หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

ทำความรู้จัก หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

เมื่อพูดถึงแสนยานุภาพของกองทัพเรือไทย หลายคนคงนึกถึง “หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันประเทศ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดและความสามารถของอาวุธชนิดนี้กันครับ

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน หรือ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas Astronautics Company จากสหรัฐอเมริกา เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้น-สู่-พื้น และอากาศ-สู่-พื้น ที่ออกแบบมาเพื่อทำลายเรือผิวน้ำโดยเฉพาะ ด้วยความเร็วที่สูงถึง 864 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเรือรบทุกชนิด

อาวุธนี้ติดตั้งหัวรบอำนาจทำลายสูง ด้วยดินระเบิดขนาด 500 ปอนด์ สามารถโจมตีเป้าหมายที่มองเห็นได้ หรือที่อยู่ไกลเกินขอบฟ้า ทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะอากาศ เครื่องคันหาเป้ามีสมรรถภาพสูง ตรวจจับเป้าได้ในระยะไกล มีขีดความสามารถติดตามเป้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ซึ่งระยะยิงของอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 1C ที่ไกลที่สุด คือ 75 ไมล์ทะเล (138.9 กิโลเมตร) สามารถค้นหาเป้าเรือผิวน้ำภายในพื้นที่รัศมีวงกลมได้มากกว่า 17,500 ตารางไมล์ (45,324.79 ตารางกิโลเมตร) ทำการยิงได้จากเรือผิวน้ำ ด้วยการใช้แท่นยิงที่ติดตั้งบนเรือผิวน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแท่นยิงของ ตัวระบบ Harpoon เองหรือแท่นยิงของระบบอาวุธอื่น ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงให้สามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนได้

ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon เป็นขีปนาวุธโจมตีเรือรบระยะไกลที่บินต่ำเหนือผิวน้ำ และเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตก เดิมทีขีปนาวุธ Harpoon รุ่นที่ยิงจากเรือถูกออกแบบมาเป็นขีปนาวุธโจมตีเรือดำน้ำชั้น Echo ของโซเวียตที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ปัจจุบันขีปนาวุธนี้ถูกใช้งานบนเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ในตำแหน่งป้องกันชายฝั่งบนบก และติดตั้งบนเครื่องบินเพื่อต่อต้านเรือรบผิวน้ำ

ลักษณะทางกายภาพของ หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

ลักษณะของ Harpoon คือทรงกระบอกหนาปลายแหลม มีปีกรูปทรงกากบาทและสี่เหลี่ยมคางหมูบริเวณกลางลำตัว ครีบควบคุมรูปทรงกากบาทและสามเหลี่ยมปลายตัดที่ส่วนท้าย ปีกและพื้นผิวควบคุมสามารถพับเก็บได้ และกางออกหลังการปล่อย เครื่องยนต์จรวด มีช่องรับอากาศใต้ท้องเกือบเรียบ รุ่นปล่อยจากผิวน้ำมีส่วนบูสเตอร์สั้น พร้อมครีบรูปทรงกากบาท ขีปนาวุธ Harpoon ทุกรุ่นจนถึง Block 1C มีตัวขีปนาวุธแบบเดียวกัน ระบบการปล่อยที่แตกต่างกันจะใช้ปีกและครีบตัวขีปนาวุธที่แตกต่างกัน รวมถึงอุปกรณ์ยึด

เช่นเดียวกับขีปนาวุธ Exocet ของฝรั่งเศส ขีปนาวุธ Harpoon เป็นอาวุธแบบ “ยิงแล้วลืม” (กล่าวคือ Harpoon จะไม่ได้รับการอัปเดตตำแหน่งเป้าหมายหลังการยิงจากแท่นยิง) ข้อมูลเป้าหมายจะถูกพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแท่นยิง เรือผิวน้ำใช้ชุดควบคุมและสั่งการยิง Harpoon บนเรือ (HSCLCS หรืออ่านว่า “Sickles”) เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น P-3, F27 Maritime, B-52G และ Nimrod ติดตั้งชุดควบคุมและสั่งการยิงบนเครื่องบินแบบ “แยกอิสระ” (HACLCS หรือ “Hackles”)

เมื่อขีปนาวุธไปถึงระยะที่เลือกไว้ล่วงหน้าจากตำแหน่งที่คาดการณ์ไว้ของเป้าหมาย ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยเรดาร์แบบแอคทีฟที่ปรับความถี่ได้จะใช้รูปแบบการค้นหาแบบ Range and Bearing Launch (RBL) ที่ตั้งโปรแกรมไว้เพื่อค้นหาเป้าหมายในพื้นที่ที่กำหนด ในรุ่น Block 1C ขีปนาวุธมีระบบ Electronic Counter Countermeasures (ECCM) ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของการอัพเกรดขีปนาวุธ

โหมดการโจมตีขั้นสุดท้าย ซึ่งเลือกไว้ล่วงหน้าผ่าน CLS คือ การโผล่ขึ้นที่ระดับความสูงต่ำ หรือการบินต่ำเหนือผิวน้ำไปยังเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับสภาพทะเล ขนาด และระบบป้องกันของเป้าหมาย หัวรบระเบิดแรงสูงจะทะลุผ่านโครงสร้างส่วนบนหรือแผ่นเหล็กตัวเรือและระเบิดอย่างรุนแรงภายในลำตัวเรือซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับโครงสร้างของเรือที่ถูกยิง

กองทัพเรือไทย ได้เริ่มนำหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยติดตั้งมากับเรือคอร์เวตชุด เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ทำการปรับปรุงเครื่องบินแบบ F – 27 MK 200 เมื่อปี พ.ศ.2533 ให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon แบบอากาศ – สู่ – พื้น เพื่อใช้โจมตีเรือผิวน้ำ

ต่อมาเรือที่เข้าประจำการในกองทัพเรือหลายลำ ก็ได้รับการ ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนเป็นอาวุธหลัก ได้แก่ เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร 2 ลำ (เรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน ปัจจุบันประจำการอยู่ใน กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ) เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 2 ลำ เรือหลวงพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก และเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันปลดประจำการ) เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ฯ

เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Fokker27-MK 400 ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing AGM-84A Harpoon Block IA ระยะยิง 120 กิโลเมตร

เรือหลวงนเรศวร (FFG-421), เรือหลวงตากสิน (FFG-422) และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ (FS-441) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84D Harpoon Block 1C ระยะยิง 140 กิโลเมตร

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84L Harpoon Block II ระยะยิง 124 กิโลเมตร

RGM-84L Harpoon Block II ที่ติดตั้งบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) นั้น ถือเป็น Harpoon Block ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือไทย

จากการซ้อมรบทางทะเลของกองทัพเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีรุ่นนี้ สามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 101.86 กิโลเมตร ได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีติดเรือรบ นอกจากนั้น การยิงหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน นับเป็นครั้งแรก ที่มีการยิงจากเรือที่ต่อขึ้นเองภายในประเทศ โดยเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 ที่กองทัพเรือขออนุมัติกระทรวงกลาโหมดำเนินการต่อขึ้นจากแบบเรือที่กองทัพเรือมีใช้ราชการ ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ ด้วยการน้อมนำและยึดถือการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยใช้แบบเรือของเรือหลวงกระบี่ ที่กองทัพเรือได้ต่อขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นแบบพื้นฐาน.

โดยรวมแล้ว หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ถือเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพเรือไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ที่มา – หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: