วัน: 23 กรกฎาคม 2026

ลิเวอร์พูลมั่นใจคว้าตัว บราดลีย์ บาร์โกลา – ข่าวลือซื้อขายนักเตะ

ลิเวอร์พูลมั่นใจคว้าตัว บราดลีย์ บาร์โกลา – ข่าวลือซื้อขายนักเตะ

กระแสข่าวการย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข่าวที่ระบุว่า ลิเวอร์พูลมั่นใจคว้าตัว บราดลีย์ บาร์โกลา แนวรุกดาวรุ่งจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง มาร่วมทีมได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีคู่แข่งตัวฉกาจอย่างอาร์เซนอลและบาเยิร์น มิวนิก จ้องตาเป็นมันอยู่ก็ตาม

สถานการณ์ ลิเวอร์พูลมั่นใจคว้าตัว บราดลีย์ บาร์โกลา

ฟอร์มการเล่นของ บราดลีย์ บาร์โกลา ในช่วงศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั้นถือว่าโดดเด่นมาก ด้วยผลงานการมีส่วนร่วมกับประตูถึง 4 ลูก ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายเบอร์ต้นๆ ที่หงส์แดงต้องการมาเสริมเกมรุกให้ดุดันยิ่งขึ้น การที่ต้นสังกัดของนักเตะยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสอาจต้องปล่อยตัวผู้เล่นบางรายออกไป ทำให้โอกาสที่แฟนบอลจะได้เห็นสตาร์รายนี้ในสีเสื้อหงส์แดงมีความเป็นไปได้สูงมาก โดยสื่อดังอย่าง The Sun ได้รายงานว่าความเคลื่อนไหวนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาที่คืบหน้าไปมาก

กระแสข่าวรอบด้านกับ บราดลีย์ บาร์โกลา

นอกจากข่าวที่บอกว่า ลิเวอร์พูลมั่นใจคว้าตัว บราดลีย์ บาร์โกลา แล้ว ตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ยังมีดีลที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • อาร์เซนอล: กำลังเปิดศึกแย่งตัว อเล็กซ์ สก็อตต์ กองกลางดาวรุ่งจากบอร์นมัธ แม้เจ้าตัวจะมีท่าทีลังเลเรื่องโอกาสลงสนาม
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: บรูโน แฟร์นันด์ส แสดงจุดยืนชัดเจนต้องการค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป พร้อมเดินหน้าเจรจาสัญญาฉบับใหม่
  • เชลซี: เดินหน้าหาแข้งใหม่เสริมทัพ รวมถึงความสนใจในตัว อเล็กซ์ สก็อตต์ ด้วยมูลค่ามหาศาล
  • ความเคลื่อนไหวอื่นๆ: การที่อาร์เซนอลอาจตัดสินใจปล่อยตัว มาร์ติน โอเดการ์ด หรือการที่เบซิคตัสต้องการเซ็นสัญญาคว้า โจ วิลล็อค ไปร่วมทัพ

แม้ตลาดนักเตะจะยังไม่ปิดลง แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แต่ละทีมต่างมุ่งมั่นที่จะปรับจูนขุมกำลังเพื่อลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า การที่สโมสรใหญ่ๆ เร่งปิดดีลตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมาก เพื่อให้เหล่านักเตะได้มีเวลาปรับตัวกับแผนการทำทีมของกุนซือในช่วงปรีซีซัน

ในมุมมองของแฟนบอล การต้อนรับแข้งใหม่ที่มีคุณภาพถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดช่วงซัมเมอร์ คุณคิดว่าหากดีล บราดลีย์ บาร์โกลา สำเร็จจริง เขาจะกลายเป็นไพ่ใบสำคัญที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ได้หรือไม่? สิ่งนี้คือความท้าทายที่น่าติดตามชมที่สุดของตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองและการเกษตรในช่วงนี้ คงได้เห็นประเด็นร้อนที่พรรคกล้าธรรมออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการไปเยือนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จนนำไปสู่การจับโยงเรื่องการเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากต่างประเทศ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน นั้นเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดจากข่าวลือครับ

ข้อเท็จจริงเรื่องโฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อสยบข่าวลือ โดยระบุว่าการเดินทางเยือนจีนล่าสุดเพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) นั้น เน้นไปที่ความร่วมมือด้านสัตว์น้ำมีชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีนแต่อย่างใด การที่พรรคกล้าธรรมนำประเด็นนี้มาเชื่อมโยงกันจึงถือเป็นการจับแพะชนแกะที่ไม่มีมูลความจริงรองรับ

ทำความเข้าใจกระบวนการพิจารณาคำขอเปิดตลาด

หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วคำขอเนื้อสัตว์ปีกจากจีนมาจากไหน? ทางโฆษกฯ ได้ชี้แจงว่าคำขอดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเก่าที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันทุกอย่างยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมปศุสัตว์ตามขั้นตอนปกติ โดยต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขอนามัยสัตว์อย่างเคร่งครัด ดังนั้นการกล่าวอ้างว่ามีการดีลลับหรือให้คำมั่นในครั้งนี้จึงไม่เป็นความจริง

  • MOU ไทย-จีน เน้นเรื่องสัตว์น้ำและทรัพยากรน้ำ
  • คำขอเนื้อสัตว์ปีกเป็นเรื่องค้างเก่าสมัยรัฐบาลก่อน
  • ยังไม่มีการอนุมัติใดๆ จากทางฝ่ายไทย
  • กระบวนการพิจารณาต้องเน้นหลักวิชาการและกฎหมายเป็นหลัก

รัฐบาลยืนยันว่าทุกการตัดสินใจจะทำอย่างโปร่งใสและรอบคอบที่สุด โดยจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศเป็นสำคัญ หากไม่มีมาตรฐานที่ปลอดภัยหรือส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย เราย่อมไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน การที่ โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยึดถือผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้งครับ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราควรเสพข้อมูลด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบที่มาที่ไปให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสร้างกระแสข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ

ที่มา – โฆษกเกษตรฯ โต้กล้าธรรม ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

“อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ในยุคที่เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย เรื่องสวัสดิการจากภาครัฐถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยประคองชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของเกณฑ์การคัดเลือก

“อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาย้ำชัดถึงประเด็นการจัดสรรสวัสดิการของรัฐ โดยระบุว่าในระหว่างที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงและทบทวนเกณฑ์ต่างๆ รัฐบาลควรชะลอการตัดสิทธิผู้ถือบัตรเดิมออกไปก่อน เพื่อป้องกันความสับสนและความเดือดร้อนของประชาชน หลายครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่แล้วไม่ควรต้องมาเผชิญกับภาระการยื่นอุทธรณ์ที่ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งสะสางเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ปัญหาที่ผ่านมามักเกิดจากเกณฑ์การคัดเลือกที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น กรณีการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หรือเงื่อนไขการศึกษา กศน. ที่อาจไม่ได้สะท้อนถึงระดับรายได้ที่แท้จริง นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเสริมว่าแนวคิดที่ว่า “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปตั้งหลัก สะสางฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำเสียก่อน ก่อนที่จะประกาศตัดสิทธิบุคคลใดๆ ออกจากโครงการ

  • การตรวจสอบข้อมูลหน่วยงานรัฐต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรม
  • ไม่ควรสร้างภาระให้ประชาชนต้องยุ่งยากในการยื่นอุทธรณ์สิทธิ
  • รัฐบาลควรมีความรอบคอบก่อนบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ที่กระทบคนจำนวนมาก

ความเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนสติที่สำคัญ เพื่อให้กลไกของรัฐเป็นที่พึ่งให้คนยากจนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นอุปสรรคที่เพิ่มความทุกข์ร้อนให้ประชาชน เราหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงสะท้อนนี้และนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนต่อไป

หากภาครัฐปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้ดีขึ้น เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถลดความผิดพลาดและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงจุดที่สุด

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลยังไม่ควรตัดสิทธิใคร ระหว่างทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง เมื่อล่าสุดมีกระแสตอบโต้กันไปมาระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและฝั่งรัฐบาล ถึงเรื่องการบริหารงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายไผ่ ลิกค์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ว่าเป็นการหวงกระทรวงหรือไม่

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ ยืนยันว่าพรรคเพียงแค่ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการสอดส่องดูแลความถูกต้องเท่านั้น โดยนายไผ่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือตำแหน่งในกระทรวง แต่ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา จึงอยากเตือนให้ระวังการโยกย้ายข้าราชการที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานจริง

ประสบการณ์การทำงานคือสิ่งที่พรรคกล้าธรรมยึดถือ

นายไผ่ยังกล่าวเสริมว่า สิ่งที่พรรคกล้าธรรมนำมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ใช่การมโนขึ้นมาเอง แต่มาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากคนในกระทรวง และหากมีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจริง พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำว่า ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ แต่ห่วงเรื่องผลงานและการแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรมากกว่า พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากกระทรวงขาดการบริหารงานที่โปร่งใส ปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการกินเปอร์เซ็นต์อาจกลับมาเป็นประเด็นใหญ่

  • การตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตามความเหมาะสม
  • ขวัญกำลังใจของข้าราชการคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรไทย
  • ฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบหากพบความไม่โปร่งใส

ในขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือเบนซ์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดว่า อย่าเอามาตรฐานการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเหมารวมกับแนวทางการทำงานของคนอื่น โดยมองว่าในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลกระทรวงนั้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ก้าวก่ายในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองคือการแข่งขันด้วยผลงาน ไม่ใช่การสร้างภาพ

สุดท้ายนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนกำลังเฝ้ามองว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และการออกมาเตือนของกลุ่มพรรคกล้าธรรมจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต

ที่มา – “ไผ่-เบนซ์” สวน “มนพร” อย่าร้อนตัว ลั่นกล้าธรรมไม่ได้หวง ก.เกษตรฯ แต่มีประสบการณ์

กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ แฉโฆษณาอุ้มบุญว่อนเน็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายระบบทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยอย่างร้ายแรง โดยคุณสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขบวนการนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องในประเทศ แต่คาดว่าเป็นขบวนการข้ามชาติที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

เจาะลึก กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ

จากการลงพื้นที่และตรวจสอบข้อมูล พบว่าปัจจุบันยังคงมีความพยายามโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ดเพื่อติดต่อรับทำอุ้มบุญและสวมสิทธิ์คนไทยอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หลักฐานนี้ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีแล้ว แต่ทาง กมธ. ยังคงเร่งกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะต่างคนต่างทำ ซึ่งทำให้ขบวนการเหล่านี้หลุดรอดไปได้

เปิดเส้นทางขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทย

ปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก เฉพาะในกรุงเทพมหานครพบว่ามีเด็กที่ถูกสวมสิทธิ์เป็น “พ่อทิพย์” แล้วหลายสิบราย และยังมีรายชื่ออีกจำนวนมากที่รอการตรวจสอบดีเอ็นเอ โดยทาง กมธ. มุ่งเน้นไปที่การทำงานของโรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางแห่งที่อาจกลายเป็นช่องโหว่สำคัญในการจดแจ้งสถานะเด็กต่างด้าวให้เป็นคนไทยโดยมิชอบ

  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงของโรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้อง
  • ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบย้อนหลัง 15 ปี
  • การจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการค้ามนุษย์

นอกจากนี้ ในฐานะที่ผมติดตามข่าวนี้มาโดยตลอด ต้องบอกเลยว่าการที่ กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ “ขุดรากถอนโคน” ปัญหาทุจริตในระบบราชการ เราต้องไม่มองข้ามว่าเด็กเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การถือครองทรัพย์สินแทนแก๊งสแกมเมอร์ หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมายในนามคนไทย ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ ประเทศไทยอาจเผชิญกับปัญหามั่นคงที่ยากจะแก้ไข

ในมุมมองของผม เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายอุ้มบุญให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาตรวจสอบสถานะและดีเอ็นเออย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิ์ในสัญชาติไทยจะเป็นของคนไทยจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่สินค้าที่ใครก็ซื้อได้ผ่านคิวอาร์โค้ดบนโลกออนไลน์ ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับว่า เรื่องนี้รอไม่ได้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศกำลังเฝ้าดูการทำงานของพวกท่านอยู่ว่า จะจัดการกับขบวนการนี้อย่างไรให้สิ้นซาก

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข ขยายผลปมพ่อทิพย์ “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ตรับอุ้มบุญ

เตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ หลอกเหยื่อโอนเงิน

ยุคนี้บอกเลยว่าต้องระวังตัวกันให้ดีครับ เพราะล่าสุดมีรายงานข่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาเตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ ลวงคืนเงินค่าสินค้า หลอกเหยื่อโอนเงิน ซึ่งถือเป็นกลโกงที่แนบเนียนมาก เพราะมิจฉาชีพจะทำทีว่าโทรมาจากร้านขายวัสดุก่อสร้างหรือห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่เราคุ้นเคยกันดี

เตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ หลอกเหยื่อโอนเงิน

พฤติกรรมสุดแสบของมิจฉาชีพกลุ่มนี้คือการโทรมาแจ้งว่าสินค้าที่คุณเคยซื้อไปมีปัญหาหรือชำรุด แล้วเสนอว่าจะชดเชยค่าเสียหายหรือคืนเงินให้ ซึ่งเหยื่อหลายคนอาจหลงเชื่อเพราะดันมีประวัติการซื้อของจริง ๆ จากนั้นแก๊งมิจฉาชีพจะเริ่มแผนการด้วยการขอให้เราโอนเงินค่าธรรมเนียม หรือส่งลิงก์ปลอมให้เรากดติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน จนสุดท้ายเงินเกลี้ยงบัญชีทันทีครับ

วิธีป้องกันตัวจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้

การเตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ หลอกเหยื่อโอนเงิน ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เรามาดูกันว่าเราจะป้องกันตัวอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อครับ:

  • ห้ามโอนเงินก่อนเด็ดขาด: จำไว้เสมอว่าไม่มีห้างร้านไหนที่ต้องให้เราโอนเงินไปก่อนเพื่อรอรับเงินคืน ถ้ามีใครบอกให้โอนค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ
  • ห้ามกดลิงก์แปลกปลอม: อย่าหลงเชื่อกดลิงก์จาก SMS หรือแอปสนทนา ที่จะหลอกให้คุณติดตั้งแอปฯ ครีเอทเครื่องระยะไกล ซึ่งจะทำให้โจรเข้าถึงข้อมูลในมือถือของคุณได้ทั้งหมด
  • ตรวจสอบข้อมูลกับร้านค้าโดยตรง: หากไม่แน่ใจให้วางสายแล้วโทรหาศูนย์บริการลูกค้าอย่างเป็นทางการของห้างร้านนั้น ๆ ด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามโทรกลับเบอร์ที่โทรเข้ามาเด็ดขาด
  • เก็บข้อมูลส่วนตัวให้มิดชิด: อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว รหัส OTP หรือเลขบัญชีแก่คนแปลกหน้าเป็นอันขาด

ความปลอดภัยในโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลยครับ มิจฉาชีพมักจะสรรหาวิธีใหม่ ๆ มาหลอกลวงเราเสมอ โดยเฉพาะการเตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ หลอกเหยื่อโอนเงิน ยิ่งทำให้เห็นว่าพวกมันพยายามขยับขยายวิธีการไปเรื่อย หากใครพบเหตุการณ์น่าสงสัย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือติดต่อสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – เตือนมุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นร้านขายของใช้ ลวงคืนเงินค่าสินค้า หลอกเหยื่อโอนเงิน

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในยุโรปยังคงน่ากังวล โดยล่าสุดเหตุการณ์ ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั้งโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่กลับต้องเผชิญกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้ง

สถานการณ์วิกฤต ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

เหตุเริ่มต้นขึ้นบริเวณใกล้กับอ่าวอาร์กาชง ป่าสนอันอุดมสมบูรณ์กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามอย่างควบคุมได้ยาก ทางการฝรั่งเศสต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นาย มาช่วยรับมือกับสถานการณ์ ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน เพื่อเร่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนักท่องเที่ยวในค่ายพักแรมและชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง

ยอดผู้พลัดถิ่นพุ่งสูงท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศ

พื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมถึง 9 เทศบาล รวมถึงเมืองบอร์โด ซึ่งต้องเร่งเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรับมือกับผู้ประสบภัยกว่า 2,500 คน การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากลมพัดแรงทำให้ทิศทางไฟเปลี่ยนไปมา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีรายงานความสูญเสียของนักผจญเพลิงระหว่างปฏิบัติหน้าที่

  • สาเหตุเบื้องต้น: สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากอุบัติเหตุเครื่องมือแผ้วถางป่า
  • มาตรการควบคุม: การประกาศเขตเตือนภัยสีแดงและสั่งห้ามใช้เครื่องยนต์ในป่า
  • ผลกระทบ: ปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ฝรั่งเศสเผชิญคลื่นความร้อนซ้ำซาก

ภาครัฐกำลังเข้มงวดกับมาตรการป้องกันมากขึ้น โดยอัยการท้องถิ่นขู่เพิ่มโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการประมาทในพื้นที่ป่าไม้ เพราะนี่คือบทเรียนราคาแพงที่ธรรมชาติฝากไว้ให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลร้ายแรงต่อระบบนิเวศในระยะยาว

เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจและร่วมมือกันรักษาป่าไม้ รวมถึงระมัดระวังกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟในฤดูแล้ง เพราะเพียงเศษเสี้ยวของความประมาท อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้เช่นนี้

ที่มา – ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา

คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความหวัง หลังจากกระทรวงการคลังออกมาประกาศข่าวล่าสุดว่าเตรียมเดินหน้า คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา และกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์เดิม โดยงานนี้ถือเป็นการปลดล็อกความเดือดร้อนให้ผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง หลังจากที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระบบฐานข้อมูล

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ได้เห็นชอบแนวทางการผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นธรรม โดยจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอย่างเร่งด่วนในเร็วๆ นี้

กลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับสิทธิ์คืนจากการปรับเกณฑ์ครั้งนี้?

การปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมายหลักที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มรถเก่า: รัฐจะพิจารณาคืนสิทธิ์ให้สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์อายุ 15 ปีขึ้นไป เนื่องจากส่วนใหญ่มักเป็นรถสภาพเก่าที่จอดทิ้งไว้หรือโอนลอยไม่สมบูรณ์ ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์
  • กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา: จะได้รับการยกเว้นและคืนสิทธิ์ให้โดยเฉพาะนักศึกษานอกระบบที่อยู่ในการดูแลของ สกร. หากเข้าเงื่อนไขเพียงข้อเดียว
  • กลุ่มที่มีชื่อในองค์กรช่วยเหลือชุมชน: สำหรับผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการในวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยชุมชน จะได้รับการพิจารณาคืนสิทธิ์ด้วยเช่นกัน
  • กลุ่มบัญชีหลักทรัพย์: จะไม่นำกรณีบัญชีหุ้นที่เปิดทิ้งไว้โดยไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีมูลค่าต่ำมาตัดสิทธิ์อีกต่อไป

การดำเนินการ คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา รอบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงย้ำชัดว่า สำหรับผู้ที่มีฐานะดีจริงๆ หรือมีการซื้อรถยนต์ใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา จะยังคงถูกคัดออกตามระเบียบเดิม เพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับผู้ที่เดือดร้อนตัวจริง

สำหรับใครที่ยังมีความกังวลเรื่องสถานะของตนเอง สามารถเตรียมเอกสารเพื่อรอเข้ากระบวนการทบทวนสิทธิ์ผ่านช่องทางที่ทางราชการกำหนดได้ในลำดับถัดไปครับ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องในยามเศรษฐกิจแบบนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานรัฐกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์แบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะสภาพความเป็นจริงของชีวิตคนเรามีความซับซ้อนกว่าตัวเลขในระบบฐานข้อมูลมากครับ การเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมให้เข้มแข็งในระยะยาว

ที่มา – คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ “บัตรคนจน” ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา มีชื่อในองค์กรช่วยชุมชน

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

เชื่อว่าหลายคนในช่วงนี้คงต้องเคยไถฟีด TikTok แล้วผ่านตาคลิปของสาวเก่งคนหนึ่งที่พูดเรื่องมาตรฐานการเดทจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอคนนี้ไม่ใช่แค่อินฟลูเอนเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเจ้าของธุรกิจที่มี Mindset การทำงานที่น่าสนใจมากครับ

เปิดประวัติและที่มาของ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่ หรือ แอลลี่ อลิชา คือครีเอเตอร์สาวเจ้าของช่อง TikTok @alyshass ซึ่งมีผู้ติดตามหลักแสน เธอโด่งดังจากการแบ่งปันมุมมองชีวิต ประสบการณ์การทำธุรกิจ และการสร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี โดยเธอเล่าว่าเธอเริ่มใช้ชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี และสร้างบริษัทจนประสบความสำเร็จในมูลค่า 8 หลัก

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือคำถามที่ว่า คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอได้ชี้แจงว่า สิ่งที่เธอพูดคือความมั่นใจในระดับความสามารถของตัวเอง หากเธอสามารถสร้างรายได้และบริหารชีวิตได้ในระดับนี้ เธอก็ต้องการมองหาคู่ชีวิตที่มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ในระดับเดียวกัน เพื่อที่จะช่วยกันพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปนั่นเองครับ

ส่องไลฟ์สไตล์และตัวตนที่แท้จริง

หลายคนอาจจะสงสัยในประวัติการศึกษาและการงานของเธอ ซึ่งเธอก็ออกมาตอบแบบชัดเจนว่า:

  • เรียนคณะทันตแพทยศาสตร์จริง และเรียนจนถึงปี 5 ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อให้เวลากับการทำธุรกิจอย่างเต็มตัว
  • ไม่เคยอ้างหรือบอกใครว่าเป็นหมอฟัน แต่ใช้วุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิตที่ได้รับมา
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพียงช่วงสั้นๆ และมุ่งเน้นทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า
  • ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง ย้ายที่พักบ่อยเพื่อหาแรงบันดาลใจในการผลิตคอนเทนต์

ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ในการตั้งมาตรฐานสำหรับชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้หรือไลฟ์สไตล์ สิ่งสำคัญคือความชัดเจนในจุดยืนและการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่แอลลี่ก็ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจและสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่อไปอย่างไม่หวั่นไหวครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับมาตรฐานของเธอ?

ที่มา – คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท