วัน: 9 สิงหาคม 2026

“รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

“รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครสอบทั่วประเทศ เมื่อ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือที่หลายคนรู้จักในฉายา “รองเซมเบ้” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้ เพื่อจัดการปัญหาทุจริตการสอบที่ฝังรากลึกมานาน โดยเน้นย้ำว่าคนเก่งและคนดีต้องได้รับโอกาสในการบรรจุเข้ารับราชการอย่างภาคภูมิใจ

ก้าวสำคัญสู่ความโปร่งใส: รองเซมเบ้ ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

นโยบายครั้งนี้ถือเป็นการขานรับแนวทางจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการให้การสอบท้องถิ่นเป็นพื้นที่แห่งความยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หรือมีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็จะต้องได้รับผลของการกระทำโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยมีการเน้นย้ำหลักการที่สำคัญดังนี้:

  • ยึดหลักพฤติกรรม: ตัดสินจากข้อเท็จจริงและความถูกต้อง ไม่ดูที่ตัวบุคคล
  • ความยุติธรรม: คนสอบได้ต้องได้บรรจุ ไม่มีการแก้คะแนนหรือการกลั่นแกล้ง
  • ความโปร่งใส: กสถ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา

ความตั้งใจของคนสอบท้องถิ่นทุกคนนั้นมีค่า ทุกหยาดเหงื่อที่ทุ่มเทอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ ต้องไม่สูญเปล่าไปกับกลโกงที่ไม่เป็นธรรม การที่ “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้ ในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับลูกหลานคนไทยที่อยากจะเข้ามารับใช้ประชาชนด้วยความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

เราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เชื่อมั่นว่าหากการปฏิรูปการสอบครั้งนี้ทำได้อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบราชการส่วนท้องถิ่นก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง การปราบปรามทุจริตไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ถ้าผู้บริหารเอาจริง ผลลัพธ์ย่อมคุ้มค่าต่อประเทศชาติในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

ฤดูกาลใหม่ เจ้านายใหม่: เทรนต์กับเรอัล มาดริด

ฤดูกาลใหม่ เจ้านายใหม่: เทรนต์กับเรอัล มาดริด

กว่า 14 เดือนแล้วนับตั้งแต่ย้ายจากลิเวอร์พูลสู่ถิ่นซานติอาโก เบร์นาเบว เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลที่สองกับต้นสังกัดใหม่ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนที่ 3 อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่แฟนบอลต่างจับตามองว่าเขาจะกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทัพราชันชุดขาวได้หรือไม่

ฤดูกาลใหม่ เจ้านายใหม่: เทรนต์กับเรอัล มาดริด

การย้ายมาของดาวเตะวัย 27 ปีรายนี้มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงลิ่ว เรอัล มาดริด มองว่าเขาคือหนึ่งในแบ็คขวาที่ครบเครื่องที่สุดในโลก ทั้งในเรื่องของวิสัยทัศน์การวางบอลและการเติมเกมรุกที่อันตราย อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลแรกของเขากลับไม่ราบรื่นนักเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนและการปรับตัวให้เข้ากับลีกสเปน

ก้าวข้ามผ่านปัญหาและพิสูจน์ตัวเองในฤดูกาลใหม่

แม้จะเริ่มต้นได้ยากลำบาก แต่ในช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา เทรนต์ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีภายใต้การดูแลของ มูรินโญ่ โดยกุนซือชาวโปรตุกีสเชื่อมั่นในความยืดหยุ่นของเทรนต์ที่สามารถขยับเข้าไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางได้ มูรินโญ่ชื่นชมทัศนคติและความกระหายในการเรียนรู้ของเขาเป็นอย่างมาก

เทรนต์เองได้กล่าวว่า “การทำงานกับโค้ชระดับโลกอย่างมูรินโญ่เป็นเรื่องที่เข้มข้นมาก ความต้องการสูงมาก แต่ผมพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาเพื่อนำถ้วยรางวัลกลับมาสู่สโมสรแห่งนี้” นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าเขามีความมุ่งมั่นเพียงใดในการสร้างชื่อให้เป็นตัวหลักของทีม

  • การปรับตัวในระบบของ มูรินโญ่
  • การแข่งขันแย่งตำแหน่งกับ เดนเซล ดุมฟรีส์
  • เป้าหมายการทวงคืนแชมป์ลีกและยุโรป

ในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไม่เพียงแต่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับสโมสรเท่านั้น แต่ยังต้องรักษาฟอร์มการเล่นเพื่อกลับไปติดทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล อีกครั้ง การแข่งขันที่เข้มข้นในทีมเรอัล มาดริด จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้เขาเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้อีกครั้ง

ในมุมมองของผม นี่คือปีตัดสินอนาคตของเทรนต์ในมาดริด หากเขาสามารถรักษาสภาพร่างกายให้ฟิตสมบูรณ์และเล่นได้ตามมาตรฐานของมูรินโญ่ เราจะได้เห็นหนึ่งในแบ็คขวาที่ดีที่สุดในโลกกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างแน่นอน ร่วมเป็นกำลังใจให้เขากันครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายมาฝากกันครับ เมื่อทางเจ้าหน้าที่ ศุลกากรช่องจอม ได้โชว์ผลงานชิ้นโบแดงจากการบูรณาการร่วมกับไปรษณีย์โคราช ในการสกัดกั้นการขนส่งสินค้าหนีภาษี โดยเฉพาะในกลุ่มของยาสูบที่กำลังระบาดหนักในพื้นที่อีสานใต้

ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจังครับ โดยการจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถยึด ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน ได้จำนวนมหาศาลกว่า 15,000 แท่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางภาษีและมูลค่าสินค้าสูงถึง 14,500,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งของกลางทั้งหมดถูกตรวจพบระหว่างการขนส่งผ่านระบบไปรษณีย์ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา

อันตรายจากบุหรี่เถื่อนที่มากกว่าแค่ผิดกฎหมาย

หลายคนอาจจะมองว่าบุหรี่ก็คือบุหรี่ แต่เชื่อไหมครับว่าสินค้าที่ถูกตรวจยึดโดย ศุลกากรช่องจอม ลุยจับบุหรี่เถื่อน ในครั้งนี้ มีความน่ากลัวแฝงอยู่มากกว่าที่คิด:

  • สินค้าปลอมแปลง: คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการควบคุมการผลิตที่ปลอดภัย
  • ปัญหาสุขภาพ: ด้วยกระบวนการขนส่งที่ผิดกฎหมาย ทำให้บุหรี่เหล่านี้มักจะมีความชื้นสูงจนเกิดเชื้อรา ซึ่งอันตรายต่อปอดและระบบทางเดินหายใจอย่างร้ายแรง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: การเลี่ยงภาษีทำให้รัฐเสียรายได้ในการนำไปพัฒนาประเทศและระบบสาธารณสุข

นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม ได้เน้นย้ำถึงภัยเงียบจากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มสิงห์อมควันที่มักจะหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อให้สั่งซื้อบุหรี่ราคาถูก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วท่านอาจกำลังแลกสุขภาพของตัวเองกับสินค้าราคาถูกที่ปนเปื้อนไปด้วยเชื้อราและสารเคมีอันตรายครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนทุกคนให้หันมาตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเอง ไม่สนับสนุนสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการทำร้ายสุขภาพของตัวเองในระยะยาวอีกด้วย การซื้อสินค้าที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐย่อมมั่นใจได้มากกว่าเสมอครับ

ที่มา – “ศุลกากรช่องจอม” ลุยจับ “บุหรี่เถื่อน” กว่า 15,000 แท่ง มูลค่ารวม 14 ล้านบาท

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วนตัวเลข แต่เป็นการปรับทัศนคติของสังคมให้เห็นว่า อาชีวศึกษาคือทางหลักที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับทักษะแรงงาน โดยวางเป้าหมายเปลี่ยนสัดส่วนผู้เรียนจากเดิมสายสามัญ 70% และอาชีวะ 30% ให้กลายเป็นสายสามัญ 45% และสายอาชีวะ 55% เพื่อผลิตคนให้ตรงจุดกับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางสูง

ทำไมต้องเร่งผลักดัน รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์, ดิจิทัล, และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลได้จับมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริงตั้งแต่วันที่ยังเรียนอยู่

นอกจากการปรับปรุงหลักสูตรแล้ว รัฐบาลยังได้นำระบบ คลังหน่วยกิตแห่งชาติ มาใช้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับหลายคน เพราะระบบนี้ช่วยให้:

  • ผู้เรียนสามารถสะสมประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้
  • เยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบสามารถ “เรียนไป ทำงานไป” เพื่อสร้างรายได้
  • ยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชีวศึกษาไทยยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ หากเราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจได้แข็งแกร่ง เราจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่เกิดจากฝีมือคนไทยอย่างแน่นอน สำหรับน้องๆ นักเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกทางเดิน การมองหาหลักสูตรอาชีวะที่ตอบโจทย์อนาคตจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก

ที่มา – รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ในประเทศไทยมักจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มักจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมในหลายช่วงเวลา ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ โดยมีคำสั่งจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เร่งดำเนินการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ความสำคัญกับรัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

แนวทางการดำเนินงานเพื่อรับมืออุทกภัย

  • การซักซ้อมรับมือภัยพิบัติ: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงชั่วคราวและจุดจอดรถยนต์ในพื้นที่สูง
  • การใช้เทคโนโลยี: นำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา มาวิเคราะห์เพื่อบริหารจัดการการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างแม่นยำ
  • การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: กำหนดให้ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ต้องได้รับความช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด
  • การสื่อสารสำรอง: เตรียมระบบการสื่อสารให้พร้อมในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการกับสถานการณ์น้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมของคนในชุมชนเองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างดี รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วก็ตาม

สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย หากพบเหตุการณ์ผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน การเฝ้าระวังร่วมกันจะทำให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อจังหวัดพัทลุงกันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่เคยได้ไปสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแท้จริง ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อคุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่เพื่อผลักดันให้จังหวัดแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ ภายใต้แนวคิด พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายใหม่ให้กับพัทลุง โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยคุณสุรศักดิ์ได้ย้ำว่าจังหวัดนี้มีต้นทุนทางธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำและประวัติศาสตร์ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน

ศักยภาพของพัทลุงที่ต้องบอกต่อ

นอกจากจะมีทรัพยากรที่สวยงามแล้ว พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาจุดเช็คอินสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • บ่อน้ำร้อน-ธารน้ำเย็น เขาชัยสน: ปั้นให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพ
  • โครงการสะพานโนรา: การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
  • เส้นทางสายธรรมชาติและศรัทธา: การบูรณาการถ้ำน้ำลอดเขาแดง เข้ากับวิถีวัฒนธรรมมโนราห์ที่เป็นจุดกำเนิดทางศิลปวัฒนธรรม

ด้วยความตั้งใจนี้ การเดินทางไปเยือนพัทลุงจะไม่ใช่แค่การไปเที่ยวแบบผ่านๆ แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสถึงหัวใจของวัฒนธรรมท้องถิ่น และสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง การผลักดันจากภาครัฐที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกิจกรรมแช่น้ำร้อนเข้ากับโฮมสเตย์ และการนำเสนอเรื่องราวผ่านศิลปะมโนราห์ จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักยาวนานขึ้น

ในฐานะนักเดินทาง เราอยากเห็นพัทลุงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของจังหวัด หากคุณกำลังวางแผนทริปหน้า อย่าลืมใส่พัทลุงไว้ในลิสต์ที่ต้องไปเยือน รับรองว่าเสน่ห์ของเมืองรองแห่งนี้จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมพัทลุงถึงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้

ที่มา – พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

การเมืองในโคลอมเบียกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อการรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ต้องเจอกับบททดสอบสำคัญทันที เมื่อกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกลุ่มฟาร์ก (FARC) ตัดสินใจเคลื่อนไหวในวันแรกของการบริหารประเทศ โดยมีรายงานว่า กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งประเทศ

เหตุการณ์ความไม่สงบนี้เกิดขึ้นในสองจุดสำคัญ เริ่มจากการใช้คาร์บอมบ์ถล่มด่านเก็บเงินบนทางหลวงสายหลัก และเหตุระเบิดโดรนโจมตีสถานีตำรวจ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นการท้าทายต่อนโยบายปราบปรามยาเสพติดและกลุ่มก่อการร้ายที่รัฐบาลชุดใหม่เพิ่งประกาศไปเพียงชั่วข้ามคืน

เปิดเบื้องหลัง กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากกลุ่มติดอาวุธที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยกลุ่มเหล่านี้ต้องการรักษาอิทธิพลในพื้นที่ชายขอบของประเทศ ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า:

  • กลุ่มผู้ก่อเหตุคืออดีตสมาชิกกองกำลังฟาร์กที่ไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ
  • เป้าหมายคือการสร้างความหวาดกลัวและสกัดกั้นการดำเนินนโยบายแข็งกร้าวของผู้นำใหม่
  • มีการใช้โดรนติดอาวุธและคาร์บอมบ์เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความเสียหาย

รัฐบาลของประธานาธิบดี เด ลา เอสปรีเอยา ซึ่งเป็นนักกฎหมายและนักธุรกิจมือใหม่ทางการเมือง ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอาชญากรเหล่านี้ เขาให้คำมั่นว่าจะยกระดับการป้องกันประเทศ รวมถึงการใช้แนวทางเรือนจำความมั่นคงสูงเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างเด็ดขาด

เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะสามารถรับมือกับวิกฤตความมั่นคงนี้ได้ดีแค่ไหน และมาตรการที่เขาประกาศไว้นั้นจะเพียงพอที่จะทำให้ กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามในการกวาดล้างอิทธิพลมืดที่ฝังรากลึกในประเทศนี้หรือไม่ ความสงบสุขของประชาชนชาวโคลอมเบียคือสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ให้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาใช้ขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่าง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ

ในมุมมองของรัฐบาล การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด หากมีการวางเงื่อนไขที่ชัดเจนและรัดกุม เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เพราะเป้าหมายหลักคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและภาคการท่องเที่ยวอย่างหนัก

เจาะลึกสถานะโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสและอนาคตไทยช่วยไทยพลัส

ความน่าสนใจของแนวคิดการ เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน ในครั้งนี้ คือการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประคองธุรกิจรายเล็ก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยรัฐมนตรีภราดรมองว่า เงื่อนไขของโครงการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแลประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วนที่สุด

สำหรับความคืบหน้าของโครงการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การพิจารณาเกณฑ์ผู้มีสิทธิ: ต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินกู้ถึงมือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจริง
  • สถานการณ์พลังงาน: โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาพลังงานผันผวน
  • โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”: ขณะนี้ยังคงต้องรอการตัดสินใจจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลขอให้ประชาชนรอความชัดเจนหลังจากจบเฟสแรกของโครงการเดิมก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์สงครามและเศรษฐกิจโลกควบคู่กันไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถจัดการบริหารงบกู้เงินจำนวนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนได้อย่างไรในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ในความเห็นของเรา การนำงบประมาณกู้เงินมาหมุนเวียนในประเทศผ่านการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความทั่วถึง” ของมาตรการที่จะต้องเข้าถึงผู้ประกอบการรายเล็กได้จริง เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้พร้อมกันทั้งประเทศ

ที่มา – เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น แจงปม รอง ผกก. ล็อกคอทำร้ายนักข่าว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวจากจังหวัดขอนแก่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น แจงปม รอง ผกก. ล็อกคอทำร้ายนักข่าว ท้องถิ่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สร้างความตกใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ซึ่งในตอนแรกมีการตั้งคำถามมากมายว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับการถึงมีพฤติกรรมเช่นนี้

ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น แจงปม รอง ผกก. ล็อกคอทำร้ายนักข่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับคุณตรีเทพ เกียรติปกรณ์ หรือ “โม บ้านไผ่” ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นชื่อดัง ซึ่งได้รับบาดเจ็บคิ้วขวาแตกต้องเย็บถึง 12 เข็ม และยังมีรอยแผลบริเวณลำคอจากการถูกทำร้าย โดยเจ้าตัวได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ว่าตนเองถูกล็อกคอโดยรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.บ้านไผ่ แม้ว่าจะรู้จักกันมาก่อนแต่กลับถูกกระทำอย่างรุนแรงจนหมดสติไป การที่ ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น แจงปม รอง ผกก. ล็อกคอทำร้ายนักข่าว ในครั้งนี้ จึงเป็นที่จับตามองว่าผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไร

รายละเอียดการสั่งย้ายและความคืบหน้าทางคดี

หลังจากเกิดเหตุการณ์ทางต้นสังกัดได้ไม่นิ่งนอนใจ โดยทางตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนี้:

  • สั่งย้ายรองผู้กำกับการคนดังกล่าวให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น (ศปก.ก.จว.ขอนแก่น) โดยขาดจากตำแหน่งเดิมทันที
  • แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน
  • ผู้กำกับการ สภ.บ้านไผ่ ได้เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บเพื่อแสดงความรับผิดชอบและดูแลในส่วนของคดีความ

หลายฝ่ายมองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รายนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่กรณีเป็นนักข่าวที่เข้ามาติดต่อราชการหรือพูดคุยกันตามปกติ และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยมีประวัติถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมในลักษณะนี้มาก่อนเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการตำรวจในพื้นที่

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องหันมาทบทวนการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ และการวางตัวให้เหมาะสมในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปทางวินัยจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีการดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุดเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับนักข่าวที่ถูกทำร้ายหรือไม่ สำหรับเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทราบอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น แจงปม “รอง ผกก.” ล็อกคอทำร้ายนักข่าว ล่าสุดสั่งย้ายแล้ว