วัน: 10 มิถุนายน 2026

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีกระแสข่าวว่าชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับพ่อของ ฟอร์ด ปกรณ์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงจนเกิดความเสียหายมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท งานนี้ แพรรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร แฟนสาวของฟอร์ด จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยเธอได้อัดคลิปชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงจุดยืนและไขข้อข้องใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาและการแสดงความเห็นของแพรรี่ต่อเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ในการอัดคลิปชี้แจง แพรรี่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรู้สึกเห็นใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก และมองว่าเรื่องหนี้สินนั้น “ใครก่อก็ต้องรับผิดชอบ” โดยเธอเน้นย้ำหลายครั้งว่าอยากให้คุณพ่อของฟอร์ดออกมาพูดความจริงหรือแสดงหลักฐานเพื่อเคลียร์ปัญหา เพราะการที่จะให้ลูกชายมารับหน้าแทนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่อถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมต่อตัวฟอร์ดเช่นกัน

นอกเหนือจากเรื่องคดีความ ยังมีประเด็นที่คนสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของเธอ โดยเรื่อง แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน นั้น แพรรี่ได้อธิบายให้ฟังว่าเธอเริ่มทำธุรกิจขายทุเรียนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้ระบบเครดิตในการทำงาน ไม่ได้ใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด เธอเน้นย้ำว่าตนเองและฟอร์ดแยกกระเป๋ากันใช้และแยกธุรกิจกันทำอย่างชัดเจน

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับตัวแพรรี่เอง เธอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้:

  • เธอและแฟนแยกกันอยู่บ้านใครบ้านมัน ไม่มีการข้องเกี่ยวทางธุรกิจครอบครัว
  • พร้อมลงบันทึกประจำวันหากพบใครนำชื่อไปแอบอ้างในทางเสียหาย
  • ยืนยันว่าเรื่องหนี้สินของพ่อแฟนเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องจัดการเอง
  • ให้ความเป็นธรรมกับฟอร์ด เพราะคดีความบางเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งตอนนั้นแพรรี่ยังบวชเป็นพระอยู่เลย

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอให้ทางฝั่งของคุณพ่อฟอร์ดออกมาให้ข้อมูลตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะหากมีหมายเรียกจริงก็ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหน้าที่ สิ่งสำคัญที่สุดในเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนและการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งเราต่างหวังว่าเรื่องราวทุกอย่างจะถูกจัดการให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดครับ

ที่มา – แพรรี่ เห็นใจผู้เสียหาย จี้พ่อฟอร์ด ออกมาชี้แจง ย้ำชัดๆ เอาเงินไหนมาลงทุนขายทุเรียน

ผู้ตัดสิน Artan เดินทางถึงโซมาเลียหลังถูกแบนจากสหรัฐฯ

ผู้ตัดสิน Artan เดินทางถึงโซมาเลียหลังถูกแบนจากสหรัฐฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการลูกหนังโลก เมื่อ ผู้ตัดสิน Artan เดินทางถึงโซมาเลียหลังถูกแบนจากสหรัฐฯ หลังจากที่เขาถูกปฏิเสธให้เข้าประเทศที่สนามบินนานาชาติไมอามี ทั้งที่เขาถือพาสปอร์ตการทูตและวีซ่าเข้าสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เหตุการณ์นี้สร้างความผิดหวังให้กับ Omar Artan กรรมการวัย 34 ปี ผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งกรรมการยอดเยี่ยมแห่งปีของแอฟริกาในปี 2025 และตั้งเป้าที่จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวโซมาเลียคนแรกที่ได้ตัดสินในการแข่งขันฟุตบอลโลก

เหตุการณ์ที่ทำให้ ผู้ตัดสิน Artan เดินทางถึงโซมาเลียหลังถูกแบนจากสหรัฐฯ

การถูกกักตัวและส่งตัวกลับของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางนโยบายการห้ามเข้าประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศรวมถึงโซมาเลีย แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แต่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับมาตรการของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ที่นำรายชื่อประเทศเหล่านี้เข้าสู่บัญชีห้ามเดินทาง ทำให้ความฝันในฐานะผู้ตัดสินระดับโลกของ Artan ต้องชะงักลงในช่วงเวลาสำคัญก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น

เสียงสะท้อนและความหวังของ ผู้ตัดสิน Artan เดินทางถึงโซมาเลียหลังถูกแบนจากสหรัฐฯ

หลังจากที่เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติ Aden Adde ในกรุงโมกาดิชู เขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่รัฐ สหพันธ์ฟุตบอลโซมาเลีย และประชาชนในพื้นที่ โดยเขายังคงเปี่ยมไปด้วยกำลังใจและให้คำมั่นสัญญาว่า “ผมสัญญาว่าผมจะได้ตัดสินในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งหน้าอย่างแน่นอน” นี่ถือเป็นข้อความที่ทรงพลังสำหรับเยาวชนในประเทศของเขาว่าอย่าเพิ่งหมดหวังแม้จะเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองระหว่างประเทศสามารถส่งผลกระทบต่อกีฬาระดับโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ฟุตบอลควรจะเป็นพื้นที่ของทุกคน แต่การตัดสินใจในระดับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นโอกาสของบุคคลผู้มีความสามารถอย่าง Artan ไปอย่างน่าเสียดาย

บทเรียนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสถานะนักกีฬาในยุคที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของมนุษย์ที่ปฏิเสธจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? นี่คือสัญญาณที่บอกว่ากีฬาฟุตบอลควรมีความเป็นอิสระจากการเมืองมากขึ้นหรือไม่? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน กวาดล้างชาติพันธุ์ ในเวสต์แบงก์

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน กวาดล้างชาติพันธุ์ ในเวสต์แบงก์

เป็นประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและตั้งคำถามอย่างหนัก เมื่อองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ได้ออกมาเผยรายงานฉบับใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยมีการระบุว่าอิสราเอลกำลังดำเนินยุทธการ แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน กวาดล้างชาติพันธุ์ ต่อชุมชนชาวเบดูอินและเกษตรกรในพื้นที่เวสต์แบงก์ เป้าหมายหลักคือการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากถิ่นฐานเดิมเพื่อเร่งการผนวกดินแดนอย่างไม่เป็นธรรม

เบื้องลึกความรุนแรงและแผนการที่ซ่อนอยู่

รายงานหัวข้อ “ลบทุกสิ่งที่เป็นปาเลสไตน์” ชี้ให้เห็นว่ามีการบังคับย้ายถิ่นฐานในพื้นที่เขตซี (Area C) ซึ่งครอบคลุมถึง 60% ของเวสต์แบงก์ โดยในช่วงปี 2023-2025 มีชุมชนกว่า 27 แห่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ แอมเนสตี้ยังย้ำเตือนว่า พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างชัดแจ้ง

  • รัฐบาลอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนงบประมาณและอาวุธให้กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน
  • มีการเร่งสร้างชุมชนชาวยิวเพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งนับตั้งแต่ปี 2022
  • ความรุนแรงในพื้นที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 6 ครั้งในปี 2026

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงความซับซ้อนที่แอมเนสตี้พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มหัวรุนแรงเพียงไม่กี่คน แต่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ได้รับการสนับสนุนจากระดับรัฐ โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่ารัฐมนตรีระดับสูงบางท่านมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการวางแผนยึดครองที่ดินของชาวเบดูอินที่ไร้ทางสู้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอย่าง ราส ไอน์ อัล-เอาจา เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความสูญเสียที่ชาวบ้านต้องเผชิญ การสูญเสียที่ทำกินและบ้านเรือนไม่ใช่แค่เรื่องของที่ดิน แต่คือการทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งประเด็นเรื่อง แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน กวาดล้างชาติพันธุ์ นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า กฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนจะต้องถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันผู้ที่อ่อนแออย่างเร่งด่วน

เราในฐานะเพื่อนร่วมโลกควรติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการรับรู้และการสนับสนุนจากเสียงของคนทั่วโลก เพื่อกดดันให้มีการหยุดการกระทำที่กดขี่และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิในเวสต์แบงก์อย่างยั่งยืน

ที่มา – แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% โครงการไทยช่วยไทยพลัส

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าทิศทางเศรษฐกิจบ้านเราในปีนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ออกมาประกาศข่าวดีด้วยการกกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้ามาช่วยกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความท้าทายระดับโลกครับ

กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

การปรับเป้าหมายในครั้งนี้ถือเป็นการขยับตัวที่น่าสนใจ โดยทางคุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยได้ชี้แจงว่า นอกจากผลพวงจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ตัวเลขการส่งออกในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยผลักดันให้ตัวเลขภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้น แต่เอกชนยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped ที่อาจทำให้การเติบโตไม่กระจายตัวเท่าที่ควร

เจาะลึกความท้าทาย: เมื่อ กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังพอไหม?

แม่ว่าจะมีแรงหนุนจากโครงการภาครัฐ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เอกชนไทยตอนนี้ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและหันไปหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม นี่คือบทสรุปสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการ:

  • เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบและพลังงาน
  • สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและส่งเสริมแผนพัฒนาไฟฟ้า PDP2026
  • ปรับโครงสร้างการส่งออกให้สามารถลงลึกถึงภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
  • ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างจ้างงานคนไทย

สถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้งเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีความผันผวนสูง ในมุมมองของผม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ธุรกิจ SME และแรงงานในประเทศสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานราก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากกว่าแค่หวังพึ่งมาตรการกระตุ้นเพียงครั้งคราวครับ

ที่มา – กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง “ฟอร์ด ปกรณ์” ต้องออกมาเปิดใจเกี่ยวกับกรณีที่มีชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียนว่าพ่อของเขาได้ทำการฉ้อโกงเงินชาวบ้านไปเป็นจำนวนมหาศาลเกือบ 100 ล้านบาท ทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยหรือไม่

ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

จากข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้น ฟอร์ด ปกรณ์ ไม่รอช้าที่จะออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ยินดีรับฟังทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การคาดเดาไปเองจนทำให้ผู้อื่นเสียหาย ฟอร์ดยังย้ำชัดเจนว่ากรณี ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน ครั้งนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เขาไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือมีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด

เปิดใจหมดเปลือก ฟอร์ด เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง พ่อถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

ในรายการโหนกระแส ฟอร์ดได้เปิดใจถึงความรู้สึกว่าตนรู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะจำนวนเงินมันสูงเกินกว่าที่ตนจะได้รับรู้ เขาได้เล่าถึงความสัมพันธ์ว่าไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อมากนัก โดยเติบโตมากับย่าและป้าตั้งแต่อายุเพียง 3 เดือน และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตทำให้ตนไม่ทราบถึงพฤติกรรมทางการเงินของพ่อเลยแม้แต่น้อย

  • ไม่เคยทราบเรื่องการนำบัญชีไปใช้
  • ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยช่วยใช้หนี้เท่าที่ทำได้ แต่ไม่รู้ว่ายอดหนี้สูงถึงหลักร้อยล้าน
  • ยินดีให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดขอยืนยันว่าหากพ่อทำความผิดจริง ก็พร้อมให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ไม่ได้มีเจตนาจะออกมาปกป้องคนผิด เพียงแต่ต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนเองจากการถูกกล่าวหาทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบ เขายอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกคนในจุดที่ตนสามารถทำได้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เห็นว่า เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และในสังคมออนไลน์เราควรมีวิจารณญาณในการคอมเมนต์หรือตัดสินใครก่อนที่จะทราบความจริงทั้งหมด การที่ศิลปินหรือคนดังออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจเป็นสิทธิที่ทำได้ และท้ายที่สุดแล้วเราต้องรอดูว่ากระบวนการทางกฎหมายจะสรุปคดีนี้อย่างไร ใครจะผิดหรือถูกก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายครับ

ที่มา – “ฟอร์ด” เคลื่อนไหว ยันไม่เกี่ยวข้อง “พ่อ” ถูกร้องบิดเงินชาวบ้านเกือบ 100 ล้าน

ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีกันมาบ้างแล้ว กับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี นั่นก็คือมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติไฟเขียวครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน ถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองมากสำหรับชาวอีสานและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยครับ

ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะนี่คือครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานพืชสวนบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ณ หนองแด จ.อุดรธานี ซึ่งงบประมาณก้อนใหม่ 290 ล้านบาทนี้ จะถูกนำไปใช้ในการจ้างบริหารจัดการและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้งานออกมาสมศักดิ์ศรีมาตรฐานสากลจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยตั้งเป้าให้ทุกคนทั่วโลกได้รับรู้ถึงศักยภาพด้าน农业และนวัตกรรมของไทย

เตรียมพบกับความอลังการของงานพืชสวนโลก 2569

ทำไมการที่ ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน ถึงสำคัญ? คำตอบคือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้ครับ:

  • คาดการณ์ผู้เข้าชมงานสูงถึง 3.6 ล้านคน
  • เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท
  • สร้างรายได้เข้าสู่ GDP ประเทศกว่า 20,000 ล้านบาท
  • เกิดการจ้างงานมหาศาลกว่า 81,000 อัตรา

งานนี้ไม่ได้ช่วยแค่จังหวัดอุดรธานีเท่านั้น แต่ยังส่งอานิสงส์ไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด รัฐบาลยังแอบกระซิบมาด้วยว่า หลังจบงาน พื้นที่หนองแดจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและที่พักผ่อนย่อนใจของคนในพื้นที่ต่อไปในระยะยาวด้วยครับ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการปักหมุดให้อุดรธานีกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญบนแผนที่โลก ใครที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือเตรียมตัวไปเที่ยวงานนี้ บอกเลยว่าห้ามพลาดครับ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปต้อนรับมหกรรมระดับโลกนี้ด้วยกัน

ที่มา – ครม. อนุมัติงบฯกลาง 290 ล้าน จัดประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกอุดรธานี ติดสปีดเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน

ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ปล่อยเช่า-พัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า 3 สาย น้ำเงิน-ม่วง-ส้ม

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำคงจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อล่าสุดมีข่าวดีจากทางภาครัฐออกมาครับ โดยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติสำคัญในการอนุญาตให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ขององค์กร โดยมีการอนุมัติให้ ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ปล่อยเช่า-พัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า 3 สาย น้ำเงิน-ม่วง-ส้ม ซึ่งถือเป็นการขยับขยายศักยภาพพื้นที่รอบสถานีให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนครับ

ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ปล่อยเช่า-พัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า 3 สาย น้ำเงิน-ม่วง-ส้ม

การดำเนินการในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 56 แห่ง รวมขนาดพื้นที่กว่า 117,199 ตารางเมตร โดย รฟม. มีจุดประสงค์หลักคือการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งตู้กดเงินสด (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ ร้านค้าสะดวกซื้อ รวมถึงพื้นที่สันทนาการต่างๆ ซึ่งจะทำให้การเดินทางในแต่ละวันของเรามีสีสันและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้นอย่างแน่นอน

รายละเอียดการพัฒนาพื้นที่ภายใต้โครงการ ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ปล่อยเช่า-พัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า 3 สาย น้ำเงิน-ม่วง-ส้ม

สำหรับแผนการพัฒนาพื้นที่ในครั้งนี้ จะแบ่งกลุ่มการดำเนินงานออกเป็น 4 โหมดหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกจุดเชื่อมต่อของโครงการรถไฟฟ้ามวลชน ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มที่ 1: อาคารเชื่อมต่อระบบและอาคารอเนกประสงค์ของสายสีน้ำเงิน
  • กลุ่มที่ 2: พื้นที่ตามแนวทางวิ่งและศูนย์ซ่อมบำรุงของสายสีน้ำเงินและสีม่วง
  • กลุ่มที่ 3: สถานีและศูนย์ซ่อมบำรุงของสายสีฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง)
  • กลุ่มที่ 4: อาคารและลานอเนกประสงค์ของสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี

ด้วยมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่สูงเกินสิบล้านบาท การนำพื้นที่เหล่านี้มาพัฒนาผ่านการให้เช่าหรือให้สิทธิ จะช่วยลดภาระงบประมาณจากภาครัฐ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ รฟม. เพื่อนำกลับมาพัฒนาการให้บริการที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจบริเวณโดยรอบสถานีให้มีความคึกคักและน่าใช้งานมากยิ่งขึ้นด้วยครับ

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าสนใจมาก เพราะการมีร้านค้าหรือบริการที่จำเป็นตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คนทำงานหรือนักเรียนนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ลองจินตนาการดูสิครับว่าการได้แวะซื้อของกินหรือจัดการธุระการเงินก่อนถึงสถานีปลายทางนั้นจะประหยัดเวลาและชีวิตง่ายขึ้นแค่ไหน เชื่อว่าโปรเจกต์นี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับผู้โดยสารทุกคนอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ปล่อยเช่า-พัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า 3 สาย น้ำเงิน-ม่วง-ส้ม

รอย คีน และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เคลียร์ใจหลังมีประเด็นดราม่าแอสซิสต์

รอย คีน และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เคลียร์ใจหลังมีประเด็นดราม่าแอสซิสต์

ในโลกของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ความเข้าใจผิดมักเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อตำนานแข้งฝีปากกล้าอย่าง รอย คีน ต้องมาปะทะคารมแบบอ้อมๆ กับกัปตันทีมคนปัจจุบันอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เรื่องราวความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะบานปลาย กลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลผีแดงติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่ล่าสุดดูเหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดีแล้ว

เหตุการณ์ รอย คีน และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เคลียร์ใจหลังมีประเด็นดราม่าแอสซิสต์

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ รอย คีน ได้กล่าวถึง บรูโน่ ในพอดแคสต์ The Overlap โดยเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์หลังเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งรอย คีน อ้างว่าบรูโน่ให้ความสำคัญกับสถิติส่วนตัวมากกว่าทีม งานนี้กัปตันทีมชาวโปรตุเกสไม่รอช้า ออกมาพูดสวนทันทีว่าสิ่งที่คีนพูดนั้นไม่เป็นความจริง เพราะสิ่งที่เขาพูดคนละเรื่องกับที่คีนเข้าใจเลย

บทสนทนาหลังเกิดการเข้าใจผิด

หลังจากที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แสดงความต้องการที่จะพูดคุยกับอดีตกัปตันทีมรายนี้ให้เข้าใจตรงกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม ในที่สุด รอย คีน และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เคลียร์ใจหลังมีประเด็นดราม่าแอสซิสต์ แล้วผ่านการโทรพูดคุยกันอย่างเป็นผู้ใหญ่ โดยคีนยอมรับว่ามันเป็นบทสนทนาที่ยอดเยี่ยมมาก

  • รอย คีน ยืนยันว่าการสื่อสารผ่านสื่อมักผิดพลาดได้ง่าย
  • บรูโน่ต้องการความชัดเจนในฐานะกัปตันและนักเตะคนสำคัญ
  • ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะพูดคุยกันด้วยความเคารพในฐานะคนกันเอง

คีนกล่าวว่าเขารู้สึกดีขึ้นมากหลังจากได้คุยกัน เพราะบางครั้งการวิจารณ์ในพอดแคสต์อาจทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป การที่แข้งรุ่นน้องเข้ามารับผิดชอบและกล้ายื่นมือเข้ามาพูดคุยแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตำนานสโมสรกับกัปตันทีมยุคปัจจุบันให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

แม้ว่าแฟนบอลจะชอบความดราม่า แต่การเห็นบุคคลสำคัญของสโมสรหันมาทำความเข้าใจกันถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบรรยากาศในทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะแฟนบอล เราคงหวังเพียงว่ากัปตันบรูโน่จะรักษาผลงานแอสซิสต์ระดับสถิติแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อพาทีมคว้าแชมป์ให้ได้ในฤดูกาลหน้า นี่ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดียที่ความจริงอาจถูกบิดเบือนได้ง่าย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้หวังฟุกคอร์ท

ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในฮ่องกงเมื่อปลายปี 2025 กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อล่าสุดทางการได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยการที่ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้สูญเสียทั้ง 168 ชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัย 7 หลังที่ย่านต่ายโป

สรุปเหตุการณ์และความคืบหน้ากรณี ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ

หลังจากงานสืบสวนที่ยาวนานและซับซ้อน กองบังคับการตำรวจฮ่องกงร่วมกับคณะกรรมการอิสระป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ระบุข้อหาหนักรวม 25 กระทงแก่จำเลยทั้งหมด โดยพุ่งเป้าไปที่ความบกพร่องในการปรับปรุงอาคารและการฉ้อโกงโครงสร้างความปลอดภัย รายละเอียดผู้ต้องหาประกอบด้วย:

  • ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาโครงการ (Will Power Architects)
  • ผู้บริหารของบริษัทผู้รับเหมาหลัก (Prestige Construction and Engineering Company)
  • พนักงานตรวจสภาพอาคารที่ขึ้นทะเบียน
  • ตัวแทนในการดำเนินการด้านวิศวกรรม

ข้อหาที่กลุ่มบุคคลและบริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญนั้นมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่ข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา สมรู้ร่วมคิดเพื่อฉ้อโกง ไปจนถึงการฟอกเงินและหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมที่โหมกระหน่ำอาคารหวังฟุกคอร์ทไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุทั่วไป แต่เป็นผลพวงจากความมักง่ายและการทุจริตในระบบการก่อสร้าง

ทำไมคดี ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ ถึงสำคัญมาก?

หากย้อนกลับไปดูผลการสืบสวนโดยนายวิกเตอร์ ดอว์ส จะพบว่าระบบความปลอดภัยในอาคารล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ระหว่างขั้นตอนการซ่อมแซมที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรณีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก ว่าความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยต้องมาก่อนกำไรเสมอ

เราหวังว่ากระบวนการศาลที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นบรรทัดฐานให้กับการควบคุมคุณภาพการก่อสร้างอาคารชุดในอนาคต เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดต่อสังคมแบบนี้เกิดขึ้นอีก และหวังว่าญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับความยุติธรรมที่พวกเขาเฝ้ารอคอยอย่างสมควรที่สุด

ที่มา – ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ