อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากสภาที่ปรึกษาพิเศษเพื่อเมียนมา (SAC-M) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียนทบทวนนโยบายต่อรัฐบาลทหารเมียนมา

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ สภาที่ปรึกษาพิเศษเพื่อเมียนมา (SAC-M) ซึ่งประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์สำคัญ โดยเรียกร้องให้อาเซียนยกเลิก “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) ที่เคยเห็นชอบในเดือนเมษายน 2564 และหันมาใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นต่อ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และรัฐบาลทหารของเขา

แถลงการณ์ชี้ว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้ใช้ความอดทนของอาเซียนเป็นช่องทางในการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ขณะที่เพิ่มระดับความรุนแรงต่อประชาชนพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาเซียนตกอยู่ในสถานการณ์อับอายมานานหลายปี ผู้ลงนามยืนยันว่ารัฐบาลทหารไม่มีวันเปลี่ยนพฤติกรรม และได้ละเมิดฉันทามติ 5 ข้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ใครคือผู้ลงนามในแถลงการณ์นี้

  • นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไทย
  • นายไซฟุดดิน อับดุลลาห์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย
  • นางเลลา เด ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์
  • อดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นด้านเมียนมาอีก 3 คน

บุคคลเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์ยาวนานในด้านการทูตและสิทธิมนุษยชน ทำให้แถลงการณ์นี้มีน้ำหนักอย่างมาก

ทำไมฉันทามติ 5 ข้อถึงล้มเหลว

ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนประกอบด้วย (1) หยุดการใช้อาวุธทันที (2) มีบทสนทนากับทุกฝ่าย (3) รับรองผู้ไกล่เกลี่ย (4) เปิดทางช่วยเหลือมนุษยธรรมโดยปราศจากข้อจำกัด (5) เริ่มกระบวนการเลือกตั้งตามระยะเวลา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารเมียนมาไม่เคยปฏิบัติตามข้อตกลงใด ๆ เลย โดยเฉพาะหลังเกิดรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 สถานการณ์ในเมียนมายังคงเลวร้าย มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงกว่า 5,000 ราย ผู้ลี้ภัยนับล้าน และการปราบปรามประชาชนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ล่าสุด รัฐบาลทหารประกาศจัดการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส และรายงานการย้ายนางออง ซาน ซูจี ไปสถานที่กักตัวใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นเพียงมาตรการประชาสัมพันธ์เพื่อหลอกนานาชาติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจจริง

มาตรการที่เสนอให้อาเซียน

แถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ขยายการห้ามตัวแทนรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน จากระดับผู้นำไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เพื่อตัดช่องทางสร้างความชอบธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ ยังควรพิจารณามาตรการทางเศรษฐกิจและการประสานงานกับนานาชาติเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ในเมียนมาไม่เพียงกระทบประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาคทั้งหมด รวมถึงปัญหายาเสพติด การอพยพ และความไม่แน่นอนทางการเมือง อาเซียนในฐานะองค์กรหลักจึงต้องแสดงบทบาทที่เด็ดขาดมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากบุคคลที่มีอิทธิพล หากอาเซียนไม่ปรับตัว อาจสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก คุณคิดว่าอาเซียนควรทำอย่างไรต่อไป? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: