วัน: 26 พฤษภาคม 2026

ภราดร ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน เท้ง พรรคสีน้ำเงินเติบโตจากพรรคสีส้ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ ภราดร ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน เท้ง พรรคสีน้ำเงินเติบโตจากพรรคสีส้ม ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ภราดร ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน เท้ง พรรคสีน้ำเงินเติบโตจากพรรคสีส้ม

นายภราดรได้กล่าวชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ตนไม่ทราบว่านิยามของคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คืออะไร พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เอเจนท์’ หรือผู้แทนของประชาชนที่ได้รับคะแนนเสียงเข้ามาอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย โดยมองว่าทุกพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งต่างก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นของการเติบโตพรรคสีน้ำเงิน

ในประเด็นที่คนมักมองว่า ภราดร ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน เท้ง พรรคสีน้ำเงินเติบโตจากพรรคสีส้ม นั้น นายภราดรได้อธิบายความเป็นมาว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้จู่ๆ ก็แข็งแกร่งขึ้นมาเอง แต่การเติบโตมาจากการพิสูจน์ผลงานในช่วงที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย รวมถึงพรรคสีส้ม ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจนมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 192 เสียง

  • การเมืองต้องเน้นผลงานมากกว่าวาทกรรม
  • ทุกพรรคมีหน้าที่เป็นเอเจนท์ของประชาชน
  • การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารประเทศคือหัวใจสำคัญ

นายภราดรยังฝากไปถึงฝ่ายค้านว่า แทนที่จะมาสร้างวาทกรรมใหม่ๆ หรือพยายามดิสเครดิตรัฐบาลด้วยคำว่าระบอบสีน้ำเงิน ควรหันกลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้กลไกของสภาในการตรวจสอบและท้วงติงด้วยเหตุผล เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าการโต้ตอบกันไปมา

โดยสรุปแล้ว เรื่องราวของ ภราดร ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน เท้ง พรรคสีน้ำเงินเติบโตจากพรรคสีส้ม สะท้อนให้เห็นว่าในโลกการเมืองยุคใหม่ การสร้างวาทกรรมอาจจะไม่ได้อยู่ยงคงกระพันเท่ากับการพิสูจน์ศักยภาพในการทำงานให้ประชาชนเห็น การเมืองสร้างสรรค์ที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องน่าจะเป็นคำตอบที่สังคมคาดหวังมากกว่าการใช้คำนิยามมาสร้างความขัดแย้งครับ

ที่มา – “ภราดร” ปัดไม่มีระบอบสีน้ำเงิน สวน “เท้ง” มีแต่พรรคสีน้ำเงินที่เติบโตจากพรรคสีส้ม

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง โดย สุริยะ-สรวุฒิ

เชื่อว่าเพื่อนๆ เกษตรกรหลายคนคงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการปศุสัตว์ไทย ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สั่งการด่วนให้คุณ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคายเพื่อลุยโปรเจกต์ใหญ่ นั่นคือการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะทางกระทรวงเกษตรฯ ต้องการเปลี่ยนจากเกษตรแบบเดิมๆ มาสู่การเกษตรอัจฉริยะหรือ Precision Farming โดยวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านโคกคำถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจมาก จากที่เคยเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเลี้ยงยืนโรงแบบประณีต ซึ่งช่วยให้ควบคุมคุณภาพเนื้อได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ก้าวสำคัญในการดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

สำหรับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในครั้งนี้ คุณสรวุฒิได้วางแนวทางการทำงานไว้ถึง 3 ระยะ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง จะประสบความสำเร็จ:

  • ต้นน้ำ: เน้นการลดต้นทุนและสร้างมาตรฐานฟาร์มให้ถูกสุขลักษณะ โดยปศุสัตว์จังหวัดจะเข้ามาช่วยให้ความรู้เรื่องอาหารสัตว์
  • กลางน้ำ: พิจารณาความคุ้มค่าเพื่อสนับสนุนโรงเชือดมาตรฐานให้กลุ่ม เพื่อการจัดการที่ครบวงจร
  • ปลายน้ำ: บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยเพื่อแปรรูปเนื้อ เช่น ทำเนื้อแดดเดียว หรือแหนมเนื้อ ให้ตรงใจคนยุคใหม่

สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือการที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่อง “การบัญชีนำการผลิต” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะดีแค่ไหน หากไม่มีการจดบันทึกต้นทุนที่ชัดเจน ความยั่งยืนก็เกิดขึ้นยาก การนำสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาช่วยสอนสมาชิกกลุ่ม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการตัวจริง

ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลี้ยงวัว แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแกร่ง หากเราสามารถสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงและตรงความต้องการตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเกรดพรีเมียมหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป การสร้างรายได้ก็จะมั่นคงถาวร เกษตรกรไทยเราไม่ได้เป็นรองใคร ขอแค่ได้รับแรงสนับสนุนที่ถูกจุดและนวัตกรรมที่เหมาะสม เชื่อว่าเราจะเห็นมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างภาคภูมิแน่นอนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่ง “สรวุฒิ” ลุยหนองคาย ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

กลายเป็นประเด็นที่คนทั้งสองประเทศต่างเฝ้าติดตาม สำหรับภารกิจการช่วยเหลือชาวบ้านจำนวน 7 คนที่เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก ในแขวงไซสมบูน สปป.ลาว หลังจากที่พวกเขาเข้าไปหาของป่าและขุดทอง แต่โชคร้ายเกิดฝนตกหนักจนน้ำป่าไหลหลากปิดปากถ้ำ ทำให้ติดอยู่ภายในโดยไม่สามารถออกมาได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ามีความยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของถ้ำนั้นมีความซับซ้อนและแคบมาก บางจุดมีช่องทางกว้างเพียง 50 เซนติเมตรเท่านั้น ทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยกู้ภัยไทยและลาวต้องแข่งกับเวลาและอุปสรรคทางธรรมชาติอย่างหนัก

อุปสรรคสำคัญในการเร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมกู้ภัยจากไทยได้เข้าสมทบกับเจ้าหน้าที่ลาวเพื่อวางแผนการช่วยเหลือ โดยอุปสรรคที่สำคัญที่สุดมีดังนี้:

  • ระดับน้ำที่สูงขึ้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
  • ภายในถ้ำที่เป็นโคลนและมีช่องแคบมาก ทำให้การดำน้ำหรือเคลื่อนย้ายทำได้ยาก
  • เศษหินและดินโคลนที่ถล่มลงมาปิดกั้นเส้นทางเข้า-ออกถ้ำ

อย่างไรก็ตาม ความหวังยังคงมีอยู่ เมื่อทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนได้เข้ามาร่วมปฏิบัติการ ทำให้หลายฝ่ายมั่นใจว่าหากสภาพอากาศเป็นใจ การเข้าถึงตัวผู้ประสบภัยก็น่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการเร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

เราคงได้แต่ส่งกำลังใจให้ทั้งทีมผู้ประสบภัยและทีมกู้ภัยทุกคน ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ขอให้ความมุ่งมั่นทุ่มเทของเหล่าอาสากู้ภัยนำพาทั้ง 7 คนกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวได้อีกครั้ง ความร่วมมือระหว่างเพื่อนบ้านในยามวิกฤตเช่นนี้เป็นภาพที่สะท้อนถึงน้ำใจที่สวยงามเสมอ

ที่มา – เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

“สุริยะ” เผยร่างกายดีขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทำงานต่อ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับสุขภาพของรัฐมนตรีคนสำคัญอย่าง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กันไปบ้างแล้ว ล่าสุดมีข่าวดีออกมาให้แฟนคลับและประชาชนได้สบายใจกันถ้วนหน้า เพราะ “สุริยะ” เผยร่างกายดีขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้โอเคแล้ว พร้อมทำงานต่อ ขอบคุณทุกกำลังใจ ที่ส่งมาให้ในยามที่ต้องเข้ารักษาตัวอย่างกะทันหัน

“สุริยะ” เผยร่างกายดีขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้โอเคแล้ว พร้อมทำงานต่อ ขอบคุณทุกกำลังใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ท่านรัฐมนตรีลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดอุดรธานี จนเกิดอาการวูบกะทันหันและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ซึ่งในตอนนั้นสร้างความกังวลให้กับเพื่อนร่วมงานและประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นายสุริยะได้ออกมาปรากฏตัวและเปิดเผยความคืบหน้าด้วยตัวเองว่า ตอนนี้สุขภาพฟื้นตัวกลับมาแล้วถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยยืนยันว่า “สุริยะ” เผยร่างกายดีขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้โอเคแล้ว พร้อมทำงานต่อ ขอบคุณทุกกำลังใจ ที่ทุกฝ่ายมีความห่วงใยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สาเหตุที่เกิดขึ้นและแผนการรักษาในระยะยาว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการวูบในครั้งนี้ แพทย์ได้วิเคราะห์แล้วพบว่ามีหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจากการทำงานหนักต่อเนื่อง
  • สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ
  • ความเหนื่อยล้าสะสมจากตารางงานที่อัดแน่น

อย่างไรก็ดี หลังจากได้รับคำแนะนำจากทีมแพทย์และเข้ารับการดูแลอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร ท่านรัฐมนตรีก็ได้เน้นย้ำว่าตนพร้อมที่จะกลับมาลุยงานต่ออย่างเต็มที่ โดยจะมีการส่งข้อมูลการรักษาเพื่อติดตามอาการต่อเนื่องกับทางโรงพยาบาลกรุงเทพในกรุงเทพฯ ต่อไป

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของพวกเรา การดูแลสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดไม่ว่าจะตำแหน่งหน้าที่ใดก็ตาม การที่ท่านรัฐมนตรีสามารถฟื้นตัวและกลับมาทำหน้าที่ต่อได้ถือเป็นข่าวดี แต่ก็หวังว่าท่านจะแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดในการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรของประเทศต่อไปครับ

ที่มา – “สุริยะ” เผยร่างกายดีขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้โอเคแล้ว พร้อมทำงานต่อ ขอบคุณทุกกำลังใจ

ประเสริฐ สั่ง ศธ. ยกเป็นวาระเร่งด่วน แก้เด็กสมาธิบกพร่องจากเสพโซเซียลมาก

ในยุคที่โลกดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านอาจเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกหลานเริ่มมีอาการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ยากขึ้น ล่าสุด ประเสริฐ สั่ง ศธ. ยกเป็นวาระเร่งด่วน แก้เด็กสมาธิบกพร่องจากเสพโซเซียลมาก เพื่อหาทางออกให้กับเยาวชนไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาสมาธิสั้นจากการเสพคอนเทนต์ผ่านคลิปวิดีโอสั้นเป็นเวลานาน

ประเสริฐ สั่ง ศธ. ยกเป็นวาระเร่งด่วน แก้เด็กสมาธิบกพร่องจากเสพโซเซียลมาก

การเสพสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับข้อมูลมหาศาลในความเร็วสูงอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านการจดจ่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้และยืนยันว่าปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก แต่เป็นความท้าทายยุคใหม่ที่ผู้ใหญ่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

แนวทางรับมือและแก้ปัญหาเชิงรุก

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ออกมานั้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวัยของเด็กๆ ดังนี้:

  • สำหรับเด็กเล็ก: มุ่งเน้นการปกป้องและคุ้มครองจากการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้สมองได้พัฒนาตามวัยอย่างเต็มที่
  • สำหรับเด็กโต: เน้นการสอนทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้อง (Digital Literacy) รวมถึงการเรียนรู้เรื่อง AI เพื่อให้เด็กสามารถคัดกรองสื่อที่ได้รับและนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ นายประเสริฐ สั่ง ศธ. ยกเป็นวาระเร่งด่วน แก้เด็กสมาธิบกพร่องจากเสพโซเซียลมาก โดยจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการเรื่องอายุในการเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการล้อมคอกก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้

ในมุมมองของผู้เขียน เราไม่สามารถปฏิเสธโลกดิจิทัลได้ แต่เราสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กได้ การร่วมมือกันระหว่างครอบครัว โรงเรียน และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้งานที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เยาวชนไทยเติบโตมาเป็นคนคุณภาพที่มีทักษะการโฟกัสที่ดีท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน

ที่มา – “ประเสริฐ” สั่ง ศธ. ยกเป็นวาระเร่งด่วน แก้เด็กสมาธิบกพร่องจากเสพโซเซียลมาก

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

เชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันดีว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จหลังจากใช้มาตรการ 3 มิติ เชื่อมโยง SME D Bank เข้ากับผู้ประกอบการ จนส่งผลให้เกิดตัวเลขที่น่าประทับใจภายในเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ของท่านรัฐมนตรีวราวุธ ส่งผลให้บรรดาเอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นมาก โดยตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่ามีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 41,481 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน

รายละเอียดเจาะลึก 3 มิติในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน นั้นมีการทำงานอย่างไรบ้าง เราขอนำสรุปข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจมาฝากครับ:

  • มิติการเข้าถึงแหล่งทุน: เน้นการปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย โดยเฉพาะสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” ที่กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • มิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ใช้มาตรการ “3 ลด” ทั้งลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด เพื่อพยุงกิจการให้ยังคงสถานะต่อไปได้
  • มิติการยกระดับศักยภาพ: มีการจัดอบรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการ Upskill และ Reskill ได้ทันกับโลกยุคใหม่

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมมาตรการนี้ถึงเห็นผลเร็ว คำตอบคือความเข้าใจในปัญหาแบบตรงจุดของ SME D Bank ที่เน้นความผ่อนปรนแต่ยังคงความปลอดภัยทางการเงินเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์น่าสนใจอย่าง สินเชื่อ SME Green Productivity ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรถ EV ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์โลกในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม

ในฐานะผู้ประกอบการ หากคุณกำลังมองหาแหล่งทุนที่พร้อมจะเติบโตและปรับตัวไปกับคุณ ผมแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก SME D Bank เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจไทยยั่งยืนในระยะยาว และหากการสนับสนุนนี้ยังเดินหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – “วราวุธ” ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank เห็นผลในเดือนครึ่ง พาเอสเอ็มอี เข้าถึงทุนทะลุ 9 พันล้านบาท

ยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. จี้เร่งกำหนดแนวทาง-แผนรับมือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดอายุ

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นคอข่าวหรือติดตามวงการสื่อคงพอจะทราบข่าวที่สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ได้เคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เพื่อจี้เร่งกำหนดแนวทาง-แผนรับมือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดอายุ ในปี 2572 ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปีแล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตมากสำหรับผู้ประกอบการครับ

ทำไมต้องยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. จี้เร่งกำหนดแนวทาง-แผนรับมือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดอายุ

เหตุผลหลักที่ทางสมาคมฯ ต้องเร่งดำเนินการในครั้งนี้ เพราะความไม่ชัดเจนจากทาง กสทช. กำลังทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั่วประเทศต้องเจอกับสภาวะ “สุญญากาศทางธุรกิจ” ไม่รู้จะวางแผนลงทุนอย่างไร จะเดินหน้าต่อหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจไปในทิศทางไหนดี การที่สมาคมฯ ออกมาเคลื่อนไหวโดยการยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. จี้เร่งกำหนดแนวทาง-แผนรับมือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดอายุ จึงเป็นการสะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการที่เป็นหัวเรือใหญ่ของสื่อมวลชนไทย เพื่อให้มีการวาง Roadmap ที่ชัดเจนก่อนจะสายเกินไป

ข้อเสนอเร่งด่วนสู่แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

ทางสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจหลายประการ เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • เร่งประกาศแผนแม่บทหลังปี 2572 ให้เสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
  • กำหนดรูปแบบการอนุญาตประกอบกิจการและการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • การคุ้มครองสิทธิประชาชนให้ยังคงเข้าถึงบริการฟรีทีวีได้อย่างต่อเนื่อง
  • กำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และดิจิทัลให้มีต้นทุนที่เท่าเทียมกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ไทย

หากไม่มีแผนที่ชัดเจนออกมาโดยเร็ว อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลอาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในแง่ของการลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพเนื้อหาที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อการสื่อสารมวลชนระดับชาติที่สำคัญมาก

ในมุมมองของผม การที่ผู้ประกอบการรวมตัวกันเพื่อผลักดันเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดครับ เพราะอนาคตของทีวีดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่มันคือเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนไทยทุกคน เราหวังว่า กสทช. จะรับฟังและเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องเพื่อให้เกิดความมั่นคงแก่ทุกภาคส่วน เรามาร่วมจับตาดูกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีท่าทีอย่างไรในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ครับ

ที่มา – ยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. จี้เร่งกำหนดแนวทาง-แผนรับมือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดอายุ

ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

บรรยากาศสุดโกลาหล ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อเหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 2 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพี่น้องประชาชนที่ต้องการเข้าถึงสิทธิ์สวัสดิการของภาครัฐ ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ภาพชาวบ้านต้องนำรองเท้า ขวดน้ำ หรือแม้กระทั่งตะกร้าหมากมาวางเรียงรายเพื่อจองคิวตั้งแต่เช้ามืด เป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจและตั้งคำถามถึงความสะดวกในการเข้าถึงบริการดิจิทัล

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มาจากการที่ผู้สูงอายุและชาวบ้านหลายรายประสบปัญหาในการใช้งานแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของซิมหาย ลืมรหัสผ่าน หรือต้องการแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ซึ่งจำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการที่ธนาคารด้วยตนเอง ทำให้หลายคนตัดสินใจเดินทางมาตั้งแต่เวลาตี 4 เพราะกลัวจะพลาดโอกาสสำคัญ

ปัญหาการจองคิวและเสียงสะท้อนจากประชาชน

ความชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านต้องโต้เถียงกันเรื่องการวางรองเท้าจองคิว สะท้อนให้เห็นว่าระบบการจัดการคิวในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียดสูง โดยคุณยายกาบ วัย 75 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่มารอคิว ได้เผยความในใจว่าอยากให้รัฐบาลพิจารณาการจ่ายเงินเยียวยาด้วยวิธีอื่น แทนการให้ผู้สูงอายุต้องมาแบกรับความลำบากในการเดินทางและต่อคิวเช่นนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี

  • วิเคราะห์สถานการณ์: การลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบดิจิทัลยังคงมีช่องว่างสำหรับผู้สูงวัย
  • ความต้องการประชาชน: รัฐบาลควรมีรูปแบบการจ่ายเงินอัตโนมัติหรือผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายเหมือนเบี้ยผู้สูงอายุ
  • ผลกระทบต่อสังคม: การรอคิวท่ามกลางแสงแดดและอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้มารอ

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ควรเป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาทบทวนกระบวนการทำงาน หากการนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางต้องตกอยู่ในความลำบาก รัฐบาลอาจต้องมีหน่วยงานเคลื่อนที่หรือมาตรการผ่อนปรน เพื่อลดภาระการเดินทางเข้าธนาคารและลดความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าในโครงการหน้า ปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวหน้าธนาคาร ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 2

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีและความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นในแวดวงเศรษฐกิจมาฝากกันครับ เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าภารกิจสำคัญ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเชิญชวนกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันศักยภาพของประเทศไทยให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคง

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินอย่าง Airbus เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอีกหลายแห่งที่พร้อมจะเข้ามาเสริมทัพเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย ทั้งในด้าน AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), รวมถึงระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่

ก้าวสำคัญสู่การเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบันไทยเราได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นฮับระดับภูมิภาค โดยการที่ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นั้น ถือเป็นหมากสำคัญในการดึงดูดทุนและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ ตัวอย่างที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • Airbus Group SE: ขยายฐานการผลิตในไทย เน้นพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและวิศวกรรมขั้นสูง
  • EssilorLuxottica: เตรียมลุยผลิต “แว่นตาอัจฉริยะ” (AI Glasses) ที่รวมเอาเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกัน
  • Imerys S.A.: ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ EV เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • IN Groupe & Thales Group: ยกระดับระบบ Digital ID และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cybersecurity ของภาครัฐ

การจับมือกับพันธมิตรจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับ Ecosystem ทางธุรกิจของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่การเข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรวิศวกรไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะขยับตัวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แม้เส้นทางข้างหน้าจะมีความท้าทาย แต่การได้รับการยอมรับและร่วมลงทุนจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความเชื่อมั่น หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าไทยจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอาเซียนได้อย่างภาคภูมิใจครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการดึงเทคโนโลยี AI และ EV เข้ามาขับเคลื่อนประเทศในครั้งนี้?

ที่มา – “อนุทิน” ชวน “แอร์บัส” พร้อมภาคเอกชนชั้นนำฝรั่งเศสลงทุนเพิ่ม หนุนไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต