วัน: 30 มิถุนายน 2026

ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวกันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมคะ ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการมีมติ ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง หลังจากตัวเลขสถิติในปี 2566 พบเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวพุ่งสูงถึงกว่า 24,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่าตกใจมากสำหรับสังคมไทย

ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

จากรายงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้และเติบโต ดังนั้น การที่ ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการปลูกฝัง ‘ทักษะชีวิต’ ให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขารู้จักการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้งด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้กำลังเป็นทางออกของปัญหา

ทำไมต้องเริ่มจากสถานศึกษาและฐานข้อมูลกลาง?

การจะแก้ปัญหาความรุนแรงให้เห็นผล ต้องเริ่มจากการเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำเสียก่อน การเชื่อมข้อมูลกลางจะช่วยให้ภาครัฐติดตามและวางแผนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงหลักสูตร: เพิ่มเนื้อหาในวิชาเรียนเพื่อสอนวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • การสร้างเครือข่ายความปลอดภัย: บูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบแบบครบวงจร
  • การฝึกบุคลากร: สนับสนุนให้คณะนิติศาสตร์เน้นย้ำเรื่องกฎหมายคุ้มครองครอบครัวมากขึ้น

หากเราต้องการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ให้เกิดขึ้นจริง เราทุกคนต้องร่วมมือกันเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับนโยบาย เพราะความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือปัญหาส่วนรวมที่ส่งผลต่ออนาคตของชาติ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็กผ่าน ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากในการลดวงจรความรุนแรงในสังคมไทยให้หมดไป

ในฐานะพวกเราทุกคน การส่งต่อความเข้าใจและการไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงรอบตัว จะช่วยเป็นแรงผลักดันให้มาตรการภาครัฐเห็นผลสัมฤทธิ์ได้เร็วขึ้น มาช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรากันเถอะค่ะ

ที่มา – ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

กฟน. แจ้งพื้นที่ดับไฟ 1 กรกฎาคม 2569 ในกรุงเทพฯ และนนทบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวประชาสัมพันธ์สำคัญมาฝากสำหรับใครที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรีครับ เพราะล่าสุดมีการประกาศจากทางการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบไฟฟ้า โดยมีหัวข้อหลักคือ กฟน. แจ้งพื้นที่ดับไฟ 1 กรกฎาคม 2569 ในกรุงเทพฯ และนนทบุรี ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราควรตรวจสอบให้ดีก่อนวางแผนทำกิจกรรมต่างๆ ในวันนั้นครับ

ทางการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่ามีความจำเป็นต้องงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อดำเนินการพัฒนา ปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายระบบไฟฟ้าจากสายอากาศเป็นสายใต้ดิน เพื่อความปลอดภัยและความเสถียรของกระแสไฟฟ้าในอนาคตครับ

ตรวจสอบรายละเอียด กฟน. แจ้งพื้นที่ดับไฟ 1 กรกฎาคม 2569 ได้ที่นี่

เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับมือกับการไม่มีไฟฟ้าใช้ชั่วคราว เรามาดูรายละเอียดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศ กฟน. แจ้งพื้นที่ดับไฟ 1 กรกฎาคม 2569 ในกรุงเทพฯ และนนทบุรี กันชัดๆ ครับ

พื้นที่กรุงเทพฯ ที่จะได้รับผลกระทบ

  • ถนนแจ้งวัฒนะ: ตั้งแต่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 (ซ.เกษตร 3,4,5) ถึง (ซ.สังคม 2,3,4) ตั้งแต่เวลา 09:00 – 14:30 น.
  • ถนนพุทธมณฑลสาย 2: ตั้งแต่แยก 28 และหมู่บ้านใกล้เคียง ตั้งแต่เวลา 08:30 – 13:00 น.
  • ถนนอนามัยงามเจริญ: บริเวณ ร.พ.ช. และซอยแก้วแจ่ม ตั้งแต่เวลา 09:00 – 12:00 น.

พื้นที่นนทบุรี ที่จะได้รับผลกระทบ

  • ถนนแสงสีสันต์: บริเวณซอยคลองบางนา ตั้งแต่เวลา 08:30 – 15:30 น.

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ แม้อาจจะทำให้เพื่อนๆ ไม่ได้รับความสะดวก แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของเราให้ดียิ่งขึ้นครับ ผมแนะนำว่าในเวลานั้นควรปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้จำเป็น เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อไฟฟ้ากลับมาจ่ายตามปกติครับ และหากท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการการไฟฟ้านครหลวงโดยตรงเลยครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนนะครับ

ที่มา – กฟน. แจ้งพื้นที่ดับไฟ 1 กรกฎาคม 2569 ไฟดับหลายจุดในกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี

“สรรเพชญ” ลงติดตามเหตุ “โป๊ะเรือล่ม” เร่งช่วยผู้ประสบเหตุ

จากเหตุการณ์ระทึกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางด้านนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์ “สรรเพชญ” ลงติดตามเหตุ “โป๊ะเรือล่ม” สั่งเร่งช่วยผู้ประสบเหตุ-ค้นหาผู้สูญหาย ณ บริเวณท่าเทียบเรือใกล้ซอยสุขสวัสดิ์ 84 อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

“สรรเพชญ” ลงติดตามเหตุ “โป๊ะเรือล่ม” สั่งเร่งช่วยผู้ประสบเหตุ-ค้นหาผู้สูญหาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเที่ยง โดยได้รับแจ้งว่ามีโป๊ะเรือและเรือบรรทุกดินจมลงขณะปฏิบัติงานขุดลอกหน้าท่าเทียบเรือ ส่งผลให้คนงานได้รับความเดือดร้อนและตกน้ำทันที โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย กรมเจ้าท่า และตำรวจน้ำ ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน การลงพื้นที่ครั้งนี้ของรัฐมนตรีช่วยฯ สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างทางน้ำเป็นอันดับต้นๆ

สรุปสถานการณ์ล่าสุดและมาตรการช่วยเหลือ

สำหรับความคืบหน้าของเหตุการณ์ “สรรเพชญ” ลงติดตามเหตุ “โป๊ะเรือล่ม” สั่งเร่งช่วยผู้ประสบเหตุ-ค้นหาผู้สูญหาย โดยสรุปรายละเอียดเบื้องต้นได้ดังนี้ครับ:

  • มีผู้บาดเจ็บเบื้องต้น 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลเปาโล พระประแดง เรียบร้อยแล้ว
  • ยังคงมีผู้สูญหายอีก 1 รายที่ทางหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งมือค้นหาอย่างไม่ลดละ
  • ในส่วนของทรัพย์สิน มีเรือบรรทุกดินจม 1 ลำ และโป๊ะบรรทุกรถแบ็กโฮเอียง 1 ลำ
  • บริษัทเจ้าของพื้นที่ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีท่อแก๊สอันตรายตามที่เป็นข่าวลือ เพื่อลดความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้สูญหาย รวมถึงการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ว่าเกิดจากความประมาทหรือปัจจัยภายนอก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต

ในมุมมองของเรา อุบัติเหตุทางน้ำเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย การทำงานใกล้ริมน้ำมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในช่วงที่มีโครงการขุดลอกร่องน้ำ เราหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะจบลงด้วยดีและผู้สูญหายจะปลอดภัย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์และมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนใกล้ริมฝั่งทุกคนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” ลงติดตามเหตุ “โป๊ะเรือล่ม” สั่งเร่งช่วยผู้ประสบเหตุ-ค้นหาผู้สูญหาย

สเปอร์สคว้าตัว เซลมา ปาเนงสทูเอน จาก SK Brann ร่วมทีม

สเปอร์สคว้าตัว เซลมา ปาเนงสทูเอน จาก SK Brann ร่วมทีม

แฟนบอลไก่เดือยทองต้องตื่นเต้นกันแน่นอนครับ เพราะล่าสุด ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมดังแห่งศึก Women’s Super League ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า สเปอร์สคว้าตัว เซลมา ปาเนงสทูเอน จาก SK Brann ผู้รักษาประตูฝีมือดีชาวนอร์เวย์มาร่วมทัพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเธอเลยทีเดียวครับ

สเปอร์สคว้าตัว เซลมา ปาเนงสทูเอน จาก SK Brann เสริมแกร่งแนวรับ

เซลมา ปาเนงสทูเอน ในวัย 23 ปี ยอมรับว่าการย้ายมาเล่นให้สเปอร์สคือ “ความฝันที่เป็นจริง” เธอเติบโตมาจากระบบของ SK Brann และมีบทบาทสำคัญในการพาต้นสังกัดเก่าคว้าแชมป์ลีกถึงสองสมัย โดยมี มาร์ติน โฮ เฮดโค้ชคนปัจจุบันของสเปอร์สเป็นคนดูแลทีมในช่วงนั้น ทำให้ทั้งคู่มีความเข้าใจและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ

เส้นทางความสำเร็จก่อนย้ายทีม

ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานในปี 2025 เซลมาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นสุดๆ เธอลงเล่นในลีกครบทั้ง 27 นัด และเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 18 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้ประเดิมสนามให้ทีมชาตินอร์เวย์มาแล้ว และมีประสบการณ์ในเวที Women’s Champions League อีกด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแฟนๆ ถึงคาดหวังกับเธอไว้สูงมาก

นอกจากความสามารถด้านการเซฟที่เหนียวหนึบแล้ว สเปอร์สคว้าตัว เซลมา ปาเนงสทูเอน จาก SK Brann เข้ามาเพราะเธอมีความเป็นผู้นำ มีการสื่อสารที่ดี และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองในทุกๆ วัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ท็อตแนมต้องการเพื่อยกระดับทีมให้ก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม

  • มีทักษะการเซฟประตูที่ยอดเยี่ยม
  • มีความกล้าหาญในการออกมาตัดบอล
  • มีการสื่อสารกับกองหลังได้แม่นยำ
  • มีความกระหายที่จะเรียนรู้และพัฒนา

มาร์ติน โฮ ได้กล่าวเสริมว่า การมีเซลมาอยู่ในทีม จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพื่อนร่วมทีมได้มาก เพราะเธอไม่เพียงแค่เก่งเรื่องการป้องกัน แต่ยังมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย สำหรับแฟนบอลที่ติดตามเชียร์อยู่ ก็อดใจรอกันอีกนิดครับ ผมเชื่อว่าฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้ สเปอร์สจะมีเกมรับที่เหนียวแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวแน่นอน มาคอยลุ้นและเป็นกำลังใจให้เธอกันครับว่า จะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมแค่ไหนในลีกระดับโลกอย่าง WSL!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี กัว เหวินกุ้ย คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ กัว เหวินกุ้ย (Guo Wengui) อดีตมหาเศรษฐีชาวจีนที่ผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการเมื่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลาถึง 30 ปี ในคดีฉ้อโกงและฟอกเงินมูลค่ามหาศาลกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดจบของมหากาพย์การลวงโลกที่ใช้ชื่อของ “ประชาธิปไตย” มาเป็นเครื่องมือ

คดีฉ้อโกงสะท้านโลก: ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี กัว เหวินกุ้ย มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะมูลค่าความเสียหายนั้นสูงเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่คณะลูกขุนพบว่าเขามีความผิดในหลายข้อหา ทั้งการฉ้อโกงหลักทรัพย์ การฟอกเงิน และการสมคบคิดเพื่อก่ออาชญากรรม โดยใช้ภาพลักษณ์นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยบังหน้า เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากผู้สนับสนุนทั่วโลก

พฤติกรรมเบื้องหลังฉากหน้าของ กัว เหวินกุ้ย

ตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 กัว เหวินกุ้ย ได้สร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นด้วยการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างรุนแรง ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อมั่นและร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ของเขา แต่แท้จริงแล้วเงินเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองอย่างที่กล่าวอ้าง แต่กลับถูกนำไปปรนเปรอไลฟ์สไตล์สุดหรูส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น:

  • ซื้อคฤหาสน์สุดหรูขนาดใหญ่
  • สะสมรถซูเปอร์คาร์ลัมโบร์กินี
  • ครอบครองเรือยอชต์มูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเหล่านักลงทุนและกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมืองว่า อย่าหลงเชื่อบุคคลเพียงเพราะวาทกรรมที่สวยหรู โดยไม่ตรวจสอบความโปร่งใสของแหล่งที่มาของเงินและโครงการที่นำเสนอ เพราะสุดท้ายแล้ว ความถูกต้องตามกฎหมายย่อมยืนหยัดอยู่เหนือโชคชะตาของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะร่ำรวยหรือมีอิทธิพลเพียงใดก็ตาม

หากเรามองในมุมกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกัว เหวินกุ้ย เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีว่า แม้จะเป็นนักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์แน่วแน่หรือมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน หากตั้งตัวอยู่บนความคดโกง ความจริงย่อมถูกเปิดเผยและต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

รูนีย์แนะเลือก เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน ดวลคองโก

รูนีย์แนะเลือก เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน ดวลคองโก

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก่อนเกมนัดสำคัญในศึกฟุตบอลโลก รอบ 32 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมชาติอังกฤษกับดีอาร์ คองโก กำลังร้อนแรง เมื่อตำนานกองหน้าอย่าง เวย์น รูนีย์ ออกมาแสดงทัศนะชัดเจนว่า เขาอยากจะเห็น เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน ในเกมนี้มากกว่า เพื่อเพิ่มความหลากหลายในแดนกลางให้กับทัพสิงโตคำราม

ค็อบบี้ เมนู กองกลางดาวรุ่งจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังตกเป็นประเด็นที่แฟนบอลพูดถึงอย่างมาก แม้ที่ผ่านมาเขาจะมีช่วงเวลาที่ลุ่มๆ ดอนๆ กับสโมสร แต่การกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีภายใต้การคุมทีมของ ไมเคิล คาร์ริค ก็ทำให้เขากลับมามีชื่อติดทีมชาติอีกครั้ง

ทำไม เวย์น รูนีย์ จึงสนับสนุนให้เลือก เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน

รูนีย์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Wayne Rooney Show โดยวิเคราะห์ว่าหากดูจากจุดแข็งของนักเตะ เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่แคบๆ ที่ต้องใช้ทักษะการครองบอลและการจ่ายบอลที่แม่นยำ ซึ่งเมนูมีทักษะนี้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“ผมจะให้ เดแคลน ไรซ์ ยืนต่ำ แล้วใช้ เมนู เล่นคู่กับ จู๊ด เบลลิงแฮม เพราะเมนูมีความสามารถพิเศษในการเล่นในสไตล์ที่กองกลางสมัยใหม่ต้องมี คือการหาช่องจ่ายบอลในพื้นที่แคบๆ ได้ดีมาก” รูนีย์กล่าว

ประเด็นน่าสนใจในแดนกลางของทีมชาติอังกฤษ

นอกจากเรื่องของเมนูแล้ว อดีตตำนานทีมชาติอย่าง เอมีล เฮสกีย์ ก็ยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดตัวผู้เล่นของทูเคิล โดยเฉพาะการที่เขาเลือกใช้ผู้เล่นวัยเก๋าอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงมาในสนาม แทนที่จะให้โอกาสดาวรุ่งอย่างเมนูได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์สำคัญ ซึ่งเฮสกีย์มองว่านี่อาจจะเป็นการปิดโอกาสการเติบโตของนักเตะที่กำลังไฟแรง

  • เมนูคือจอมทัพที่เล่นในพื้นที่จำกัดได้ดีที่สุด
  • แอนเดอร์สันถูกจับตามองจากค่าตัวมหาศาลในการย้ายทีมไปยังแมนซิตี้
  • แฟนบอลอังกฤษคาดหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในแดนกลาง

มุมมองทิ้งท้าย: ไม่ว่าผลการตัดสินใจของกุนซือจะเป็นอย่างไร การเลือกใช้ผู้เล่นย่อมมีเหตุผลแทรกซ้อนอยู่เบื้องหลังเสมอ แต่สำหรับแฟนบอลส่วนใหญ่แล้ว การเลือกให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งฟอร์มจัดจ้านในเกมกดดันสูงแบบนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อังกฤษก้าวไปไกลกว่าเดิมในฟุตบอลโลกครั้งนี้ครับ แล้วคุณล่ะเห็นด้วยไหมว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่อังกฤษจะต้องกล้าปรับแผนโดยเลือก เมนู ลงตัวจริงแทน แอนเดอร์สัน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เตือน โรคมือเท้าปาก เริ่มระบาดช่วงหน้าฝน แนะสังเกตอาการ

ช่วงนี้เข้าสู่หน้าฝนกันอย่างเต็มตัวแล้ว นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพทั่วไป สิ่งที่ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ เตือน โรคมือเท้าปาก เริ่มระบาดช่วงหน้าฝน แนะสังเกตอาการ เพราะโรคนี้มักกลับมาอาละวาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน

เตือน โรคมือเท้าปาก เริ่มระบาดช่วงหน้าฝน แนะสังเกตอาการ

กรมควบคุมโรคได้ออกมาให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ปัจจุบันพบยอดผู้ป่วยสะสมเริ่มกระเถิบสูงขึ้น แม้ตัวเลขจะยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่เราก็ประมาทไม่ได้เลยครับ โดยเชื้อที่พบหลักๆ คือ Coxsackievirus A16 ซึ่งมักจะแพร่ระบาดผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย หรือการสัมผัสของเล่นร่วมกัน ดังนั้นการ เตือน โรคมือเท้าปาก เริ่มระบาดช่วงหน้าฝน แนะสังเกตอาการ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

วิธีเฝ้าระวังและสังเกตอาการโรคมือเท้าปาก

สำหรับการสังเกตลูกน้อย หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก:

  • มีไข้ร่วมกับแผลในปาก บริเวณลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม
  • มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือบริเวณลำตัว
  • เด็กมีอาการงอแงผิดปกติ ไม่ยอมทานข้าว หรือเจ็บปากมากจนน้ำลายไหล
  • ถ้าลูกมีอาการซึมลง ชักเกร็ง หรือหอบเหนื่อย ให้รีบพาไปพบแพทย์ด่วนที่สุดครับ

แนวทางการป้องกันในโรงเรียนและที่บ้าน

การป้องกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้โรคกระจายตัวเป็นวงกว้าง คุณครูและผู้ปกครองควรทำตามคำแนะนำดังนี้:

  • หมั่นล้างมือให้เด็กๆ เป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • คัดกรองเด็กที่หน้าประตูโรงเรียนทุกเช้า หากพบเด็กมีอาการให้แยกกักตัวทันที
  • ทำความสะอาดของเล่นและอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวอย่างสม่ำเสมอ
  • หากพบเด็กป่วยในห้องเรียนตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ควรพิจารณาปิดห้องเรียนเพื่อทำความสะอาดและลดการระบาด

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ จากคนใกล้ชิดคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเด็กๆ อย่ามองข้ามความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย หากพบอาการควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาอย่างถูกต้องครับ

ที่มา – เตือน “โรคมือเท้าปาก” เริ่มระบาดช่วงหน้าฝน แนะสังเกตอาการ เฝ้าระวังเด็กเล็ก

ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

เชื่อว่าหลายคนที่หลงใหลในการออกกำลังกายหรือกำลังปั้นหุ่นสวย คงเคยได้ยินเรื่องยาช่วยเร่งกล้ามเนื้อมาบ้างใช่ไหมครับ? แต่วันนี้มีข่าวใหญ่ที่สายฟิตต้องอ่านเลย เพราะมีการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและกระจายสินค้าให้กับนักกล้ามทั้งในและต่างประเทศ บอกเลยว่าของกลางที่มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทนั้นน่าตกใจมากครับ!

เบื้องลึกการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ อย. ที่บุกเข้าตรวจค้นคอนโดหรูย่านพัฒนาการหลังจากสืบทราบว่ามีการแอบใช้พื้นที่เป็นโรงงานผลิตยาอนาบอลิกสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระบวนการผลิตที่นี่ไม่ได้มาตรฐานอย่างรุนแรง ไม่มีการฆ่าเชื้อในยาฉีด และใช้สารเคมีที่อันตรายต่อร่างกายผู้ใช้แบบสุดๆ

อันตรายจากยาเถื่อนที่ต้องระวังให้ดี

ยาที่ยึดได้จากการเข้า ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ครั้งนี้มีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศชายที่นำมาใช้ผิดประเภท อันตรายที่รออยู่หากใครนำยาเหล่านี้ไปใช้ ได้แก่:

  • ตับและไตทำงานหนัก: อาจส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบจนถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจโต และอาจหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
  • ภาวะติดเชื้อ: เนื่องจากเป็นยาที่ผลิตในสถานที่ไร้มาตรฐาน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการฉีดยาที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ
  • ผลกระทบต่อฮอร์โมน: เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและระบบต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด

หลายคนมองว่าทางลัดสร้างกล้ามเนื้อด้วยยาจะช่วยได้เร็ว แต่จริงๆ แล้วมันคือภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราคาดไม่ถึง ผู้ต้องหาในคดีนี้ทำมาแล้วกว่า 3 ปี และเคยโดนจับมาก่อนแต่ยังกล้ากลับมากระทำผิดซ้ำอีก เพื่อมุ่งหวังกำไรโดยไม่สนใจความเป็นความตายของผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย

คำแนะนำสำหรับสายสุขภาพ: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือการบอกต่อแบบปากต่อปากให้ซื้อยาผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ควรหันมาดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเป็นธรรมชาติจะปลอดภัยที่สุดครับ หากใครสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” หรือไลน์ @FDAThai จะได้มั่นใจว่าเราสร้างหุ่นสวยโดยไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง

ที่มา – ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง แฉผลิตขายนักกล้ามทั้งใน-ต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เต้นรำดีใจหลังอิหร่านตกรอบบอลโลก

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เต้นรำดีใจหลังอิหร่านตกรอบบอลโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอลระดับโลก เมื่อ Markwayne Mullin รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยแบบไม่มีกั๊กผ่านสื่อว่า เขาถึงกับออกอาการ “เต้นรำดีใจ” หลังจากทีมชาติอิหร่านต้องตกรอบจากการแข่งขันฟุตบอลโลกไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำเอาแฟนบอลทั่วโลกต้องหันมาจับตามองความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและกีฬาในครั้งนี้ให้ดี

เบื้องหลังการตกรอบและการเต้นรำดีใจของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

การที่อิหร่านต้องตกรอบในครั้งนี้นั้นเกิดจากผลต่างประตูได้เสีย หลังจากที่พวกเขาพลาดโอกาสสำคัญในการเฉือนชนะอียิปต์ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เนื่องจากโดนกรรมการตัดสินว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าอย่างน่ากังขา ซึ่งเรื่องนี้เองที่ทำให้ Markwayne Mullin รู้สึกโล่งใจจนอดไม่ได้ที่จะแสดงอาการออกมา เขาได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทีมอิหร่านต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ ไปเสียที และการไม่ต้องดูแลความเคลื่อนไหวของทีมนี้อีกต่อไปทำให้งานของเขาเบาลงไปมาก

ความขัดแย้งที่แฝงมากับการแข่งขัน

ตลอดช่วงเวลาที่อิหร่านอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อลงแข่งขันฟุตบอลโลก พวกเขาต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องการเดินทางที่ต้องพักฐานที่ทิฮัวนา ประเทศเม็กซิโก และต้องบินข้ามพรมแดนมาเตะเฉพาะในวันที่ลงแข่งเท่านั้น ซึ่งฝั่งอิหร่านเอง โดยเฉพาะโค้ช Amir Ghalenoei ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทีมของเขาถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการเมืองกับทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์

  • ทีมอิหร่านต้องเดินทางไป-กลับ สหรัฐฯ-ทิฮัวนาอย่างยากลำบาก
  • กัปตันทีม Mehdi Taremi ระบุว่าความตึงเครียดทำลายความสุขของฟุตบอลโลก
  • การแสดงออกของเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นกลางในกีฬา

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ทีมอื่นกำลังลุ้นเข้ารอบอย่างหนัก การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศเจ้าภาพออกมากล่าวแบบนี้ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทัวร์นาเมนต์อย่างแน่นอน แม้ว่ากีฬาจะเป็นเรื่องของผลการแข่งขันในสนาม แต่ในมุมมองของผู้มีอำนาจ ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างการเมืองและฟุตบอลจะถูกลบเลือนจนมองไม่เห็นความชัดเจนอีกต่อไป

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า กีฬาระดับโลกไม่ได้มีแค่เรื่องของลูกหนังในสนาม แต่ยังเป็นเวทีที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางการเมือง และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่นักกีฬาต้องรับผลกระทบจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเจ้าหน้าที่รายนี้ครับ? การที่ฝ่ายการเมืองออกมาแสดงความสะใจแบบนี้เหมาะสมแล้วจริงหรือ?

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ