วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองโลกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบมาตรการดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 นี่ถือเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่รวมพลังกันต้าน แต่ที่น่าสนใจคือ มีสมาชิกวุฒิสภาจากรีพับลิกันบางคนเริ่มหันไปสนับสนุนมากขึ้น
วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7: รายละเอียดการโหวต
มาตรการนี้มุ่งจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน โดยกำหนดให้รัฐบาลต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนทุกการเคลื่อนไหว ในที่ประชุม สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต แตกแถวโหวตคัดค้านร่วมรีพับลิกัน ขณะที่ สว. แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์คาวสกี จากรีพับลิกัน โหวตสนับสนุนฝั่งเดโมแครต ส่งผลให้มาตรการล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย
สว.รีพับลิกันหันหนุน: สัญญาณเปลี่ยนแปลง?
สว. ลิซา เมอร์คาวสกี เพิ่งเปลี่ยนใจโหวตสนับสนุนเป็นครั้งแรก ขณะที่ สว. ทอม ทิลลิส ระบุว่า สภาคองเกรสควรมีบทบาทมากขึ้นในการมอบอำนาจทำสงคราม เพราะความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเกิน 60 วันแล้ว ทิลลิส กล่าวว่า “ผมสนับสนุนการกระทำของประธานาธิบดีในอิหร่าน แต่เราต้องรายงานสภาคองเกรสให้ชัดเจน และตอนนี้สงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันแล้ว”
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครต ประกาศชัดว่าจะผลักดันลงมติทุกสัปดาห์ที่วุฒิสภาประชุม กฎหมาย War Powers Resolution ที่ออกหลังสงครามเวียดนาม กำหนดให้การใช้กำลังทหารไม่เกิน 60 วันโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภา ซึ่งครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม แต่ยังมีความสับสนเรื่องวันนับ โดยรีพับลิกันบางคนยืนยันว่าวันหยุดยิงไม่นับรวม
พื้นหลังกฎหมายอำนาจทำสงครามและสถานการณ์อิหร่าน
กฎหมายนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันประธานาธิบดีใช้อำนาจเด็ดขาดโดยไม่ผ่านสภา ในยุคทรัมป์ ความตึงเครียดกับอิหร่านรุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารและการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลว จอห์น ทูน ผู้นำรีพับลิกัน ระบุว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ผลักดันให้ลงมติมอบอำนาจ ทิลลิส เสนอร่างใหม่ แต่ยอมรับว่าอาจโดนวีโต้จากทรัมป์ได้ง่ายๆ
- จุดเด่นของการโหวตครั้งนี้: รีพับลิกันแตกแยกมากขึ้น
- ผลกระทบ: ทรัมป์ยังใช้อำนาจเต็มที่ต่ออิหร่าน
- อนาคต: เดโมแครตจะยื้อต่อเนื่อง
เหตุการณ์ วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สะท้อนความแตกแยกในพรรครีพับลิกันเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันเริ่มกังวลกับสงครามยืดเยื้อที่กระทบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากเดโมแครตผลักดันต่อเนื่อง อาจบังคับให้ทรัมป์ต้องเจรจาใหม่กับอิหร่าน หรืออย่างน้อยก็เปิดเผยข้อมูลมากขึ้นต่อสาธารณะ สถานการณ์นี้ยังคงตึงเครียด และโลกกำลังจับตาว่าจะมีพัฒนาการอะไรต่อไป
สำหรับผู้อ่านที่สนใจ politics สหรัฐฯ แนะนำติดตามข่าวอัปเดตทุกวัน เพราะอาจส่งผลกระทบถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย หากคุณมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย!
ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7


