3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทยมีเสถียรภาพ ถือเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนไทย เพราะมุมมองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีผลต่อการประเมินความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศโดยตรง การที่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings ต่างมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” หรือ Stable จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางการบริหารประเทศ
Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่า สถาบันจัดอันดับมองเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล แนวโน้มหนี้ภาครัฐ และความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจระยะกลาง
3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทยมีเสถียรภาพ
ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ทั้ง 3 แห่งมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable โดย Moody’s Ratings ปรับมุมมองเป็น Stable และคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P Global Ratings ยังคงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมอง Stable เช่นเดียวกัน
ความสอดคล้องของมุมมองจากทั้งสามสถาบันมีความสำคัญ เพราะนักลงทุนทั่วโลกมักใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจลงทุน การระดมทุน และการประเมินความเสี่ยงของประเทศ เมื่อภาพรวมของไทยมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยลดความกังวลของนักลงทุน และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ในอนาคต
3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนอะไร
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch Ratings ระบุ คือเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยมองว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะกลางได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การดูแลวินัยทางการคลัง และการวางแผนลงทุนของภาคเอกชนก็มีโอกาสดำเนินไปอย่างราบรื่นขึ้น นักลงทุนต้องการเห็นทิศทางที่ชัดเจนและนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้น เสถียรภาพของรัฐบาลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวม
ผลต่อเศรษฐกิจไทยและการลงทุน
Fitch Ratings คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตจากทั้งเทคโนโลยีและกำลังซื้อภายในประเทศ
นอกจากนี้ Fitch ยังปรับประมาณการหนี้ภาครัฐของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65 การปรับตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ดีขึ้นต่อฐานะการคลังและความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมระดับหนี้ในระยะกลาง
ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินต่างประเทศ โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 อีกทั้งหนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินโลก
โอกาสใหม่จากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
รัฐบาลมีเป้าหมายเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากต่างประเทศให้กลายเป็นการลงทุนจริง การจ้างงานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและสามารถยกระดับขีดความสามารถของประเทศได้ในระยะยาว
- ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง: สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและระบบดิจิทัลที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ
- ศูนย์ข้อมูล: ดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการออนไลน์
- พลังงานสะอาด: ส่งเสริมการลดต้นทุนพลังงานและการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การพัฒนาทักษะแรงงาน: เตรียมบุคลากรไทยให้พร้อมรองรับงานที่ใช้เทคโนโลยีและมีรายได้สูงขึ้น
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรักษาอันดับเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เม็ดเงินลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากที่สุด หากบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ และการจ้างงานที่มีคุณภาพ ผลประโยชน์ก็จะกระจายไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้
แม้การที่ทั้งสามสถาบันมีมุมมอง Stable จะเป็นข่าวดี แต่ประเทศไทยยังต้องเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลัง ควบคุมการก่อหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม และเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ความเหลื่อมล้ำ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ภาคเอกชนเองก็ควรใช้จังหวะที่ความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในการลงทุนด้านนวัตกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประชาชนอาจได้รับประโยชน์จากโอกาสการจ้างงานใหม่ หากการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสามารถเกิดขึ้นได้จริงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุป การที่ 3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทยมีเสถียรภาพ เป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองไทย แต่ความเชื่อมั่นจะมีคุณค่าที่สุดเมื่อถูกเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งงานที่มั่นคง รายได้ที่เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสมดุล ความเห็นส่วนตัวคือ รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม พร้อมสื่อสารนโยบายอย่างโปร่งใส เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
ที่มา – 3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทย “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน


