อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อระดับโลกทันที เมื่อรายงานข่าวล่าสุดเผยว่าทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้อมูลที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอ้างถึง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเปิดทางให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กลับเข้าประเทศ อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่างสิ้นเชิง
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความสับสนให้กับสังคมโลกไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกินเวลายาวนานถึง 18 ชั่วโมง นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แจกแจงรายละเอียดว่า ทุกการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศยังคงยึดตาม “ขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน” และพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงการรับประกันความปลอดภัยเท่านั้น อิหร่านไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใหม่หรือยอมให้มีการตรวจสอบแบบพิเศษแต่อย่างใด
เบื้องหลังการโต้กลับและการดำเนินงานของอิหร่าน
หากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริง จะพบว่าความร่วมมือระหว่างอิหร่านและ IAEA นั้นถูกจำกัดด้วยกฎหมายภายในของอิหร่านที่เพิ่งประกาศใช้ในช่วงฤดูร้อนปี 2568 ทำให้การเข้าถึงโรงงานนิวเคลียร์ต่างๆ ต้องเป็นไปอย่างจำกัดและเป็นรายกรณีไป นี่คือประเด็นสำคัญที่ย้ำว่า อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ในลักษณะที่จะเป็นการเปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคงของชาติ
- จุดยืนที่ชัดเจน: รัฐบาลเตหะรานยังคงยึดถือมติจากรัฐสภาเป็นหลัก
- กระบวนการทางกฎหมาย: การตรวจสอบนิวเคลียร์ต้องเป็นไปตามความสมัครใจในแต่ละกรณี
- สถานะการเจรจา: ยังไม่มีข้อตกลงใหม่เกิดขึ้นจากการหารือในสวิตเซอร์แลนด์
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ทางการอิหร่านระบุชัดเจนว่า การพูดถึงเรื่องคลังสำรองยูเรเนียมหรือการเปิดโรงงานที่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นประเด็นที่ต้องเก็บไว้พิจารณาในข้อตกลงขั้นสุดท้ายเมื่อระยะเวลา 60 วันตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สิ้นสุดลงเท่านั้น ดังนั้น การที่ฝ่ายสหรัฐฯ ออกมาตื่นเต้นกับความก้าวหน้าดังกล่าวจึงดูเหมือนจะเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในห้องเจรจา
สรุปแล้ว แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะยังมีช่องทางในการสื่อสาร แต่การที่ อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าทุกความเคลื่อนไหวในประเด็นอ่อนไหวอย่างนิวเคลียร์ยังคงเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เปราะบาง และเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปลงเอยที่จุดไหน

