วัน: 24 กรกฎาคม 2026

Thai Local Food to World Food ดันอาหารถิ่นสู่เวทีโลก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอาหารไทยพื้นถิ่นที่หาทานยากใกล้จะเลือนหายไป วันนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยโปรเจกต์ Thai Local Food to World Food ดันอาหารถิ่นสู่เวทีโลก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนเมนูพื้นบ้านธรรมดาให้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียม เพื่อให้ชาวต่างชาติและคนไทยด้วยกันเองได้ลิ้มลองความอร่อยที่ทรงคุณค่าครับ

Thai Local Food to World Food ดันอาหารถิ่นสู่เวทีโลก

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Thailand Best Local Food” (TBLF) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Lost Taste : The Living Heritage” โดยมุ่งหวังที่จะนำ 231 เมนูพื้นถิ่นทั่วไทยมาต่อยอดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โครงการ Thai Local Food to World Food ดันอาหารถิ่นสู่เวทีโลก ไม่ได้เป็นเพียงการขายอาหารเท่านั้น แต่มันคือการนำทุนวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ก้าวสำคัญด้วยการคัดสรร 5 ร้านอาหารต้นแบบ

จากการเฟ้นหาผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 170 ร้านทั่วประเทศ ในที่สุดก็ได้คัดเลือก 5 ร้านอาหารต้นแบบเพื่อมาเป็นทูตวัฒนธรรมด้านอาหาร ซึ่งแต่ละร้านล้วนคัดสรรวัตถุดิบและรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แฟนๆ นักชิมห้ามพลาดกับกิจกรรม “The Lost Taste Restaurant Month” ในเดือนกันยายนนี้ ที่จะมีการรังสรรค์เมนูพิเศษมาให้เราได้ร่วมพิสูจน์ความอร่อยระดับสากลกันถึงที่

ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะมีทั้งพันธมิตรจากภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์, KTC, SC Asset และ Grab Thailand เข้ามาสนับสนุนด้านการตลาด ซึ่งจะช่วยให้การยกระดับอาหารไทยไปสู่สายตาชาวโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สำหรับใครที่อยากไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยด้วยตัวเอง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเพจ The Lost Taste ได้เลยครับ

การผลักดันให้อาหารพื้นบ้านกลายเป็น Soft Power ได้นั้น ต้องอาศัยการสนับสนุนจากพวกเราทุกคน ผมเชื่อว่าเมื่อเราให้ค่ากับรากเหง้าของอาหารไทย ร้านอาหารในชุมชนจะมีกำลังใจในการรักษาสูตรลับเหล่านี้ไว้ และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครัวไทยไม่เพียงแต่จะไปสู่ครัวโลก แต่ยังคงความภาคภูมิใจในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างงดงามตลอดไปครับ

ที่มา – รมว.วัฒนธรรม เปิดตัว Thai Local Food to World Food ดันอาหารถิ่นสู่เวทีโลก

โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม

โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลหญิงเมื่อมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม สโมสรน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา โดยการย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นการกลับคืนสู่ถิ่นเก่าที่เธอเคยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพตั้งแต่วัยเพียง 6 ขวบ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับเหล่าแฟนบอลเป็นอย่างมาก

เหตุผลที่ โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม

สำหรับแบ็กกาลีย์วัย 29 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เธอเปิดเผยว่ามีความผูกพันกับเบอร์มิงแฮมมาโดยตลอด หลังจากผ่านประสบการณ์การเฝ้าเสาให้กับ Bristol City, Manchester United และ Brighton จนกระทั่งล่าสุดเธอตัดสินใจเซ็นสัญญา 2 ปีพร้อมออปชั่นขยายเพิ่มอีก 1 ปี เพื่อกลับมาช่วยทีมที่สร้างเธอให้เป็นนักเตะอาชีพอีกครั้ง

เปิดสถิติของ โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม

ย้อนกลับไปในช่วงที่เธอเล่นให้กับ Brighton แบ็กกาลีย์โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งฤดูกาลในซีซั่นแรก แม้ว่าช่วงหลังจะมีปัญหาเรื่องโอกาสลงสนามจากการมาของนายทวารฝีมือดีอย่าง ชิอามาคา เอ็นนาดอซี แต่ประสบการณ์กว่า 42 นัดในสีเสื้อ Brighton และการติดทีมชาติชุดใหญ่ของซารินา วีแมน ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเธอคือผู้รักษาประตูระดับท็อปของลีกอย่างแน่นอน

ทางด้าน เอมี่ เมอร์ริคส์ ผู้จัดการทีมเบอร์มิงแฮม แสดงความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาของแบ็กกาลีย์จะช่วยเพิ่มคุณภาพในเกมรับ และเน้นย้ำถึงความเป็นผู้นำที่เธอจะนำเข้ามาสู่ห้องแต่งตัว โดยจะเห็นได้จากประโยคที่ว่าเธอมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทีมให้เติบโตในเวที WSL ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

หากวิเคราะห์ตามหลักการของทีม โซฟี แบ็กกาลีย์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษย้ายซบเบอร์มิงแฮม ครั้งนี้ถือเป็นการดีลที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะได้มือกาวที่มีความเก๋าเกมแล้ว การที่เธอมีใจให้กับสโมสรเดิมยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้ทีมทำผลงานได้ดีในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้ เราคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าเธอจะยึดมือหนึ่งและช่วยให้เบอร์มิงแฮมสร้างเซอร์ไพรส์ในลีกได้หรือไม่ แฟนบอลห้ามพลาดเชียร์กันนะครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

แฟนบอลเซลติกกังวลใจกับสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือไม่?

แฟนบอลเซลติกกังวลใจกับสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือไม่?

ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ชื่อของสโมสรเซลติกมักจะถูกจับตามองเสมอ ทั้งในแง่ของความสำเร็จในสนามและการเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขายนักเตะ แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้ แฟนบอลหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า แฟนบอลเซลติกกังวลใจกับสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือไม่? คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันสะท้อนออกมาผ่านบรรยากาศในสนามและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียที่กำลังร้อนแรง

แฟนบอลเซลติกกังวลใจกับสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือไม่?

หลายคนมองว่าทัพเสือเหลืองแห่งกลาสโกว์เดินเกมในตลาดช้าเกินไป แม้ว่าฤดูกาลที่ผ่านมาจะมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในการคว้าแชมป์ลีก แต่การเสริมทัพที่ดูยังไม่ชัดเจนและข่าวการปล่อยนักเตะตัวหลักออกจากทีม ทำให้นำไปสู่ความกังวลว่าทีมจะรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งอย่างเรนเจอร์สและฮาร์ทส์ต่างก็ขยับตัวเสริมทีมกันอย่างคึกคัก

สัญญาณเตือนภัยที่น่าจับตา

ความกังวลใจของแฟนบอลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องตลาดซื้อขาย แต่ยังรวมไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อบอร์ดบริหาร หลายเสียงสะท้อนว่าการตัดสินใจที่ล่าช้าและการเน้นไปที่เป้าหมายเดิมๆ ที่เคยพลาดไปแล้วนั้น อาจเป็นเครื่องหมายของการขาดแผนงานที่ชัดเจน หากถามซ้ำอีกครั้งว่า แฟนบอลเซลติกกังวลใจกับสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือไม่? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดอาจอยู่ในสีหน้าของกองเชียร์ที่เข้าชมเกมอุ่นเครื่องแล้วพบว่าการสนับสนุนดูเบาบางลงอย่างน่าตกใจ

  • การขาดตัวตายตัวแทนในตำแหน่งผู้รักษาประตูหลังจากคาเอสเปอร์ ชไมเคิล บาดเจ็บ
  • ข่าวการปล่อยตัวนักเตะตัวเก่งอย่าง ไดเซ็น มาเอดะ ที่อาจสร้างผลกระทบต่อเกมรุก
  • ความไม่ชัดเจนในอนาคตของกัปตันทีมอย่าง คัลลัม แม็คเกรเกอร์

แม้ว่า มาร์ติน โอนีล จะกลับมาคุมทีมด้วยความหวังจากแฟนๆ แต่เขาก็ต้องแบกรับภาระหนักในการจัดการกับปัญหาภายในที่ถาโถมเข้ามา หากสโมสรไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนในการเสริมทัพหรือสร้างโครงการที่ดูเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ ความกดดันก็จะตกไปอยู่ที่บอร์ดบริหารและตัวผู้จัดการทีมเองเมื่อฤดูกาลเปิดฉากขึ้นจริงๆ

ในฐานะแฟนบอลฟุตบอล การตั้งคำถามถึงความก้าวหน้าของสโมสรเป็นเรื่องปกติและสมควรทำ เพื่อให้สโมสรเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะสุดท้ายแล้วฟุตบอลไม่ได้มีแค่เรื่องของเงิน แต่มันคือเรื่องของใจและการทำเพื่อความสำเร็จในระยะยาวของทีมรักที่คุณหนุนหลังอยู่เสมอ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

Mark van Bommel ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเบลเยียม

Mark van Bommel ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเบลเยียม

ในที่สุดสมาคมฟุตบอลเบลเยียมก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า Mark van Bommel ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเบลเยียม คนใหม่ โดยจะเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก Rudi Garcia ที่เพิ่งอำลาตำแหน่งไปหลังจากพาทีมตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา ถือเป็นข่าวใหญ่ที่แฟนบอลปีศาจแดงแห่งยุโรปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

Mark van Bommel ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเบลเยียม

อดีตกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในวัย 49 ปีรายนี้ตกลงเซ็นสัญญาคุมทีมยาวจนถึงศึกยูโร 2028 โดยเขาจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ สำหรับผลงานที่ผ่านมา Van Bommel เคยสร้างชื่อด้วยการพา Royal Antwerp คว้าแชมป์ลีกเบลเยียม รวมถึงแชมป์บอลถ้วยและซูเปอร์คัพมาครองได้สำเร็จ ทำให้เขากลายเป็นแคนดิเดตที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาปรับทัพทีมชาติเบลเยียมในยุคผลัดใบนี้

ก้าวสำคัญเมื่อ Mark van Bommel ได้รับการแต่งตั้งเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเบลเยียม

Van Bommel กล่าวถึงความรู้สึกในการรับงานครั้งนี้ว่า นี่คือเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ เขามองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้เล่นเบลเยียม และพร้อมที่จะสร้างทีมให้มีความวินัย ทะเยอทะยาน และกล้าหาญพอที่จะต่อสู้กับทีมระดับท็อปของโลก โดยเขามีทีมงานคุณภาพอย่าง Boudewijn Zenden, Maarten Martens และ Reinier Robbemond เข้ามาช่วยเสริมความแกร่งให้กับทีมงานสต๊าฟโค้ช

ภารกิจแรกที่ท้าทายรอเขาอยู่ทันที นั่นคือการคุมทีมลงเตะในศึกเนชั่นส์ลีกช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งเบลเยียมจะต้องเผชิญหน้ากับยอดทีมอย่าง อิตาลี, ฝรั่งเศส และตุรกี ถือเป็นบททดสอบไฟท์บังคับที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจเลือกเขานั้นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือไม่

ในมุมมองของแฟนบอล นี่อาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าตื่นเต้น เพราะ Van Bommel มีปรัชญาฟุตบอลที่เน้นความดุดันและวินัยสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมเบลเยียมชุดปัจจุบันต้องการมากที่สุด หากเขาสามารถผสานพลังผู้เล่นดาวรุ่งเข้ากับนักเตะประสบการณ์สูงได้สำเร็จ เราอาจจะได้เห็นเบลเยียมกลับมาทวงบัลลังก์ในเวทีระดับนานาชาติอีกครั้งอย่างแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกลับมาตื่นตัวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกันอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุ ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมชื่อดังย่านพัฒนาการ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ที่อยู่ในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ระทึก ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจสายตรวจ สน.คลองตัน ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินว่ามีชายชาวต่างชาติรายหนึ่งกำลังแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ทำลายข้าวของและพยายามจะใช้มีดไล่ทำร้ายประชาชนในพื้นที่ ซอยพัฒนาการ 54 เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุและพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ กลับถูกคนร้ายใช้ของมีคมเข้าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการระงับเหตุ

สรุปเหตุการณ์ ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง

จากรายงานเบื้องต้น สามารถสรุปเหตุการณ์ได้ดังนี้:

  • ชายชาวต่างชาติมีอาการคลุ้มคลั่งและก่อเหตุทำลายทรัพย์สิน ก่อนจะไล่ทำร้ายชาวบ้านในระแวกนั้น
  • ด.ต.จารุท แย้มสวน ผู้ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจได้เข้าไประงับเหตุ แต่ถูกคนร้ายใช้มีดแทงได้รับบาดเจ็บ
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจยิงสวนเพื่อป้องกันตัวและหยุดยั้งเหตุร้าย
  • พลเมืองดีในที่เกิดเหตุได้ช่วยกันเข้าล้อมจับกุมคนร้ายเอาไว้ได้ก่อนส่งโรงพยาบาล

ผลกระทบต่อความปลอดภัยในพื้นที่

เหตุการณ์ ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไประงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสูญเสียและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงใย โดยขณะนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ก่อเหตุได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและพยานแวดล้อม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดชายต่างชาติรายนี้จึงมีอาการคลุ้มคลั่งและก่อเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ โดยทางสถานีตำรวจนครบาลคลองตันยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนทุกคนหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว หากพบเห็นเหตุการณ์คล้ายกันควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ต่างชาติไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตร.เข้าห้ามถูกแทงเจ็บ เจอยิงสวนสยบคลั่ง

สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่

สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่

กลายเป็นประเด็นเดือดที่ชาวเน็ตกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่มีผู้ใช้บัญชี X ออกมาแชร์ประสบการณ์สุดเอือมระอา หลังจากที่เธอได้พบกับกลุ่มวัยรุ่นต่างชาติที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS ซึ่งจนถึงตอนนี้เรื่องราวของ สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่ ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล เพราะถือเป็นการละเมิดมารยาททางสังคมอย่างรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ

เหตุการณ์ไม่คาดฝัน: เมื่อการเตือนกลายเป็นการปะทะ

เจ้าของคลิปได้เล่ารายละเอียดว่า ในช่วงค่ำขณะเดินทางด้วย BTS สายสีลม เธอต้องเจอกับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ที่ส่งเสียงตะโกนดังลั่นขบวน แม้จะใส่หูฟังก็ยังได้ยินชัดเจน ซึ่งจากพฤติกรรมของ สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่ ชัดเจนว่ากลุ่มวัยรุ่นไม่ได้เกรงใจผู้โดยสารท่านอื่นเลยแม้แต่น้อย เมื่อเธอตัดสินใจเข้าไปตักเตือนด้วยความหวังดี กลับได้รับคำตอบที่น่าตกใจจากผู้ดูแลว่า “อดทนหน่อย มันเป็นเด็ก”

เหตุการณ์กลับทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวัยรุ่นกลุ่มนี้เริ่มใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอพาดพิงถึงบุพการี และที่ร้ายแรงที่สุดคือการชูนิ้วกลางใส่ ซึ่งพฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดจิตสำนึกในการใช้บริการขนส่งสาธารณะที่ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว การปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำ

  • พื้นที่รถไฟฟ้าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ควรได้รับความเงียบและความเป็นระเบียบ
  • การตักเตือนอย่างสุภาพไม่ควรจบลงด้วยการถูกคุกคามหรือดูถูก
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการจัดการกับพฤติกรรมรบกวนในขบวนให้รวดเร็วกว่านี้

จากเรื่องราวของ สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่ ครั้งนี้ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมความเรียบร้อยของ BTS ในปัจจุบัน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารเตือนกันเองอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิมได้ จึงหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวมกันมากขึ้น

ที่มา – สาวเล่าเหตุการณ์ เตือนวัยรุ่นอิตาลีเสียงดังบน BTS กลับถูกด่า ชูนิ้วกลางใส่

ดราม่าเดือด แก๊งวัยรุ่นอิตาลี เสียงดังลั่น BTS

ดราม่าเดือด แก๊งวัยรุ่นอิตาลี เสียงดังลั่น BTS

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวโซเชียลถึงกับเดือดจัด เมื่อมีสาวไทยท่านหนึ่งได้ออกมาแชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ขณะโดยสารรถไฟฟ้า BTS แล้วพบเจอกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คาดว่าเป็น ดราม่าเดือด แก๊งวัยรุ่นอิตาลี เสียงดังลั่น BTS จนรบกวนผู้โดยสารคนอื่นอย่างหนัก แต่เมื่อเธอเลือกที่จะเข้าไปตักเตือนด้วยความหวังดี กลับได้รับผลตอบรับเป็นความหยาบคายแทน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายบนขบวนรถไฟฟ้า สาวยอมรับไม่ได้จึงขอความร่วมมือให้เบาเสียงลง แต่กลุ่มดังกล่าวกลับไม่สนใจ กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยการชูนิ้วกลางใส่ พร้อมทั้งตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่ลามไปถึงบุพการี สร้างความตกใจและไม่พอใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์ ดราม่าเดือด แก๊งวัยรุ่นอิตาลี เสียงดังลั่น BTS

เมื่อคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ เรื่องราวก็บานปลายอย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตจำนวนมากต่างไม่สบายใจกับการกระทำนี้และมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่และคนท้องถิ่น โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะต้องอาศัยความเกรงใจ
  • นักท่องเที่ยวควรศึกษาวัฒนธรรมและมารยาทของประเทศที่ไปเยือน
  • ปฏิกิริยาของโซเชียลไทยที่รวมพลังกันตรวจสอบพฤติกรรม

ความคืบหน้าล่าสุดได้ไปไกลถึงขั้นมีคนเข้าไปถล่มในเพจเฟซบุ๊กของสถานทูตอิตาลีเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ และขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรวจสอบหรือมีมาตรการในการรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ การที่ใครสักคนหยิบประเด็น ดราม่าเดือด แก๊งวัยรุ่นอิตาลี เสียงดังลั่น BTS มาตีแผ่ ไม่ใช่แค่การประจาน แต่คือการเรียกร้องความเท่าเทียมและการได้รับความเคารพในฐานะเจ้าบ้าน

สำหรับตัวผู้เขียนเองมองว่า มารยาทสากลเป็นสิ่งที่ต้องมีไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนในโลก การส่งเสียงดังในที่สาธารณะโดยเฉพาะในประเทศที่มีการใช้รถไฟฟ้าหนาแน่นอย่างไทย ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขครับ

ที่มา – ดราม่าเดือด “แก๊งวัยรุ่นอิตาลี” เสียงดังลั่น BTS สาวไทยเตือนกลับถูกด่าลามบุพการี

ซาบีดา เยือนโซล ขนโบราณวัตถุ 200 ชิ้น อวดสายตาชาวโลกที่เกาหลีใต้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีที่น่าภาคภูมิใจเมื่อนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางไปยังกรุงโซล เพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการสุดพิเศษที่ชื่อว่า “Amazing Thailand: Masterpieces of Thai Art” งานนี้ถือเป็นการประกาศศักดาทางวัฒนธรรมไทยในระดับสากลได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ เพราะมีการขนโบราณวัตถุล้ำค่ามากมายไปจัดแสดงให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ชื่นชม

ซาบีดา เยือนโซล ขนโบราณวัตถุ 200 ชิ้น อวดสายตาชาวโลกที่เกาหลีใต้

การที่ ซาบีดา เยือนโซล ขนโบราณวัตถุ 200 ชิ้น อวดสายตาชาวโลกที่เกาหลีใต้ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำของเก่าไปวางโชว์เท่านั้น แต่เป็นการดำเนินงานภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมศิลปากรและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียวครับที่เราได้นำสมบัติของชาติจากพิพิธภัณฑ์กว่า 22 แห่ง รวมกว่า 208 รายการไปจัดแสดงในดินแดนกิมจิ

ไฮไลต์สำคัญที่ห้ามพลาด

สำหรับไฮไลต์ของงานที่น่าสนใจมาก ซึ่งทางรัฐมนตรีซาบีดาได้ไปตรวจเยี่ยมด้วยตนเอง ได้แก่:

  • ภาพสลักยมกปาฏิหาริย์: ศิลปะทวารวดีที่สะท้อนถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายานได้อย่างลึกซึ้ง
  • ใบเสมาสลักภาพพุทธประวัติ: ในตอนโสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้าคา ซึ่งเป็นงานฝีมือช่างไทยที่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียด
  • พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร: ศิลปะอันงดงามที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ของเรา

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการ ซาบีดา เยือนโซล ขนโบราณวัตถุ 200 ชิ้น อวดสายตาชาวโลกที่เกาหลีใต้ เพื่อโชว์ความงามของอดีตแล้ว ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ผ่านทางการทูตทางศิลปะอีกด้วยครับ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง ศาสตราจารย์ ยู ฮง-จุน จะช่วยให้ไทยพัฒนาการดูแลรักษาสมบัติวัฒนธรรมให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นไปอีก

งานนี้จัดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 6 กันยายน 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี และจะย้ายไปจัดต่อที่วัดทงโดซา ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาหลีในช่วงนี้ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะนี่คือโอกาสทองที่จะเห็นสมบัติล้ำค่าของไทยไปรวมตัวกันในต่างแดน ยืนยันได้เลยว่างานนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคนอย่างแน่นอนครับ

หากเราทุกคนช่วยกันสนับสนุนและให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรมของไทย เชื่อได้เลยว่ามูลค่าทางซอฟต์พาวเวอร์ของเราจะเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และเป็นตัวช่วยที่ดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หันมาสนใจและหลงรักในความเป็นไทยมากขึ้นไปอีกครับ

ที่มา – ซาบีดา เยือนโซล ขนโบราณวัตถุ 200 ชิ้น อวดสายตาชาวโลกที่เกาหลีใต้

อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนฝนตกหนักช่วง 26-30 ก.ค. 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ใครที่มีแพลนจะออกไปเที่ยวหรือต้องเดินทางบ่อยๆ ต้องรีบเช็กสภาพอากาศกันด่วนเลยครับ เพราะล่าสุดทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 3 เกี่ยวกับสถานการณ์ฝนฟ้าอากาศที่น่าเป็นห่วง โดยมีหัวข้อหลักคือ อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนฝนตกหนักช่วง 26-30 ก.ค. 69 ให้ประชาชนในหลายพื้นที่เตรียมรับมือกับฝนที่อาจตกสะสมจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้

สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังตามประกาศ อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนฝนตกหนักช่วง 26-30 ก.ค. 69

ในช่วงวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ดังนี้:

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  • ภาคกลางและภาคตะวันออก: ฝนตกสะสมต่อเนื่อง
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: เตรียมรับมือฝนตกหนักและคลื่นลมแรง

หากใครอาศัยอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านหรือที่ราบลุ่มต่ำ ควรคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงเรื่องน้ำป่าไหลหลากถือเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลยครับ

อัปเดตเส้นทางพายุโนอึลและผลกระทบที่คุณต้องรู้

นอกจากเรื่องฝนตกหนักแล้ว หลายคนคงกังวลเกี่ยวกับพายุโซนร้อน “โนอึล” หลังจากที่ได้อ่าน อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนฝนตกหนักช่วง 26-30 ก.ค. 69 ทางกรมอุตุฯ ได้ชี้แจงว่า พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ และจะไปขึ้นฝั่งที่ประเทศจีนในช่วงวันที่ 26-27 กรกฎาคมนี้ ซึ่งข่าวดีคือพายุลูกนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงครับ แต่ถึงอย่างนั้น ใครที่มีแผนเดินทางไปประเทศจีนก็อย่าลืมเช็กพยากรณ์อากาศก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ในส่วนของคลื่นลมในทะเล โดยเฉพาะทะเลอันดามันตอนบน จะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และหากบริเวณฝนฟ้าคะนองอาจสูงถึง 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยและอันดามันตอนล่าง คลื่นจะสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ และเรือเล็กในพื้นที่ข้างต้นควรงดออกจากฝั่งเพื่อความปลอดภัยนะครับ

สรุปสั้นๆ สำหรับทุกคนคือ ในช่วง 5 วันนี้ เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อถือได้เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสภาพอากาศแปรปรวนในรอบนี้กันถ้วนหน้าครับ

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 3 เตือนฝนตกหนักช่วง 26-30 ก.ค. 69 พร้อมอัปเดตเส้นทางพายุโนอึล