กองทัพเรือ แจงยิบ 'ออฟเซตเรือฟริเกต' ชี้ 'ต่อในประเทศ 100%' ทำไม่ได้จริง ต้องมีอุปกรณ์นำเข้า

ออฟเซตเรือฟริเกต: ต่อในประเทศ 100% ทำไม่ได้จริง

ออฟเซตเรือฟริเกต กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนจับตามอง หลังจากกองทัพเรือออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย หรือ Offset โดยยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการไม่ได้มีเพียงการจัดหาเรือรบที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และบุคลากรไทยในระยะยาวด้วย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อเสนอการต่อเรือในประเทศ 100% ซึ่งกองทัพเรือระบุว่า ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถทำได้ครบทั้งระบบ เนื่องจากเรือฟริเกตมีองค์ประกอบที่ซับซ้อน ตั้งแต่โครงสร้างเรือ เครื่องจักร ระบบอาวุธ ระบบเรดาร์ ไปจนถึงเซ็นเซอร์และระบบควบคุมต่าง ๆ หลายส่วนยังจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การต่อเรือในไทยยังสามารถพัฒนาได้ในหลายส่วน และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ออฟเซตเรือฟริเกต คืออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร

ออฟเซตเรือฟริเกต คือเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ขายหรือผู้ยื่นข้อเสนอจากต่างประเทศต้องมอบผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้แก่ประเทศไทยควบคู่กับการขายยุทโธปกรณ์ แนวคิดนี้ช่วยให้การจัดซื้อเรือรบไม่ได้จบลงเพียงการรับมอบสินค้า แต่ยังเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะของคนในประเทศ

กองทัพเรือกำหนดกรอบความต้องการไว้หลายด้าน เพื่อให้การชดเชยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือคำมั่นสัญญาที่ตรวจสอบไม่ได้ โดยกิจกรรมที่ให้ความสำคัญประกอบด้วย

  • การลงทุนในประเทศไทย และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง
  • การวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการออกแบบและสร้างเรือ
  • การพัฒนาทักษะบุคลากรไทยให้มีความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีทางทะเล
  • การร่วมผลิตชิ้นส่วนหรือระบบต่าง ๆ กับบริษัทไทย
  • การใช้แรงงาน วัสดุ และสินค้าที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ

ออฟเซตเรือฟริเกต ไม่ใช่การจ่ายเงินสดเข้าประเทศทันที

หลายคนอาจเข้าใจว่าออฟเซตมูลค่า 7,000 ล้านบาท หมายถึงเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยทันที แต่ความจริงแล้วมูลค่าออฟเซตเป็นการประเมินจากกิจกรรม ต้นทุน การลงทุน และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามแผนงาน จึงไม่ใช่เงินสดก้อนเดียวที่โอนเข้าประเทศโดยตรง

เกณฑ์ที่กำหนดให้มีมูลค่าแท้จริงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของมูลค่าโครงการ หมายถึงต้องมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน ทั้งที่มาของต้นทุน รายละเอียดการใช้จ่าย และตัวเลขทางบัญชี การคำนวณจึงต้องอาศัยข้อมูลจริง ไม่ใช่การกำหนดตัวเลขขึ้นมาแบบลอย ๆ นอกจากนี้ ยังมีการคิดเครดิตชดเชยตามกิจกรรมที่ตอบโจทย์นโยบายของประเทศ โดยเครดิตดังกล่าวเป็นมูลค่าเชิงนโยบาย ไม่ใช่เงินลงทุนหรือเงินสดโดยตรง

ในการพิจารณา กองทัพเรือไม่ได้ดูเพียงว่าผู้เสนอราคาจะให้อะไร หรือระบุมูลค่าไว้เท่าไร แต่ยังต้องพิจารณาแผนงานทั้งหมด ตั้งแต่กำหนดการดำเนินงาน ตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ กระบวนการติดตามความคืบหน้า การบริหารความเสี่ยง และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงประสบการณ์ของผู้เสนอในการส่งมอบออฟเซตให้สำเร็จ

ทำไมการต่อเรือในประเทศ 100% จึงยังเป็นไปไม่ได้

เรือฟริเกตเป็นยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง แม้ไทยจะมีศักยภาพด้านงานโครงสร้าง งานเชื่อม งานประกอบ และการผลิตระบบย่อยบางชนิด แต่ยังมีอุปกรณ์สำคัญหลายรายการที่ต้องนำเข้าจากผู้ผลิตต่างประเทศ เช่น เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ระบบอาวุธ เรดาร์ เซ็นเซอร์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง

ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ” อาจไม่ได้หมายความว่าทุกชิ้นส่วนต้องผลิตในไทยทั้งหมด แต่หมายถึงการเพิ่มสัดส่วนงานที่คนไทย บริษัทไทย และโรงงานไทยสามารถรับผิดชอบได้จริง กองทัพเรือคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาระบบย่อย รวมถึงสร้างความรู้และประสบการณ์ให้ผู้ประกอบการไทยค่อย ๆ ยกระดับขีดความสามารถขึ้น

สำหรับเรือฟริเกตลำที่ 2 มีการวางแผนให้เกิดการต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าเรือทั้งลำ ขณะที่เกณฑ์ขั้นต่ำเบื้องต้นกำหนดให้มีการต่อโครงสร้างตัวเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เป้าหมายนี้จึงเป็นการสร้างฐานอุตสาหกรรมอย่างเป็นขั้นตอน มากกว่าการประกาศตัวเลขที่ดูสูงแต่ไม่สามารถทำได้จริง

การตรวจสอบและผู้รับออฟเซตต้องมีความพร้อม

อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวเลขมูลค่า คือผู้ที่จะรับออฟเซต เพราะไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกหน่วยงานจะสามารถรับงานด้านเทคโนโลยี การผลิต หรือการวิจัยที่มีความซับซ้อนได้ กองทัพเรือจึงต้องพิจารณาความพร้อมของผู้รับเป็นรายกรณี เพื่อให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นสามารถต่อยอดได้จริง และไม่กลายเป็นเพียงโครงการระยะสั้นที่ไม่มีความต่อเนื่อง

ภายหลังการลงนามสัญญาเรือฟริเกต จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับผู้ให้ ผู้รับ และผู้ควบคุมกำกับออฟเซตอย่างชัดเจน โดยกองทัพเรือจะทำหน้าที่ตรวจรับ หากการส่งมอบไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือแผนงานที่กำหนด จะต้องมีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญา เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบและสามารถติดตามผลได้

รัฐบาลยังมอบหมายให้กองทัพเรือจัดทำหลักเกณฑ์ออฟเซตภายหลังการลงนามสัญญา และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ ขั้นตอนนี้จะช่วยให้การดำเนินงานมีกรอบที่เป็นระบบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่กิจกรรมออฟเซตจะไม่เกิดผลตามเป้าหมาย

มุมมองต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเรือรบไทย

เมื่อมองในภาพรวม ออฟเซตเรือฟริเกตอาจไม่ได้สร้างโรงงานหรือเทคโนโลยีทุกอย่างได้ทันที แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้ไทยสะสมองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการในประเทศ หากมีการกำกับติดตามอย่างจริงจัง บริษัทไทยก็มีโอกาสได้รับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสามารถนำประสบการณ์ไปต่อยอดกับโครงการเรือประเภทอื่นในอนาคต

สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความสามารถจริง พร้อมวางแผนยกระดับอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารว่าต่อเรือได้ 100% อาจฟังดูน่าสนใจ แต่หากไม่มีรายละเอียดด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยี บุคลากร และการรับประกันผลงาน ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในระยะยาว ดังนั้น การค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ พร้อมตรวจสอบผลลัพธ์ทุกขั้นตอน น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างประโยชน์ให้ไทยได้มากกว่า

บทสรุป: ออฟเซตเรือฟริเกตควรถูกมองเป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมและคนไทย ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขประกอบการจัดซื้อ การตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง การตรวจรับที่เข้มงวด และการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

ที่มา – กองทัพเรือ แจงยิบ “ออฟเซตเรือฟริเกต” ชี้ “ต่อในประเทศ 100%” ทำไม่ได้จริง ต้องมีอุปกรณ์นำเข้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: