วัน: 23 กรกฎาคม 2026

กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับประเด็น กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ

เหตุการณ์เศร้าสลดครั้งนี้เกิดขึ้นที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามและไปป์บอมบ์เข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานและประชาชน ส่งผลให้มีผู้สูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย รวมถึงเด็กเล็ก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นานาประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างจับตามอง และมีความเห็นตรงกันว่า กสม. ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ คือท่าทีที่ชัดเจนและถูกต้องในการพิทักษ์สิทธิพลเมือง

รายละเอียดและผลกระทบของเหตุการณ์

ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริสุทธิ์ต้องมาตกเป็นเหยื่อ โดย กสม. ได้เน้นย้ำถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิต ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยและกติกาสากลระหว่างประเทศ (ICCPR) ต่างให้การคุ้มครองไว้ ความสูญเสียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นรอยร้าวของความสงบสุข แต่ยังเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล

  • การใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทุกสถานการณ์
  • การพรากชีวิตเด็กและผู้บริสุทธิ์เป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
  • การเรียกร้องความเป็นธรรมต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถติดตามผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้โดยเร็วที่สุด การที่คนในสังคมหันมาให้ความสนใจและร่วมกดดันให้เกิดความยุติธรรม จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยยุติวงจรของความรุนแรงในพื้นที่ได้ในอนาคต ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสม และรัฐสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนในชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กสม. ออกแถลงการณ์ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส เรียกร้องเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ชวนเที่ยววันหยุดยาวปลาย ก.ค. บขส. จัดรถวันละ 6,200 เที่ยว ย้ำไม่มีตกค้าง

ชวนเที่ยววันหยุดยาวปลาย ก.ค. บขส. จัดรถวันละ 6,200 เที่ยว ย้ำไม่มีตกค้าง

ใครที่กำลังวางแผนเดินทางในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เตรียมตัวให้พร้อมได้เลยครับ เพราะทางบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ได้ออกมาประกาศเตรียมความพร้อมเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พักผ่อนและช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นไปในตัว

รายละเอียดการให้บริการ ชวนเที่ยววันหยุดยาวปลาย ก.ค. บขส. จัดรถวันละ 6,200 เที่ยว ย้ำไม่มีตกค้าง

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เปิดเผยถึงมาตรการรองรับผู้โดยสารในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 25 – 30 กรกฎาคม 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเดินทางเฉลี่ยวันละ 100,000 คน ทาง บขส. จึงได้ดำเนินนโยบาย ชวนเที่ยววันหยุดยาวปลาย ก.ค. บขส. จัดรถวันละ 6,200 เที่ยว ย้ำไม่มีตกค้าง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพี่น้องประชาชนทุกคนจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยและเพียงพอต่อความต้องการ

นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวรถแล้ว บขส. ยังให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถโดยสารและอุปกรณ์ส่วนควบทุกคันก่อนออกให้บริการ
  • พนักงานขับรถต้องผ่านการตรวจระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติดให้เป็นศูนย์
  • จัดพนักงานขับรถ 2 คน ในเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 4 ชั่วโมง
  • กำชับให้ผู้ประกอบการรถร่วมฯ ปฏิบัติตามกฎจราจรและควบคุมความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด

การเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะนอกจากจะช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการขับรถเองแล้ว ยังเป็นการร่วมกันช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างอาชีพให้กับพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง ผมแนะนำให้ทุกท่านวางแผนล่วงหน้าและจองตั๋วโดยสารผ่านช่องทางที่กำหนด รวมทั้งอย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนครับ

หากใครยังไม่มีเป้าหมายว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ช่วงวันหยุดยาวปลายกรกฎาคมนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากสำหรับการทำบุญหรือพักผ่อนกับครอบครัว ลองเลือกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วไทยกันดูนะครับ รับรองว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยเติมพลังให้คุณได้ไม่น้อยเลยทีเดียว!

ที่มา – ชวนเที่ยววันหยุดยาวปลาย ก.ค. บขส. จัดรถวันละ 6,200 เที่ยว ย้ำไม่มีตกค้าง

รางวัลแชมป์โลกของรูอิซและกาวี คือมะเขือเทศ 150 กิโลกรัม

รางวัลแชมป์โลกของรูอิซและกาวี คือมะเขือเทศ 150 กิโลกรัม

การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่นักฟุตบอลจะได้รับ แต่คุณเคยจินตนาการไหมว่า รางวัลพิเศษที่ได้รับกลับบ้านคือมะเขือเทศน้ำหนักเท่าตัวคุณ? นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับ ฟาเบียน รูอิซ และ กาวี สองมิดฟิลด์ทีมชาติสเปน หลังจากพาทัพกระทิงดุคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

ทั้งคู่เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่เมือง Los Palacios y Villafranca ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเซบีย่า ทันทีที่เท้าแตะพื้นเมือง ประชาชนจำนวนมากต่างออกมาต้อนรับฮีโร่ของพวกเขาอย่างอบอุ่น รางวัลแชมป์โลกของรูอิซและกาวี คือมะเขือเทศ 150 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่น่ารักและแปลกประหลาดที่สุดในวงการลูกหนังของเมืองนี้

ทำไมต้องเป็นมะเขือเทศ? รางวัลแชมป์โลกของรูอิซและกาวี คือมะเขือเทศ 150 กิโลกรัม

เมือง Los Palacios y Villafranca มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะเขือเทศคุณภาพดี ทางสภาเมืองจึงมองว่าการมอบผลผลิตอันล้ำค่าของเมืองให้กับนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น ถือเป็นเกียรติยศที่งดงามที่สุด โดย รูอิซ ได้รับมะเขือเทศไป 85 กิโลกรัม ส่วน กาวี รับไป 68.5 กิโลกรัม ตามน้ำหนักตัวจริงของพวกเขา

สืบทอดตำนานความสำเร็จ

นอกจากรูอิซและกาวีแล้ว เฆซุส นาบาส อดีตปีกทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นลูกหลานของเมืองนี้คนแรกที่ได้แชมป์โลกในปี 2010 ก็เคยได้รับรางวัลมะเขือเทศนี้เช่นกันเมื่อครั้งคว้าแชมป์ยูโร 2024 ที่ผ่านมา สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขวัญ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนในเมือง

  • รูอิซได้รับมะเขือเทศ 85 กิโลกรัม
  • กาวีได้รับมะเขือเทศ 68.5 กิโลกรัม
  • สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเชิดชูเกียรติทั้ง 3 นักเตะ
  • เตรียมเปลี่ยนชื่อสนามฟุตบอลเพื่อเป็นเกียรติแก่ฮีโร่ท้องถิ่น

นอกเหนือจากมะเขือเทศแล้ว ทางสภายังมีแผนสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเชิดชูเกียรตินักเตะทั้งสามคนที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนในเมือง การให้ความสำคัญกับความสำเร็จของนักกีฬาในบ้านเกิดแบบนี้ ถือเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้เด็กๆ รุ่นหลังมีแรงบันดาลใจในการทำตามความฝัน

ในมุมมองของผม นี่คือความน่ารักของกีฬาที่เชื่อมโยงท้องถิ่นเข้ากับระดับโลกได้อย่างไร้รอยต่อ แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงระดับโลก แต่เมื่อกลับบ้านเกิด พวกเขาก็คือลูกหลานที่น่าภาคภูมิใจไม่ต่างจากคนในเมืองคนหนึ่ง การมอบรางวัลที่ผูกพันกับบ้านเกิดคือสิ่งที่เงินก้อนโตก็ซื้อไม่ได้ครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

คตท. ตั้ง ภราดร คุมทุจริตภาครัฐ พร้อมลุยโปร่งใสทั่วประเทศ

คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ

ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของวงการราชการไทย เมื่อล่าสุดคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ได้มีมติแต่งตั้ง คตท. ตั้ง ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้าจัดการกับปัญหาการรับสินบนและการคอร์รัปชันในระดับรากเหง้าอย่างเข้มข้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการปราบปรามทุจริตให้เบ็ดเสร็จ โดยนายภราดรจะเข้ามามีบทบาทหลักในการกำกับดูแลงานด้านนี้ พร้อมกับนำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้เพื่อตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ

ก.พ.ร. เดินหน้าโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา”

ไม่เพียงแค่การตั้งบุคคลเข้ามาทำงาน แต่รัฐบาลยังผลักดันโครงการเชิงรุกผ่าน ก.พ.ร. ในชื่อ “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อล้างภาพลักษณ์สีเทาในหน่วยงานราชการกว่า 335 แห่ง โดยเน้นปรับปรุงกระบวนการอนุมัติและอนุญาตที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง มั่นใจว่าภายใน 6 เดือนเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • กฎหมายใหม่เพื่อปราบการทุจริตสอบรับราชการ
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับบริการภาครัฐ
  • การแก้ไข พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก เพื่อลดขั้นตอนซับซ้อน

นอกจากนี้ คตท. ยังให้ความสำคัญกับมาตรการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่เอาไว้สำหรับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน

ทางด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เห็นทุกภาคส่วนเริ่มตื่นตัวและนำข้อมูลมาคุยกันอย่างเปิดเผย การที่ คตท. ตั้ง ภราดร เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองการขับเคลื่อนครั้งนี้ให้ดีว่า จะสามารถทำให้คำว่า “โปร่งใส” กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของราชการไทยได้จริงหรือไม่ หากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะครับ

ที่มา – คตท. ตั้ง “ภราดร” เป็นประธานอนุกรรมการควบคุมการทุจริตภาครัฐ “มานะ” ตื่นเต้นเห็นทุกคนเริ่มตื่นตัว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับการทำงานของภาครัฐว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขนั้นได้ผลจริงหรือไม่? ล่าสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดงานสัมมนาสำคัญในหัวข้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กรอิสระให้ก้าวทันโลกและตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

ในงานนี้ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า หัวใจสำคัญของการตรวจสอบไม่ใช่การจับผิด แต่คือการเป็นคนกลางที่ช่วยประสานงานและเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ภาครัฐยุคใหม่ต้องเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าเพียงแค่ตัวเอกสาร

บทบาทการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ

ทางด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองที่น่าสนใจว่า รัฐบาลกำลังเร่งปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการข้อมูลและลดการทำงานที่ล่าช้า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความโปร่งใสและเปลี่ยนพฤติกรรมในสังคม โดยต้องเริ่มตั้งแต่ทัศนคติของคนในชาติเพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และใช้งานได้จริงในระยะยาว

  • นำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์เรื่องร้องเรียนซ้ำซาก
  • ผนวกหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ในการแก้ปัญหา
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เสนอแนวทาง 3 ประการ เพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้เทคโนโลยี ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และความมุ่งมั่นในการไกล่เกลี่ยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน โดยมองว่าความเป็นธรรมภาครัฐไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องสัมผัสได้จริงเมื่อติดต่อราชการ

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่อง” ของโครงการต่างๆ เพราะถ้าหากเรามีแค่แผนงานที่ดีแต่ขาดการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ประชาชนก็คงจะสิ้นหวัง ดังนั้นการที่ทุกฝ่ายหันมาจับมือกันเพื่อปฏิรูประบบราชการถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชม ซึ่งเราในฐานะประชาชนก็ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการทำงานของรัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดสัมมนา “ทิศทางตรวจสอบรัฐยุคใหม่” ย้ำข้อเสนอแนะต้องปฏิบัติได้จริง

เจาะลึกข่าว Rangers นำทัพล่าตัว Fosso จาก Sturm Graz

เจาะลึกข่าว Rangers นำทัพล่าตัว Fosso จาก Sturm Graz

ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้กำลังร้อนแรงสุดๆ โดยเฉพาะข่าวคราวที่แฟนบอลสกอตแลนด์ให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้คือประเด็นที่มีรายงานว่า Rangers นำทัพล่าตัว Fosso หรือ Ryan Fosso กองกลางตัวรับฝีมือดีจาก Sturm Graz เข้ามาร่วมทีมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง แม้คู่แข่งอย่างทีมจากอิตาลีและ Levante จะให้ความสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ทำไม Rangers นำทัพล่าตัว Fosso ถึงเป็นดีลที่น่าจับตามอง?

การที่ Rangers นำทัพล่าตัว Fosso ในครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบคม เพราะนักเตะวัย 23 ปีรายนี้มีศักยภาพสูงในการคุมจังหวะเกม อย่างไรก็ตาม การแย่งชิงตัวของสโมสรยักษ์ใหญ่จากหลายลีกทำให้ดีลนี้มีความซับซ้อน แต่เชื่อว่าหาก Rangers ปิดดีลนี้ได้ จะเปรียบเสมือนการปลุกพลังแดนกลางให้ดุดันยิ่งขึ้นในฤดูกาลหน้า

สถานการณ์การย้ายทีมในลีกสกอตแลนด์

นอกจากข่าวที่ Rangers นำทัพล่าตัว Fosso แล้ว ยังมีกระแสข่าวที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่ง Celtic ที่กำลังเล็ง Will Ferry จาก Dundee United รวมถึงข่าวการย้ายทีมของ Daizen Maeda ที่เตรียมไปร่วมทัพ Ipswich Town ด้วยค่าตัวรวมกว่า 10 ล้านปอนด์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ชิพกำลังขยับตัวเสริมทัพกันอย่างคึกคักก่อนเปิดฤดูกาล

  • Celtic กำลังเจรจากับ AEK Athens เพื่อดึงตัว James Penrice
  • Aberdeen อยากได้ตัว Chris Cadden จาก Hibernian มาเสริมเกมรับ
  • Jens Hjerto-Dahl ยังคงต้องชั่งใจกับข้อเสนอจาก Cardiff City

ในแง่ของมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าตลาดรอบนี้คือโอกาสทองของทีมในลีกสกอตแลนด์ที่จะปรับปรุงทีมให้ทัดเทียมระดับยุโรปมากขึ้น การแย่งชิงนักเตะอย่าง Ryan Fosso ไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อเสียง แต่คือการวางรากฐานเพื่อความสำเร็จในระยะยาว เพื่อนๆ คิดว่า Rangers จะคว้าตัวนักเตะรายนี้ได้สำเร็จหรือไม่? อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ลูฟวร์เปิด หออพอลโล อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

ลูฟวร์เปิด หออพอลโล อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

ใครที่เป็นแฟนคลับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ในกรุงปารีส ต้องบอกว่าข่าวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเลยครับ! หลังจากที่ปิดปรับปรุงยาวนานถึง 9 เดือนเต็ม ในที่สุด หออพอลโล (Apollo Gallery) ก็ได้ฤกษ์เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ท่ามกลางความสนใจของทั่วโลก แม้ว่าตอนนี้ภายในจะไม่มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ล้ำค่าหลงเหลืออยู่ให้ชมแล้วก็ตาม

บรรยากาศใหม่เมื่อ ลูฟวร์เปิด หออพอลโล อีกครั้ง

การกลับมาของหออพอลโลในครั้งนี้มีความพิเศษและแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะทางพิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำตู้จัดแสดงเดิมออกทั้งหมด เพื่อคืนพื้นที่ให้เป็นห้องประกอบพิธีการตามรูปแบบดั้งเดิมในศตวรรษที่ 17 ผู้เข้าชมจะได้ดื่มด่ำกับความอลังการของเพดานปิดทองและจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรบรรจงได้อย่างเต็มตา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งของจัดแสดงที่เคยถูกขโมยไป

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกเมื่อคนร้ายใช้เวลาเพียงไม่ถึง 8 นาทีในการบุกเข้ามาโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ามหาศาลกว่า 88 ล้านยูโร (หรือประมาณ 3,400 ล้านบาท) ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ของกลางเหล่านั้นก็ยังคงล่องหนและไร้วี่แววในการตามกลับคืนมาครับ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ลูฟวร์ต้องยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทันสมัย หรือระบบป้องกันการบุกรุกรูปแบบใหม่

  • ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
  • เดินหน้าโครงการ “Louvre New Renaissance” ด้วยงบประมาณ 800 ล้านยูโร
  • มุ่งเน้นการลดความแออัดของนักท่องเที่ยวเพื่อให้ชมศิลปะได้สะดวกขึ้น
  • เตรียมเผยโฉมห้องจัดแสดงโมนาลิซาโฉมใหม่ภายในปี 2031

หลายคนอาจจะเสียดายที่ไม่ได้เห็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ แต่การที่ ลูฟวร์เปิด หออพอลโล อีกครั้ง โดยเน้นไปที่การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของตัวอาคารเอง ก็ถือเป็นมุมมองใหม่ที่น่าสนใจมากครับ การมาเยือนครั้งนี้เปรียบเสมือนการย้อนเวลาไปสู่ความรุ่งเรืองของฝรั่งเศสยุคก่อน ซึ่งคุ้มค่าแก่การแวะเวียนไปเยี่ยมชมแน่นอน

ในมุมมองของผม การที่พิพิธภัณฑ์เลือกที่จะเปิดกว้างให้เห็นถึงความงามของสถาปัตยกรรมโดยไม่มีตู้กระจกมากีดขวาง ทำให้เราเข้าถึงงานศิลปะได้ใกล้ชิดขึ้นมาก แม้จะมีความโชคร้ายเรื่องการโจรกรรมเกิดขึ้น แต่ลูฟวร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถลุกขึ้นมาปรับตัวและก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ดีกว่าเดิม หากคุณมีโอกาสไปปารีส อย่าลืมแวะไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของหออพอลโลด้วยตาตัวเองนะครับ!

ที่มา – ลูฟวร์เปิด “หออพอลโล” อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีการดำเนินคดีทางกฎหมาย โดยมีหัวข้อหลักคือ นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ต่อคำร้องขอของผู้อำนวยการ iLaw ที่พยายามให้ยุติการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้โพสต์ข้อความวิงวอนขอให้กลุ่มนักการเมือง 9 ราย รวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย ยุติการดำเนินคดีหมิ่นประมาทหรือการแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล หลังจากที่มีการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนายกรัฐมนตรีนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของการใจกว้างหรือไม่ แต่มันคือการรักษาสิทธิ์ตามกฎหมายของตนเอง

ทำไม นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด ถึงเป็นประเด็น?

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความชัดเจนมาก ท่านย้ำว่าการที่เขาจะดำเนินคดีหรือไม่นั้น เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมตามกฎหมายของตนเองเมื่อได้รับความเสียหายจากการถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้สิทธิ์ฟ้องร้องถือเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่การสั่งการเป็นกลุ่มก้อน
  • นายกรัฐมนตรียืนยันว่าตนเองเป็นคนใจกว้าง แต่ต้องปกป้องชื่อเสียงจากการถูกพาดพิง
  • มีการฝากเตือนสติว่า ก่อนจะพูดหรือกระจายข้อมูลใดๆ สู่สาธารณะ ควรพิจารณาให้รอบคอบ

ความน่าสนใจของกรณีนี้คือการที่นักการเมืองกล้าออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการใช้ช่องทางกฎหมายปกติ ซึ่งในทางหนึ่งก็เป็นการเตือนให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อคำพูดและการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองว่าทุกการกระทำมีผลทางกฎหมายเสมอ

ในมุมมองของผม การที่ผู้บริหารประเทศยืนหยัดรักษาสิทธิ์ของตนเองอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งการเมืองหรือภาคประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรับรู้ข่าวสาร หากเราทุกคนหันมาตั้งหลักก่อนพูดหรือวิจารณ์ด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ปัญหาการฟ้องร้องเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงไปเอง

ที่มา – นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวกคดีปิดปาก

สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวกคดีปิดปาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการข่าวและแวดวงการเมืองไทย เมื่อตัวแทนสื่อมวลชนได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เพื่อสะท้อนปัญหาหลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะ สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวกคดีปิดปาก หลังจากที่ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการของรัฐในจังหวัดปราจีนบุรี จนนำไปสู่การคุกคามและการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณีความเดือดร้อนของสื่อมวลชนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของประเทศไทย การฟ้องร้องแบบปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation – SLAPP) กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจใช้เพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบทุจริตและการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในโครงการภาครัฐ

ผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมและประชาธิปไตย

นอกจากกรณีสื่อมวลชนแล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวจาก สส. พรรคประชาชน และ สว. ที่ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย มีท่าทีขู่ฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า iLaw” ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลสาธารณะอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวกคดีปิดปาก กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สภารัฐบาลต้องเข้ามาจัดการโดยเร็ว

จากการอภิปรายในสภาฯ พบประเด็นสำคัญดังนี้:

  • กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากที่ต้องเร่งบรรจุเข้าวาระการประชุม
  • ผลกระทบต่อจริยธรรมสื่อและการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่แทนที่จะใช้หลักฐานพิสูจน์ความจริง
  • ความยากลำบากของภาคประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

ทางรัฐสภาและคณะกรรมาธิการเชื่อว่า หากปล่อยให้การ สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวกคดีปิดปาก ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการตรากฎหมายคุ้มครอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือประชาชนที่จะสูญเสียโอกาสในการรับรู้ความจริง และกระบวนการตรวจสอบที่ควรเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยจะค่อยๆ ถูกทำลายลง การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุผ่านกฎหมายป้องกัน SLAPP จึงเป็นทางออกเดียวที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสังคมสามารถยืนหยัดทำความจริงให้ปรากฏได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่ออำนาจมืดหรือการแจ้งความดำเนินคดีเกินกว่าเหตุ

ท้ายที่สุด การทำงานของสื่อมวลชนไม่ใช่การพยายามสร้างความวุ่นวาย แต่คือการทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนการทำงานของภาครัฐ การที่ใครสักคนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านข้อมูลที่จับต้องได้นั้นถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หวังว่าในอนาคตอันใกล้ ฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนจากการ “ใช้อำนาจฟ้อง” มาเป็นการ “เปิดเผยความจริง” เพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สื่อมวลชนร้องถูกฟ้อง SLAPPs สส.-สว. รุมจวก “นายกฯ-ภูมิใจไทย” ขู่ฟ้อง “ยิ่งชีพ” iLaw