'พริษฐ์' เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว 'พิพัฒน์' เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

พริษฐ์เรียกร้องนายกฯเปลี่ยนพิพัฒน์เคลียร์ผลทับซ้อน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนหลังจากติดตามการสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567

“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ยืนยันความเห็นเดิมที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงาน จากนายพิพัฒน์เป็นบุคคลอื่น เพื่อล้างข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สาเหตุหลักมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์เอง ที่เล่าว่านายกรัฐมนตรีเคยเรียกประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่มีผู้ประกอบการเข้าร่วม เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะรู้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วปิดปั๊มหรือกักตุนน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ “ช้างในห้อง” หรือตัวนายพิพัฒน์เองที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท PTG Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจของครอบครัว นี่คือเหตุผลหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็น:

ความเชื่อมโยงทางธุรกิจของนายพิพัฒน์กับ PTG Energy

  • นายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25% ใน PTG Energy โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร
  • ตลอดการสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เมื่อพูดถึงการดำเนินงานของ PTG Energy แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการบริหาร
  • PTG Energy ถือครองห่วงโซ่อุปทานน้ำมันแทบทุกขั้นตอน แม้ไม่มีโรงกลั่นเอง แต่มีหุ้นในบริษัทต่างๆ ดังนี้

การถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (มาตรา 7):

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%

ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (มาตรา 10): อย่างน้อย 6 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
  • บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%

ผู้ขนส่งน้ำมัน (มาตรา 12): อย่างน้อย 4 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
  • บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 25%
  • บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 19%

ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ PTG ถือหุ้น เป็นโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐบาลที่เสนอเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เช่น B10 หรือ B20

ทำไมต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ?

นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่ามีการกระทำผิดจริง แต่สถานการณ์นี้เปิดช่องให้เก็งกำไรได้มหาศาล หากผู้กำหนดนโยบายรู้ข้อมูลล่วงหน้าและมีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางในอุตสาหกรรมน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะในวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน กองทุนน้ำมันขาดแคลน และประชาชนต้องแบกรับภาระ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น สงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบายภายในที่ยังไม่ชัดเจน การที่ผู้รับผิดชอบหลักอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นประธานศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาพลังงาน (ศบก.) มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง นายพริษฐ์เสนอทางออกชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หรือนายพิพัฒน์ถอนตัวเองเพื่อเคลียร์ข้อครหา

ประเด็น “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและการประท้วงจากประชาชนที่เดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลียร์ข้อครหาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตพลังงานเดินหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนตัวจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: