วิกฤตความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจมากขึ้น หลังสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศในหัวข้อ “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,123 คน ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ทั้งจากการสำรวจออนไลน์และการลงพื้นที่
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อการทำงานของกระบวนการยุติธรรมไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และความกังวลว่าอิทธิพลทางการเมืองอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีหรือการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ประเด็นในข่าว แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกปลอดภัยและความไว้วางใจของประชาชนทุกคน
วิกฤตความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมสะท้อนจากผลสำรวจ
เมื่อถามว่าประชาชนนึกถึงอะไรเมื่อพูดถึง “กระบวนการยุติธรรมไทย” กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.85 นึกถึงการพิจารณาและตัดสินคดีของศาลเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ 46.39 ระบุว่ายังไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของระบบ แม้กระบวนการยุติธรรมจะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและแก้ไขข้อพิพาทก็ตาม ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำประกาศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการที่ประชาชนมองเห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
วิกฤตความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมกับคำถามเรื่องความเท่าเทียม
ประเด็นที่น่าจับตาคือมุมมองของประชาชนต่อความเท่าเทียมในสังคม ร้อยละ 38.02 เห็นว่าแต่ละกลุ่มในสังคมไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมเลย ขณะที่ร้อยละ 35.53 มองว่าไม่ค่อยเท่าเทียม เมื่อรวมสองกลุ่มนี้แล้ว จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าการเข้าถึงความยุติธรรมยังมีช่องว่างอยู่มาก
ความรู้สึกดังกล่าวอาจเกิดจากประสบการณ์ของผู้คนที่พบเห็นคดีแตกต่างกัน หรือการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานะทางสังคมและทรัพยากรไม่เท่ากัน บางคนอาจสามารถจ้างทนายความผู้เชี่ยวชาญและติดตามคดีได้อย่างใกล้ชิด ขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่รู้ว่าจะขอคำปรึกษาทางกฎหมายจากที่ใด ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาคจริงหรือไม่
อะไรทำให้ประชาชนไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม
ผลสำรวจระบุว่า เรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลงมากที่สุด คือการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง โดยมีผู้ตอบในประเด็นนี้ถึงร้อยละ 66.87 เมื่อประชาชนรู้สึกว่าการเมืองอาจมีผลต่อการตัดสินใจหรือการดำเนินคดี ความไว้วางใจต่อระบบย่อมลดลง แม้ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีจะต้องพิจารณาตามหลักฐานและกฎหมายก็ตาม
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นระบบ เปิดเผยเหตุผลของการตัดสินใจในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต และทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากระบวนการแต่ละขั้นตอนดำเนินไปอย่างไร การอธิบายที่ตรงไปตรงมาจะช่วยลดความคลุมเครือและป้องกันการตีความว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ
- วางตัวเป็นกลาง: เจ้าหน้าที่และองค์กรในกระบวนการยุติธรรมควรปฏิบัติงานอย่างอิสระ ไม่เอนเอียงไปตามแรงกดดันทางการเมืองหรือกระแสสังคม
- ใช้มาตรฐานเดียวกัน: ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติภายใต้กฎหมายและขั้นตอนเดียวกัน ไม่ว่าจะมีฐานะ อาชีพ หรือสถานะทางการเมืองอย่างไร
- เปิดเผยและตรวจสอบได้: การทำงานควรมีข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมกลไกตรวจสอบเมื่อเกิดข้อสงสัย
- ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย: ประชาชนควรเข้าถึงทนายความและคำปรึกษาทางกฎหมายได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเกินกำลัง
ทางออกเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน
สวนดุสิตโพลพบว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการให้เร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คือการทำให้เข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยมีผู้ตอบเห็นด้วยร้อยละ 66.52 แนวทางนี้มีความสำคัญ เพราะความยุติธรรมไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่มีเงิน มีความรู้ หรือมีอำนาจต่อรองมากกว่าใคร
การช่วยเหลืออาจเริ่มจากการจัดศูนย์ให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย พัฒนาระบบออนไลน์สำหรับตรวจสอบข้อมูลคดี อธิบายสิทธิด้วยภาษาที่ไม่ซับซ้อน และเพิ่มช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกจากนี้ ควรมีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตนเองมีสิทธิอะไร และควรดำเนินการอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ในมุมของผู้เชี่ยวชาญ ผลสำรวจสะท้อนสัญญาณที่สังคมไม่ควรมองข้าม เพราะประชาชนกว่าสองในสามมองว่าความเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม ช่องว่างระหว่างหลักการตามกฎหมายกับประสบการณ์จริงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข การฟื้นฟูความเชื่อมั่นต้องอาศัยทั้งความเป็นอิสระ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุด วิกฤตความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปัญหาที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ได้เพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้ประชาชนเห็นว่า กฎหมายสามารถคุ้มครองทุกคนได้จริง หากสังคมช่วยกันติดตาม ตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ และสนับสนุนการทำงานที่โปร่งใส ความยุติธรรมก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อีกครั้ง
ความคิดเห็นจากผลโพลครั้งนี้จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะสำคัญ ผู้เกี่ยวข้องควรนำข้อมูลไปปรับปรุงการทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ความยุติธรรมไม่ใช่เพียงสิ่งที่รัฐประกาศ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็น เข้าถึง และตรวจสอบได้ในชีวิตจริง
ที่มา – สวนดุสิตโพลเผย คนไทยสะท้อน “วิกฤตความเชื่อมั่น” กระบวนการยุติธรรม



