กล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวชายวัย 49 ปี ก่อเหตุลอบวางเพลิงเผา “รถเก๋ง” อดีตแฟนสาวถึงหน้าบ้านพัก! สุดท้ายไม่รอด ถูกตำรวจตามรวบตัวได้ในที่สุด ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบและสำนึกผิดกับการกระทำที่เกิดขึ้น
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง ผกก.สภ.วิชิต พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ อำนาจเจริญยิ่ง รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.วิทยา กุลน้อย สว.สส. นำกำลังชุดสืบสวน สภ.วิชิต ควบคุมตัว นายศรายุธ ญาณรัตน์ อายุ 49 ปี ชาว ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ไปชี้จุดซื้อน้ำมัน ก่อนเข้าไปก่อเหตุลอบเผา”รถเก๋ง” มาสด้า 2 สีแดง ทะเบียนภูเก็ต ของ น.ส.ฐิตาภา ศุภสำราญกิจ อายุ 49 ปี อดีตแฟนสาวของนายศรายุธ ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านในพื้นที่ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต เมื่อเวลา 00.55 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 จนได้รับความเสียหาย ก่อนหลบหนีไป
หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง ผกก.สภ.วิชิต ได้เรียก พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ อำนาจเจริญยิ่ง รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.วิทยา กุลน้อย สว.สส. และชุดสืบสวน สภ.วิชิต ประชุมและติดตามการสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านผู้เสียหายสามารถบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ได้ ตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อเหตุจนกระทั่งหลบหนี โดยพบว่าคนร้ายเป็นชาย 1 คน สวมกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกันฝนพลาสติกใส และสวมหมวกกันน็อค เดินตรงไปยัง “รถเก๋ง” ของผู้เสียหายที่จอดอยู่หน้าบ้าน จากนั้นได้ทำการราดน้ำมันและจุดไฟเผารถอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหลบหนีไป ผู้เสียหายให้การว่า ผู้ต้องสงสัยที่ปรากฏในภาพวงจรปิดนั้นมีลักษณะคล้ายกับนายศรายุทธ ซึ่งเป็นอดีตแฟนหนุ่มที่เพิ่งเลิกรากันไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน
จากนั้นชุดสืบสวนได้นำหมายจับเข้าจับกุมตัวนายศรายุทธที่บ้านพัก และนำตัวมาสอบปากคำที่ สภ.วิชิต โดยนายศรายุทธ ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางเพลิงเผา “รถเก๋ง” ของอดีตแฟนสาวจริง อ้างว่าเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และรู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้กระทำลงไป เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุไว้เป็นหลักฐาน ส่วนเสื้อผ้าและหมวกกันน็อคที่ใช้ในวันก่อเหตุนั้น นายศรายุทธอ้างว่าได้นำไปทิ้งในถังขยะข้างทาง
วงจรปิดมัดตัว ชาววัย 49 ปี ลอบเผา “รถเก๋ง” อดีตแฟนสาว อ้างเป็นอารมณ์ชั่ววูบ
คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้หลายๆ คนควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือความไม่พอใจในเรื่องต่างๆ การใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นอีกด้วย
บทเรียนจากคดีเผารถเก๋งอดีตแฟนสาว
การตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบมักนำมาซึ่งความเสียใจในภายหลัง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการขาดสติและความยับยั้งชั่งใจ การควบคุมอารมณ์และหาทางออกอย่างสันติเป็นสิ่งที่ควรฝึกฝนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
- ความสำคัญของสติ: การมีสติจะช่วยให้เราไม่ตัดสินใจทำอะไรลงไปในขณะที่อารมณ์ครอบงำ
- การจัดการความโกรธ: เรียนรู้วิธีจัดการกับความโกรธอย่างสร้างสรรค์ เช่น การพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจ หรือการทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด
- ผลกระทบของการกระทำ: ตระหนักถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายหรือทางสังคม
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตด้วยสติ ไม่ปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวนำทาง เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ การมีสติและรู้จักควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและฝึกฝน
ที่มา – วงจรปิดมัดตัว ชาววัย 49 ปี ลอบเผา “รถเก๋ง” อดีตแฟนสาว อ้างเป็นอารมณ์ชั่ววูบ




