ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ
เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท
- หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
- ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
- ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย
แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน
นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ
นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น
- เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
- ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
- ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
- โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ
คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล
นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ
มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ
ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน


