิลิปปินส์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งยึดมั่นตามแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง โดยไม่มีข้อพูดคุยเรื่องการเปิดด่านพรหมแดน นี่คือสรุปข้อมูลที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

ในที่ประชุม ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จัดให้มีการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี การหารือยึดถือตาม Joint Statement หรือแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงที่ลงนามเมื่อปี 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการพูดถึงการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่านพรหมแดน แต่จะดำเนินการผ่านกรอบคณะกรรมการร่วม JBC และ GBC ต่อไป นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพและแก้ไขปัญหาตามกติกาสากล

ผลจากการประชุมอาเซียน: โอกาสมากกว่าความเสี่ยง

นายกฯ อนุทิน ระบุว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้เสียหายอะไรเลย มีแต่โอกาสและความเชื่อมั่นจากสมาชิกอาเซียน ไทยย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสันติภาพ โดยเสนอความร่วมมือเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนของโลก เช่น การผลักดันให้อาเซียนเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ที่ประชุมให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารมากกว่าน้ำมันและพลังงาน

ไทยก้าวสู่ฐานอาหารอาเซียน

ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมสนับสนุนความมั่นคงอาหารให้ภูมิภาคอาเซียน แม้โลกจะเผชิญสงครามหรือวิกฤตพลังงาน แต่ไทยยืนยันว่า “น้ำมันกินไม่ได้” หากต้องเลือกระหว่างน้ำมันกับอาหาร ไทยมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า สามารถเป็นฐานสนับสนุนสมาชิกได้ สมาชิกอาเซียนตอบรับดีและพร้อมร่วมมือกัน นี่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน และความเข้มแข็งของภูมิภาค

  • ไทยย้ำบทบาทผู้ผลิตอาหารชั้นนำ
  • สนับสนุนอาเซียนด้านความมั่นคงอาหาร
  • สร้างความเชื่อมั่นจากสมาชิก
  • เพิ่มโอกาสทางการค้าและลงทุน

นอกจากนี้ นายกฯ ยังพบประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งให้ความเชื่อมั่นไทย และนัดเยือนไทยเพื่อหารือโครงการต่างๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล

สรุปแล้ว นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน เป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์สองประเทศ และไทยยังคงเป็นผู้นำด้านอาหารในอาเซียน การประชุมครั้งนี้ยืนยันศักยภาพไทยบนเวทีโลก

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป!

ที่มา – นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม ซึ่งเป็นคดีที่ทำให้หลายคนตื่นตัวเรื่องความมั่นคงของชาติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรี ที่ตำรวจจับกุมชายชาวจีนรายนี้ได้พร้อมอาวุธสงครามและระเบิด C4 จำนวนมาก ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองและสั่งการให้เร่งขยายผลทุกมิติทันที เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่อาจคุกคามประชาชน

ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม

คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถยนต์ของผู้ต้องหาในพื้นที่ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2567 (ตามเนื้อหา 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) สิบโท นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน มีไหวพริบสังเกตเห็นแม็กกาซีนปืน .45 ในรถ จนนำไปสู่การตรวจค้นบ้านเช่าและพบคลังอาวุธขนาดใหญ่ มีทั้งปืนสั้น ปืนยาว กระสุน และระเบิด C4 ที่ร้ายแรงมาก ผบ.ตร. ชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดนี้และมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ดูแลใกล้ชิด ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 2 กองปราบปราม และหน่วยความมั่นคงอื่นๆ

ผู้ต้องหาอ้างอะไร และตำรวจไม่เชื่อเพราะเหตุใด

ผู้ต้องหาชาวจีนอ้างว่าซุกอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายและชอบสะสมปืน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อ เพราะอาวุธเป็นแบบสงครามทั้งนั้น แถมมีประวัติเดินทางเข้าออกไทยบ่อย และไปกัมพูชาด้วย นอกจากนี้ยังพบคลิปฝึกยิงกับคนที่ดูคล้ายชาวกัมพูชา ทำให้ต้องตรวจสอบว่ามีแผนก่อวินาศกรรมหรือไม่ แม้ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัด แต่ ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม อย่างละเอียด

5 ปมสำคัญที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวน

เพื่อคลี่คลายคดีให้กระจ่าง ตำรวจกำหนดประเด็นหลัก 5 ข้อที่ต้องเค้นให้ได้คำตอบ ดังนี้

  • 1. ประวัติผู้ต้องหา: ตรวจสอบพื้นหลัง ครอบครัว และความเชื่อมโยงกับกลุ่มน่าตกใจ
  • 2. การเดินทางเข้าออกประเทศ: ดูบ่อยแค่ไหน ไปที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะกัมพูชา
  • 3. อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง: ทำอะไรในไทย มีเครือข่ายใครบ้าง รวมภรรยาที่กำลังตรวจสอบ
  • 4. ที่มาของอาวุธ: ได้มาจากไหน ใครขาย วัตถุประสงค์คืออะไร จะนำไปใช้ยังไง
  • 5. เส้นทางการติดต่อและเงิน: ดูโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร เพื่อหาเส้นทางการเงินและผู้สมรู้ร่วมคิด

การสอบสวนบูรณาการหลายหน่วย เช่น กอ.รมน. ตม. สันติบาล เพื่อเจาะลึกแรงจูงใจจริงๆ

ปืนตำรวจสายไหมตกเป็นอาวุธในคดี

น่าสนใจคือ ปืนพกที่พบในตัวผู้ต้องหาเป็นของตำรวจ สน.สายไหม ที่ขายต่อกันเองในแวดวง ตำรวจยอมรับว่าอาจเกิดจากปัญหาการเงิน แต่ยืนยันไม่ใช่ปืนสวัสดิการ และกำลังสอบนายตำรวจเจ้าของปืนเด็ดขาดหากผิดจริง

พื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการป้องกัน

ผบ.ตร. สั่งเฝ้าระวังชาวต่างชาติพฤติกรรมน่าสงสัยในแหล่งท่องเที่ยว เช่น

  • ชลบุรี พัทยา
  • เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี
  • พังงา อ.ปาย

เน้นสแกนธุรกิจผิดกฎหมายและปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี เพื่อป้องกันภัยคุกคาม

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไทยในการรักษาความมั่นคง แม้ผู้ต้องหาจะถูกควบคุมแล้ว แต่การขยายผลยังต้องเข้มข้นต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย คุณคิดว่าคดีนี้จะเชื่อมโยงก่อวินาศกรรมจริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวสารความมั่นคงจากเราเพื่อความปลอดภัยของทุกคนครับ

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม

รมว.กต.เผยเตรียมลดฟรีวีซ่าจีน 60 เป็น 30 วัน

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์จับกุมชายชาวจีนที่พัทยา พบคลังอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานความมั่นคงของชาติ

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี จับกุมชายชาวจีนวัย 32 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากที่ซุกซ่อนในบ้านพักย่านพัทยา

รมว.กต.ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ต้องหายังไม่ชัดเจน และอาจเข้าข่ายการเป็นสายลับหรือกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการอยู่เกินวีซ่าของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ใช้สิทธิ์ฟรีวีซ่า 60 วัน กำลังกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไข

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีน

ปัจจุบัน ประเทศไทยเปิดฟรีวีซ่าให้ชาวจีนจำนวน 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเผยว่า มีชาวจีนอยู่เกินวีซ่ากว่า 1 แสนคนต่อปี สร้างปัญหาทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

รมว.กต.ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นสังคมเปิดที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน แต่ต้องมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น คณะกรรมการวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศจึงเตรียมหารือเพื่อปรับลดระยะเวลาฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วันเหลือ 30 วัน รวมถึงตรวจสอบวีซ่าทุกประเภทให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น วีซ่าท่องเที่ยว ธุรกิจ และการศึกษา

  • เพิ่มการตรวจสอบประวัติผู้เดินทางก่อนอนุมัติวีซ่า
  • ใช้เทคโนโลยี AI ในการสแกนข้อมูล biometric
  • ประสานงานกับหน่วยงานจีนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากร
  • กำหนดโทษเด็ดขาดสำหรับผู้อยู่เกินวีซ่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น ชาวจีนที่ใช้ฟรีวีซ่าเปิดคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง หรือก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ การปรับลดฟรีวีซ่าจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจาก 30 วันยังเพียงพอสำหรับการพักผ่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น สายลับทางไซเบอร์และอาวุธสมัยใหม่ กำลังเพิ่มขึ้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กัน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นนโยบายที่สมดุลระหว่างการเปิดประเทศและความปลอดภัย หากดำเนินการได้จริง จะช่วยยกระดับระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา หลังจากเกิดเหตุการณ์ชocking ในจังหวัดชลบุรี ที่นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน พลิกคว่ำรถยนต์และพบอาวุธสงครามจำนวนมากในรถและบ้านพัก สร้างความฮือฮาให้สังคมไทย ล่าสุดอธิบดีกรมการปกครองได้มีคำสั่งเร่งด่วนให้ตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนราษฎรของบุคคลทั้ง 2 รายที่เกี่ยวข้อง หากพบการทุจริตจะดำเนินคดีทุกคน ไม่เว้นเจ้าหน้าที่รัฐ

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา

จากรายงานของเฟซบุ๊กกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เปิดเผยเอกสารสั่งการจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยมอบหมายให้นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ดำเนินการตรวจสอบทันที บุคคลทั้งสองรายคือ

รายละเอียดบุคคลต้องสงสัยทั้ง 2 ราย

  • นายหมิงเฉิน ซัน: บุคคลสัญชาติจีน ถือบัตรประจำตัวประชาชนสีชมพู เลขที่ 6-XXXX-XXXXX-XX-X ที่อยู่ปัจจุบันเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร มีประวัติย้ายมาจากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
  • นายเฉิงเจ้า หวู: บุคคลสัญชาติไทย ถือบัตรประจำตัวประชาชนสีฟ้า เลขที่ 5-XXXX-XXXXX-XX-X ที่อยู่ปัจจุบันเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ได้รับสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อ ณ เขตบางแค

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนายหมิงเฉิน ซันประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพบอาวุธสงคราม ระเบิด ชุดเกราะกันกระสุน และเครื่องกระสุนจำนวนมากทั้งในรถและบ้านพัก นอกจากนี้ยังพบบัตรประชาชนใบที่สองในชื่อนายเฉิงเจ้า หวู ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการทุจริตทะเบียนราษฎรทันที

การตรวจสอบครั้งนี้เน้นย้ำถึงปัญหา “จีนเทา” หรือชาวจีนที่ได้สัญชาติไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ กรมการปกครองยืนยันหากพบหลักฐานการปลอมแปลงหรือทุจริต จะเพิกถอนรายการทะเบียนทั้งหมด และดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิดทุกราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น เจ้าพนักงานปกครองหรือตำรวจที่ออกบัตร

ความสำคัญของการตรวจสอบทะเบียนราษฎร

ทะเบียนราษฎรเป็นพื้นฐานสำคัญของรัฐในการควบคุมประชากร การย้ายถิ่นฐาน การเลือกตั้ง และความมั่นคง ปัญหาการซื้อขายสัญชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนจีน ทำให้เกิดการแทรกซึมที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ค้ายาเสพติด อาวุธ หรือฟอกเงิน ในกรณีนี้ การพบอาวุธสงครามในครอบครองชาวต่างชาติที่ใช้บัตรประชาชนไทย ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งตรวจสอบ

คณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ก่อตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามภัยดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลใหญ่ในการสแกนข้อมูลทะเบียนทั่วประเทศ เป้าหมายคือกำจัดทุจริตให้หมดสิ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยชายแดน

จากสถิติล่าสุด พบกรณีทุจริตทะเบียนราษฎรหลายพันรายทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและกรุงเทพฯ การสั่งการตรวจสอบด่วนครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างใหญ่ หากคุณมีข้อมูล线索เกี่ยวกับการทุจริต สามารถแจ้งกรมการปกครองได้ทันที

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ ติดตามผลการตรวจสอบกรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา ต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายใหญ่ได้

ที่มา – กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา หากพบทุจริตเอาผิดหมด

นายกฯ ขอรับผิดชอบ พ.ร.ก.กู้เงินประกาศใช้ ไม่รั่วไหลสตางค์เดียว

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับ นายกฯ ขอรับผิดชอบ หลัง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว ยันไม่มีรั่วไหลแม้สตางค์เดียว ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดย พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สร้างความหวังให้กับประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้น

นายกฯ ขอรับผิดชอบ หลัง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว ยันไม่มีรั่วไหลแม้สตางค์เดียว

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉบับนี้ ซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน นายกฯ ย้ำว่าตนเองและคณะรัฐมนตรีจะรับผิดชอบเต็มที่ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ที่จะกำกับดูแลการใช้งบอย่างเข้มงวด

“เงินก้อนนี้จะถูกส่งตรงไปยังประชาชน ไม่มีโครงการคั่นกลาง” นายอนุทินกล่าว โดยมุ่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ ปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่ผันผวน

นายกฯ ขอรับผิดชอบเต็มตัว หลัง พ.ร.ก.กู้เงินประกาศใช้

เมื่อถูกถามถึงกรณีอาจมีคดีฟ้องศาล นายกฯ ตอบอย่างหนักแน่นว่าตามกฎหมาย พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้รับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อย ดังนั้น จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีคนนี้เอง ไม่ว่าจะดีร้าย จะได้ผลหรือไม่ ก็พร้อมรับผิดชอบทั้งหมด

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือผม จากนี้ผมต้องรับผิดชอบ จะดีจะร้าย ผมรับผิดชอบ หวังว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด และรับรองไม่มีรั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนจะช่วยสอดส่อง”

ประโยชน์ของ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

พ.ร.ก.กู้เงินฯ นี้มุ่งแก้ปัญหาหลักๆ ดังนี้

  • บรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันและไฟฟ้าพุ่งสูง
  • สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • ช่วยลดค่าครองชีพ โดยเงินกู้จะถูกใช้ตรงจุด ไม่ผ่านตัวกลาง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงานและรายได้ให้ประชาชน
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระยะยาว

การที่นายกฯ ยืนยันเรื่องความโปร่งใส ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวทุจริตงบประมาณเป็นประเด็นร้อน หากดำเนินการได้ตามที่สัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีแผนการใช้งบที่ชัดเจน เช่น การอุดหนุนราคาพลังงาน การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโครงการช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานแพง ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมประชาชนนับล้านคน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ เช่น สตง. และ ป.ป.ช. เพื่อยืนยันคำมั่น ‘ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว’ นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่านโยบายนี้มีศักยภาพสูง หากรัฐบาลรักษาความโปร่งใสได้จริง จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือเพื่อนๆ นะครับ!

ที่มา – นายกฯ ขอรับผิดชอบ หลัง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว ยันไม่มีรั่วไหลแม้สตางค์เดียว

คมนาคมปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันถนนปลอดภัยปี 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีที่กำลังจะทำให้การเดินทางของเราปลอดภัยขึ้นเยอะเลยนะครับ กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้ปัดฝุ่นนโยบาย แบริเออร์ยาง ขึ้นมาอีกครั้ง สั่งการให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเร่งทดสอบมาตรฐาน เพื่อนำยางพารามาใช้จริงบนถนน คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2570 เลยทีเดียว นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเซฟชีวิตผู้ใช้ถนน แต่ยังช่วยพยุงราคายางพาราให้เกษตรกรฐานรากด้วยนะครับ

แบริเออร์ยาง คืออะไร และทำไมถึงเจ๋งขนาดนี้?

แบริเออร์ยาง หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพาราธรรมชาติ เช่น แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB), หลักนำทางยาง (RGP), และแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางข้างทางครับ จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่ามันช่วยดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่ม 25-45% ลดการบาดเจ็บลง 35-40% เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่บ่อยครั้งเจ็บหนักเพราะชนขอบคอนกรีตแข็งๆ

ผลวิจัยยืนยันประสิทธิภาพแบริเออร์ยาง

มาดูกันครับว่าทำไม แบริเออร์ยาง ถึงได้รับการผลักดันขนาดนี้ ผลการศึกษาชี้ชัดว่ามันนุ่มนวล ดูดซับแรงได้ดี ไม่เหมือนแบริเออร์เก่าที่แข็งกระด้าง นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะใช้ยางพาราไทยแท้ ช่วยลดขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถาน

  • ลดความรุนแรงบาดเจ็บ 35-40%
  • ดูดซับแรงกระแทก 25-45%
  • เซฟชีวิตผู้ใช้รถจักรยานยนต์
  • เพิ่มอุปสงค์ยางพาราในประเทศ

นายพิพัฒน์บอกว่าตอนนี้สั่งกรมทางหลวงทั้งสองแห่งบูรณาการทดสอบในพื้นที่จริง ก่อนขยายไปจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เช่น ทางโค้ง เกาะกลางถนน และอาจต่อยอดไปยังเนินชะลอความเร็วหรือแผ่นกันลื่นจากยางพาราด้วย ถ้าสำเร็จ จะสร้างตลาดยางพาราใหญ่โต สนับสนุนสหกรณ์ยางกว่า 29 แห่งที่ลงทุนเครื่องจักรไปแล้ว

ประโยชน์รอบด้านจากนโยบายแบริเออร์ยาง

นอกจากความปลอดภัยแล้ว นโยบายนี้ยังช่วยแก้ปัญหายางพาราไทยที่ราคาตกต่ำมานาน เกษตรกรจะมีตลาดมั่นคงขึ้น รัฐบาลเลยผลักดันให้ทดสอบตามมาตรฐานวิศวกรรมจราจรสูงสุด คาดปี 2570 ถนนไทยจะปลอดภัยกว่าเดิมเยอะครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพถนนที่แบริเออร์นุ่มๆ ไม่ต้องกลัวลื่นไถลชนตายอีกต่อไป

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นไอเดียสุดยอดเลยครับ เพราะรวมสองประเด็นสำคัญ คือความปลอดภัยสาธารณะและเศรษฐกิจฐานราก ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะเห็นถนนไทยน่าขับขี่ขึ้นแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยกัน!

ติดตามข่าวนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่ ที่นี่

ที่มา – “คมนาคม” ปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันยางพาราสู่ถนนปลอดภัย คาดใช้จริงปี 70