วัน: 17 กรกฎาคม 2026

สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน

สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลายคนคงรู้สึกได้ว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า SME กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงและมองว่าการจะขับเคลื่อนประเทศได้นั้น สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน อย่างจริงจัง เพราะธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของฐานรากเศรษฐกิจไทยทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยตรง

ทำไมต้องเร่งใช้เงินกู้ต่อลมหายใจ SME?

ปัญหาที่ผู้ประกอบการกำลังเจอในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่หดตัว และวิกฤตสภาพคล่องที่ทำให้กระแสเงินสดขาดช่วง นายสงครามจึงได้เสนอแนวทางเชิงรุกให้รัฐบาลนำงบประมาณจากโครงการเงินกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการ สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน ให้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง หากรัฐปล่อยให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ ผลกระทบก็จะย้อนกลับมาที่อัตราการว่างงานและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน

หากเรามองภาพรวมจะเห็นว่า SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในชุมชน ผู้ให้บริการรายย่อย ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่น ประโยชน์ของการรักษาธุรกิจกลุ่มนี้ไว้ ได้แก่:

  • ลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการเพื่อรักษาฐานราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบผู้บริโภค
  • สร้างความต่อเนื่องในการจ้างงาน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในระดับฐานรากยังมีรายได้เลี้ยงครอบครัว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย การที่ สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะการเยียวยาด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอ เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นยืนและแข่งขันได้ในยุคที่ตลาดมีความผันผวนสูง หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณก้อนนี้ให้เข้าถึงผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างทั่วถึง ก็เชื่อมั่นได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดจัดการกันเองเพียงลำพัง

ที่มา – “สงคราม” แนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชนเสนอรัฐใช้เงินกู้ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ “กังฟู” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหมที่ดูจะสวนทางกับความเป็นจริง โดยระบุว่า “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณที่ควรต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

ทำไมงบประมาณถึงไม่ถึงแนวหน้า?

ในขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งเรื่องสภาพทางภูมิศาสตร์ อุปกรณ์ที่ขาดแคลน และความเสี่ยงต่ออันตราย แต่ปรากฏว่ามีการเสนอของบประมาณเพื่อโครงการอำนวยความสะดวกภายในสำนักงานศรีสมาน ไม่ว่าจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์ จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้แต่จอ LED ขนาด 98 นิ้ว ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจด้านความมั่นคงที่เร่งด่วน

นายวสวรรธน์ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า:

  • ทำไมทหารที่เสี่ยงชีวิตเฝ้าแผ่นดินถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็น?
  • งบประมาณที่ควรเป็นไปเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลกลับถูกใช้ไปกับความสะดวกสบายในห้องแอร์จริงหรือ?
  • ประชาชนผู้เสียภาษีจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง?

นอกจากเรื่องความสะดวกสบายในสำนักงานแล้ว “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ยังครอบคลุมไปถึงการทบทวนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน โดยเสนอให้ชะลอการจ่ายเงินงวดปี 2570 ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในภูมิภาคมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าประเทศเพื่อนบ้านมีการเสริมศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งบประมาณที่ได้รับจึงควรจัดสรรไปที่การสนับสนุนกำลังพลหน้าแนวเป็นลำดับแรกมากกว่า

ท้ายที่สุด การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ของ “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ไม่ได้เป็นการคัดค้านการทำงานของกองทัพโดยปราศจากเหตุผล แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารผู้น้อยที่ปฏิบัติภารกิจภายใต้ความเสี่ยง เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่รับใช้ชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ใช้ไปกับของหรูหราในเมืองหลวง

ที่มา – “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง

มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. นพ.สรณ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม

มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. นพ.สรณ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม

ถือเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับข่าวคราวล่าสุดของ มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งส่งผลให้สถานะของประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ต้องสั่นคลอนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในองค์กรอิสระแห่งนี้

ปูมหลังกรณีการตรวจสอบ มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ร่วมกันพิจารณาหลักฐานที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้นำมายื่นประกอบการพิจารณา โดยสาระสำคัญระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอไห่” อาจขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากการถือครองสถานะลูกจ้างของรัฐซึ่งขัดต่อกฎหมาย

จากการตรวจสอบพบรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการพบหลักฐานการเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับตำแหน่งกสทช.
  • ปรากฏหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ที่ระบุถึงที่มาของรายได้จากการตรวจรักษาในพรีเมียมคลินิก ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 8 (2)
  • มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสเรื่องการรับตำแหน่งกรรมการอิสระในธนาคารใหญ่ที่อาจขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่แบบเต็มเวลา

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การตีความข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ในการรักษาบรรทัดฐานขององค์กรอิสระให้ปราศจากการทับซ้อนของผลประโยชน์ การที่คณะกรรมการสรรหามี มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า กสทช. ต้องทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ กสทช. กลับมามุ่งเน้นการดูแลสิทธิของผู้บริโภค ทั้งเรื่องราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตที่ควรเข้าถึงได้ และการจัดการปัญหาการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม ซึ่งประชาชนต่างคาดหวังว่าหลังจากนี้ กสทช. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงกับปัญหาด้านคุณสมบัติส่วนตัวของท่านประธานอีกต่อไป

ที่มา – มติเอกฉันท์บอร์ดสรรหา กสทช. “นพ.สรณ” ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ในแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อล่าสุดมีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ หลังจากรัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ (Imperial House Law) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนครั้งนี้แม้จะดูยืดหยุ่นขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะการที่ ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์ อย่างเด็ดขาด

รายละเอียดการปรับกฎหมายและการรักษาราชสกุล

สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีอยู่ 2 ด้านหลักๆ คือ:

  • เปิดทางให้ชายโสดจาก 11 ราชสกุลสายรองที่ถูกถอดออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเข้ามารับสถานะสมาชิกราชวงศ์
  • อนุญาตให้เจ้าหญิงสามารถคงสถานะสมาชิกราชวงศ์ได้แม้จะสมรสกับสามัญชน แต่สามีและบุตรจะไม่มีสิทธิเข้าสู่ราชวงศ์

แม้ว่าการ ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์ จะถูกมองว่าเป็นทางออกเพื่อป้องกันการขาดแคลนผู้สืบราชสันตติวงศ์ แต่เหล่านักวิชาการและฝ่ายค้านกลับมองว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางแผนระยะยาวที่ยั่งยืน

ในปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีผู้สืบราชบัลลังก์โดยตรงเหลือเพียง 3 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ, เจ้าชายฮิซาฮิโตะ และอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทำให้ภาระหนักตกไปอยู่ที่เจ้าชายฮิซาฮิโตะในการสืบตระกูลต่อไปในอนาคต

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กระแสสังคมในญี่ปุ่นเองกลับไม่ได้เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด โดยผลสำรวจจากหลายสำนักพบว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า 70-80% สนับสนุนให้สตรีสามารถสืบราชบัลลังก์ได้ แต่นโยบายของรัฐบาลอนุรักษนิยมยังคงยืนหยัดในหลักการเดิมอย่างเหนียวแน่น ถึงแม้การที่ ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์ จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังคงมีอยู่ว่า การนำบุคคลภายนอกที่เติบโตมาในโลกเสรีกลับเข้ามาในรั้ววังนั้น อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงสำหรับโลกยุคใหม่

ในท้ายที่สุด สถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่นที่มีความเก่าแก่นับพันปี จำเป็นต้องเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างหนัก ทั้งในแง่ของกฎหมายโบราณและบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป คุณคิดว่าการปรับปรุงครั้งนี้เพียงพอหรือไม่ที่จะรักษาความยั่งยืนของราชวงศ์ญี่ปุ่นไว้ได้ในอีก 30 ปีข้างหน้า?

ที่มา – ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ใช้รถใช้ถนน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรือเห็นประกาศผ่านตากันมาบ้างว่าตอนนี้ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล วันนี้ผมเลยอยากหยิบเรื่องนี้มาเตือนภัยกันหน่อย เพราะการปล่อยให้ค่าทางด่วนค้างชำระไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะครับ ถ้าไม่อยากเสียเงินก้อนโตหรือมีชื่อติดประวัติคดีความ ต้องรีบอ่านบทความนี้เลยครับ

สถานการณ์ล่าสุด: กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ได้ยกระดับการจัดการกับผู้ใช้ทางพิเศษที่ไม่ยอมชำระค่าผ่านทางอย่างจริงจังครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมฝ่าด่านฯ และเพิกเฉยต่อหนังสือแจ้งเตือน ทาง กทพ. ระบุว่าหากปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความผิดทางพินัย ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับโทษปรับสูงสุดถึง 10 เท่าของค่าผ่านทาง ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับค่าผ่านทางปกติที่เราจ่ายกันอยู่ทุกวัน

ทำไมต้องรีบจัดการ? เมื่อ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

หลายคนอาจคิดว่าไม่จ่ายนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้ว กทพ. ได้มีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือมีการฟ้องศาลจนมีคำพิพากษาไปแล้วหลายสิบคดี ดังนั้นอย่าชะล่าใจไปเด็ดขาดครับ สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกระบวนการมีดังนี้:

  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การฝ่าด่านไม่ชำระค่าผ่านทางถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63
  • ค่าปรับพินัย: หากพ้นกำหนดชำระ จะมีการเรียกเก็บค่าปรับสูงสุด 10 เท่า
  • โทษทางอาญา: ความผิดทางพินัยถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว

หากใครที่รู้ตัวว่าเคยเผลอฝ่าด่านหรือลืมชำระค่าผ่านทาง ผมแนะนำให้รีบไปติดต่อที่อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษทุกสายทาง หรือไปที่ศูนย์บริการ One Stop Service Center ของ กทพ. เพื่อเคลียร์ยอดค้างชำระให้เป็นปัจจุบัน ก่อนที่เรื่องจะถึงขั้นถูกส่งฟ้องศาลและทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนเพื่อนๆ ผู้ใช้รถบนทางพิเศษทุกคนนะครับว่า ก่อนขึ้นทางด่วนเช็กบัตร Easy Pass ของคุณให้ดีว่ามียอดเงินเพียงพอไหม หรือถ้าใช้ช่องทางปกติก็เตรียมเงินให้พร้อม จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาตามหลัง ทั้งเสียความรู้สึกและเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากเช็กข้อมูลการเดินทาง สามารถโทรสอบถาม EXAT Call Center 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

อนุทิน นำทัพนักลงทุนไทยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์บุกจีน

ข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจเมื่อนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า อนุทิน นำทัพนักลงทุนไทยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์บุกจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญ โดยการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คนจาก 48 บริษัท ไปร่วมสร้างเครือข่ายและขยายฐานการลงทุนในแดนมังกรอย่างเป็นทางการ

อนุทิน นำทัพนักลงทุนไทยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์บุกจีน เพื่อโอกาสทางธุรกิจ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยมีไฮไลท์คือการเปิดสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางตะวันตกของจีนที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดมากมาย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนนโยบายการลงทุนสองทาง (Two-way Investment) ได้เป็นอย่างดี

ทำไมการที่ อนุทิน นำทัพนักลงทุนไทยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์บุกจีน ถึงสำคัญ?

การประชุมร่วมกับภาคเอกชนไทยและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่จัดขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนไทยได้รับฟังประสบการณ์ตรงจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในจีน อาทิ ตัวแทนจากเครือซีพีและกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปหารือระดับรัฐบาลระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

  • พบปะยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต เช่น SCG, ปตท., และกลุ่มมิตรผล
  • สร้างเครือข่ายกับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง KBANK และธนาคารกรุงเทพ
  • เปิดโอกาสให้บริษัทไทยได้เจรจากับพันธมิตรที่มีศักยภาพในฝั่งจีน
  • สนับสนุนการขยายฐานธุรกิจสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว

กลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมในครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงค้าปลีกและการแพทย์ ซึ่งถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคเอกชนไทยที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว เชื่อมั่นได้ว่าการเดินหน้าครั้งนี้จะช่วยปูทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดจีนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” นำทัพนักลงทุนไทยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์บุกจีน จับคู่ธุรกิจปูทางขยายการลงทุน

รวมช่องทางยื่นขออุทธรณ์ผล บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ สำหรับใครที่กำลังลุ้นผลโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วพบว่าตัวเองสถานะขึ้นว่าไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะวันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลเรื่อง รวมช่องทางยื่นขออุทธรณ์ผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” หากตรวจคุณสมบัติไม่ผ่าน เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้องค่ะ

รวมช่องทางยื่นขออุทธรณ์ผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” หากตรวจคุณสมบัติไม่ผ่าน

การประกาศผลรอบล่าสุดนี้ กระทรวงการคลังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีช่องทางที่สะดวกสบายให้เลือก ดังนี้ค่ะ

  • เว็บไซต์หลักของโครงการ: https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th
  • แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
  • หน่วยงานรับลงทะเบียน 5 ธนาคารหลัก ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธินั้น หลังจากกดปุ่มยื่นอุทธรณ์ในช่องทางต่างๆ แล้ว อย่าลืมตรวจสอบว่าคุณจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารส่วนไหน โดยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลรวบรวมและประมวลผลให้ทันรอบการประกาศผลวันที่ 21 กันยายน 2569 ค่ะ

ไทม์ไลน์การยื่นและขั้นตอนสำคัญในการยื่นขออุทธรณ์ผล

เพื่อให้ทุกคนไม่พลาดโอกาสสำคัญ ลองมาดูไทม์ไลน์ที่เราสรุปมาให้เกี่ยวกับ รวมช่องทางยื่นขออุทธรณ์ผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” หากตรวจคุณสมบัติไม่ผ่าน อีกครั้งนะคะ

  • 17 – 31 กรกฎาคม 2569: ช่วงเวลาเปิดรับยื่นอุทธรณ์ผ่านทั้ง 4 ช่องทางหลัก
  • จนถึง 16 สิงหาคม 2569: ช่วงเวลาสำหรับการแก้ไขเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ
  • 21 กันยายน 2569: ประกาศผลผู้ที่ผ่านการทบทวนสิทธิรอบใหม่
  • 1 ตุลาคม 2569: เริ่มต้นการใช้สิทธิสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์รอบทบทวนสำเร็จ

หากคุณได้รับการพิจารณาว่าผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์นี้ และเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน อย่าลืมไปยืนยันตัวตน (e-KYC) ให้เรียบร้อยที่ธนาคารหรือผ่านแอปเป๋าตัง เพื่อที่จะเริ่มใช้งานสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปค่ะ สำหรับใครที่เคยได้รับสิทธิอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการยืนยันตัวตนใหม่ค่ะ

ในมุมมองของผู้เขียน การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนไปติดต่อธนาคาร หรือการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ให้ดี จะช่วยให้กระบวนการอุทธรณ์ของคุณราบรื่นขึ้นมาก อย่ารอจนใกล้หมดเขตนะคะ ขอให้ทุกคนโชคดีได้รับสิทธิกันถ้วนหน้าค่ะ

ที่มา – รวมช่องทางยื่นขออุทธรณ์ผล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” หากตรวจคุณสมบัติไม่ผ่าน

ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับถึง 31 ส.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางทำกินหรืออยากเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง กับโครงการดีๆ จากทางรัฐบาลที่ชื่อว่า ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของคนตัวเล็กที่อยากมีรายได้เสริมหรืออาชีพหลักที่มั่นคงครับ

ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เปิดรับถึง 31 ส.ค.นี้

โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส กำลังได้รับความสนใจอย่างมากครับ เพราะตอนนี้มีประชาชนเริ่มตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ไปแล้วกว่า 150 ราย ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยครับ เพราะโครงการนี้ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายแฟรนไชส์ให้ถึง 50% หรือสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย สำหรับธุรกิจที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้การลงทุนกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก

ทำไมคุณควรสนใจโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังลังเล ผมอยากบอกว่าโครงการนี้ไม่ได้ให้แค่เงินสนับสนุนเท่านั้นครับ แต่เขายังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอีกมากมาย:

  • คัดสรรแบรนด์คุณภาพ: มีแบรนด์แฟรนไชส์มาตรฐานให้เลือกมากกว่า 100 แบรนด์ ลดความเสี่ยงในการลองผิดลองถูก
  • รองรับทุกความต้องการ: ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม หรือบริการต่างๆ ก็มีให้เลือกครบ
  • สนับสนุนครบวงจร: มีธนาคารชั้นนำอย่าง SME D Bank, ธนาคารกรุงไทย, และธนาคารออมสิน พร้อมซัพพอร์ตเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ
  • เพิ่มช่องทางขาย: ความเจ๋งคือมีการประสานงานกับห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา ให้พื้นที่ค้าขายพร้อมยกเว้นค่าเช่าถึง 6 เดือน

จากเทรนด์ที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มสตรีทฟู้ดอย่าง ลูกชิ้นทอด ชานม หรือร้านซักอบรีด กำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันและคืนทุนไวครับ หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการขยายรายได้ ผมแนะนำว่าโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้แล้วครับ อย่าลืมนะครับว่าเราเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น ใครสนใจต้องรีบเข้าไปเช็กรายละเอียดและยื่นเอกสารให้ทันเวลานะครับ การเริ่มต้นธุรกิจด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐแบบนี้เป็นโอกาสที่ไม่ได้มีบ่อยๆ เชื่อว่าหากคุณมุ่งมั่น คุณจะสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” เปิดรับถึง 31 ส.ค. ประชาชนเริ่มซื้อแล้ว 150 ราย

แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว

ในยุคที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและคาดเดาได้ยาก การมีเครื่องมือดีๆ ติดเครื่องไว้คงช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ วันนี้ผมเลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับแอปพลิเคชัน แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่รัฐบาลได้ยกเครื่องใหม่เพื่อยกระดับการจัดการน้ำและการเตือนภัยในประเทศไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว

การอัปเกรดครั้งนี้ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่จาก 56 หน่วยงาน 13 กระทรวง มารวมไว้ที่เดียว ทำให้ข้อมูลที่แสดงผลมีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องการวางแผนการเดินทาง หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ก็สามารถใช้งาน แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

จุดเด่นของ ThaiWater โฉมใหม่ที่น่าสนใจ

นอกจากจะมี Interactive Map ที่สวยงามและใช้งานง่ายแล้ว ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้แอปนี้โดดเด่นคือ:

  • ติดตามสถานการณ์จริง: ดูเรดาร์ฝน ปริมาณน้ำในเขื่อน และระดับน้ำในพื้นที่ต่างๆ ได้แบบ Real-time
  • ครอบคลุมรอบด้าน: ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่ยังเช็กค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ในแอปเดียว
  • แจ้งเตือนแม่นยำ: มีระบบแจ้งเตือนภัยที่ปรับปรุงใหม่ เข้าใจง่าย และคาดการณ์ล่วงหน้าเฉพาะจุด
  • เข้าถึงง่าย: เปิดให้ใช้งานฟรีทั้งผ่านเว็บไซต์และแอปบนมือถือ iOS/Android

อีกหนึ่งความพิเศษคือการมีศูนย์ข้อมูลน้ำรายจังหวัด ซึ่งช่วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ ช่วยลดขั้นตอนการตัดสินใจในยามวิกฤตได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียวครับ

สรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม

ส่วนตัวผมมองว่าการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการมีข้อมูลในมือถือที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้เราตั้งตัวรับมือกับภัยธรรมชาติได้ทันท่วงที อย่าลืมโหลดติดเครื่องไว้และหมั่นอัปเดตข้อมูลเป็นระยะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและครอบครัวครับ ใครยังไม่มีรีบไปโหลดมาใช้งานกันนะครับ

ที่มา – ครบจบในหน้าเดียว รัฐบาลยกเครื่องแอป “ThaiWater” เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง รู้ทันก่อนเกิดวิกฤต