วัน: 25 กรกฎาคม 2026

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น พลังงานกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

การปรับลดค่าการกลั่นลงเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ตามที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กังวลคือการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการเจรจาแทนที่จะมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนหรือการเก็บภาษีลาภลอย การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการดึงเงินจากประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อมาอุดหนุนราคา แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไร้การแก้ไข

ข้อวิจารณ์สำคัญที่ “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านไฟฟ้าอีกด้วย นายอภิสิทธิ์ระบุว่า:

  • การปรับสูตรค่าไฟฟ้ายังขาดความโปร่งใสและไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินควร
  • รัฐบาลมักวนเวียนอยู่กับการคิดแบบ “กระเป๋าซ้ายขวา” มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อความเป็นธรรม
  • ความผันผวนของราคาพลังงานเอื้อให้คนกลางรับผลตอบแทนสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรเข้าจัดการอย่างเร่งด่วน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแนวทางเดิมโดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ในโครงสร้างใหญ่ ประชาชนก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงต่อไป ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะหันมามองความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการในระยะสั้นที่จบไปวันๆ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานในไทย สามารถส่งต่อมุมมองเพื่อสะท้อนเสียงของคุณให้ถึงผู้มีอำนาจได้ เพราะพลังงานคือชีวิตของทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

“บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตภารกิจสำคัญของผู้นำกองทัพบกกับการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากครับ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่อ “บิ๊กปู” ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จ.นราธิวาสครับ

“บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน ในพื้นที่นราธิวาส

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นวันที่ 2 ของภารกิจ โดย ผบ.ทบ. ได้เข้าไปพบปะพี่น้องทหารและตำรวจที่ปฏิบัติงานในหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 และหน่วยเฉพาะกิจตำรวจนราธิวาส 93 ท่านได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกนายที่เสียสละทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างเข้มแข็งครับ

เจาะลึกแนวทางปฏิบัติ “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

สิ่งหนึ่งที่ ผบ.ทบ. เน้นย้ำเป็นพิเศษคือเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพล ซึ่งไม่ได้ดูแลแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่รวมถึง:

  • สวัสดิการความเป็นอยู่ของทหารและตำรวจในพื้นที่
  • สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่
  • การจัดผลัดพักหมุนเวียนกำลังพลอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
  • การรักษาความปลอดภัยของฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่

ผบ.ทบ. ได้กำชับให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตมาปรับปรุงแผนงาน โดยต้องเน้นการบูรณาการทั้งงานข่าว งานพลเรือน และการเข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้บังคับบัญชาลงมาใส่ใจรายละเอียดถึงความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานหน้างานเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนอกจากจะทำให้กำลังพลมีความมั่นใจในการทำงานแล้ว ยังทำให้แผนการรักษาความสงบมีความละเอียดรอบคอบและปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ หวังว่าการปรับแผนในครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขให้กับพี่น้องชาวนราธิวาสและจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส. พรรคประชาชน และกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ได้ออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางน้ำมากกว่าการนำไปจัดซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย

เบื้องลึกการใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ การที่กรมชลประทานเลือกใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียนฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการน้ำ การซ่อมแซมพนังคันกั้นน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่กลับถูกนำมาใช้ซื้อรถยนต์ใหม่แทน ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ตรงจุดประสงค์หรือไม่ นายณรงเดช ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ในจังหวะที่ข้าราชการหลายหน่วยงานแทบไม่มีรถประจำตำแหน่งใช้ แต่กรมกลับดำเนินการจัดซื้ออย่างเงียบเชียบโดยไม่ผ่านงบพ.ร.บ.หลัก

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมของการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐ ดังนี้:

  • ความคุ้มค่าของภาษีประชาชน: การนำเงินจากกองทุนที่ควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรมาใช้จัดซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือยานพาหนะหน่วยงานเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่
  • ความโปร่งใส: หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อท่ามกลางเสียงเรียกร้องเรื่องงบประมาณช่วยเหลือภัยพิบัติ
  • การลำดับความสำคัญ (Prioritization): ในเมื่อบอกว่าไม่มีงบช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ทำไมถึงมีงบประมาณสำหรับการซื้อรถใหม่

สรุปแล้ว ประเด็นที่ ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่เป็นเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ภายในหน่วยงานภาครัฐ ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนต่อสังคมว่า การใช้งบประมาณในลักษณะนี้เป็นไปตามกฎหมายและสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เพราะเงินกองทุนหมุนเวียนคือเงินจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนและเกษตรกร การบริหารจัดการจึงต้องเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก

ที่เราควรจับตาดูต่อจากนี้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของกรมชลประทานอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างคุ้มค่าที่สุด

ที่มา – “ณรงเดช” ปูด “กรมชลฯ” ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างประชาชนกับทางการ ล่าสุดทางกรมที่ดินได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อคลายความสงสัยให้กับสังคมแล้วครับ

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ทางกรมที่ดินได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าหน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ หรือการพิจารณาคำสั่งทางปกครอง ซึ่งกรณีที่ดิน 995 แปลงนั้น กรมที่ดินมองว่าการออกเอกสารสิทธิ์ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระเบียบในขณะนั้นครับ

เจาะลึกข้อเท็จจริงในมุมกรมที่ดิน

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่มีการเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ดังนี้ครับ:

  • ผลผูกพันของคดี: คำพิพากษาเดิมใน 3 คดีแพ่งมีผลเฉพาะคู่ความ ไม่สามารถเหมาเข่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ได้
  • ความชัดเจนของแผนที่: ปัญหาหลักคือการขาดแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. ปี 2462 และ 2464 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการพิสูจน์เขตที่ดินของ รฟท.
  • การตรวจสอบที่ผ่านมา: มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำหลักฐานแผนที่ต้นฉบับมาแสดงได้ เรื่องจึงต้องมีการยุติลงตามขั้นตอน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร ทางกรมที่ดินเองก็ได้ย้ำชัดครับว่า กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย มาโดยตลอด และขณะนี้เรื่องก็ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองและศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรรอให้ศาลท่านเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งประชาชนและทรัพย์สินของรัฐครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลด้วยความโปร่งใสแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความสับสนและข่าวลือในสังคมได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ดินและข้อกฎหมาย การรอคำวินิจฉัยจากศาลจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดแจ้งครับ สำหรับใครที่รอความคืบหน้าคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร ซึ่งทางกรมที่ดินยืนยันว่าพร้อมน้อมรับและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดแน่นอนครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง

วงการยานยนต์บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะสาวกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผู้ที่วางแผนจะซื้อรถมือสอง ล่าสุดมีข่าวดีครั้งใหญ่เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยถึงการเปิดตัวสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์ช่วยชีวิต นั่นคือ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เพื่อที่จะช่วยปิดช่องโหว่ปัญหาชำรุด ถูกลอยแพ และปัญหาราคาดิ่ง เพื่อให้คนไทยซื้อรถได้อย่างมั่นใจในราคาที่เป็นธรรม

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ในครั้งนี้?

จากสถิติที่น่าสนใจพบว่ามีการร้องเรียนจากผู้ใช้งานรถ EV สูงถึง 1,300 ราย ปัญหาที่พบเจอส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องรถมีอาการชำรุดแต่ศูนย์รับมือไม่ทัน หรือมีการปิดตัวของศูนย์บริการจนเหมือนถูกลอยแพ รวมถึงราคาขายต่อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ สคบ. จึงไม่นิ่งนอนใจและพัฒนา E-book เล่มนี้ออกมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันผู้บริโภค หากใครที่กำลังเล็งรถใหม่หรือมองหารถไฟฟ้าคันแรก คู่มือนี้จะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ภายใน ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง เล่มนี้ ได้รวบรวมเนื้อหาสำคัญไว้มากมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองก่อนจ่ายเงิน ดังนี้:

  • EV Hub: แหล่งรวมข้อมูลสเปกและสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงทุกค่ายให้เปรียบเทียบกันแบบชัดเจน
  • มาตรฐานฉลากรถยนต์: บังคับผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิค แบตเตอรี่ และระยะการวิ่งจริง เพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริง
  • แนวทางสำหรับรถมือสอง: ป้องกันการย้อมแมวด้วยประวัติรถที่ผ่านการคัดกรอง ข้อมูลรถยนต์และรถ EV ใช้แล้วที่โปร่งใส

นอกจากนี้ สคบ. ยังกำชับเข้มงวดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ทุกโชว์รูมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการหมกเม็ดข้อมูลหรือไม่ติดฉลากให้ชัดเจน จะมีโทษหนักทั้งจำและปรับ เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์เมืองไทยมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะซื้อรถใหม่หรืออยากเช็กแนวทางคุ้มครองตัวเอง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดคู่มือฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) www.ocpb.go.th หรือจะโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1166 ก็ได้เช่นกันครับ การมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในมือ ถือเป็นอำนาจต่อรองสำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในยุคดิจิทัล อย่าลืมไปโหลดเก็บไว้ศึกษาเพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองนะครับ

ที่มา – ข่าวดีคนใช้รถ “ศุภมาส” เปิดตัว E-book รถยนต์ ครอบคลุมรถ EV–มือสอง ปิดช่องโหว่ ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง

มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา

เป็นประเด็นที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่นักการเมืองพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการของบุคคลสาธารณะที่ควรเปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบจากประชาชน

มุมมอง มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ถูกฟ้องร้องจากการเปิดเผยข้อมูลความไม่โปร่งใสในการเลือก สว. ว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อข่มขู่สื่อและภาคประชาชน ทำให้เกิดความกังวลว่าพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นจะถูกปิดกั้นลง ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่าบุคคลสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ และหากมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ก็ควรใช้วิธีการชี้แจงด้วยเหตุและผล แทนการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว

ความจำเป็นในการเดินหน้าแก้ปัญหาภาคใต้แบบ 2 ขา

นอกเหนือจากประเด็นการเมือง นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า มาร์ค ฉะฟ้องปิดปาก ยิ่งชีพ ไม่ถูกต้อง แนะแก้ไฟใต้ 2 ขา ด้วยแนวคิดที่ต้องอาศัยกลยุทธ์แบบควบคู่ ซึ่งประกอบด้วย:

  • การเจรจาสันติภาพ: รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการตั้งคณะพูดคุยและเดินหน้าหาทางออกโดยใช้การทูตที่สร้างสรรค์
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องมีความเด็ดขาดและจริงจังในการจัดการกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงโดยไม่มีข้อยกเว้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้อำนาจเพียงด้านเดียว แต่ต้องมีความสมดุลระหว่างการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่และการเปิดช่องทางสื่อสารเพื่อหาจุดจบของความขัดแย้งที่ยั่งยืน การที่รัฐบาลพยายามผลักภาระไปให้คณะพูดคุยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่เสริมมาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มแข็ง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายมากกว่าเดิม

ในมุมมองของนักการเมืองระดับประเทศ การตรวจสอบคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฮั้ว สว. หรือปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ รัฐบาลและผู้มีอำนาจควรทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการรับฟังความเห็นต่าง และเปลี่ยนจากการฟ้องร้องปิดปากเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา เพื่อก้าวไปสู่ความก้าวหน้าของไทยอย่างแท้จริง

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องภาคประชาชน? ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและช่วยกันส่งเสริมสังคมที่ตรวจสอบได้ เพื่อการเมืองไทยที่โปร่งใสกว่าเดิม

ที่มา – “มาร์ค” ฉะฟ้องปิดปาก “ยิ่งชีพ” iLaw ไม่ถูกต้อง แนะรัฐบาลแก้ไฟใต้ต้องเดิน 2 ขา

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่หลายหน่วยงานกำลังถูกจับตามอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมีประเด็นหลักคือ ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง อย่างใกล้ชิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการยื่นหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ยังดูเหมือนจะค้านกับเสียงสะท้อนจากคณะกรรมาธิการฯ

รายละเอียดการตรวจสอบโครงการและคดีที่ดินเขากระโดง

สำหรับการติดตามเรื่อง ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สรุปประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

  • โครงการ TH-AI Passport: ทางพรรคกังวลใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อเค้าว่าอาจมีปัญหานำไปสู่ความไม่โปร่งใส
  • คดีที่ดินเขากระโดง: สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเข้าตรวจสอบมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลปัจจุบันว่าจะมีการตอบสนองต่อข้อทักท้วงของฝ่ายค้านและการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร การยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสัปดาห์หน้า จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

เราในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ย่อมคาดหวังให้ทุกโครงการของรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง หากรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แต่หากเพิกเฉยต่อเสียงสะท้อน ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ไปพร้อมกับเราต่อไปครับ

ที่มา – ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง จ่อยื่นหนังสือทักท้วงปัญหาสัปดาห์หน้า

กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวสำคัญสำหรับใครที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และสมุทรปราการมาฝากกันครับ เพราะล่าสุดทาง การประปานครหลวง (กปน.) ได้มีการประกาศแจ้งเตือนเกี่ยวกับการบำรุงรักษาท่อประปาในหลายจุด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569 ขึ้นในบางพื้นที่ ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวรับมือกับการขาดแคลนน้ำใช้ในวันดังกล่าว เรามาเช็กละเอียดกันเลยครับว่าจะมีจุดไหนที่ได้รับผลกระทบกันบ้าง

กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569

เหตุผลของการหยุดจ่ายน้ำหรือน้ำไหลอ่อนในครั้งนี้ เป็นเพราะทาง กปน. มีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงระบบท่อประปา ตัดบรรจบท่อ รวมถึงปรับปรุงแรงดันน้ำ และหยุดปรับปรุงสถานีสูบจ่ายน้ำเพื่อให้ระบบการประปามีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาวครับ แม้เราอาจจะรู้สึกไม่สะดวกสบายไปบ้างในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เชื่อเถอะครับว่างานซ่อมบำรุงเหล่านี้สำคัญต่อคุณภาพน้ำที่เราใช้ในทุกวันอย่างแน่นอน

ตรวจสอบผลกระทบและเตรียมตัวรับมือเมื่อ กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569

สำหรับวิธีการรับมือเบื้องต้น ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนลองเช็กพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบผ่านเว็บไซต์การประปานครหลวงหรือแอปพลิเคชัน MWA onMobile ให้ดีนะครับ โดยมีข้อแนะนำในการเตรียมตัวดังนี้:

  • สำรองน้ำใส่ภาชนะสะอาด: ควรเตรียมน้ำใส่ถังหรือภาชนะที่สะอาดไว้ใช้ให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค อย่างน้อย 1 วัน
  • ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้ง: ดูให้แน่ชัดว่าพื้นที่พักอาศัยหรือบริษัทของท่านอยู่ในระบุรายชื่อที่ประกาศหรือไม่
  • ประหยัดน้ำไว้ก่อน: ในช่วงวันที่มีการประกาศ งดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็นไปก่อน เพื่อให้น้ำที่สำรองไว้เพียงพอต่อความต้องการ

การดำเนินงานของ กปน. ในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในเขตกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ การที่ กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569 ให้เราได้ทราบล่วงหน้าแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้เราวางแผนชีวิตประจำวันได้ไม่สะดุด สำหรับใครที่อยู่คอนโดหรือหมู่บ้านจัดสรร อย่าลืมสอบถามนิติบุคคลเพิ่มเติมอีกครั้งว่ามีมาตรการรองรับอย่างไรบ้างนะครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนให้สามารถใช้ชีวิตได้ปกติแม้ระบบน้ำจะหยุดชะงักไปชั่วคราว หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามไปที่ Call Center 1125 ของการประปานครหลวงได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – กปน. แจ้งพื้นที่น้ำไม่ไหล – ไหลอ่อน 26 กรกฎาคม 2569 เช็กเลยกระทบที่ไหนบ้าง

Celtic เล็งดึง Cancellieri แทนที่ Maeda

Celtic เล็งดึง Cancellieri แทนที่ Maeda

แฟนบอลม้าลายเขียวขาวเตรียมลุ้นกันระทึก เพราะล่าสุดมีข่าวหนาหูว่า Celtic เล็งดึง Cancellieri แทนที่ Maeda หลังจากดาวเตะชาวญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายไปหาความท้าทายใหม่ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษกับทีม Ipswich Town ซึ่งแน่นอนว่าการเสียตัวหลักอย่าง Daizen Maeda ก่อนการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งสำคัญ ทำเอาแฟนบอลและกูรูอย่าง Chris Sutton ออกมาวิจารณ์ยับว่าอาจเป็นการตัดสินใจที่น่าสับสนที่สุดในรอบปี

สถานการณ์ล่าสุด: เมื่อ Celtic เล็งดึง Cancellieri แทนที่ Maeda

การเข้ามาของ Matteo Cancellieri ปีกตัวจี๊ดจาก Lazio ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากในตลาดซื้อขายครั้งนี้ ทีมงานของสโมสรกำลังเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลให้ทันก่อนเดดไลน์ โดยเชื่อว่าทักษะความเร็วและความคล่องตัวของเจ้าตัวน่าจะเข้ามาทดแทนบทบาทที่ว่างลงได้เป็นอย่างดี การที่ Celtic เล็งดึง Cancellieri แทนที่ Maeda ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวให้กับทีมในการลุยศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

บทวิเคราะห์การเสริมทัพแนวรุก Celtic

นอกจากดีลของ Cancellieri แล้ว Celtic ยังตกเป็นข่าวกับนักเตะอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Kasper Hogh จาก Bodo/Glimt หรือกองกลางอนาคตไกลอย่าง Mika Baur แต่โฟกัสหลักของแฟนๆ ยังคงอยู่ที่ว่าใครจะเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งปีกซ้ายที่ Daizen Maeda ทิ้งไว้ให้ว่างลง

  • Matteo Cancellieri: ดาวรุ่งที่ตอบโจทย์ความเร็ว
  • Kasper Hogh: กองหน้าที่กำลังถูกจับตามองด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์
  • Milan Vitalis: ตัวเลือกแดนกลางที่สโมสรยังคงเฝ้าติดตาม

ในมุมมองของผู้เขียน การเสียผู้เล่นระดับ Maeda อาจจะดูเป็นเรื่องที่น่าใจหาย แต่ถ้ามองในแง่บวก นี่คือโอกาสดีที่จะได้เปลี่ยนผ่านทีมสู่ยุคใหม่ การขยับตัวดึงนักเตะพรสวรรค์สูงจากลีกชั้นนำอย่าง Serie A เข้ามา จะช่วยเพิ่มมิติในเกมรุกให้กับ Celtic ได้อีกมากอย่างแน่นอน เราคงต้องมารอลุ้นกันว่าบทสรุปของดีลนี้จะลงเอยอย่างไร แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการเห็นข่าวดีก่อนที่การแข่งขันรอบคัดเลือกจะเริ่มขึ้นครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ