วัน: 30 มิถุนายน 2026

ประวัติ เนอส ภัทราภรณ์ ชิงตำแหน่งประธานสภา กทม.

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นกันมาบ้าง กับการที่พรรคประชาชนเดินหน้าเปิดตัวคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ประวัติ “เนอส ภัทราภรณ์” ประกาศชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม. ในนามพรรคประชาชน เพื่อยกระดับการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับคนกรุงเทพฯ

ประวัติ “เนอส ภัทราภรณ์” ประกาศชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม. ในนามพรรคประชาชน

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ประวัติ “เนอส ภัทราภรณ์” ประกาศชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม. ในนามพรรคประชาชน ให้มากขึ้น สำหรับ สก.เนอส หรือ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เธอเป็นชาวบางซื่อโดยกำเนิดและเติบโตมาในครอบครัวธุรกิจ ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาบ้านเกิดของเธอ

เส้นทางชีวิตและการศึกษาของ สก.เนอส ก่อนการเมือง

ด้วยวัยเพียง 37 ปี ภัทราภรณ์ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน ทั้งการจบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดปริญญาโทด้าน Supply Chain Management จากออสเตรเลีย เธอได้นำทักษะการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวมาประยุกต์ใช้ในการทำงานการเมือง ทำให้เธอเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีระบบความคิดที่ชัดเจน นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนผลักดันให้เธอเป็นแคนดิเดตในการลงสมัครครั้งนี้ หลังจากเธอสร้างผลงานโดดเด่นในเขตบางซื่อด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ ประวัติ “เนอส ภัทราภรณ์” ประกาศชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม. ในนามพรรคประชาชน กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันหนาหู โดยมีวาระเร่งด่วนในการผลักดันดังนี้:

  • ปรับปรุงระบบการทำงานของสภา กทม. ให้มีประสิทธิภาพ
  • สร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบงบประมาณ
  • ยกระดับการบริการประชาชนในทุกเขตทั่วกรุง
  • ผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์คนเมืองอย่างแท้จริง

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่ชาวกรุงเทพฯ คาดหวัง จากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถและมีใจอยากจะเข้ามา ‘รื้อ’ ระบบที่ล้าหลังให้กลายเป็นระบบที่ตรวจสอบได้จริง เราคงต้องร่วมกันลุ้นและติดตามกันต่อไปว่า การชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. ครั้งนี้ จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานครได้อย่างไร แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการก้าวขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญของ สก.เนอส ในครั้งนี้?

ที่มา – ประวัติ “เนอส ภัทราภรณ์” ประกาศชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม. ในนามพรรคประชาชน

ควรเปลี่ยนตัวนักเตะลงมาเพื่อยิงจุดโทษโดยเฉพาะหรือไม่?

ควรเปลี่ยนตัวนักเตะลงมาเพื่อยิงจุดโทษโดยเฉพาะหรือไม่?

ในการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นเทรนด์ที่น่าสนใจและถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง นั่นคือการที่กุนซือตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักเตะสำรองลงสนามในช่วงท้ายของช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยมีจุดประสงค์หลักคือการส่งนักเตะเหล่านี้มาทำหน้าที่สังหารจุดโทษหากเกมต้องตัดสินด้วยการดวลเป้า อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนตัวนักเตะลงมาเพื่อยิงจุดโทษโดยเฉพาะ นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลจริงหรือเป็นเพียงแค่ความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่ากันแน่?

จากข้อมูลล่าสุดของ Opta มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ในช่วง 10 ครั้งหลังสุดของการเปลี่ยนตัวนักเตะลงในช่วงนาทีที่ 115 เป็นต้นไปในการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยูโร นักเตะถึง 8 คนที่ถูกเปลี่ยนลงมาแล้วได้รับหน้าที่ยิงจุดโทษกลับพลาดเป้า สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความกดดันมหาศาลและการที่นักเตะไม่ได้สัมผัสเกมในสนามมาก่อนอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความมั่นใจได้มากกว่าที่คิด

เหตุผลที่การเปลี่ยนตัวนักเตะลงมาเพื่อยิงจุดโทษโดยเฉพาะอาจไม่ได้ผล

เหตุการณ์ในฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นตัวอย่างที่ดี Justin Kluivert กองหน้าจากบอร์นมัธถูกส่งลงมาในสนามในนาทีที่ 113 เพื่อหวังผลในการดวลจุดโทษ แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นหนึ่งในสามนักเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้ นอกจากนี้ในฟากของปารากวัย Fabian Balbuena ก็ถูกเปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 122 และเขาก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ไม่สามารถยิงประตูได้เช่นกัน

บทเรียนจากอดีตและความสำเร็จที่กล้ำกึ่ง

แม้จะมีสถิติที่ไม่สู้ดีนัก แต่เราก็เคยเห็นความสำเร็จในอดีตเช่นกัน เช่น ทีมชาติอังกฤษในยูโร 2024 ที่ Gareth Southgate ตัดสินใจส่ง Trent Alexander-Arnold และ Ivan Toney ลงมาในช่วงท้าย ซึ่งทั้งคู่สามารถยิงจุดโทษได้อย่างเฉียบขาดจนทีมผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ได้ อย่างไรก็ตาม การส่งนักเตะลงมาเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปต่างมีผลต่อการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในเกม ซึ่งในอดีตอย่าง ยูโร 2020 เราก็เห็นตัวอย่างของ Jadon Sancho และ Marcus Rashford ที่ถูกส่งลงมาท้ายเกมและยิงพลาด จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง

หากวิเคราะห์ตามสถิติแล้ว จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจกล้าได้กล้าเสียแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก นักเตะที่ถูกเปลี่ยนลงมามักมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับจังหวะของเกมและความตื่นเต้นที่สะสมมาตลอดการแข่งขัน ทั้งนี้ การฝึกซ้อมการยิงจุดโทษในขณะที่ร่างกายเหนื่อยล้าอาจช่วยได้บ้าง แต่การลงสนามภายใต้ความกดดันแบบนั้นเป็นสิ่งที่จำลองได้ยากมาก

โดยสรุป การใช้กลยุทธ์ การเปลี่ยนตัวนักเตะลงมาเพื่อยิงจุดโทษโดยเฉพาะ นั้นอาจจะฟังดูดีบนกระดานแก้เกม แต่ในทางปฏิบัติ มันคือการเดิมพันที่มีความเสียหายสูง หากกุนซือตัดสินใจเลือกคนผิด หรือนักเตะคนนั้นไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันได้เพียงพอ ทีมก็อาจต้องสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ทำไมหัวหน้าโค้ชทีมชาติสกอตแลนด์คนใหม่ถึงรับงานที่ท้าทาย

ทำไมหัวหน้าโค้ชหัวหน้าโค้ชทีมชาติสกอตแลนด์คนใหม่ถึงรับงานที่ท้าทาย

เมื่อ Craig Mulholland ก้าวเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฟุตบอลคนใหม่ของสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ เขากำลังเผชิญกับบททดสอบที่สำคัญและน่าหนักใจ การที่เขาต้องเข้ามาแบกรับภาระในวันที่ทีมไร้กุนซือไม่ใช่สิ่งที่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยเฉพาะหลังจากการจากไปอย่างกะทันหันของ Steve Clarke ที่เพิ่งต่อสัญญาคุมทีมไปได้ไม่นาน นี่คือเหตุผลว่าทำไมหัวหน้าโค้ชทีมชาติสกอตแลนด์คนใหม่ถึงรับงานที่ท้าทายอย่างยิ่งในเวลานี้

ทำไมหัวหน้าโค้ชทีมชาติสกอตแลนด์คนใหม่ถึงรับงานที่ท้าทาย

แกนหลักของทีมที่พาสกอตแลนด์ผ่านเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ถึง 3 ครั้งกำลังก้าวเข้าสู่วัย 30 ปี ในขณะที่นักเตะดาวรุ่งรุ่นใหม่กลับมีโอกาสลงสนามน้อยมาก ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์กับเด็กรุ่นใหม่ที่ยังขาดโอกาสโชว์ฝีเท้า กุนซือคนใหม่จึงต้องแบกรับทั้งความกดดันเรื่องผลการแข่งขัน และภาระในการถ่ายเลือดใหม่ให้กับทีมไปพร้อมกัน

ความท้าทายในการผสานรอยต่อระหว่างรุ่น

แม้ Steve Clarke จะทิ้งมรดกที่แข็งแกร่งไว้ แต่การที่ต้องพึ่งพานักเตะอายุมากกว่า 30 ปีอย่าง Andy Robertson, John McGinn และ Scott McTominay เป็นหลักในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าทีมกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตวัย นี่คือส่วนสำคัญที่ยืนยันว่าทำไมหัวหน้าโค้ชทีมชาติสกอตแลนด์คนใหม่ถึงรับงานที่ท้าทาย เพราะเขาต้องรีบสร้างทีมรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่โดยที่ยังต้องรักษามาตรฐานการเล่นในระดับสูงเอาไว้ให้ได้

นอกจากนี้ ในตำแหน่งผู้รักษาประตูและกองหลังตัวกลาง สกอตแลนด์ยังขาดแคลนตัวเลือกที่มีประสบการณ์ในระดับสูง ทำให้กุนซือคนใหม่ต้องเผชิญกับโจทย์หินว่าจะดึงศักยภาพของนักเตะเยาวชนขึ้นมาทดแทนได้อย่างไร ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมรุ่นพี่ยังคงเป็นกระดูกสันหลังของทีมอยู่

  • การสร้างสมดุลระหว่างผลการแข่งขันในปัจจุบันและการปั้นดาวรุ่ง
  • การยกระดับความเร็วและความแข็งแกร่งทางกายภาพเพื่อให้เทียบชั้นระดับโลก
  • การหาโอกาสให้นักเตะอายุน้อยได้ลงเล่นในลีกอาชีพ

เมื่อมองในมุมของวัฒนธรรมฟุตบอล สกอตแลนด์จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างผู้เล่นที่มีความคล่องตัวและทักษะที่ทันสมัยมากขึ้น ดังที่ Pat Nevin อดีตปีกทีมชาติเคยตั้งข้อสังเกตว่านักเตะสกอตแลนด์ในปัจจุบันอาจจะดูเชื่องช้าเมื่อเทียบกับทีมชั้นนำอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเรื่องของในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของทัศนคติและระบบการพัฒนาเยาวชนทั้งระบบ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า Craig Mulholland และกุนซือที่จะเข้ามาใหม่ จะสามารถแก้โจทย์นี้ได้หรือไม่ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลที่คาดหวังความสำเร็จต่อเนื่อง เราเชื่อว่าหากมีการวางแผนที่ชัดเจนและการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งอย่างกล้าหาญ สกอตแลนด์จะสามารถก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างสง่างาม นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าศรัทธาของแฟนบอลจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหรือไม่

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นไปที่ความไม่ชอบมาพากลของโครงการขนาดใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 26,000 ล้านบาท จนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้กับทุนพวกพ้องหรือไม่

พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

จากการตรวจสอบโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวพบว่ามีทั้งหมด 4 โครงการหลักที่ใช้งบมหาศาล ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าระบบยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขาดทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล นายพริษฐ์ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบ TOR ของโครงการต่างๆ พบความผิดปกติหลายประการ

ข้อพิรุธใน TOR และเครือข่ายบริษัทที่น่าสงสัย

สิ่งที่ทำให้สังคมต้องจับตามองคือ การกระจายโครงการต่างๆ ไปยังบริษัทที่ถือหุ้นโดยเครือข่ายเดียวกัน โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

  • มีการแบ่งเฟสงานเพื่อเลี่ยงการแข่งขันที่สมบูรณ์
  • กำหนดเงื่อนไข TOR ที่เอื้อให้บริษัทเฉพาะกลุ่มสามารถชนะการประมูลได้
  • พบความเชื่อมโยงของบริษัทที่เข้ามาประมูลโครงการ 12 สัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายกลุ่มทุนเดียวกัน
  • บริษัทที่ชนะการประมูลมีการเติบโตทางรายได้อย่างก้าวกระโดดหลังได้รับงานรัฐ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังย้ำว่า แม้รัฐมนตรีจะมีการสั่งรื้อ TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการโกงกินที่ซ่อนอยู่ภายใต้วาระการพัฒนาทักษะประชาชน หากปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรมากกว่าการสร้างประโยชน์ให้เด็กไทยอย่างแท้จริง

บทสรุปและการเรียกร้องความโปร่งใส

การที่ พริษฐ์ ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบย้อนหลังทุกสัญญา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาษีของประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่ออุ้มชูกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หากรัฐบาลต้องการให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่การแถลงข่าวปฏิเสธไปวันๆ

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดงบเมกะโปรเจกต์การศึกษา 26,000 ล้าน ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียว

แกร็บ ผนึก ททท. ดึง หลิง-ออม ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง

แกร็บ ผนึก ททท. ดึง หลิง-ออม ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง

วงการท่องเที่ยวไทยเตรียมคึกคักอีกครั้ง เมื่อแกร็บ ประเทศไทย จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ "Grab Amazing Thai Rares เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ" โดยใช้กลยุทธ์ แกร็บ ผนึก ททท. ดึง หลิง-ออม ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวทั้งสายชิลและสายตามรอยศิลปินที่ชื่นชอบ

โอกาสทองของการท่องเที่ยวเมืองรองผ่าน Fandom Tourism

กลยุทธ์ แกร็บ ผนึก ททท. ดึง หลิง-ออม ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง จะช่วยดึงดูดฐานแฟนคลับของสองสาว "หลิง-ออม" เพื่อนคู่ซี้ Friends of Grab ให้หันมาสนใจแหล่งท่องเที่ยว Unseen ทั่วประเทศกว่า 55 จังหวัด ซึ่งเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านการเดินทางที่สะดวกสบายด้วยแอปพลิเคชัน Grab

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เชื่อมั่นว่าพลังของแฟนคลับจะช่วยผลักดันให้เมืองรองกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งไม่เพียงแต่ได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำไปพร้อมกับศิลปินคนโปรด

ทางด้าน แกร็บ ประเทศไทย โดยคุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ย้ำว่าแคมเปญนี้มาต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่า แกร็บ ผนึก ททท. ดึง หลิง-ออม ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง คือกุญแจสำคัญในการเจาะตลาด Gen Z และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้หันมาใช้บริการการเรียกยานพาหนะและบริการอื่นๆ ของแกร็บมากขึ้น

ไฮไลต์ความสนุกที่คุณไม่ควรพลาด:

  • รับส่วนลดสุดคุ้ม 120 บาท เพียงใส่โค้ด "AMAZING" เมื่อใช้บริการใน 55 จังหวัดท่องเที่ยว
  • สัมผัสคู่มือท่องเที่ยว "Grab Amazing Thai Rares 2026" ที่จัดทำถึง 3 ภาษา
  • ลุ้นรับสิทธิ์ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับสองสาว หลิง-ออม เพียงแค่เดินทางและใช้บริการผ่านแอปฯ

ความน่าสนใจของแคมเปญนี้คือการเปลี่ยนการท่องเที่ยวธรรมดาให้กลายเป็น "ทริปในฝัน" เพราะการที่คุณได้ออกไปสำรวจเมืองใหม่ๆ ไปพร้อมกับโอกาสในการใกล้ชิดศิลปิน ถือเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน หากใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แนะนำให้กดจองรถแล้วออกเดินทางไปเที่ยวไทยให้ลึกแบบไม่ลับกันเถอะครับ รับรองว่านอกจากจะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว คุณยังจะได้พบมุมมองใหม่ของเมืองไทยที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย

ที่มา – แกร็บ ผนึก ททท. ดึง “หลิง-ออม” ดัน Fandom Tourism บูมท่องเที่ยวเมืองรอง

คริสเตียน ฟุคส์ โชว์จุ๊บหลังหวดซิกซ์ลงแม่น้ำในการเล่นคริกเก็ตครั้งแรก

คริสเตียน ฟุคส์ โชว์จุ๊บหลังหวดซิกซ์ลงแม่น้ำในการเล่นคริกเก็ตครั้งแรก

ในขณะที่แฟนกีฬาฟุตบอลทั่วโลกต่างเศร้าโศกกับการอำลาทีมชาติของ เบ็น สโต๊กส์ ตำนานคริกเก็ตอังกฤษ แต่อีกมุมหนึ่งของโลกกีฬา กลับมีสตอรี่สุดฮาจากอดีตแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง คริสเตียน ฟุคส์ ที่หันมาเอาดีทางคริกเก็ตและทำผลงานได้อย่างน่าจดจำในเกมเดบิวต์ของเขา

หลังจากแขวนสตั๊ดและก้าวเข้าสู่งานโค้ช คริสเตียน ฟุคส์ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการลงสนามเล่นคริกเก็ตให้กับทีม Grindleford ในวันอาทิตย์ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การมาเล่นสนุกๆ เพราะฟุคส์จัดเต็มทั้งการขว้างบอลเก็บไป 2 วิคเกต และไฮไลต์สำคัญคือการหวดลูกเข้าแม่น้ำ พร้อมกับช็อตเด็ดที่เขาหันไปส่งจูบให้คนขว้างอย่างอารมณ์ดี จนกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโซเชียล เพราะคริสเตียน ฟุคส์ โชว์จุ๊บหลังหวดซิกซ์ลงแม่น้ำในการเล่นคริกเก็ตครั้งแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

คริสเตียน ฟุคส์ โชว์จุ๊บหลังหวดซิกซ์ลงแม่น้ำในการเล่นคริกเก็ตครั้งแรก กับความทรงจำสุดกวน

ทางด้าน ฮาซาน มาห์มูด ผู้ขว้างที่พลาดท่าโดนฟุคส์หวดซิกซ์ลงแม่น้ำ เล่าว่า “กรรมการบอกผมว่าอย่าอัดหนักนัก เพราะเขาเพิ่งเล่นครั้งแรก แต่สุดท้ายพอพลาดขว้างลูก Full Toss มา ฟุคส์ก็จัดการซัดตู้มเดียวหายลงแม่น้ำไปเลย แถมยังแกล้งส่งจูบมาให้ผมอีก เล่นเอาขำกันทั้งสนาม” มาห์มูดให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport อย่างเป็นกันเอง

ชีวิตหลังแขวนสตั๊ดของนักกีฬามืออาชีพ

การที่ คริสเตียน ฟุคส์ โชว์จุ๊บหลังหวดซิกซ์ลงแม่น้ำในการเล่นคริกเก็ตครั้งแรก แสดงให้เห็นว่านักกีฬาฟุตบอลระดับโลกมักมีทักษะทางกีฬาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทวารอย่าง ไนเจล มาร์ติน หรือ ดีทมาร์ ฮามันน์ ที่เคยสัมผัสกับเกมคริกเก็ตมาแล้วเช่นกัน สำหรับฟุคส์ นี่ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศหลังเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชของ Newport County มาหมาดๆ

  • ฟุคส์รับหน้าที่ขว้างทำผลงาน 2-20 จาก 3.2 โอเวอร์
  • มีส่วนร่วมในการรันเอาต์คู่แข่ง
  • ตีทำคะแนนไป 12 รัน จาก 18 ลูก

ท้ายที่สุดไม่ว่าเขาจะอยู่ในสนามฟุตบอลหรือสนามคริกเก็ต ฟุคส์ก็ยังคงความเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรอยยิ้มและสร้างสีสันให้กับเกมได้เสมอ นี่คือตัวอย่างของผู้เล่นที่ไม่ได้มีความเก่งกาจในฐานะนักฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่สนุกกับการใช้ชีวิตในวัย 40 ปีได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ คุณคิดว่านักฟุตบอลคนไหนน่าจะมาลองเล่นคริกเก็ตดูบ้าง? คอมเมนต์บอกเราหน่อย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินวลีที่กำลังเป็นกระแสอย่างคำว่า “เติมเชน” แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าที่มาของคำนี้มาจากไหน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตและแรงบันดาลใจในการทำงานผ่านรายการชื่อดัง

หากพูดถึง “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกระแส แต่แท้จริงแล้วคำว่า “เติมเชน” สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานในกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการสร้างทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในอนาคต

ต้นแบบชีวิตจากครอบครัวที่ได้รับอิทธิพลจาก “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ”

ดร.ยศชนัน ยอมรับว่าตนเองมีแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะคุณพ่อ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้” จากอดีตที่เคยทำสวนยางจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี “ลุงทักษิณ” ซึ่งเป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกสาขาวิชาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ต้น ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง ได้อย่างน่าประทับใจ

นอกเหนือจากบุคคลในครอบครัวแล้ว ดร.ยศชนันยังชื่นชมบุคคลระดับโลกอย่าง จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ บารัก โอบามา รวมถึงอดีตนายกฯ ของไทยหลายท่าน เช่น ปรีดี พนมยงค์ และ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งแต่ละท่านต่างมีเสน่ห์และจุดแข็งที่เขานำมาผสมผสานเพื่อสร้าง “ซิกเนเจอร์” ในความเป็นผู้นำของตัวเอง

  • ทัศนคติต่อการศึกษา: มองว่าความรู้คือเกราะกำบังและเป็นทรัพย์สินที่ใครก็ขโมยไปไม่ได้
  • เป้าหมายในการทำงาน: เน้นสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • การพัฒนาคน: เชื่อมโยงระบบการศึกษาและการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับสิทธิสวัสดิการของคนในชาติ

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในมุมมองของ ดร.ยศชนัน คือการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีความรู้เป็นตัวนำทาง หากทุกคนร่วมใจกัน “เติมเชน” หรือเติมการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับตัวเองและสังคม ประเทศไทยย่อมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน นับเป็นมุมมองที่สดใหม่และน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากลงมือทำเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

“กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต

“กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้รัฐ

การบริหารจัดการทรัพยากรและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ถูกสั่งรื้อถอนกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อ น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมานำเสนอแนวคิดใหม่ในการจัดการที่ดินผ่านการเปิดประเด็น “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อเปลี่ยนจากภาระให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ แทนที่จะปล่อยให้มีการทุบทิ้งซึ่งสร้างมลพิษมหาศาล

เปลี่ยนโรงแรมรุกที่ให้เป็นรายได้แทนการทุบทิ้ง

น.ส.กุลวลี ชี้ให้เห็นว่าจากการลงพื้นที่ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ พบว่ามีโรงแรมและรีสอร์ตหลายแห่งในจังหวัดภูเก็ตที่ถูกสั่งให้รื้อถอนเนื่องจากบุกรุกที่ป่าสงวนหรืออุทยาน ทว่าการรื้อถอนดังกล่าวไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ยังปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าการสร้างใหม่ถึง 13 เท่า ข้อเสนอของเธอจึงมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ให้เกิด “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อนำรายได้กลับเข้าสู่รัฐและรักษาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไม่ให้หยุดชะงัก

  • ลดการปล่อยคาร์บอนจากการรื้อถอนอาคาร
  • เพิ่มมูลค่าให้ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม
  • สร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐแทนการใช้งบประมาณทุบทิ้ง

นอกจากประเด็นที่ดินแล้ว เธอยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายมุ่งสู่เน็ทซีโร่ (Net Zero) โดยสนับสนุนงบประมาณปี 2570 ที่เน้นการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าและการจัดการบำบัดน้ำเสียที่ยั่งยืน

โมเดลต้นแบบการจัดการความยั่งยืน

สำหรับแนวคิดเรื่องน้ำเสีย น.ส.กุลวลี ได้นำเสนอโมเดลต้นแบบจากจังหวัดราชบุรี โดยเสนอให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ติดตั้งระบบดักจับก๊าซชีวภาพจากบ่อบำบัดน้ำเสียทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นไบโอมีเทน หรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงาน (Waste to Energy) ที่ช่วยลดภาระการคลังและลดก๊าซมีเทนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30 เท่า

โดยสรุปแล้ว การขับเคลื่อนนโยบายของ น.ส.กุลวลี ไม่เพียงแต่เป็นการหาทางออกให้กับปัญหาโรงแรมรุกพื้นที่ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการมองการณ์ไกลเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการเปลี่ยนปัญหาเรื้อรังให้กลายเป็นสินทรัพย์ของชาติอย่างน่าสนใจยิ่ง

ที่มา – “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต

เปิดปมโศกนาฏกรรม โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิต

เปิดปมโศกนาฏกรรม โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิต

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการฟุตบอลหญิงอย่างมาก สำหรับการเสียชีวิตของ Maddy Cusack นักเตะสาววัย 27 ปีแห่งทีม Sheffield United ล่าสุดในการไต่สวนคดีที่ศาล Chesterfield Coroner’s Court พยานได้ให้การที่น่าตกใจว่า **โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิต** โดยเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอทำงานร่วมกับผู้จัดการทีมอย่าง Jonathan Morgan ซึ่งสร้างผลกระทบต่อจิตใจของเธออย่างรุนแรง

เบื้องลึกเหตุผลที่ใครหลายคนมองว่า โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิต

เหตุการณ์นี้นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงจริยธรรมในการทำทีมและการดูแลนักกีฬา Grace Riglar แฟนสาวและเพื่อนร่วมทีมเผยว่า Maddy Cusack รู้สึกอึดอัดและตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากเกมจิตวิทยาที่โค้ชใช้ การที่โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิตในสนามแข่งขัน ไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ แต่มันบั่นทอนความมั่นใจของนักเตะที่เคยเป็นกำลังหลักของทีมจนเธอเกิดความเครียดสะสม

ผลกระทบทางจิตใจเมื่อ โค้ชด่า Maddy Cusack ว่าเป็นคนโรคจิต

นอกจากถ้อยคำรุนแรงแล้ว เรื่องราวนี้ยังขยายไปถึงพฤติกรรมอื่นๆ เช่น:

  • การล้อเลียนเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของนักเตะ
  • การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ำหนักตัวจนนักเตะต้องเข้มงวดกับอาหารเกินพอดี
  • การปรับเปลี่ยนแผนการแข่งขันเพื่อกดดันทางจิตวิทยา

จากคำให้การพบว่า Maddy Cusack เริ่มมีอาการหวาดระแวง และเธอไม่สามารถปรึกษาใครได้เพราะกลัวข้อมูลจะไปถึงหูของโค้ช จนนำไปสู่สภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่รุนแรง แม้เธอจะพยายามมองหางานใหม่เพื่อหนีจากสถานการณ์นี้ แต่โศกนาฏกรรมก็ได้เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะทันได้เริ่มชีวิตใหม่

เหตุการณ์นี้นับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับทุกสโมสรฟุตบอลว่า การดูแลนักกีฬาไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามแข่งขันเท่านั้น แต่สุขภาพจิตของนักกีฬาต้องมาก่อนเสมอ การกระทำที่บั่นทอนทอนคุณค่าของบุคลากรแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ Maddy Cusack ในการสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ