ในวงการเศรษฐกิจและการคมนาคมของไทยกำลังมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อให้เกิดความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะให้สิทธิสัมปทานที่ดินแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเท่านั้น
“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้
โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Land Bridge ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล คือฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ และฝั่งอ่าวไทยทางภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางบก รถไฟ และโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าสามารถลัดผ่านประเทศไทย แทนที่จะต้องอ้อมช่องแคบมาลัคก้าหรือเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโอกาสจากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฮับการขนส่งระดับโลก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เรือสินค้าต้องถ่ายลำสินค้าอยู่แล้วกว่า 90% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลก
ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน
หนึ่งในประเด็นที่หลายคนกังวลคือภาระงบประมาณของรัฐ แต่ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยชี้แจงว่ารัฐไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐให้แค่สัมปทานที่ดินและสิทธิ์ในการดำเนินโครงการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนายพิพัฒน์จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองในเดือนพฤษภาคมนี้
สำหรับการประมูล จะเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยให้โอกาสเท่าเทียมกัน เริ่มลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้มติครม. แล้ว
เคลียร์ประเด็นวิจารณ์เรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม
หลายคนตั้งคำถามว่า การขนถ่ายสินค้าที่แลนด์บริดจ์จะเสียเวลาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า จากข้อมูลจริง การขนส่งคอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายลำสินค้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ขนตรงจากต้นทางถึงปลายทาง 100% หากถ่ายลำที่ไทย ก็ไม่ต่างจากถ่ายที่สิงคโปร์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการดึงดูดสินค้ามาใช้บริการมากขึ้น
ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก็จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน นายพิพัฒน์ยอมรับว่ามีปัญหาจากการต่อต้านของชาวบ้านและ NGO แต่จะลงพื้นที่เจรจา ชี้แจงข้อมูลจริง โดยข้อมูลที่ต่อต้านอาจมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ประโยชน์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์:
- ลดระยะทางและเวลาขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์
- สร้างรายได้จากการให้บริการท่าเรือและถ่ายลำสินค้า
- พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง
- เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสินค้าส่งออก
- ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชีย
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) โดยจะเน้นเทคโนโลยีสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนในการขนส่ง
ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์นี้คือก้าวกระโดดสู่อนาคต หากรัฐบาลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดี จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!
ที่มา – “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน


