ในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ตึงเครียด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดย ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน กับวิกฤติในอดีต พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจพาประเทศไทยไปสู่หายนะทางการคลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล
ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น.ส.ศิริภา ยอมรับผลงานของนายเอกนิติในอดีต ทั้งในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ที่ช่วยจัดหาเงินให้รัฐได้อย่างมาก แต่ย้ำว่าการเป็นรัฐมนตรีคลังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังมากกว่า
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ นายเอกนิติกล้าเปรียบเทียบ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้กับการกู้ในอดีต เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ซึ่งตอนนั้น GDP ติดลบหนักและจำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น การกู้เงินเพิ่มจึงเสี่ยงทำให้ภาระหนี้สาธารณะระยะยาวพุ่งสูง แม้จะไม่เกินเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด แต่สุดท้ายประชาชนต้องแบกรับ
เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ
น.ส.ศิริภา เตือนว่ารัฐบาลควรหาทางเลือกอื่นในการรับมือวิกฤติพลังงาน แทนการกู้เงินเพื่อโครงการที่ไม่ชัดเจน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมมากกว่า “หวังว่าวันนั้นมาถึงท่านจะสามารถหาทางออกได้ดีกว่าการขูดรีดภาษีจากพี่น้องประชาชนตามความเชี่ยวชาญของท่าน” เธอระบุ
ประเด็นนี้จุดประกายการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของ GDP การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทหรือ 0.8% ของ GDP อาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมจะกระทบงบประมาณในอนาคต
เหตุผลที่ปชป. ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน
- สถานการณ์ต่างจากอดีต: GDP ไม่ติดลบ ไม่ใช่วิกฤติรุนแรง
- ภาระหนี้ระยะยาว: เพิ่มดอกเบี้ยจ่าย สุดท้ายตกกับประชาชน
- โครงการไม่ชัดเจน: เงินกู้ไปใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบ
- ทางเลือกอื่น: ลดภาษี ปรับนโยบายพลังงาน โดยไม่ต้องกู้
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหลายคนเห็นด้วยกับปชป. ว่าการกู้เงินควรเป็นทางสุดท้าย และต้องมีแผนชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่หนี้ การเปรียบเทียบกับอดีตอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการกู้ครั้งนี้จำเป็นเท่ากับวิกฤติใหญ่
ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรเน้นการตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. มีบทบาทสำคัญในการเตือนภัย หากรัฐบาลฟังเสียงเตือนนี้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตได้
สุดท้ายแล้ว ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะ
ที่มา – ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับสถานการณ์ในอดีต เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

