วัน: 8 กรกฎาคม 2026

กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน เตรียมงบ 100 วันสกัดน้ำท่วม

กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงปลายปีของทุกปี หลายพื้นที่ในไทยโดยเฉพาะภาคใต้ต้องเผชิญกับมรสุมและฝนตกหนัก ล่าสุดทาง กรอ. ได้จัดให้มีการเรียกประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับการ กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน ให้ทันท่วงที ก่อนที่ฤดูฝนที่แท้จริงจะมาถึงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ครับ

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นประตูเชื่อมโยงการค้ากับอาเซียน กรอ. มุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยเดิม โดยวางแผนงานเป็น 3 ระยะเพื่อให้การทำงานเกิดความยั่งยืน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งประสานภาคเอกชนช่วยวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

มาตรการเด็ดจาก กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน เตรียมงบเร่งด่วน 100 วัน

รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของ กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การบริหารจัดการน้ำ: เร่งปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยให้สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว
  • ระบบแจ้งเตือนภัย: ติดตั้งและปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยที่ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ล่วงหน้า
  • มาตรการช่วยเหลือธุรกิจ: เสนอมาตรการสินเชื่อพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ เพื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ
  • ความร่วมมือกับเอกชน: ดึงภาคธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้เป็นต้นแบบการรับมือภัยพิบัติ

นอกจากนี้ กรอ. ยังมองไปไกลถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การที่พื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะหาดใหญ่กลับมามีความพร้อมในการรับมืออุทกภัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้เมืองที่เคยเปราะบาง กลายเป็นเมืองที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศและเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลลัพธ์จากแผน 100 วันนี้ว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่เห็นจากการร่วมมือกันครั้งนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลให้ความใส่ใจกับปัญหาปากท้องและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ หวังว่าหน้าฝนปีนี้ พี่น้องชาวใต้จะอุ่นใจและผ่านพ้นภัยธรรมชาติไปได้อย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – กรอ.ประชุมนัดพิเศษ รับมือฤดูฝน วางแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมของบเร่งด่วนภายใน 100 วัน

เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โครงการสำคัญระดับประเทศอย่าง TH-AI Passport กลายเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยเฉพาะความคืบหน้าล่าสุดที่ทาง สดช. ออกมาชี้แจงว่าสถานะการ เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดกับงบประมาณภาครัฐ

สถานะล่าสุด: เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ สดช. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขจากสัญญาแบบเหมาจ่ายมูลค่า 1,600 ล้านบาท มาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per Use) นั้น มีรายละเอียดเชิงเทคนิคและข้อกฎหมายที่ซับซ้อนมาก ซึ่งขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

ทำไมการ เจรจา TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ ถึงใช้เวลานาน?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการถึงล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • สัญญาที่ซับซ้อน: การเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินจำเป็นต้องมีการตรวจรับที่รัดกุม
  • ความต้องการของกระทรวงดีอี: ต้องมีการปรับจูนเงื่อนไขให้เข้ากับเป้าหมายปัจจุบัน
  • การหารือกับเอกชน: มีการประชุมอย่างเป็นทางการและนอกรอบหลายครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ เลขาฯ สดช. ยังยอมรับแบบเปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในลักษณะนี้อาจเปรียบเสมือนการ “หักคอ” เอกชน เพราะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะนำไปสู่การยกเลิกสัญญาหรือไม่ ซึ่งต้องให้ทางกระทรวงดีอีเป็นผู้สรุปและแจ้งให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

ในมุมมองของผู้ติดตามนโยบายรัฐ การปรับเปลี่ยนงบประมาณให้สมเหตุสมผลตามการใช้งานจริงถือเป็นเรื่องที่ดีและแสดงถึงความโปร่งใสครับ แต่น่าสนใจว่าท้ายที่สุดแล้วเอกชนผู้รับเหมาจะยอมรับเงื่อนไขใหม่นี้ได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ต้องพลิกโฉมไปจากแผนเดิมที่เราเคยเห็นกัน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของโปรเจกต์ใหญ่ระดับประเทศนี้จะลงเอยอย่างไร และจะทันต่อความต้องการของประชาชนในการใช้งานระบบดิจิทัลหรือไม่ หรือภาครัฐอาจต้องมองหาแนวทางใหม่เพื่อรองรับในอนาคตครับ

ที่มา – สดช.เผยเจรจาเอกชน TH-AI Passport ยังไม่จบ รายละเอียดเยอะต้องรอบคอบ

เปิดใจ สามีคลิปไวรัลดัง ยอมรับยิ้มเพราะเมา เล่าที่มา หมอนโดเรมอน-ฝากระติกเขียว

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลกันได้ กับเหตุการณ์เมียหลวงบุกจับชู้คาเตียงจนมียอดวิวสูงถึง 77 ล้านวิว ซึ่งนอกจากดราม่าเรื่องการนอกใจแล้ว ชาวเน็ตยังพากันโฟกัสไปที่สิ่งของแปลกตาในคลิป ทั้งหมอนโดเรมอนและฝากระติกเขียวที่กลายเป็นกระแสไวรัล ล่าสุด เปิดใจ สามีคลิปไวรัลดัง ยอมรับยิ้มเพราะเมา เล่าที่มา “หมอนโดเรมอน-ฝากระติกเขียว” ให้ฟังชัดๆ ในรายการโหนกระแสแล้วครับ

เปิดใจ สามีคลิปไวรัลดัง ยอมรับยิ้มเพราะเมา เล่าที่มา “หมอนโดเรมอน-ฝากระติกเขียว”

คุณบอล ซึ่งเป็นชายในคลิปดังกล่าว ได้เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นว่า เป็นช่วงวันเงินเดือนออก หลังจากเลิกงานได้ชวนหญิงสาวคนสนิทไปดื่มกินจนเมามาย ก่อนจะพากันกลับมาที่บ้านและเกิดเหตุการณ์ตามคลิปที่เป็นประเด็น โดยคุณบอลยืนยันว่ารอยยิ้มที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นเพราะอาการเมาสุราล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง

เบื้องหลัง “หมอนโดเรมอน-ฝากระติกเขียว” ที่ทุกคนสงสัย

นอกจากประเด็นเรื่องความรักความสัมพันธ์ที่แตกร้าว คุณบอลยังได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับไอเทมสุดฮิตในคลิปไวรัลครั้งนี้ว่า:

  • หมอนโดเรมอน: เป็นของส่วนตัวที่คุณบอลได้มาจากการไปปาโป่งที่งานวัด ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตแซวกันไม่หยุด
  • ฝากระติกเขียว: สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็โผล่มา แต่เกิดจากการที่คุณภรรยาเป็นคนโยนเข้ามา ซึ่งในตอนนั้นน่าจะกระแทกโดนหลังของคุณบอลพอดี

คุณบอลยังได้เปิดเผยความในใจเพิ่มเติมว่า ตนเองหมดรักภรรยาคนนี้แล้ว เนื่องจากมีปัญหาจุกจิกเรื่องการด่าทอและไม่ให้เกียรติกัน สำหรับหญิงสาวคนที่เป็นประเด็นนั้น เป็นเพียงคนคุยที่รู้จักกันในที่ทำงานเท่านั้น ส่วนเรื่องการฟ้องร้องนั้น ตนเองก็ยอมรับและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าชีวิตหลังจากนี้คงไม่หวนกลับไปคบหาหรือแก้ไขความสัมพันธ์เดิมอีกต่อไป เพราะทุกอย่างได้จบลงแล้วจริงๆ

เรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจในเรื่องของความสัมพันธ์และการใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา การเปิดใจครั้งนี้ของสามีในคลิปไวรัลคงทำให้หลายคนหายสงสัยเกี่ยวกับเรื่องหมอนและฝากระติกที่ดราม่ากันไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตคู่คือการสื่อสารและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากหมดรักแล้วการเดินออกมาอย่างตรงไปตรงมาอาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการสร้างเหตุการณ์ดราม่าบนโลกออนไลน์ครับ

ที่มา – เปิดใจ สามีคลิปไวรัลดัง ยอมรับยิ้มเพราะเมา เล่าที่มา “หมอนโดเรมอน-ฝากระติกเขียว”

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

สถานการณ์ล่าสุด: รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจมากครับ เมื่อเราตื่นมาพบข่าวใหญ่ว่า รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของสงครามที่ไม่ยอมจบสิ้น การโจมตีด้วยขีปนาวุธผสมโดรนนับร้อยลำในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงที่ทำให้ประชาชนในยูเครนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างตั้งคำถามว่าความไม่สงบนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน

ผลกระทบที่น่ากังวลจากการโจมตีระลอกล่าสุด

จากการรายงานล่าสุด เราพบว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนกำลังเผชิญกับวิกฤตความยากลำบากอย่างหนัก โดยเฉพาะการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น ซึ่งเป็นอาวุธหัวใจสำคัญในการปกป้องน่านฟ้า ส่งผลให้รัสเซียสามารถใช้กลยุทธ์โจมตีแบบผสมผสาน ได้แก่:

  • โดรนจำนวน 169 ลำที่ระดมยิงเข้ามาพร้อมกัน
  • ขีปนาวุธวิถีโค้งที่ยากต่อการสกัดกั้น
  • ความเสียหายต่ออาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยและโกดังสินค้า

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ที่เมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงเมืองคาร์คิฟและแคว้นต่างๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่ายูเครนไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธวิถีโค้งได้เลยแม้แต่ลูกเดียว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างทางยุทธวิธีที่ต้องการการสนับสนุนจากพันธมิตรตะวันตกอย่างเร่งด่วน

ท่ามกลางการประชุมสุดยอดนาโตและกำหนดการหารือของประธานาธิบดีเซเลนสกีกับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ประเด็นเรื่องการจัดส่งขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองมากที่สุดครับ หากไม่มีกระสุนหรือระบบป้องกันที่เพียงพอ เมืองหลวงและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของยูเครนคงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน เราได้แต่หวังว่าทางการทูตจะมีทางออกก่อนที่การสูญเสียจะบานปลายไปมากกว่านี้

สุดท้ายนี้ สงครามไม่มีฝ่ายไหนชนะอย่างแท้จริง มีเพียงความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เหตุการณ์เหล่านี้จบลงด้วยดีและสันติภาพกลับคืนมาสู่ยูเครนโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง-ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุกทุก 30 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาขีดเส้นตายให้การทำงานของหน่วยงานในสังกัดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ภายใต้โจทย์สำคัญที่ว่า “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

แนวทางการทำงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการบูรณาการชุดเฉพาะกิจถึง 5 ชุด เพื่อลุยจัดระเบียบสังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การหลอกลวงทางไซเบอร์ ไปจนถึงปัญหาโรงแรมเถื่อนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดว่าต้อง Reform, Reset และ Enforce เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกที่ต้องเห็นผลจริง

  • การสแกนพื้นที่: ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุก ไม่รอให้แจ้งเบาะแส เพื่อขจัดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ
  • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้: ยกระดับการบริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์และ Social Listening เพื่อให้เข้าถึงง่ายและทันสมัย
  • ตรวจสอบสัญชาติและสิทธิ: เข้มงวดกับปัญหาการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือเอกสารสิทธิที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย

นอกจากมาตรการปราบปรามแล้ว ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามผลทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างสิ่งไม่ถูกต้องออกจากสังคมไทยอย่างเป็นระบบ

หากเรามองในมุมของประชาชน นโยบายนี้เปรียบเสมือนการคืนความมั่นใจให้ผู้บริสุทธิ์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการรายงานผลแบบรายเดือน ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลดน้อยลง หวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนในสังคมไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

อยุธยากวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง”

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถใช้ถนนเส้นสายเอเชียในช่วงนี้ อาจจะเคยประสบปัญหาไฟส่องสว่างดับมืดสนิทจนน่ากลัวใช่ไหมครับ? จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบขัดข้องเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะภัยสังคมจากกลุ่มคนที่สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาปฏิบัติการ อยุธยากวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง” เพื่อคืนความปลอดภัยให้ประชาชนครับ

การกวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง” ครั้งใหญ่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินราชการมีมูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท โดยกลุ่มคนร้ายใช้วิธีนำอุปกรณ์ต่างๆ เช่น บันไดพาดเสาและเครื่องมือช่าง เข้าไปตัดสายไฟและขโมยหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะทำลายทรัพย์สินแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมหาศาล

เบื้องหลังพฤติการณ์สุดแสบของแก๊งลักทรัพย์

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้มักจะอ้างตัวแบบมั่วๆ ว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรืออ้างว่า อยุธยากวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง” ตัวจริงเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นสายตาสายตรวจและพลเมืองดีไปได้ โดยพฤติกรรมหลักๆ มีดังนี้ครับ:

  • ใช้รถกระบะดัดแปลงปิดบังป้ายทะเบียน
  • ใช้คีมตัดและเครื่องมือไฟฟ้าชำแหละหม้อแปลงกลางดึก
  • ขโมยเฉพาะทองแดงไปขายในราคาที่คุ้มไม่คุ้มกับความเสียหายที่รัฐได้รับ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศยกระดับมาตรการเอาผิดกับร้านรับซื้อของเก่าที่รับซื้อสายไฟหรือทองแดงต้องสงสัย หากตรวจพบว่าร้านใดรับซื้อของโจร จะโดนเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทันที เพื่อเป็นการตัดวงจรการขโมยให้สิ้นซาก

สำหรับใครที่สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว หากเห็นบุคคลต้องสงสัยปีนเสาไฟในยามวิกาลโดยไม่มีเครื่องแบบหรือตราประทับของทางราชการ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการช่วยเป็นหูเป็นตาคือหัวใจสำคัญที่จะหยุดยั้งเหตุการณ์ อยุธยากวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง” ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกครับ

ที่มา – อยุธยากวาดล้างแก๊งตัดสายไฟเอาทองแดงไปขาย ทำถนนสายเอเชียมืดสนิท อ้างมั่วมาจาก “ทางหลวง”

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเร่งดำเนินการกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะครบกำหนดหมดระยะเวลาประกันในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีของประชาชนโดยตรง

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการตรวจสอบสภาพอาคารรัฐสภา พบรายการที่ต้องซ่อมบำรุงในฝั่ง สว. และฝั่ง สส. รวมกันนับพันรายการ หากตีเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นอาจสูงถึง 10 ล้านบาท หากการซ่อมแซมไม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลารับประกัน รัฐสภาอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมาซ่อมแซมเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย

ทำไมการ สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ ถึงมีความสำคัญ?

นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว ปัญหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารรัฐสภายังส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงว่า:

  • ปัญหาน้ำรั่วซึมภายในอาคารเมื่อฝนตก
  • ความชำรุดเสียหายของห้องสุขาที่ใช้งานไม่ได้
  • ความนิ่งเฉยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเจรจากับผู้รับเหมา

หลายฝ่ายมองว่าหากเป็นผู้รับเหมาเจ้าอื่น การดำเนินการแก้ไขควรจะมีความคืบหน้าที่ดีกว่านี้ แต่การที่หน่วยงานรัฐสภายังดูเกรงอกเกรงใจผู้รับเหมา จนปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนหมดสัญญา สร้างความสงสัยให้กับประชาชนอย่างมากว่ามีการปิดกลบหรือช่วยเหลือกันหรือไม่

ในฐานะผู้เสียภาษี เราทุกคนย่อมต้องการเห็นการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่าที่สุด การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาเข้ามาดูแลอาคารตามสัญญา สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ คือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องรั่วไหลไปกับสิ่งที่ผู้รับเหมาควรจะเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่แรก เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในช่วงเวลา 7 วันที่เหลือนี้ จะมีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจากประธานรัฐสภาหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ แซะอย่าเกรงใจมากนัก

กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. หลายคนคงกำลังเฝ้ารออัปเดตสถานะทางการเงินของตัวเองกันอยู่ วันนี้มีข่าวดีมาฝากครับ เพราะล่าสุดทางกองทุนได้ออกมาประกาศความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการปรับปรุงยอดหนี้ให้เป็นธรรมนั้นคืบหน้าไปมากแล้วครับ

กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี

จากการรายงานล่าสุด พบว่าทางกองทุนฯ ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ไปแล้วกว่า 4,157,175 บัญชี ซึ่งนับเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.56% ของบัญชีทั้งหมดที่มีในระบบ ทำให้ผู้กู้ส่วนใหญ่สามารถเข้าไปเช็กสถานะยอดหนี้ที่เป็นปัจจุบันได้ด้วยตัวเองแล้วครับ โดยนางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทนผู้จัดการกองทุนฯ ได้ย้ำชัดว่าแม้จะเหลืออีกประมาณ 18,300 บัญชีที่มีข้อมูลซับซ้อน แต่ทางทีมงานก็กำลังเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดครับ

วิธีตรวจสอบยอดหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect

สำหรับใครที่ต้องการทราบสถานะปัจจุบันของตนเอง หลังจากที่ กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางเดียวเท่านั้น คือแอปพลิเคชัน กยศ. Connect บนมือถือครับ!

  • ดาวน์โหลดหรือเปิดแอปพลิเคชัน กยศ. Connect
  • เข้าสู่ระบบด้วยข้อมูลส่วนตัวของคุณ
  • ตรวจสอบยอดหนี้ปัจจุบันในหน้าจอหลัก
  • หากต้องการดูรายละเอียดการชำระย้อนหลัง สามารถไปที่เมนู “บริการ” > “รายการอื่นๆ” > “รายการชำระเงินย้อนหลัง” ได้เลยครับ

นอกจากนี้ สำหรับใครที่ชำระเงินผ่าน Mobile Banking หรือ QR Code หลังจากจ่ายเงินแล้ว ระบบจะใช้เวลาปรับปรุงยอดหนี้ภายใน 2 วันทำการ ส่วนเพื่อนๆ ที่ถูกหักเงินเดือนผ่านองค์กรนายจ้างอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับลดยอดหนี้นานกว่าปกติเล็กน้อยเนื่องจากขั้นตอนการนำส่งและประมวลผลข้อมูล แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ชำระเข้ามาจะถูกนำไปคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องแน่นอนครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญของ กยศ. ที่พยายามปรับปรุงระบบให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่ได้เช็กสถานะ แนะนำให้รีบโหลดแอปฯ และเข้าไปตรวจสอบกันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ ความคืบหน้า กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี นี้ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะถูกนำไปหมุนเวียนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้รุ่นน้องต่อไปในอนาคต

ที่มา – กยศ. อัปเดตความคืบหน้าการคำนวณยอดหนี้ใหม่ เสร็จสิ้นแล้วกว่า 4.1 ล้านบัญชี

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองและกฎหมายไทย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลักลอบนำพืชกัญชาออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่ง “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันว่ากัญชาไทยไม่ใช่สินค้าที่จะส่งออกได้เสรีครับ

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

เหตุการณ์การลักลอบขนกัญชาข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ทางการให้ความสำคัญอย่างมากครับ ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่าเมื่อมีการตั้งใจทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ใครที่คิดจะลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไปถึง เพราะถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและกฎระเบียบของไทยในระดับสากล สำหรับประเด็นเรื่อง อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม นั้น นายกฯ ได้เน้นย้ำว่ากฎหมายไทยเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก

คุมเข้มการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้การควบคุมดูแลกัญชาเป็นไปอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้ครับ:

  • เน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น
  • ป้องกันการนำกัญชาไปใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ หรือการสูบเสพ
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดข้อบังคับ
  • สร้างมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกกัญชาอย่างเข้มงวด

ความชัดเจนในกฎหมายถัดจากนี้ จะช่วยลดปัญหาเรื่องการนำกัญชาไปใช้อย่างผิดประเภทได้อย่างมาก ไม่ว่าจะถูกนำไปใช้สันทนาการหรือการส่งออกที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างจะถูกจัดระเบียบให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า กัญชาจะถูกจำกัดวงไว้แค่เรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาลเท่านั้น การเดินทางไปต่างประเทศหรือทำธุรกิจที่นอกเหนือจากกรอบกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น อย่าลองดีกับกฎหมาย เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแถลงของนายกฯ สามารถติดตามต่อได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม