น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% อิหร่านปิดฮอร์มุซ

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% อีกครั้ง! หลังจากที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลก สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังทำให้ราคาน้ำมันผันผวนหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยของเราด้วย

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% สาเหตุหลักจากอิหร่าน

ในวันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันอาทิตย์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโลก พุ่งขึ้นกว่า 7% สู่ระดับ 96.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,530 บาทไทย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้น 7.5% มาอยู่ที่ 90.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 3,290 บาท สาเหตุหลักมาจากการที่อิหร่านกลับมาจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่ใกล้จะสิ้นสุดลง

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไรและสำคัญอย่างไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลก กว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่ขนส่งน้ำมันกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากถูกปิดกั้น จะทำให้อุปทานน้ำมันขาดแคลนทันที สร้างความกังวลให้ตลาดทั่วโลก โดยข้อมูลการติดตามเรือเดินทะเลยืนยันว่า ตลอดวันอาทิตย์ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันลำใดผ่านได้เลย

  • ราคาเบรนต์: +7% ที่ 96.88 USD/บาร์เรล
  • ราคา WTI: +7.5% ที่ 90.33 USD/บาร์เรล
  • ผลกระทบหลัก: คาดว่าราคาจะพุ่งสูงกว่านี้หากปิดต่อเนื่อง
  • ความไม่แน่นอน: ยังไม่ชัดเจนว่าเรือชาติไหนจะผ่านได้

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก

นอกจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% แล้ว ความตึงเครียดยังฉุดร่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยสัญญาล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์ลดลง 451 จุด หรือ 0.91% S&P 500 และ Nasdaq ลดลงราว 0.8% นักวิเคราะห์จาก CNN ชี้ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน ราคาพลังงานจะพุ่งสูง สร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรป

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% สถานการณ์นี้จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในปั๊มปรับขึ้นทันที คาดว่าราคาขายปลีกอาจแตะ 40 บาทต่อลิตรในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะแพงขึ้นตาม ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูง

  • ราคาน้ำมันในไทยอาจขึ้น 2-5 บาทต่อลิตร
  • กระทบอุตสาหกรรมการผลิตและขนส่ง
  • เงินเฟ้ออาจพุ่งสู่ 3-4% ในไตรมาสหน้า
  • รัฐบาลอาจต้องอุดหนุนน้ำมันเพิ่ม

ประวัติศาสตร์เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันในปี 2019 เมื่ออิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันเคยพุ่ง 15% ในวันเดียว ดังนั้นครั้งนี้อาจรุนแรงกว่า หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลว สงครามอาจลุกลามสู่ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล

แนวโน้มราคาน้ำมันในอนาคต

OPEC+ อาจลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคา แต่หาก supply ขาด ราคาอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ได้ง่ายๆ นักลงทุนควรจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

สรุปแล้ว น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น มุมมองส่วนตัว คิดว่านี่คือโอกาสสำหรับพลังงานทดแทนในไทย เช่น โซลาร์และ EV ที่จะเร่งตัวมากขึ้น นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยง หันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตร

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์น้ำมันโลกครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ กันนะ!

ที่มา – น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: