“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปข้อมูลสำคัญจากคำชี้แจงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เข้าใจง่าย ๆ กันครับ
“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม
วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายชัชชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่งบประมาณประจำปี 2568 ของ กทม. มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายมากถึง 5,000 ล้านบาท โดยยืนยันชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม ที่สะสมมาหลายสิบปี ไม่ใช่ผลงานใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยตนเอง การตั้งงบประมาณของ กทม. จะยึดหลักสมดุล คือตั้งรายรับเท่ากับรายจ่ายเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืม แต่ในทางปฏิบัติ หากหารายได้ได้มากกว่าที่คาดการณ์ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ก็จะเกิดส่วนต่างหรือเงินเกินขึ้นมา
ยกตัวอย่างปีงบประมาณ 2568 ที่มีเงินเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แม้ช่วงโควิด-19 รายได้จะลดลง แต่ปัจจุบัน กทม. พยายามบริหารให้มีเงินเหลือมากที่สุด เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้บีทีเอส กว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจ่ายขาดสะสมมานาน ไม่ใช่มาจากงบประมาณปกติ หากเงินก้อนนี้หมด ผู้บริหารชุดถัดไปจะขาดแคลนเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การสร้างส่วนต่างงบประมาณจึงสำคัญมาก โดยเงินที่ไม่ได้ใช้จะไหลลงสู่กองทุนสำรอง เพื่อพร้อมรับมืออนาคต
หลักการบริหารงบประมาณ กทม. ในยุคชัชชาติ
นายชัชชาติเน้นย้ำว่า ไม่ได้อ้างผลงานส่วนตัว แต่เป็นการต่อยอดจากอดีต โดยให้นโยบายชัดเจนให้ทีมงานหารายได้ให้มากที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่าย และประมูลโครงการให้ได้ราคาถูกสุด เพื่อสร้างส่วนต่าง เช่น ประมูลได้ถูกลงกว่าที่ตั้งไว้ หรือเก็บภาษี ค่า concession ได้เกินเป้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ กทม. มีเงินหมุนเวียนดีขึ้น
ตอบโต้ข้อครหาเรื่องเงินสะสมจากยุคอดีต
ส่วนที่นายพงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าเงินจ่ายหนี้บีทีเอสมาจากยุค พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง นายชัชชาติยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นเงินสะสมต่อเนื่องจริง ๆ และขอบคุณผู้บริหารก่อนหน้าที่ช่วยเติมเงินกองทุน ค่าใช้จ่ายหนี้บีทีเอสเกิดขึ้นก่อนสมัยตน แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารปัจจุบันที่ช่วยไม่ให้ขาดทุนเพิ่ม และสร้างสมดุลการเงินให้ยั่งยืน
การจ่ายหนี้บีทีเอสเป็นภาระใหญ่ของ กทม. มูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งเกิดจากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าที่ต้องชดเชยรายได้ขาดทุนให้เอกชน หากไม่บริหารดี อาจกระทบบริการสาธารณะอื่น ๆ เช่น ถนน สวนสาธารณะ หรือสวัสดิการประชาชน การที่ กทม. มีเงินเกินในงบประมาณจึงเป็นสัญญาณบวก แสดงถึงการวางแผนการเงินที่รอบคอบ
- ตั้งงบสมดุลรายรับ-รายจ่าย
- หารายได้เกินเป้า
- ประหยัดค่าใช้จ่ายจริง
- นำเงินเหลือจ่ายหนี้และสำรองฉุกเฉิน
จากข้อมูลนี้ เห็นได้ชัดว่าการบริหารของชัชชาติเน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องการเงินสาธารณะหรือนโยบาย กทม. ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น
สุดท้าย ขอให้เป็นบทเรียนว่าการบริหารงบประมาณที่ดีต้องมองยั่งยืน ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามในปีเดียว
ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม


