กระทรวงสาธารณสุขประกาศยกเลิกยูกันดาจากเขตโรคอีโบลา หลังมีการเผยแพร่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้จำนวนพื้นที่นอกราชอาณาจักรที่อยู่ในสถานะเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ลดลงเหลือเพียงหนึ่งพื้นที่ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
ประกาศดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพราะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปรับมาตรการด้านสาธารณสุขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ล่าสุด ทั้งยังเป็นข้อมูลที่ประชาชน นักเดินทาง และผู้ประกอบการควรติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยง
ยกเลิกยูกันดาจากเขตโรคอีโบลา มีผลเมื่อใด
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยกเลิกท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา หรือ Ebola virus disease (EVD) พ.ศ. 2569 โดยประกาศลงวันที่ 18 กันยายน 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของประกาศคือ การยกเลิกสาธารณรัฐยูกันดา หรือ Republic of Uganda ออกจากรายชื่อเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา การดำเนินการนี้สะท้อนถึงการประเมินข้อมูลด้านระบาดวิทยาและสถานการณ์สุขภาพของประเทศดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข
ยกเลิกยูกันดาจากเขตโรคอีโบลา เหลือคองโกพื้นที่เดียว
หลังประกาศมีผลบังคับใช้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ Democratic Republic of the Congo จะเป็นพื้นที่เดียวที่ยังคงถูกกำหนดให้เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 การกำหนดสถานะดังกล่าวช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางระบบคัดกรอง ติดตาม และประเมินความเสี่ยงของผู้เดินทางได้อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสถานะของยูกันดาไม่ได้หมายความว่าประชาชนควรละเลยการป้องกันโรค เพราะสถานการณ์โรคติดเชื้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการจึงยังเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเดินทางระหว่างประเทศจำนวนมาก
โรคอีโบลาคืออะไร และทำไมต้องเฝ้าระวัง
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มอีโบลา ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ โรคนี้สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสร่างกายของผู้เสียชีวิตจากโรค
การแพร่เชื้อไม่ได้เกิดจากการอยู่ใกล้ผู้ป่วยทุกกรณี แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้ที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ระบาดควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
ประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเดินทาง
- ตรวจสอบประกาศและคำแนะนำการเดินทางจากกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานราชการก่อนออกเดินทาง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของส่วนตัวของผู้ที่มีอาการป่วย
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
- หากมีไข้หรืออาการผิดปกติหลังเดินทาง ควรแจ้งประวัติการเดินทางและพบแพทย์ทันที
สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรสังเกตอาการของตนเองตามระยะเวลาที่หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำ หากมีอาการน่าสงสัย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปกปิดประวัติการเดินทาง เพราะข้อมูลดังกล่าวช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและจัดการตรวจรักษาได้รวดเร็วขึ้น
ผลต่อการเดินทางและระบบสาธารณสุขไทย
การยกเลิกยูกันดาจากเขตโรคอีโบลาอาจช่วยให้มาตรการควบคุมการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะคองโกซึ่งยังอยู่ในรายชื่อเขตติดโรคติดต่ออันตราย
หน่วยงานสาธารณสุขจะทำหน้าที่ติดตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าวการกำหนดเขตโรค แต่ควรใช้ข้อมูลทางการเป็นหลัก และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างมีสติ
สรุปแล้ว ยกเลิกยูกันดาจากเขตโรคอีโบลา มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2569 ทำให้คองโกเป็นพื้นที่เดียวที่ยังอยู่ในสถานะเขตติดโรคติดต่ออันตราย การติดตามประกาศล่าสุดและดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอคือวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด
ที่มา – สธ. ประกาศยกเลิก “ยูกันดา” จากเขตโรคติดต่ออันตราย “อีโบลา” เหลือคองโกเพียงท้องที่เดียว

